นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทร่วมเจริญ

พัฒนาการข้าว กล่าวว่า วันที่ 27 ตุลาคม 2559 กระทรวงเกษตรฯจะร่วมหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกันระหว่าง บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว และ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากที่บริษัทร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ในฐานะ ผู้ชนะการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นการชนะการประมูลซื้อข้าวขาว 5% จากโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557ปริมาณ 23,000 ตัน มูลค่า 250 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบคุณภาพข้าวแล้วไม่ตรงกับสเป็คที่กำหนดก่อนการประมูล

ตลอด 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ พระองค์ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรมาโดยตลอด ประชาชนชาวไทยจึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ ดังนั้น แม้หลายคนจะอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด หรือต้องเดินทางลำบากเพียงใดก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องเข้าถวายสักการะพระบรมศพ และลงนามน้อมถวายความเคารพที่บริเวณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวังให้ได้

อย่างเช่น ด.ช.บุญเลิศ สุชีพเชยสุวรรณ ซึ่งป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทไขสันหลังฝ่อ ในวันนี้ (27 ตุลาคม) ก็ได้เดินทางมายังศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง โดยมีนางกัลยา ไม้เหลือง มารดาเป็นผู้พามา ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีก 5 คน

โดยนางกัลยากล่าวว่า บุตรชายเป็นโรคเซลล์ประสาทไขสันหลังฝ่อ คล้ายๆ กล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่ว่าอยากมามาก ตั้งแต่วันแรกๆ แต่ตนเห็นว่าคนยังเยอะอยู่จึงไม่อยากพามา แต่วันนี้โรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ ที่บุตรชายเรียนอยู่ได้เปิดเทอมเป็นวันแรก แต่ยังไม่มีการเรียนการสอน จึงได้ขับรถมาจากจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจอดไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช และนั่งเรือข้ามฝากมา

“ก่อนหน้านี้ที่ในหลวงทรงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชก็เคยมาเพื่อถวายพระพรขอให้พระองค์ทรงหายพระอาการประชวร แต่ก็ไม่คิดว่า ครั้งนี้จะต้องเดินทางมาเพื่อลงนามถวายความอาลัยแทน ใจจริงแล้วอยากให้พระองค์ทรงอยู่กับคนไทยไปนานๆ” นางกัลยากล่าว

วันที่ 27 ตุลาคม 2559 ที่บ้านสวนที่ร่วมรื่นสวยงามในพื้นที่หมู่ที่1 ต.วัดโคก อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เป็นบ้านของนายสมเจตร์ บุญเพ็ชร์ อดีตข้าราชการไปรษณีย์ไทย อายุ 73 ปี ที่ผันเปลี่ยนชีวิตตนเองมาศึกษาแนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช โดยใช้พื้นที่สวนจำนวน 6 ไร่ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่ปลูกทุกอย่างที่กินได้เช่นส้มโอ กล้วยหอม มะละกอ ขนุน ไผ่รวก มะนาว และทุกอย่างที่สามารถขายได้เช่นหมากเหลือง ใบยาง ที่มีร้านจัดดอกไม้มารับซื้อถึงสวน และเลี้ยงสัตว์ไว้กินผลผลิตคือไก่ไข่ และเลี้ยงปลาในสระขนาดเล็กที่ขุดไว้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในสวน นอกจากนี้นายสมเจตร์ยังได้ศึกษาเรียนรู้การตอนกิ่งพันธุ์ส้มโอขาย จนชำนาญและสามารถขายสร้างรายได้รวมเดือนละกว่า 20,000 บาทด้วย

นายสมเจตร์เปิดเผยว่า หลังจากนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงมาใช้ ทำให้ตนเองที่อดีตเป็นข้าราชการรับเงินเดือนจำกัด แต่สามารถมีรายได้จากการขายพืชผลในสวนมีรายได้หลักหมื่นในแต่ละเดือนโดยไม่ขัดสน เพราะอาหารการกินก็ได้จากผลผลิตภายในสวน ทั้งผัก ไข่ไก่ รวมถึงเนื้อสัตว์จากปลาในสระ และส่วนที่เหลือก็ยังสามารถนำออกขายสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว และที่สำคัญหลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ที่เน้นการทำการเกษตรแบบไร้สารเคมีทำให้สุขภาพของตนดีขึ้น อาหารที่ได้จากสวนก็ปลอดสารพิษที่ช่วยให้ผู้บริโภคปลอดภัย ปัจจุบันด้วยองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้นายสมเจตร์ได้รับการยกย่องจากชุมชนและทางราชการว่า เป็นปราชญ์ชาวบ้านผู้ทรงภูมิรู้และมีจิตอาสา ถ่ายทอดความรู้ให้กับสังคมโดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย

สมาคมผู้ค้าข้าวโพดเผย ทุนท้องถิ่นชะลอรับซื้อเหตุระบายไม่ออก ชาวไร่จี้บริษัทใหญ่จริงใจเปิดรับทั่วปท.

