นายชาติชาย กล่าวว่า ในแต่ละหน่วยงานที่ได้ลงนามร่วมกันนั้น

จะมีหน้าที่แตกต่างกัน โดย กทม.จะเป็นผู้ดูแลพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อสถาบันอาหาร จะร่วมกันดูแลคุณภาพอาหารทั้งด้านโภชนาการและรสชาติของอาหาร โดยจะมีการรับรองรสชาติความอร่อยจากรายการกินเที่ยวอะราวเดอะเวิลด์ จะมีป้ายสัญลักษณ์รับรอง ซึ่งจะมอบให้แก่เจ้าของร้านค้าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความนิยมให้แก่ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนกรมอนามัย จะร่วมดูแลเรื่องคุณภาพอาหารและการปรุงอาหารที่ถูกสุขอนามัย ขณะที่ ททท.จะช่วยประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์ ภาพลักษณ์และรสชาติของอาหารริมทาง

นายชาติชาย กล่าวว่า นอกจากนี้ธนาคารยังส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงิน และสร้างโอกาสเข้าสู่แหล่งเงินทุน ในอัตรราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และขยายกิจการ โดยเตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ 10,000 ล้านบาท ด้วยการให้สินเชื่อ Street Food สำหรับผู้ค้าริมทาง หรือผู้ค้าในตลาดสดทั่วประเทศ กู้สูงสุดรายละไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.40-0.60 บาท ต่อเดือน ผ่อนชำระคืนได้นานสูงสุดถึง 10 ปี

ผู้บริหารและพนักงานของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในประเทศไทย เวียดนามและฟิลิปปินส์ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมปลูกต้นดาวเรืองในพื้นที่ของสำนักงานและโรงงานซีพีเอฟทุกแห่ง ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย รวมถึงในเวียดนามและฟิลิปปินส์ เพื่อให้ดอกดาวเรืองบานเหลืองอร่ามอย่างพร้อมเพรียงกันในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เดือนตุลาคมนี้

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า ผู้บริหารและพนักงานของซีพีเอฟที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศต่างก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนในทุกมุมโลก ที่ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อเป็นการถวายความอาลัยอีกครั้ง จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมปลูกต้นดาวเรืองกว่า 1 แสนต้น ในพื้นที่สำนักงานและโรงงานของประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ พร้อมกับโรงงานและสำนักงานซีพีเอฟในประเทศไทย

ทั้งนี้ ประเทศเวียดนาม โดย บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น ได้จัดกิจกรรม “รวมใจปลูกดาวเรืองให้บานสะพรั่งทั่วเวียดนาม” โดยเริ่มต้นที่ สำนักงานใหญ่ในกรุงโฮจิมินซิตี้ และฟาร์มของบริษัท 9 แห่งทั่วประเทศเวียดนาม อาทิ กรุงฮานอย เมืองด่องนาย เป็นต้น โดยจะนำต้นดาวเรืองที่ออกดอกและบานสะพรั่งไปมอบแด่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ใช้ประดับตกแต่งสถานที่

เช่นเดียวกันกับผู้บริหาร และพนักงานของซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ โดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ ที่ตั้งอยู่บนเกาะซามาล ประเทศฟิลิปปินส์ ก็ได้ร่วมกันปลูกดาวเรือง เพื่อประดับตกแต่งพื้นที่โรงงาน โดยดอกดาวเรืองที่ปลูกในฟิลิปปินส์จะบานสะพรั่งพร้อมกัน ในช่วงพระราชพิธีเดือนตุลาคมศกนี้พอดี

“เพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าว และการนำทรัพยากรท้องถิ่น คือเงาะพันธุ์สีชมพู อ.ขลุง จังหวัดจันทบุรีมาใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ มาทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงหน้า ขาวกระจ่างใส ลดฝ้ากระจุดด่างดำ” ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย บอกกล่าวถึงที่มาของ “ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่ใช้เทคโนโลยีนีโอโซมซึ่งพัฒนาด้วยกะทิ” รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ประเภทเกษตรศาสตร์ การประกวดสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยี งานประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ครั้งที่ 9 (9 th RMUTNC)

ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ เล่าว่า นำเทคโนโลยีนาโน โดยใช้ “นีโอโซม” เหมือนถุงที่ค่อยห่อหุ้ม ซึ่งประกอบด้วย แรงตึงผิว และคลอเรสเตอรอล และอาจเติมใส่กรดสเตียริกลงไปเพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพการกักเก็บ แต่ด้วยราคาแพงและต้องนำเข้าจากประเทศ จึงได้ค้นคว้าวิจัยและหาข้อมูล พบว่า กะทิมีสมบัติเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ที่ดี เมื่อนำมาผสมกับนีโออนุภาคเล็ก เพื่อประสิทธิภาพในการกักเก็บสารสำคัญสูงได้ถึง 80 % ซึ่งดีกว่ากรดสเตียริก นอกจากนี้ยังได้นำนีโอโซมที่พัฒนาได้ไปกักเก็บสารสกัดจากเงาะพันธุ์สีชมพู ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของ อ.ขลุง จังหวัดจันทบุรี จากงานวิจัยก่อนหน้า ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ กระตุ้นคอลลาเจนและลดการสร้างเมลานินเทียบเท่าได้กับกลูต้าไธโอน และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้า ซึ่งจะช่วยบำรุงให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดริ้วรอย ลดฝ้า กระ และจุดด่างดำ ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้สม่ำเสมอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยในการซึมผ่านสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ สามารถบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นได้ดี

“การวิจัยและพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างลงตัว โดยการเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าว และ การใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ ของเงาะพันธุ์สีชมพู ให้กับจังหวัดจันทบุรี จะช่วยลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยได้” ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ วิทยาลัยการแพทย์ โทร.0-2592-1999 ต่อ 1112

ดร.ชัยวัฒน์ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานกรรมการ เครือเบทาโกร นำคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมประกาศคำมั่นสัญญา “50 ปี เครือเบทาโกร ไม่ดีจริง…ไม่ถึงมือคุณ” (Uncompromising Quality) เพื่อตอกย้ำความใสใจเรื่อง “คุณภาพ” อย่างเข้มข้น ทั้งกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงมือผู้บริโภค ที่ร่วมกันยึดมั่นมาตลอด 50 ปี และจะรักษาตลอดไป เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน ในโอกาสวันคล้ายวันก่อตั้งเครือเบทาโกร ณ อาคารเบทาโกร ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

การแก้ปัญหาการใช้ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากเกษตรกรรมยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2557 แก้ล็อกชั่วคราว ไม่ให้กระทบการลงทุน

พร้อมกำหนดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ยกร่างเงื่อนไขหลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. โดยให้ออกเป็นกฎกระทรวง ซึ่งขณะนี้การดำเนินการคืบหน้าไปมาก และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ นักลงทุน คำสั่งตามมาตรา 44 ได้เปิดให้กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเลียม เหมืองแร่ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ก่อนมีคำสั่งดังกล่าว ยื่นคำร้องขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ส.ป.ก. และให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินไปพลาง ๆ ก่อนได้

รวมทั้งให้ผู้ที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียม แต่ยังไม่ได้รับความยินยอมให้ใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ยื่นคำขอใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. และให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวในระหว่างรอการอนุญาตหรือยินยอมได้ จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ล่าสุด การพิจารณาร่างกฎกระทรวง กับระเบียบในการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ สำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม ติดตั้งกังหันลม หรือกิจการอื่นนอกเหนือจากการเกษตร ยังมีปัญหาบางประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเห็นแตกต่างกัน โดยเฉพาะการกำหนดอัตราค่าตอบแทน ค่าเยียวยา และค่าชดเชย ที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายให้กับเกษตรกร จึงต้องเร่งหาข้อสรุปร่วมกันให้ได้

