นายก อบต.ตาพระยา กล่าวว่า เท่าที่ได้รับทราบจากการรายงาน

มาจากผู้ใหญ่บ้หมู่ 17 บ้านร่มทอง ว่าเกิดโรคระบาดในนาข้าว ที่มีลักษณะเสียหายในวงกว้าง ได้ลงไปตรวจสอบแล้ว เป็นเฉพาะส่วน ผมก็ได้รายงานให้ทางอำเภอทราบแล้ว สำหรับอำเภอตาพระยา เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงมากก็เลยทำให้เกิดแมลงและเพลี้ยระบาด รอให้ทางเกษตรพิจารณาดูว่า จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ระหว่างนี้ข้าวอยู่ระหว่างการออกรวงที่จะต้องเก็บเกี่ยว เกษตรกรหมู่บ้านร่มทองต้องอยู่ในภาวะที่ต้องขาดทุนที่ข้าวของตนเองเสียหาย และให้ทางเกษตรพิจารณาดูความเสียหายทั้งหมด และจะพิจารณาเยียวยาในส่วนที่พอจะช่วยเหลือได้ ทางท้องถิ่นเราจะไม่ทอดทิ้งประชาชน พยายามเยียวยาในส่วนที่ควรจะได้

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก ตลาดเช้าที่คนเมืองพิษณุโลก นิยมมาจับจ่ายอาหารสำเร็จรูป ผัก ปลา ของคาวหวานมากที่สุด ในเช้าวันเสาร์นี้คึกคักไปด้วยประชาชนจำนวนมาก และเมื่อมาถึงล็อควางขายผักพื้นบ้านเส้นกลางตลาดใต้ ส่วนผู้จับจ่ายหลายคนถึงกับสะดุ้ง บางคนก็ต้องหยุดดู พร้อมซักถามทราบว่า แม่ค้ารับซื้อมาจากมาอีกทอด โดยคนจับได้ใช้หนังสติ๊กยิงมาจากกลางนา และจับนอนขดอยู่ในถาดมาวางขาย สำหรับงูเห่าตัวนี้น้ำหนักประมาณ 1.7 กิโลกรัม หลังจากวางขายได้ไม่นาน มีคนมาซื้อไปแล้วในราคา 350 บาท เพราะนานๆครั้งจะมีงูเห่ามาวางงานให้กับผู้นิยมเมนูสะดุ้งแบบนี้ และจะไม่ค่อยพบเห็นงูเห่ามาวางในตลาดทั่วไปเพราะส่วนมากแล้ว คนที่จับงูเห่าได้จะนำไปประกบอาหารบริโภคกันเองในครอบครัวของตนเองเสียมากกว่า

ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวถึงความคืบหน้ารัฐบาลมอบหมายให้อคส.รับซื้อข้าวโพดปริมาณ 1 แสนตัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ในช่วงผลผลิตออกพร้อมกันปลายปีนี้ ว่า ขณะนี้อคส.ได้ทำการสำรวจแหล่งปลูกข้าวโพดและแหล่งฝากเก็บข้าวโพดแล้ว ในพื้นที่ภาคเหนือ 4-5 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ส่วนแหล่งฝากเก็บข้าวโพดมีความพร้อมที่จังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา โดยจะนำหารือคณะกรรมการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สัปดาห์หน้า

“ผลผลิตที่ออกมา คาดว่ามีปริมาณ 8 แสนตัน ในจำนวนี้ใช้ในประเทศ 5 แสนตัน และเข้าสู่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ 2 แสนตัน ประเมินว่าการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตรว์ปริมาณไม่เกิน 1 แสนตัน น่าจะเพียงพอในการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณส่วนที่เกินอีก 1 แสนตันเท่านั้น ” ร.ต.อ.สุธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์นี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเรียกสมาคมและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ประชุมหารือแนวทางปฏิบัติในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้ผู้นำเข้าและใช้ข้าวสาลีต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ ในสัดส่วน 1 ต่อ 3 และพิจารณาแผนปฏิบัติอคส.ในการดำเนินการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยตรงกับชาวไร่ ก่อนที่ผลผลิตกว่า 60% จะออกสู่ตลาดก่อนปีใหม่นี้