วันที่ 27 ตุลาคม นายวิรัตน์ บุญคุณ นายกสมาคมผู้ปลูกข้าวโพดและพืชไร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์ข้าวโพดในขณะนี้ทำให้พ่อค้าพืชไร่ในท้องถิ่นจำเป็นต้องชะลอการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร เนื่องจากยังไม่สามารถระบายข้าวโพดในโกดังออกไปได้ เพราะทางกลุ่มโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่ยอมรับซื้อหรือหากรับซื้อก็จำกัดปริมาณ เนื่องจากยังมีข้าวสาลีที่นำเข้าใช้ทดแทนอย่างเหลือเฟือ และอีกประเด็นก็คือทางพ่อค้าในท้องถิ่นเริ่มหมดทุน นอกจากนี้รถรับจ้างขนส่งข้าวโพดต่างหนีไปรับจ้างบรรทุกข้าว เพราะรับจ้างขนส่งข้าวโพดไม่คุ้มค่าต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะลงข้าวโพดได้

“ตอนนี้พ่อค้าในท้องถิ่นมีข้าวโพดตกค้างกันเพียบ จนบางรายหมดศักยภาพจำเป็นต้องหยุดหรือชะลอการรับซื้อข้าวโพดในมือเกษตรกร และหาทางระบายข้าวโพดไปยังผู้ส่งออกซึ่งต้องขายในราคาถูก ฉะนั้นเมื่อพ่อค้าขายถูกก็จำเป็นต้องรับซื้อในราคาถูก สุดท้ายผลกระทบก็ต้องมาตกอยู่ที่เกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”นายวิรัตน์กล่าว

นายวิเชียร กิติทัศนาสรชัย ที่ปรึกษากลุ่มเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ประกาศเปิดจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยตรงจากเกษตรกร 15 จุดทั่วประะทศ ถือเป็นเรื่องที่ดีหากไม่ใช่แค่การสร้างภาพหรือเพียงต้องการลบล้างข้อกล่าวหาจากสังคมเรื่องการนำเข้าสาลีมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศซึ่งตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี หากต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดราว 40 จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกอย่างจริงใจ ก็ควรเพิ่มจุดรับซื้อให้มากกว่านี้และไม่ควรจำกัดปริมาณรับซื้ออีกด้วย

“สำหรับจ.เพชรบูรณ์ทางบริษัทยักษ์ใหญ่เปิดจุดรับซื้อแค่ 2 แห่ง นอกจากนี้ยังจำกัดปริมาณรับซื้อไม่เกินวันละ 2 พ่วง ทางที่ดีทางบริษัทยักษ์ใหญ่ควรเปิดจุดรับซื้อเพิ่มอีกสักราว 20-30 จุดโดยกระจายในทุกอำเภอ ซึ่งจะช่วยระบายข้าวโพดในมือเกษตรกรซึ่งขณะนี้ยังคงเหลืออีกราว 30-40%ไปได้ และไม่ควรใช้นอมินีซึ่งเป็นพ่อค้าท้องถิ่นรวบรวมข้าวโพดให้ เพราะท้ายที่สุดก็ไม่ได้ซื้อจากเกษตรกรโดยตรงอยู่ดี ที่สำคัญราคารับซื้อข้าวโพดแห้งความชื้นไม่เกิน 14.5% ไม่ควรซื้อต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาทและข้าวโพดเปียกความชื้นไม่เกิน 30% ไม่ควรซื้อต่ำกว่ากิโลกรัม 6 บาท ณ จุดเปิดรับซื้อ จึงถือว่าเป็นการช่วยเกษตรกรและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมทั้งสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอีกด้วย”นายวิเชียรกล่าว

