นายจาตุรนต์ กล่าวว่า อาชีพทุกอาชีพ ที่เป็นอาชีพสุจริต

มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน หากมีความตั้งใจจริง รักในอาชีพที่ทำอยู่ จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และที่เรียนให้จบสูงๆ มานั้น ไม่ใช่เพื่อรับราชการเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อทำให้จิตใจที่สูงส่ง มีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบในตนเองและผู้อื่น และเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปศุสัตว์สงขลา “เผย” ลิงเขาน้อย เขาตังกวน สุนัขจรจัด ตัวปัญหาฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ทน.สงขลา เตือนประชาชนหลีกเลี่ยง “ลิง” เขาตังกวน เขาน้อย กัดหรือข่วน

วันที่ 13 มีนาคม นายสัตวแพทย์กิติกรณ์ เจนไพบูลย์ ปศุสัตว์ จ.สงขลา เปิดเผยว่า สัตว์ที่เป็นตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าที่สำคัญคือ สุนัข แมว กระรอก กระแต กระต่าย ชะนี หนู ลิง ปศุสัตว์ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ที่พบบ่อยคือ สุนัข แมว ลิง กระต่าย ให้ได้มากที่สุดในเดือน มี.ค.-เม.ย.

นายสัตวแพทย์กิติกรณ์ เปิดเผยว่า สุนัขจรจัดและลิงบนเขาตังกวน-เขาน้อย ซึ่งมีอยู่นับพันๆ ตัว ยังเป็นปัญหาในการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ไม่สามารถเข้าใกล้เพื่อจับตัวมาฉีดวัคซีนได้
ทางด้าน นายสมศักดิ์ ตันติเศรณี นายก ทน.สงขลา เปิดเผยว่า ลิงเป็นสัตว์ที่เป็นตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง โดยเฉพาะลิงบนเขาตังกวนและเขาน้อยในเขตเทศบาล มีประมาณ 5,000-6,000 ตัว 5 แก๊ง ทำการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้น้อยมากเพราะจับตัวได้ยากมาก มีวิธีการเดียวยิงยาสลบในเวลาลงมากินอาหาร แต่ได้น้อยมาก เทศบาลได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงอย่าให้ลิงเขาน้อยและเขาตังกวนกัดหรือข่วน

วันที่ 14 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในบ้านหาดไคร้ หมู่ 7 ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้ใช้วิกฤตภัยแล้งที่แม่น้ำโขงแห้งลงเก็บไกหรือสาหร่ายแม่น้ำโขง ที่ขึ้นอยู่ตามซอกและก้อนหินในแม่น้ำโขง เพื่อนำมาปรุงอาหารและขายสร้างได้เลี้ยงครอบครัวในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้และเป็นการเก็บได้เพียงปีละ1 ครั้ง เท่านั้น จนทำให้ไกหรือสาหร่ายน้ำโขงกลายเป็นอาหารตามฤดูกาล

นางคำ โยงยืน วัย 70 ปี ชาวบ้านที่ออกเก็บไกในแม่น้ำโขง กล่าวว่า ไกเป็นสาหร่ายน้ำโขงที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กับสาหร่ายที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ตนและน้องสาวรวมทั้งเพื่อนบ้านนับร้อยคนได้ออกมาเก็บกันเป็นประจำในช่วงหน้าแล้งของทุกปี ส่วนใหญ่จะเริ่มเก็บตั้งแต่ช่วงของเดือนมีนาคมถึงเมษายนหรือหากน้ำโขงแห้งก็จะออกหาไกจนถึงเดือนพฤษภาคม หรือจนกว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้น การเก็บไกต้องเลือกที่ไม่แก่จนเกินไป หลังเก็บได้นำมาล้างในแม่น้ำโขง เพื่อเอาส่วนที่เป็นเมือกและสาหร่ายไกที่ไม่สมบูรณ์ รวมทั้งเศษดินทรายออก จากนั้นบีบจนแห้งนำมาแขวนให้สะเด็ดน้ำริมแม่น้ำโขง ก่อนจะนำไปขายให้แม่ค้าในตลาด ที่รับซื้อกิโลกรัมละ 10 บาท