โจทย์ใหญ่คือจะกำหนดกฎกติกาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ในกิจกรรมอื่น ๆ อย่างไร ไม่ให้ขัดเจตนารมณ์ หรือหลักการ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร คนยากไร้ และผู้ไม่มีที่ดินอยู่อาศัยทำกิน

ขณะเดียวกันจะกำหนดค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน กับค่าเยียวยา และค่าชดเชยการสูญเสียโอกาส ในระดับเท่าใดจึงจะเหมาะสมเป็นธรรม ไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบ

ที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ต้องไม่กำหนดเงื่อนไขในลักษณะที่เอื้อ หรือเปิดกว้างให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม กลุ่มทุน ฯลฯ ฉวยโอกาสลดต้นทุนด้วยการใช้ขอเช่าที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน แทนที่จะหาซื้อที่ดินจากเอกชน หากเป็นอย่างนั้นนอกจากเกษตรกรจะเสียโอกาส และทำให้รัฐเสียหายแล้ว สาธารณชนก็คงไม่อาจยอมรับได้

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรมนำเสนอผลงานวิจัยที่น่าลงทุนประจำปี 2560 หรือ “นาสด้า อินเวสเตอร์เดย์ (NSTDA Investors’ Day 2017)” ภายใต้งาน Thailand Tech Show 2017 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดนวัตกรรมให้กับนักลงทุนเป้าหมายและผู้ประกอบการไทย

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ประธานกล่าวว่า
“กิจกรรม NSTDA Investors’ Day จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยนำเสนอผลงานและพบปะแลกเปลี่ยนมุมมองด้านต่างๆ กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงฯ ในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ให้กับผู้ประกอบการ และเกิดเป็นผลงานที่สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้จริง”

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ (10 Technologies to Watch)” ซึ่งแนะนำ 10 เทคโนโลยีใหม่ที่จะส่งผลกระทบในช่วงเวลา 5-10 ปีในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการและคนทั่วไป เตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม เพื่อรับผลกระทบทั้งในชีวิตประจำวัน สังคม และเศรษฐกิจ ได้แก่

1.สารเสริมสุขภาพเนรมิตได้ (Phytonutrients) ปัจจุบันสามารถนำพืชผัก ผลไม้ มาสกัดเอาสารสำคัญ และทำให้อยู่ในรูปลักษณะที่ชวนบริโภค ไม่ว่าจะเป็นแคปซูล ผง แท่ง หรือละลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารมีประโยชน์จากพืชออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นมากในแต่ละปี เรียกสารดังกล่าวรวมๆ ว่า Phytonutrients หรือ Phytochemicals ซึ่งจัดว่าอยู่ในกลุ่มของอาหารเสริมเพื่อสุขภาพหรือ Functional Food

2.เนื้อสัตว์ไม่ต้องฆ่า (Cellular Agriculture) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทดลองนำ เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อวัว ที่ได้จากการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการมาทำเป็นแฮมเบอร์เกอร์ แนวคิดการผลิตเนื้อสัตว์จากเซลล์แบบนี้ มาจากความต้องการผลิตเนื้อสัตว์แบบยั่งยืน ดีต่อโลก โดยใช้เทคโนโลยี Cell Culture เพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีนี้มีข้อดีคือ จึงช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้ราว 14.5% ของแก๊สเรือนกระจกทั้งหมด เป็นต้น

3.จุลินทรีย์ผลิตสารมูลค่าสูงจากอากาศ (From-Air-To-Chemicals Bacteria) นักวิจัยจาก University of Minnesota ผลิตแบคทีเรีย 2 ชนิด คือ ซินนีโคค็อกคัส (Synechococcus) ที่สังเคราะห์แสงโดยตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ แล้วเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล ก่อนส่งต่อให้แบคทีเรีย ชีวาเนลลา (Shewanella) เปลี่ยนให้เป็นกรดไขมัน ซึ่งนำไปใช้ผลิต “คีโตน” ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญของสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ และน้ำมันดีเซลได้