ปลูก “มิซูน่า (กิโยนะ)” หรือ “มัสตาร์ดญี่ปุ่น” อยู่ในกลุ่มพืชผักพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่น มิซูน่า เป็นพืชที่มีก้านใบเล็ก ยาว สีขาว ใบเรียวยาว และขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย มิซูน่า ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผักสลัดที่มีคุณค่าอาหารสูง เช่น กรดโฟลิก เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และมีสารกลูโคซิโน ที่พบมากในผักตระกูลกะหล่ำ ชาวญี่ปุ่นนิยมกินมิซูน่า เป็นผักสลัดคู่กับเนื้อย่าง นิยมนำไปต้มเป็นน้ำซุปสูตรญี่ปุ่น และใช้ประดับตกแต่งจานอาหาร

มิซูน่า เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว และทนทานกับสภาพอากาศแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เวลาปลูกที่เหมาะสม อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เวลาเก็บเกี่ยวให้ตัดใบล่างออกมากินก่อน เหลือยอดบน ไว้เก็บกินได้เรื่อยๆ สำหรับใบนั้นจะสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 5 วัน ในถุงโพลีเทน จากนั้นนำไปแช่ไว้ในตู้เย็น ในส่วนสำหรับแช่ผัก

ไข่ ช่วยลดความอ้วนได้มากกว่าได้อย่างไร ความลับของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ไข่เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ให้พลังงานที่ทำให้อิ่มนาน จึงไม่ทำให้หิวระหว่างมื้อ เมื่อคนที่กำลังลดความอ้วนกินไข่ต้มเป็นอาหารเช้าจึงกินอาหารได้น้อยในมื้อถัดไป ส่งผลให้ผอมลงได้ง่ายกว่ากินอาหารอื่นๆ ซึ่งอาจจะทำให้หิวบ่อยจนต้องหาอะไรกินในที่สุด

ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม ให้พลังงานแค่ 80 กิโลแคลอรี เท่านั้น ดังนั้น ถ้าเรากินไข่ไก่ 2 ฟอง ในมื้อเช้าก็ช่วยให้อิ่มท้องได้แล้ว ผู้ที่อยากลดน้ำหนัก ลองจัดอาหารเช้าเป็นเมนูไข่ที่ไม่อุดมน้ำมัน เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ดาวน้ำ ฯลฯ ก็จะได้รับสารอาหารครบถ้วน ไม่หิวจนตาลายก่อนจะถึงมื้อต่อไป

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับความพอดี การจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสมกับสุขภาพ เป็นเรื่องที่ควรศึกษาและพิจารณาเป็นรายบุคคล ในขณะที่การลดความอ้วนให้ประสบความสำเร็จนั้นมีหลายองค์ประกอบ นอกจากใส่ใจกับอาหารการกินแล้ว อย่าลืมว่ามีสิ่งสำคัญที่ควรทำคู่กันไปก็คือ การออกกำลังกาย เพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้นด้วยนั่นเอง

How can eating eggs help you lose more weight? The secret is that an egg gives a high source of protein. It provides sufficient calories that last for hours so that we do not need to eat between meals. By eating hard-boiled eggs as part of their breakfast, persons who are in the process of losing weight can reduce the portion of food or eat less at their next meal. As a result, they lose weight more easily than taking other sources of protein that may cause repeated hunger and desire for food, and then end up eating again and again.

One egg weights approximately 50 grams and gives only 80 kilocalories. Therefore, eating two eggs as part of our breakfast is satisfied. It is recommended that persons working on a weight loss program should have non-greasy egg recipes for their breakfast. Hard-boiled eggs, steamed eggs or water fried eggs for instance can be very nutritious and make you full enough without being hungry again before the next meal.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร พร้อมด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โสภณ เมฆธน และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โดยมี นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิรงค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และ นายแพทย์จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้การต้อนรับ

นายแพทย์จรัญกล่าวรายงานถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรสรุปความ ว่า “…ปัจจุบันโรงพยาบาลร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรีและกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดทำ Herbal City เมืองสมุนไพรปราจีนบุรี ซึ่งนับว่าเป็น Quickwin ของการขับเคลื่อนแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ.2560-2564 เนื่องจากเมืองสมุนไพรเป็นกลไกที่เชื่อมร้อยทุกภาคส่วนให้เข้ามาทำงานร่วมกันในการพัฒนาสมุนไพรจากต้นทาง คือ ภูมิปัญญาสมุนไพรที่มีในท้องถิ่น นำมาผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยจนสามารถเกิดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรและบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและปลอดภัยที่ออกสู่ตลาด และก่อให้เกิดรายได้แก่ประเทศได้ อันเป็นการย่อภาพใหญ่ของประเทศมาสู่จังหวัด