นางคำ กล่าวด้วยว่า วันหนึ่งชาวบ้านที่นี่จะหาไกได้คนละประมาณ 5-20 กิโลกรัม ต่อวัน สร้างรายได้วันละกว่า 500-2,000 บาท ซึ่งไกแม่น้ำโขงที่บ้านหาดไคร้ถือว่าเป็นไกที่อร่อยที่สุด เป็นที่นิยมของผู้บริโภคและยังเป็นแหล่งเดียวกันกับที่ปลาบึกจะขึ้นมากินไก หรือสาหร่ายบริเวณแหล่งนี้ของทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนปลาบึกจะวางไข่

ปัจจุบัน ไกน้ำโขงสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่น สาหร่ายไกอบแห้ง ที่มีราคาสูงกิโลกรัมละ 1,500 บาท สาหร่ายไกทรงเครื่อง ข้าวเกรียบไก น้ำพริกไก ซึ่งไกแปรรูปยังได้เป็นสินค้าสุดยอดโอท็อปของบ้านหาดไคร้ด้วย และในวันที่ 16 มีนาคมปีนี้ ทางอำเภอเชียงของจะจัดงานกิ๋นไกน้ำของ ที่กาดกองเก่า กาดประชารัฐกาดต้องชม เจียงของ โดยจะมีขบวนแห่ไกน้ำโขงที่ยาวที่สุดในโลก และการสาธิตทำอาหารจากไก หรือสาหร่ายน้ำโขงด้วย

วันที่ 14 มีนาคม รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาแจ้งว่า การดำเนินการโครงการเติมทรายให้ชายหาด หาดชลาทัศน์และหาดสมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งเป็นโครงการของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม มูลค่าโครงการ 269 ล้านบาท ระยะทางชายหาดกว่า 3 กิโลเมตร เป็นโครงการเติมทรายให้ชายหาดโครงการแรกของประเทศ ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง หลังจากต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุม ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดผู้รับเหมาโครงการได้จัดเตรียมนำอุปกรณ์ เครื่องจักร เข้ามาประจำการ

เพื่อเตรียมดำเนินการโครงการอีกครั้ง แต่ต้องประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนทำให้คลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเทศบาลนครสงขลาได้ปักธงแดงเตือนภัยบริเวณชายหาด ห้ามลงเล่นน้ำทะเลอย่างเด็ดขาด ในขณะที่โครงการต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง โดยต้องถอนเครื่องจักรออกไปชั่วคราว และต้องรอให้คลื่นลมสงบลง จึงจะสามารถดำเนินการเติมทรายให้ชายหาดได้อีกครั้ง โดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เครือข่ายภาคประชาชนมีความกังวลว่า การดำเนินการโครงการนี้อาจจะไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่วางเอาไว้ คือเดือนมิถุนายนปีนี้

นายสัญญา วัชรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาความคิดเพื่อชีวิตและสังคม กล่าวว่า ทางเครือข่ายนั้นมีการจับตาการดำเนินการโครงการนี้อย่างต่อเนื่องและกังวลว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จตามกำหนดเวลาหรือไม่ เพราะต้องหยุดชะงักมาแล้วนานหลายเดือน แต่ก็จะรอดูไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด ว่าจะแล้วเสร็จหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการทวงถามต่อไป

วันที่ 14 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดเหตุพายุหมุนพัดเข้าถล่มบ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 5 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นบ้านของ นายแว่ว เกตุนวม โดยสภาพตัวบ้านพบว่าหลังคาปลิวหายไปทั้งหลัง ลอยไปตกไกลจากตัวบ้านหลายสิบเมตร ฝาผนังตัวบ้านได้รับความเสียหายหักเอียงพร้อมที่จะถล่มลงมา ข้าวของภายในบ้านกระจัดกระจายและเปียกโชกจากน้ำฝน