4.บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อใช้ห่อหุ้มอาหารไม่ให้เกิดความเสียหาย ยืดอายุ รักษาคุณภาพของอาหารให้เก็บไว้ได้นานขึ้น และสามารถรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ พร้อมกับส่วนที่ห่อหุ้มอยู่ได้เลย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีงานวิจัยและได้เริ่มทดลองใช้กันแล้วในหลายประเทศ

5.ถุงปลูกเพิ่มผลผลิต (Nonwovens for Agriculture) หากเอ่ยถึง นอนวูฟเวนส์ (nonwovens) หรือ “ผ้าไม่ถักไม่ทอ” อาจไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่ตัวอย่างนอนวูฟเวนที่คุ้นเคยกันดี พบได้แพร่หลาย คือ หน้ากากอนามัย เนื้อวัสดุมีลักษณะคล้ายกระดาษ แต่ให้สัมผัสนุ่มคล้ายผ้า ผลิตภัณฑ์แบบนี้อาศัยการขึ้นรูปจากเส้นใยโดยตรง การนำเทคโนโลยีวัสดุมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร จึงมีความสำคัญมาก นักวิจัยจากศูนย์เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำวิจัยถุงปลูกนอนวูฟเวน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลิตผลทางการเกษตรให้มากขึ้น

6.หุ่นยนต์หมอนาโน (Medical Nanorobot) ตัวยาที่ใช้รักษามะเร็งขาดความจำเพาะ จึงทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้แค่ 1–2% ที่เหลือกลับทำลายเซลล์ดี ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ตามมา มีทีมวิจัยที่ศึกษาการนำ T Cell มาใช้เป็น Nanorobot นำส่งยาที่ใช้ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ หรืออาจใช้นำส่งอนุภาคนาโนบางอย่างที่เมื่อกระตุ้นด้วยรังสี จะทำให้เซลล์มะเร็งตาย โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติอื่นๆ

7.เข็มจิ๋วจิ้มไม่เจ็บ (Nano Needle) การฉีดยาเป็นเรื่องเจ็บตัวและไม่พึงปรารถนาของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่เรื่องนี้อาจกลายเป็นอดีตไปในไม่ช้า เข็มขนาดเล็กมากๆ ที่เรียกว่า Micro/Nano Needles หรือ MNN มีเส้นผ่านศูนย์กลางระดับไมโครและนาโนเมตร คือราว 1 ในล้าน และ 1 ในพันล้านส่วนของเมตรเท่านั้น ในเดือนมิถุนายน 2560 นี้เอง มีการสอบประสิทธิภาพการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับอาสาสมัคร โดยใช้แผ่น MNN เป็นครั้งแรก โดยนักวิจัยจาก Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนี้มีงานวิจัยเพื่อสร้างเข็มจิ๋วที่เหมาะกับการฉีดยาหรือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการฉีดอินซูลินสำหรับการรักษาโรคเบาหวาน อีกด้วย

8.บล็อกเชนเพื่อสุขภาพ (Blockchain for Health) คือ เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลธุรกรรมที่ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง สามารถเก็บข้อมูล และใช้การเข้ารหัส หรือ คริปโตกราฟี (cryptography) เพื่อป้องกันการแอบแก้ไขข้อมูล และกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้คนในการบริหารจัดการข้อมูล และปลอดภัยจากการแอบแก้ไขและแอบเข้าถึงข้อมูล ตัวอย่าง เช่น นวัตกรรม Blockchain ด้านสุขภาพ ไทย บริษัท Block M.D. ที่เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ กำลังพัฒนา Electronic Health Record หรือ EHR บนบล็อกเชน โดยใช้โครงสร้างเวชระเบียน หรือประวัติผู้ป่วยมาตรฐาน ในปัจจุบันนั่นเอง