“ทั้งนี้ จึงใคร่ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลใน 3 ประเด็น เพื่อพัฒนาเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีให้สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท โดยประเด็นที่ขอรับการสนับสนุน คือ 1.ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถขึ้นทะเบียนและออกสู่ท้องตลาดได้อย่างรวดเร็ว 2.ขอให้กระทรวงสาธารณสุขทำความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ในการดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 3. ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันให้มี พ.ร.บ.สมุนไพรแห่งชาติมีผลบังคับใช้ภายในปี 2560…” นายแพทย์จรัญกล่าว

ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ขยายความถึงข้อเสนอ 3 ข้อนี้ว่า ปัจจุบันแม้เราไม่ดำเนินการอย่างเข้มข้น จังหวัดปราจีนบุรีก็มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรสูงถึงปีละ 500 ล้านบาท แต่หากเราดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ โดยวางแผนการตลาดให้ชัดเจน รู้ว่าความต้องการหรือดีมานด์ของแต่ละตลาดเป็นอย่างไร เช่น รู้ว่าลูกค้าในยุโรป อเมริกา หรือเอเชียมีพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างไร ซึ่งตรงนี้เราคงต้องพึ่งทูตพาณิชย์ที่อยู่ในประเทศต่างๆ ในการหาข้อมูลหรือทำวิจัยตลาดให้เรา สมุนไพรไม่เหมือนยาแผนปัจจุบันที่สร้างกำไรได้มาก จึงมีบริษัทลงทุนวิจัยมากมาย แต่สมุนไพรนั้นผู้รับประโยชน์หลักเป็นชาวบ้าน เป็นเกษตรกร ซึ่งไม่มีทุนไปลงทุนในสิ่งเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าวต่อว่า “เมื่อทราบความต้องการตลาด ฝ่ายผลิตอย่างพวกเราจะทราบว่าต้องผลิตอะไร ดังนั้น จึงต้องการกระทรวงเกษตรฯมาช่วยเรื่องเทคโนโลยีการปลูกและแปรรูปเบื้องต้น ทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตสูง เกษตรกรจะได้มีรายได้มาก แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องการ อย. มาเป็นภาคีร่วมเดินทางตั้งแต่แรก มาให้คำแนะนำว่าควรผลิตอะไร เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนได้ เพราะหากมีการปลูกสมุนไพร มีวิจัย แต่ขายไม่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเมืองสมุนไพรเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ทำสิ่งที่อยู่ในห้องทดลองให้ขายได้ ทำนวัตกรรมให้ขายได้ ส่วน พ.ร.บ.สมุนไพรแห่งชาตินั้นก็จะเป็นการผ่าทางตันของการพัฒนาสมุนไพรในระยะยาว ซึ่งในหลายประเทศเขาช่วงชิงโอกาสเหล่านี้ไปหมดแล้ว หากทางรัฐบาลสามารถสนับสนุนในทั้ง 3 ข้อนี้ได้ เรามั่นใจว่าปราจีนบุรีเมืองสมุนไพรจะสามารถเพิ่มยอดขายเป็นหนึ่งพันล้านบาทได้ในระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น” ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าว

ระหว่าง วันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการพัฒนาตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาพื้นที่โดยการทดลองปลูกพลับ และสาลี่ ก่อนที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแปลงปลูกบ๊วยของกรมวิชาการเกษตร ที่บริเวณพระตำหนักปางตอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งบ๊วยในแปลงดังกล่าวเป็นต้นบ๊วยที่ขยายพันธุ์มาจากต้นที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกที่สถานีทดลองเกษตรหลวงขุนวาง ทรงพอพระราชหฤทัยที่ทอดพระเนตรเห็นบ๊วยงอกงาม มีผลดก และผลมีขนาดใหญ่ มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างจากพันธุ์อื่น

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2534 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ศึกษาพัฒนาลุ่มน้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทอดพระเนตรแปลงเพาะและขยายพันธุ์ไม้ของกรมวิชาการเกษตร มีพระราชกระแสรับสั่งให้ปลูกพืชไร่ล้มลุกอื่นๆ แซมระหว่างแถวมะคาเดเมีย ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นสวยงามมากขึ้น และเมื่อทรงทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทรงรับสั่งให้กรมชลประทานหาน้ำมาให้ และเมื่อมีน้ำพอเพียงแล้วให้กรมวิชาการเกษตรนำไม้ผลไปปลูกบริเวณเชิงเขาด้วย จะทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกันนี้ทรงขอให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานราชการอื่น และเกษตรกรต่อไป และในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปลูกต้นมะคาเดเมีย ไว้ 1 ต้น ด้วย