นายแว่ว กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุมีลมฝนหนักมาก ได้ยินเสียงดังตึงๆ อยู่เป็นระยะ จากนั้นก็มีเสียงเหมือนฟ้าผ่าดังสนั่น แต่เมื่อตนมองขึ้นไปบนหลังคาก็พบว่า หลังคาบ้านทั้งหลังกำลังถูกลมกระชาก และหลุดลอยขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ตนได้แต่หมอบอยู่ใต้ถุนบ้านเพื่อเอาชีวิตรอด กินเวลาประมาณ 20 นาที ลมฝนจึงเริ่มซาลง เมื่อสำรวจตัวบ้านและรอบบ้านก็พบความเสียหายอย่างหนัก มูลค่ากว่า 2 แสนบาท

ล่าสุดผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจมีบ้านของนายแว่วเพียงหลังเดียวที่ได้รับความเสียหาย จากพายุลมฝนในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นบ้านที่ปลูกอยู่ขอบของหมู่บ้านและอยูในทางลม จึงได้ประสานไปทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอำเภอสรรคบุรี เพื่อขอความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เบื้องต้นแล้ว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในเดือน ก.พ. 2561 สคร. จัดเก็บรายได้จากรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1.39 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.9 พันล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 2560- ก.พ. 2561) สคร.สามารถจัดเก็บรายได้จากรัฐวิสาหกิจ ทั้งสิ้น 6.45 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.48 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 30% ซึ่งมีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2561 สคร. ได้มีนโยบายสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผ่านแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้รัฐวิสาหกิจมีผลประกอบการที่ดียิ่งขึ้นและสามารถนำส่งรายได้แผ่นดินเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำนวน 1.37 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศด้วย

นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีรายได้นำส่งจริงสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 1.59 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 24.77%, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีรายได้นำส่งจริงสะสม อยู่ที่ 1.33 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20.73%,

บมจ. การท่าอากาศยานไทย (AOT) มีรายได้นำส่งจริงสะสม อยู่ที่ 8.6 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 13.32%, ธนาคารออมสิน มีรายได้นำส่งจริงสะสม อยู่ที่ 6.52 พันล้านบาท คิดเป็น 10.11% และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีรายได้นำส่งจริงสะสม อยู่ที่ 5.69 พันล้านบาท คิดเป็น 8.82% และรัฐวิสาหกิจและกิจการอื่นๆ ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% มีรายได้นำส่งจริงสะสม 1.43 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 22.25%

“จะเห็นว่าการนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจมีการนำส่งที่สูงกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2561 เนื่องจากผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจของ สคร.” นายชาญวิทย์ กล่าว

น้ำพริกลงเรือ เป็นน้ำพริกกะปิชนิดหนึ่งในตำรับอาหารชาววังที่มีรสชาติเปรี้ยวเค็มเผ็ดหวานอย่างกลม กลืน รับประทานเคียงกับทั้งผักต้มและผักสด คิดค้นโดย หม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมคนสุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นอาหารที่ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา (พระอรรคชายาเธอในรัชกาลที่ 5) และ พระราชธิดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี โปรด

ครั้งนั้น เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับปฏิบัติงานในห้องพระเครื่องต้นในราชสำนัก มี หม่อมเจ้าสะบาย นิลรัตน์ เป็นหัวหน้า และ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ ทรงเป็นผู้ควบคุมห้องต้นเครื่อง หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ หลานสาวของหม่อมเจ้าสะบาย ซึ่งเข้ามาในห้องเครื่องวังสวนสุนันทาแต่ยังเยาว์ เล่าถึงที่มาของชื่อ “น้ำพริกลงเรือ” ไว้ว่า

“…เจ้านายเล็กๆ เสด็จเล่นเรือกัน เดือน 11-12 น้ำมันเจิ่ง ทีนี้มืดค่ำแล้วถึงเวลาเสวย ไม่เสด็จขึ้นจากเรือ คุณจอมสดับก็ไปชวนเชียว “มาเพคะ เสด็จเลิกเล่นเพคะ ขึ้นเสวยถึงเวลาเสวยแล้ว ประเดี๋ยวท่านป้า (พระวิมาดาเธอฯ) กริ้วเอาเพคะ” คุณจอมสดับเรียกท่านก็ไม่ขึ้น ไม่ยอมขึ้นมาเสวย คุณจอมสดับก็ตัวสั่นเลย กลัวจะถูกกริ้ว วิ่งขึ้นมาห้องเสวยที่เค้ามีโต๊ะใหญ่พักเครื่องเวลาเครื่องเชิญมาจากห้องเครื่องพักวางจนกว่าจะเลื่อนออกไปที่โต๊ะเสวย