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง กับมีอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนตกเล็กน้อย ส่วนภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกได้ในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกยังคงมีฝนลดลง กับมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกได้ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และลำปาง
อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ทางตอนล่างของภาค
อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไชยวัฒน์ จุนถิรพงศ์ นายอำเภอประโคนชัย ได้ลงพื้นที่แจ้งเตือนเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกไปตามตามถนนลาดยาง และถนนคอนกรีตตามถนนสายรองแทบทุกพื้นที่ในอำเภอประโคนชัย เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าว ที่ส่วนใหญ่จะรถเกี่ยว ซึ่งจำเป็นจะต้องนำไปตากก่อนจะนำไปเก็บในยุ้งฉาง หากไม่เอาไปขายให้กับโรงสีในทันที เพราะเกรงจะเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุ เนื่องจากการตากข้าว เนื่องจากจะใช้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของผิวจราจรในการตากข้าว ทำให้ถนนเหลือช่องสัญจรรถเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ของถนน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมาก หากไม่มีการทำเครื่องหมายสัญญาณให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ข้าวเปลือกจะสูญหาย จากการขโมยได้ เพราะข้าวเปลือกที่วางอยู่บนถนน คนร้ายสามารถขับรถมาจอดแล้วขโมยได้ทันที

นายอำเภอประโคนชัย กล่าวด้วยว่า ได้สั่งกำชับให้ผู้นำท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ ให้เกษตรกรที่นำข้าวไปตากบนถนน นำทำเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟไปติดให้เด่นชัด ให้ผู้ใช้รถรับรู้ว่าข้างหน้ามีการตากข้าว เพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย รวมถึงการจัดเวรยามเฝ้าระวังการขโมยข้าวเปลือก ซึ่งที่ผ่านมาแทบทุกปีในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว มักจะมีโจรมาขโมยข้าวเปลือกของเกษตรกรเป็นประจำ ถึงแม้ปีนี้ข้าวเปลือกจะมีราคาถูกก็ตาม แต่สภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ไม่ควรจะไว้วางใจ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังรับส่งมอบข้าวสารจากชาวนาถึงผู้ประกอบการว่า ตามที่กระทรวงแรงงานจัดโครงการ “จากชาวนาถึงแรงงาน” โดยได้ขอความร่วมมือสถานประกอบการรับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างนั้น ล่าสุดกระทรวงมีการส่งมอบข้าวจากกลุ่มเกษตรกรให้กับสถานประกอบกิจการที่ร่วมโครงการโดยตรง จำนวน 46.8 ตัน รวมเป็นเงิน 1,547,345 บาท แบ่งเป็นข้าวจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตร (ธกส.) ศรีสะเกษ 35,400 กิโลกรัม เป็นเงิน 920,400 บาท เพื่อให้สถานประกอบการใน จ.ระยอง สมุทรปราการ และข้าวจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินบ้านดอกบัว จ.พะเยา 11,399 กิโลกรัม เป็นเงิน 626,945 บาท เพื่อให้สถานประกอบการใน จ.ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และสมุทรปราการ

“จากการดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 2-14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้ประสานให้ชาวนาขายข้าวได้แล้วทั้งหมด 220 ตัน นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างประสานข้อมูลปริมาณข้าวจากกลุ่มเกษตรที่จะจำหน่าย 133 กลุ่ม ทั้งนี้หากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรต้องการขายข้าวอีกขอให้ประสานมาได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ” พล.อ.ศิริชัย กล่าว

ด้าน นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวง กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการจัดสรรตำแหน่งงานเพื่อรองรับเกษตรกรมาทำอาชีพเสริมช่วงว่างเว้นจากการทำนา รวม 37,127 อัตรา อาทิ ตำแหน่งแม่บ้าน 505 อัตรา พนักงานเสิร์ฟ 645 อัตรา พนักงานขายของหน้าร้าน 3,876 อัตรา แรงงานในฟาร์ม 111 อัตรา แรงงานด้านการผลิต 4,281 อัตรา แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์ 427 อัตรา สำหรับโครงการสมาร์ทฟาเมอร์ นั้นสามานถอบรมเทคนิกการขายออนไลน์แล้วกว่า 1,600 คน ใน 26 จังหวัด

ธนารักษ์เตรียมจัดที่ราชพัสดุให้เกษตรกรทำกินปลอดค่าเช่า 6 เดือนในปี′60 รายละไม่เกิน 15 ไร่ และเร่งจัดหาพื้นที่สร้างบ้านคนแก่ ชง ครม.ผ่อนคลายเงื่อนไขบ้านธนารักษ์ประชารัฐ