9.โรงยิมสมอง (Brain Gym) สมองเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนมาก ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นับแสนนับล้านเครื่อง เพื่อจำลองการทำงานของสมองเพียงเสี้ยววินาที แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่นำมาศึกษาสมองได้ดี เช่น มีเทคโนโลยีการสร้างภาพประสาท (Neuroimaging) เราอาจเคยเห็นเครื่องมือพวกนี้ในโรงพยาบาลกันบ้างแล้ว เช่น เครื่อง MRI หรือ EEG มี Sensor ต่างๆ ที่ช่วยให้อ่านข้อมูลสมองได้สะดวก และเรายังมีเทคนิคการวิเคราะห์ Big Data ทำให้สามารถอ่านข้อมูลสมองได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นศาสตร์ใหม่ที่เรียกรวมว่าเป็น นิวโรอินฟอร์เมติกส์ (neuroinformatics)

10.พิมพ์ฟังก์ชัน 3 มิติ (Functional 3D Printing) ข้อมูลจาก IDTechEx ก็ระบุว่า ตลาดของวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติคาดว่าจะเติบโตและมีมูลค่าตลาดทั่วโลกสูงประมาณ 700,000 ล้านบาท ในอีกสิบปีข้างหน้า ในอนาคตอันใกล้ วัสดุใหม่ๆ เช่น วัสดุคอมพอสิต จะช่วยให้สามารถพิมพ์วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะต่างๆ ได้หลากหลายขึ้น ทำให้สร้างอุปกรณ์ที่ทำงานได้เลยหลังพิมพ์เสร็จ เรียกว่า Functional 3D Printing เช่น การพิมพ์พลาสติกที่สามารถนำความร้อน เพราะมีวัสดุโลหะผสมอยู่ เช่น วัสดุผสมคอมพอสิต กับอนุภาคหรือเส้นใยของทองแดง หรืออะลูมิเนียม สามารถนำไปใช้ทดแทนชิ้นส่วนโลหะได้ เช่น ชิ้นส่วนโคมไฟรถยนต์ หรือใช้ระบายความร้อนในวงจรอิเล็กทรอนิกส์

จังหวัดเชียงใหม่เร่งดันยุทธศาสตร์เมืองกาแฟ มุ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิต-บริโภคกาแฟคุณภาพดีเยี่ยม ตั้งเป้าภายใน 5 ปีขึ้นแท่น “ฮับเมืองกาแฟ” เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต ชี้ตลาดเติบโตไม่หยุด ร้านกาแฟผุดพรึ่บกว่า 1,000 แห่ง มูลค่าตลาดแตะ 3 พันล้านบาท เผยดีมานด์อราบิก้าพุ่งกว่า 9 พันตัน ต่อปี แต่ผลิตป้อนได้เพียง 3.8 พันตัน/ปี เตรียมพัฒนาแหล่งปลูก 19 อำเภอ เพิ่มผลผลิต 20% ปั้นอราบิก้าเกรดพรีเมี่ยม
เชียงใหม่ปักธงเมืองแห่งกาแฟ

นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่มีนโยบายส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองแห่งกาแฟ ด้วยศักยภาพที่เป็นจังหวัดต้นน้ำและมีสภาพภูมิอากาศดี บางพื้นที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร จึงเหมาะสำหรับเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างยุทธศาสตร์กาแฟจังหวัดเชียงใหม่ปี 2561-2565 ภายใต้ 5 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 2. พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม 3. พัฒนาด้านการตลาด 4. การวิจัยและพัฒนา และกลยุทธ์