คุณจอมสดับเข้าไปก็ไปเปิดฝาชามดูเครื่องมีอะไร วันนั้นมีเครื่องน้ำพริกกะปิ หมูหวาน ไข่เค็ม ปลาช่อนทอดฟู ปลาทู ปลาดุกย่างทอด กระเทียมดอง หมูพะโล้ คุณจอมก็เทข้าวลง หยิบเครื่องทุกอย่างใส่จาน มะเขือ แตงกวา วางลง ใส่ช้อนส้อม เอาไปถวายเจ้านายเล็กๆ ท่านเสวยหมดทุกองค์ แล้วบอกว่าอร่อยมาก ข้าวอันนี้อร่อยมาก ก็ข้าวคลุกน้ำพริกนี่แหละ แต่เครื่องน้ำพริกมันเยอะ เจ้านายอยากเสวยอีก ก็บอกว่าเอาอย่างวันกินน้ำพริกลงเรือ ก็เลยเรียก น้ำพริกลงเรือ…”

ที่มาเรื่องเดียวกันนี้ นิจ เหลี่ยมอุไร บุตรบุญธรรมของ หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ อธิบายไว้ใกล้เคียงกัน ความว่า

“…วันหนึ่งพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ มีพระประสงค์จะเสวยอาหารในเรือ จึงรับสั่งกับหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ ให้ไปดูในครัวว่ามีอะไรบ้าง เมื่อเดินเข้าไปสำรวจอาหารในห้องเครื่องก็พบว่าเหลือเพียงปลาดุกทอดฟูและน้ำพริกตำไว้เท่านั้น จึงนำน้ำพริกกับปลามาผัดรวมกัน เติมหมูหวานลงไปเล็กน้อย ตามด้วยไข่เค็ม ทิ้งไข่ขาว ใช้เฉพาะไข่แดงดิบ วางเรียงรายลงไป แล้วจัดเครื่องเคียง อาทิ ผักต้ม ผักสด ถวายเป็นอาหารมื้อเย็นบนเรือ ซึ่งทั้งพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ฯ และกรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ทรงโปรดน้ำพริกถ้วยนี้มาก…”

และอีกเนื้อความว่า ครั้งหนึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี (พระนามลำลองว่า สมเด็จหญิงน้อย) มีพระประสงค์จะแล่นเรือท่องไปตามคูคลองในเขตอุทยานวังสวนสุนันทา มีรับสั่งให้เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับเข้าไปหาเครื่องเสวยที่มีเหลืออยู่ในห้องเครื่องเพื่อนำไปเสวยในเรือด้วย แต่เนื่องจากเรือที่นั่งมีเนื้อที่จำกัดไม่ควรนำถ้วยชามลงไปมาก เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับจึงตักเครื่องเสวยที่เหลืออย่างละเล็กละน้อยผสมคลุกเคล้า รวมทั้ง ไข่เค็ม ผักจิ้มใส่จานลงไปในเรือ ปรากฏว่าสมเด็จหญิงน้อยเสวยเอร็ดอร่อยมาก รับสั่งให้เรียกกับข้าวชนิดนี้ว่า น้ำพริกลงเรือ

กรมปศุสัตว์ เผยจีนไฟเขียวนำเข้าไก่ จาก 7 โรงงาน ของไทย หลังผลผลิตไม่เพียงพอ เตรียมส่งออกล็อตแรกมี.ค.นี้ 40 ตู้ มูลค่า 80 ล้านบาท เจาะตลาดยูนนาน พร้อมเร่งรัดให้จีนอนุมัติครบ 19 โรงงาน ดันมูลค่าส่งออกไก่ไทยพุ่ง 20,000 ล้านบาท