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 กรมธนารักษ์มีแผนจัดที่ราชพัสดุในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน สำหรับเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจะยกเว้นค่าเช่าให้คนที่เข้าร่วมโครงการ เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งจะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการดำเนินการ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เช่าที่ราชพัสดุทำการเกษตรอยู่ทั้งสิ้นกว่า 1 แสนราย

นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังมีโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) ตามมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งเห็นชอบไปนั้น ในส่วนกรมธนารักษ์ได้เสนอพื้นที่ที่จะก่อสร้างไปเบื้องต้น 4 แห่ง คือ ชลบุรี นครนายก เชียงราย และเชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้จัดหาพื้นที่เพิ่มเติมอีกประมาณ 7 แห่ง อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างให้ธนารักษ์พื้นที่ลงไปสำรวจ พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนจะนำพื้นที่มานำเสนอให้รัฐบาล

“การก่อสร้างก็คงทำเหมือนกับบ้านธนารักษ์ประชารัฐ แต่กำหนดเงื่อนไขเป็นบ้านผู้สูงอายุแทน” นายจักรกฤศฏิ์กล่าว

อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวด้วยว่า กำลังทำเรื่องเสนอ ครม. ปรับเงื่อนไขโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐที่ติดเงื่อนไขว่า มีประชาชนมาจองไว้จำนวนมาก แต่ไม่ผ่านเงื่อนไข ได้แก่ เงื่อนไขเรื่องบ้านหลังแรกที่บางรายเช่าที่อยู่ แล้วมีการสร้างบ้าน จึงทำให้ไม่เข้าเงื่อนไขบ้านหลังแรก ขณะเดียวกันต้องการปรับเรื่องรายได้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น กล่าวคือถ้าประชาชนมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ก็อยากให้ได้รับสิทธิซื้อบ้านได้ด้วย

เนชั่นแนลจีโอกราฟิกเผยแพร่คลิปวิดีโอสารคดีตอนหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกตกใจและสงสารเพนกวินตัวหนึ่งอย่างมากโดยเป็นเพนกวินแมกเจลแลนตัวผู้ตัวหนึ่งท่ามกลางเพนกวินกว่า200,000ตัวที่มาที่ชายหาดในอาร์เจนตินาเพื่อเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ตั้งแต่เดือนกันยายน และขุดหลุมสร้างรังเพื่อรอลูกน้อยที่กำลังจะฟักออกมาในเดือนนี้ ซึ่งหลังจากมันกลับมาที่รังที่อยู่กับคู่รัก กลับต้องช็อกหนักเมื่อเจอภรรยาของตนอยู่กับเพนกวินตัวผู้ตัวอื่น จึงเกิดศึกชิงนางต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยใช้จะงอยปากและปีกที่ไม่สามารถบินได้ของมันสู้กัน

ซึ่งหลังจากสู้กันอยู่พักใหญ่และหาทางจบไม่ได้เพนกวินตัวผู้ทั้งสองจึงเรียกให้ฝ่ายหญิงมาเป็นคนเลือกซึ่งฝ่ายหญิงก็ไม่ลังเลเลยที่จะเลือกคู่รักใหม่ของตน แต่ฝ่ายชายกลับไม่ยอมรับผล และเดินไปขอสู้ต่อที่รังรักใหม่ของทั้งคู่จนต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สุดท้ายฝ่ายสามีเก่าก็แพ้ และฝ่ายหญิงก็เลือกผู้ชนะ จนสามีเก่าต้องเดินจากไป

ทั้งนี้ เพนกวินเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มักจะรักเดียวใจเดียวตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าตัวเมียทุกตัวจะสนใจอยู่กับตัวผู้เพียงตัวเดียวตลอดระยะเวลาฤดูผสมพันธุ์

โดยหลังจากคลิปวิดีโอนี้เผยแพร่ออกไปก็กลายเป็นไวรัลดังมีผู้แชร์และแสดงความเห็นใจเพนกวินตัวนี้เป็นอย่างมาก อภิปรัชญาวิชา “ในหลวง” สู่ศาสตร์ “ภูมิสังคม” ม.แม่โจ้

การจะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ใด ควรต้องเรียนรู้และเข้าใจในบริบทของพื้นที่นั้น ดังพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” คือที่มาการเรียนการสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่มีการเรียน-การสอน “วิชาในหลวง” โดยตรง ตั้งแต่ พ.ศ. 2547

ภายใต้การริเริ่มของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ว่า “ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะได้รับรู้ รับทราบ ปรัชญา หลักสูตร และแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงเมตตา ประทานแสงประทีปแห่งปัญญา…ทำให้ประเทศได้พัฒนาเจริญทั่วหน้าอย่างสอดคล้องกับภูมิสังคม”