5. การบริหารจัดการ ทั้งนี้ตั้งเป้าภายในระยะเวลา 5 ปี จังหวัดเชียงใหม่จะก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งกาแฟ
สำหรับประเด็นสำคัญของยุทธศาสตร์เมืองแห่งกาแฟของจังหวัดเชียงใหม่ คือต้องขับเคลื่อนให้เป็นเมืองกาแฟตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงส่งผลให้เกษตรกรไม่เผาทำลายป่า เพราะต้องดูแลรักษาต้นกาแฟให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพ ขณะที่ด้านการตลาดก็พบว่ากาแฟยังมีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“หัวใจหลักคือ daddyuploads.com การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมการผลิตและการบริโภคกาแฟคุณภาพดีเยี่ยม เมื่อตลาดมีความต้องการกาแฟมากขึ้น มูลค่าตลาดก็จะสูงขึ้น และเมื่อเกษตรกรมีการพัฒนาคุณภาพทุกขั้นตอน ก็จะทำให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในชุมชน” นายปวิณ กล่าว
ผลผลิตฤดูกาลนี้ 3.8 พันตัน

ด้าน นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 19 อำเภอ จำนวน 20,144 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้วจำนวน 17,487 ไร่ และยังไม่ให้ผลผลิตจำนวน 2,657 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในปีการผลิต 2559/2560 จำนวน 3,848 ตัน มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ จำนวน 220 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยอำเภอที่มีการปลูกมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ดอยสะเก็ด 7,414 ไร่ รองลงมาคือแม่แตง 2,317 ไร่ และแม่แจ่ม 1,340 ไร่
ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ได้เร่งส่งเสริมการผลิตกาแฟให้มีคุณภาพ บูรณาการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ โครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และภาคเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาด ให้เชียงใหม่เป็นผู้นำการผลิตและศูนย์กลางการค้ากาแฟอราบิก้าคุณภาพภายใต้มาตรฐานกาแฟเชียงใหม่ (LANNA COFFEE) โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟอราบิก้าอย่างน้อย 20%

ร้านกาแฟพรึ่บ 1,000 แห่ง
ศาสตราจารย์ ดร. พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ นายกสมาคมกาแฟอราบิก้าไทยภาคเหนือ เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจกาแฟของจังหวัดเชียงใหม่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชียงใหม่เมืองแห่งกาแฟ ต้องมีเป้าหมายชัดที่มุ่งผลิตกาแฟคุณภาพดีเยี่ยม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเริ่มจากกระบวนการเพาะปลูกในพื้นที่ระดับความสูงที่เหมาะสม การพัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรมในการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั้ง 19 อำเภอ ที่เป็นแหล่งปลูกสำคัญ โดยเฉพาะการอยู่ในพื้นที่ปลูกที่ต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน ปริมาณความต้องการกาแฟอราบิก้าเพิ่มมากขึ้น แต่ผลผลิตที่มีในพื้นที่เชียงใหม่และในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้ต้องมีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยภาพรวมทั้งประเทศมีความต้องการบริโภคกาแฟอราบิก้าราว 30,000 ตัน ต่อปี โดยมีการนำเข้าจากประเทศลาว 3-4 หมื่นตัน ต่อปี นำเข้าจากเมียนมา 4,000-5,000 ตัน ต่อปี ขณะที่ในอนาคตจะมีการนำเข้าจากจีน ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่เมืองสิบสองปันนาและซือเหมา มีการปลูกกาแฟอราบิก้าเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ การขยายพื้นที่ปลูกกาแฟของจังหวัดเชียงใหม่ ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ปลูกที่ขยายไม่ได้มากนัก กลยุทธ์สำคัญของยุทธศาสตร์เมืองแห่งกาแฟ ควรต้องมุ่งการผลิตกาแฟเชิงคุณภาพเป็นจุดขาย และเจาะตลาดกลุ่มเฉพาะ (niche market) มุ่งการสร้างมูลค่าสูงทางการตลาด

ขณะที่ในจังหวัดเชียงใหม่มีธุรกิจร้านกาแฟมากกว่า 1,000 แห่ง ทั้งที่เป็นร้านที่มีดีไซน์ มีบรรยากาศ และร้านริมถนน (street coffee) ซึ่งร้านกาแฟที่เกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ คาดว่าธุรกิจกาแฟของจังหวัดเชียงใหม่มีมูลค่าตลาดราว 2,000-3,000 ล้านบาท ต่อปี