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานการขึ้นทะเบียนหรือรับรองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ CNCA ได้ประกาศขึ้นทะเบียนบริษัทผู้ผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของไทย จำนวน 7 ราย จากทั้งหมด 19 แห่ง ตามที่กรมปศุศัตว์ส่งคำเชิญให้จีนมาตรวจสอบ โดยเห็นชอบให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเนื้อไก่ไปจีนได้ ตั้งแต่ วันที่ 6 มี.ค. 2561 แต่ให้ผ่านด่านที่ท่าเรือเมืองกวนเหล่ย มณฑลยูนนาน เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพื่อที่จีนจะกระจายสินค้าไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยมีเป้าหมายเป็นมณฑลของจีนทางตอนใต้ อาทิ คุนหมิง ยูนนาน เป็นต้น ซึ่งขาดแคลนผลผลิตไก่ เนื่องจากในประเทศยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ

สำหรับสินค้าที่ตลาดของจีนทางตอนใต้ต้องการมากที่สุด ได้แก่ เครื่องใน ตีนไก่ ปีกไก่ น่องไก่ เนื้อหน้าอก เป็นต้น ซึ่งการนำเข้าจากไทยผ่านท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปยังท่าเรือเมืองกวนเหล่ยนั้น ต้นทุนถูกกว่าเมื่อเทียบกับการสั่งซื้อจากโรงงานในจีน และโรงงานไทยมีประสิทธิภาพได้มาตรฐานเป็นที่เชื่อมมั่นของผู้บริโภค โดยเบื้องต้นการส่งออกทั้ง 7 โรงงาน ของไทย จะมีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์จะเร่งรัดให้จีนรับรองโรงงานไก่จากไทยจนครบ 19 โรงงาน ทั้งนี้หากมีการรับรองครบทุกโรงงาน คาดว่าไทยจะมีมูลค่าการส่งออก ประมาณ 20,000 ล้านบาท ต่อปี

“สินค้าล็อตแรกที่จะส่งออกไทยภายในเดือนมี.ค.นี้ จะมีประมาณ 40 ตู้คอนเทรนเนอร์ มูลค่า 80 ล้านบาท ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจีนเป็นเมืองใหญ่ หากไทยเจาะตลาดได้ก่อนจะทำให้ได้เปรียบทางการค้า ซึ่งปัจจุบันมีคู่แข่งที่สำคัญคือ เวียดนาม ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จะเร่งแก้ไขเอกสารรายละเอียดโรงงานที่ยังไม่เรียบร้อยอีก 12 แห่ง ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก CNCA โดยเร็วที่สุด”

ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จีน จำนวน 9 คน ได้เข้ามาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลผลิตเนื้อสัตว์ปีกของไทย และตรวจสอบโรงงานเชือดสัตว์ปีกเพื่อส่งออก จำนวน 19 แห่ง ระหว่าง วันที่ 3- 11 ก.ค. 2560 โดยหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น ฝ่ายจีนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การร่วมจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัย ในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนไก่จากราชอาณาจักรไทย ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับการควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกรมปศุสัตว์ ราชอาณาจักรไทย

สำหรับ 7 โรงงาน ประกอบด้วย บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน ) 1 โรงงาน บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2 โรงงาน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด 1 โรงงาน บริษัท โกลเด้น ไลน์ บิสซิเนส จำกัด 1 โรงงาน บริษัท เอฟแอนด์เอฟฟู้ด จำกัด 1 โรงงาน และ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 1 โรงงาน

ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรมเพื่อการส่งออกที่สำคัญ และในอนาคตอาจเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตสินค้าเกษตรนวัตกรรมให้กับภูมิภาคนี้ได้

ภาพรวมมูลค่าการค้าปัจจุบันอยู่ที่ 300,000 ล้านบาท และตลาดมีโอกาสขยายตัวไปได้อีกมาก โดยปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้ง “สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมสินค้าเกษตร (สกน.)” หรือ Institute for Agricultural Product Innovation (APi) ขึ้น เพื่อต่อยอดนวัตกรรมเกษตรตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ล่าสุด ปี 2561 ได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ “APi Business Matching” ขึ้นภายในงาน “Agrinnovation 2018” โดยนำผู้ประกอบการไทย-ผู้นำเข้าจากประเทศ CLMV มาเจรจาธุรกิจ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าเกษตรนวัตกรรม ผลสำเร็จครั้งนี้มีคำสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ระหว่างผู้ประกอบการไทย-กัมพูชา 2,750,000 ล้านบาท, ไทย-เมียนมา 500,000 ล้านบาท และประเทศอื่นที่มีการเจรจาต่อเนื่องหลังจบงาน