นอกจาก “เรียนวิชา” ที่เป็นตำราเรียนทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิของหลักสูตร ทั้ง ม.จ.ภีศเดช รัชนี, ดร.อำพล เสนาณรงค์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี แล้วยังมี นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ฯลฯ ได้มาถ่ายทอด

หลักสูตรให้ความสำคัญกับตำรานอกสถานที่ “แหล่งเรียนรู้ของชาวภูมิสังคม” ใน 10 ปีที่ผ่านมา นักศึกษาต้องลงพื้นที่ชุมชน 152 หมู่บ้าน 10 ศูนย์เรียนรู้ชุมชน/วิสาหกิจชุมชน 29 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 5 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และ 10 โครงการในมูลนิธิชัยพัฒนา

สำหรับรายวิชาที่เปิดสอน 9 รายวิชา จากทั้งหมด 11 รายวิชา ตำราเรียนของหลักสูตรจึงเป็นตำราแห่งชีวิต ประกอบด้วย

รายวิชา พภ 511 ปรัชญา ทฤษฎี และแนวคิดในการพัฒนา ต้องการให้นักศึกษาเรียนรู้บริบทของการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการปรับตัวของชุมชนต่อการพัฒนา แบบเรียน ควบคู่ไปกับแบบฝึกหัดของนักศึกษา จึงเป็นพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นส่วนใหญ่ อาทิ ชุมชนในเขต อ.ดอยสะเก็ด ได้แก่ ชุมชนบ้านป่าสักงาม บ้านสันทราย ต.ลวงเหนือ ชุมชนบ้านปางไม้แดง อ.ดอยสะเก็ด ชุมชนในเขต อ.แม่ออน ได้แก่ ชุมชนบ้านปางจำปี บ้านป็อก ต.ห้วยแก้ว บ้านสหกรณ์ ต.บ้านสหกรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

การเรียนรู้ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิชา พภ 521 ใช้พื้นที่ชุมชนบ้านสาขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นห้องเรียน จากการพลิกวิกฤตเรื่องหนี้สินของชุมชน โดยอาศัยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง, ชุมชนบ้านทาป่าเปา อ.แม่ทา จ.ลำพูน บทเรียนของการจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยชุมชน, บ้านบัว บ้านล้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา บ้านบัวเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ระดับ “มั่งมี ศรีสุข”

ในวิชา พภ 531 การบริหารโครงการพัฒนา สนับสนุนให้เกิดเรียนรู้ในการบริหารจัดการโครงการตามแนวพระราชดำริ ทั้งในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก โครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนลำพะยังตอนบน จ.กาฬสินธุ์

รวมไปถึงการพัฒนาพื้นที่ในการดำเนินงานภายใต้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 5 ศูนย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำริเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ

นอกจากนี้ นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ตามแต่วัตถุประสงค์ของโครงการ เช่น โครงการศึกษาทดลองการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านนา จ.นครนายก โครงการทฤษฎีใหม่วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จ.เพชรบุรี

โครงการในมูลนิธิชัยพัฒนา อาทิ โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ จ.สมุทรสงคราม โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จ.สระแก้ว โครงการฟาร์มทดสอบสาธิตมีนเกษตร “สองน้ำ” จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เช่น ศูนย์เรียนรู้ป่าชายเลนท่าสอน เป็นการจัดการป่าชายเลนลุ่มแม่น้ำเวฬุ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร สวนศรียา ของนายไสว ศรียา จ.นครนายก ที่โด่งดังในการทำต้นไม้แฟนซี การทำผลไม้ในขวดแก้ว เป็นต้น

แบบเรียนที่สำคัญอีกรายวิชา คือ พภ 532 การวิเคราะห์พื้นที่เพื่อการพัฒนา เป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมของนักพัฒนา ในกระบวนการวิเคราะห์พื้นที่ โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีตามพระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่ โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ภายใต้พื้นที่ที่เรียกว่า “Known Area” และฝึกปฏิบัติในพื้นที่กรณีศึกษาที่เรียกว่า “Unknown Area” โดยมีโจทย์การวิเคราะห์ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างในชาติพันธุ์ ภูมิวัฒนธรรม ภูมิประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย และผู้เรียนสามารถออกแบบการพัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น พื้นที่ ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว พื้นที่ ต.แม่วิน อ.แม่วาง พื้นที่ อ.สะเมิง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อ.เวียงป่าเป้า อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน

“การพัฒนาภูมิสังคม” ยังต้องคำนึงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและฐานทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมและต้นทุนทรัพยากรที่สนับสนุนการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน นั้นคือการเรียนรู้ในรายวิชา พภ 543 ชุมชน ทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพ และ พภ 547 ภูมิปัญญาไทย ควบคู่ไปพร้อมกัน

ทั้ง 2 วิชานี้ ใช้กรณีศึกษาในพื้นที่ จ.น่าน เรียนรู้ภูมิปัญญาในการเก็บพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งฆ้อง อ.ท่าวังผา การทอผ้าและย้อมผ้าสีธรรมชาติบ้านโป่งคำ อ.สันติสุข การอนุรักษ์แม่น้ำน่าน และป่าชุมชน ภายใต้การพัฒนาท้องถิ่นโครงการไหล่น่าน อ.เวียงสา

ในการเรียนรู้ของหลักสูตร มิได้จำกัดแต่เฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ผู้เรียนยังได้เรียนรู้ความแตกต่างตามภูมิสังคม ของแต่ละภาคทั้งในภาคเหนือ : จ.น่าน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน ภาคกลาง : จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันตก : จ.กาญจนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา

วิชาที่สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง knifelesstechsystems.com ด้วยการศึกษากรณีตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับรายวิชา เช่น รายวิชา พภ 533 วิธีวิทยาการวิจัยเพื่อการพัฒนา และวิชา พภ 544 นวัตกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พภ 548 การจัดการความรู้ ซึ่งศาสตร์แห่งการเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่เป็นตัวอย่างที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคตของการทำงานในแต่ละภูมิสังคมอีกด้วย

ผศ.ดร.รัตนาโพธิสุวรรณ อาจารย์ประจำหลักสูตร แนะนำสาขาวิชาภูมิสังคมว่า “เป็นการเรียนหลักสูตรการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียนรู้หลักคิด สรรพวิชา ที่พระองค์ท่านทรงทำ ถ้าจบหลักสูตรนี้ องค์กรธุรกิจ หรือบุคคล จะไม่ได้อยู่เพื่อเงิน เพื่อกำไร แต่คือบุญ ได้ทั้ง Social Benefit, Economic Benefit”

หลักสูตรการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน ในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีนักศึกษาจบไปแล้ว 13 รุ่น จำนวน 191 คน นายปรัชญา ดิลกสัตยา นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยให้ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ เปิดพื้นที่ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ หรือสั่งซื้อข้าวสารของสหกรณ์เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2559/60 ซึ่งกำลังทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตและจะมีปริมาณข้าวเปลือกออกมามากในช่วงเดือนพฤศจิกายน นั้น

สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ได้สนองนโยบายดังกล่าวโดยการประสาน ความร่วมมือกับขบวนการสหกรณ์ในกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเครือข่ายในการกระจายข้าวสารของของสหกรณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับสมาชิกและประชาชนที่สนใจ ซึ่งข้าวสาร ที่จะนำมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร จะเน้นข้าวหอมมะลิ 100% บรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์แท็กซี่ สหกรณ์เคหสถานและร้านค้าสหกรณ์ที่แจ้งความประสงค์จะสั่งซื้อข้าวสารของสหกรณ์การเกษตรไปกระจายสู่ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ แล้วจำนวน 17 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงศึกษาธิการ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด

สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลตำรวจ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์สภากาชาดไทย จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์กรมแผนที่ทหาร จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยมหิดล จำกัด สหกรณ์แท็กซี่สุวรรณภูมิ จำกัด สหกรณ์เคหสถานชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า จำกัด สหกรณ์เคหสถานฟ้าใหม่ จำกัด สหกรณ์เคหสถานราศีธรรม จำกัด สหกรณ์เคหสถานประชาสามัคคี จำกัด ร้านสหกรณ์ตำรวจตระเวนชายแดน จำกัด และร้านสหกรณ์หนองแขม จำกัด เบื้องต้นมียอดสั่งซื้อในวันแรกที่เปิดรับแล้ว 2 ตัน และจะเริ่มจำหน่ายตามสหกรณ์และชุมชนต่าง ๆ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 นี้ สำหรับหน่วยงานและสหกรณ์อื่น ๆ ในเขตกรุงเทพมหานครต้องการสั่งซื้อข้าวสารสหกรณ์เพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 โทร.083-1032843 , 02-2415902