สินค้าเกษตรนวัตกรรมที่ผู้นำเข้าให้ความสนใจ เช่น สติ๊กเกอร์สมุนไพรกันยุง ผงข้าวล้างหน้า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากน้ำมันรำข้าว โดยสินค้าเหล่านี้ถูกพัฒนามาจากข้าว มันสำปะหลัง ผลไม้ สมุนไพรชนิดต่างๆ สอดคล้องตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือ value-based economy เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรหรือชุมชน

ปัจจัยสำคัญ ไทยมีจุดแข็งในการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความหลากหลาย สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาและต่อยอดเป็นสินค้านวัตกรรมออกสู่ตลาด จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภค

นอกจากนี้ ทาง สกน. มีแผนจัดกิจกรรมต่อยอดงานวิจัยสินค้าเกษตรไทย กิจกรรมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งแผนจัดหาช่องทางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ งาน THAIFEX-World of Food Asia 2018 งาน STYLE 2018 งาน Organic & Natural Expo 2018 และมีแผนนำผู้ประกอบการไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ อีกทั้งได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อกระตุ้นและเกิดการประสานงานกันมากขึ้นระหว่างผู้วิจัยและผู้ผลิตนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้า

จุดสำคัญของการทำตลาดสินค้านวัตกรรม ต้องศึกษาตลาดให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมา และการเลือก “ช่องทางจำหน่าย” เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้เชื่อมโยงร้าน Golden Place จำหน่ายสินค้าเกษตรนวัตกรรมกลุ่มที่เหมาะกับผู้รักสุขภาพและความงามกว่า 40 รายการ นำร่องใน 2 สาขา และเตรียมเพิ่มช่องทางจำหน่ายในพื้นที่สนามบิน นอกจากนี้ การทำตลาดผ่านระบบอีคอมเมิร์ซทำเองได้ง่าย และมีต้นทุนน้อย เข้าถึงลูกค้าได้เร็ว และสามารถขยายตลาดไปในตลาดต่างประเทศได้

หากรู้จักพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายตอบโจทย์ผู้บริโภค ใส่ใจเรื่องคุณภาพ สินค้าที่มาจากธรรมชาติ และดีต่อสุขภาพ ฟันธงได้เลยว่า โอกาสเติบโตสำหรับสินค้าเกษตรนวัตกรรมเป็น 2 เท่า ไม่ใช่เรื่องยาก

โคราชเตรียมพลิกโฉมอ่างห้วยยาง จับมือกองทัพภาคที่ 2 ทุ่มงบฯ กว่า 30 ล้านบาท ดันเป็นทะเลน้ำจืด “บางแสนเมืองโคราช” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองย่าโม เนรมิตชายหาดสวยงามริมอ่าง เพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นปอดแห่งใหม่ของคนเมือง คาดเสร็จภายใน 6 เดือน ปีนี้เปิดให้บริการแน่

นายสมยศ รัตนปริยานุช นายกเทศมนตรีตำบลสุรนารี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เทศบาลตำบลสุรนารีได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 เตรียมพลิกโฉมอ่างเก็บน้ำห้วยยาง (ต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา) แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 1,300 ไร่ โดยวางแผนจะปรับภูมิทัศน์และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นแหล่งออกกำลังกายและสันทนาการ โดยต้องการจะพัฒนาให้เป็นปอดแห่งใหม่ของเมืองโคราช ภายใต้แนวคิด “บางแสนเมืองโคราช” โดยปรับภูมิทัศน์ให้เหมือนทะเลน้ำจืดขนาดใหญ่ พื้นที่ริมอ่างให้เป็นหาดทรายขนาดใหญ่ มีต้นมะพร้าว ต้นไม้ร่มรื่น มีจุดสำหรับเล่นน้ำ นั่งพักผ่อน ร้านอาหาร