แม้จะมีพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย bndindia.com อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน อำเภอเมือง และอำเภอธาตุพนม จากทั้งหมด 12 อำเภออยู่ติดกับแม่น้ำโขง แต่จังหวัดนครพนมยังได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค เนื่องจากพื้นที่บางส่วนไม่มีระบบชลประทาน รวมถึงระบบประปาหมู่บ้าน บวกกับปีนี้ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ต่ำกว่าปี 2558 ที่ผ่านมา 30-40% ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทางจังหวัดจึงได้เร่งวางแผนเตรียมพร้อมรับมือทุกด้าน ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ลำคลองธรรมชาติ ให้สามารถเก็บกักน้ำได้ตลอดทั้งปี รวมถึงการพัฒนาระบบชลประทาน และประปาหมู่บ้าน

ขณะเดียวกัน พล.ต.ดร. อรรถ สิงหัษฐิต ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 นครพนม ได้ให้ความสำคัญขานรับนโยบายรัฐบาล เดินหน้าในการรับมือแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ภายใต้โครงการ “ประชารัฐร่วมใจสู้ภัยแล้ง” โดยร่วมกับจังหวัดนครพนม สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ ในพื้นที่ 12 อำเภอ เดินหน้าโครงการนี้แบบเชิงรุกเข้าถึงชุมชนหมู่บ้าน โดยนำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้านมาแก้ไขปัญหา ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำลำคลองต่างๆ

พล.ต.ดร. อรรถ เผยว่า ปัจจุบัน มีการพัฒนาใช้ภาชนะเก็บกักน้ำในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย แต่ทาง มทบ. 210 นครพนม เล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาชาวบ้านอาชีพปั้นโอ่ง จึงเริ่มจากนำวิทยากรปั้นโอ่งมาฝึกสอนแนะนำกำลังพลทหารรวมถึงผู้นำชุมชน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนงบประมาณตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนหมู่บ้านในพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะได้นำไปเก็บกักน้ำไว้ใช้ในครัวเรือน เน้นเป้าหมายหมู่บ้านชุมชนที่ไม่มีแหล่งน้ำระบบชลประทาน

“จากนั้นนำร่องปั้นโอ่งซีเมนต์ ขนาด 2,000 ลิตร นำออกไปแจกจ่ายชาวบ้านที่ได้รับการคัดเลือกนำไปใช้ในครอบครัว แก้ปัญหาขาดแคลนภาชนะเก็บกักน้ำในการอุปโภคบริโภค และเป็นการแก้ไขปัญหาแบบเข้าถึงชุมชน อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือร่วมใจ ความสามัคคีในชุมชน ในการร่วมกันปั้นโอ่งซีเมนต์ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านฟรีถึงครัวเรือน ไม่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย เพราะมีต้นทุนต่ำ ใบละ 200-300 บาท เท่านั้น แต่สามารถใช้ประโยชน์เก็บกักน้ำได้ทนทานคุ้มค่า”

พล.ต.ดร. อรรถ ระบุว่า ถือเป็นโครงการสำคัญในการแก้ภัยแล้งเชิงรุก ปัจจุบัน โอ่งซีเมนต์ที่ปั้นแล้วเสร็จ จำนวน 5,847 ใบ เตรียมพร้อมออกไปแจกจ่ายฟรีทุกครัวเรือนที่มีความต้องการ เดือดร้อนจากปัญหาขาดภาชนะเก็บกักน้ำ ซึ่งมีผู้นำชุมชนเป็นผู้คัดเลือก พร้อมวางแผนดำเนินโครงการต่อเนื่องให้เพียงพอกับความต้องการของชาวบ้าน ควบคู่กับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ให้ชาวบ้านมีน้ำเพียงพอในการอุปโภคบริโภค รวมถึงการทำการเกษตรตลอดปี

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ได้ตรวจพบสารในกลุ่มเมลามีน (Melamine group) คือ กรดซัยยานูริก ปนเปื้อนผสมในอาหารสัตว์ประเภทเครื่องในปลาหมึกแห้ง จำนวน 3 ครั้ง ปริมาณกว่า 60,000 กิโลกรัม ที่นำเข้าจากบริษัท เค เอ ประเทศเวียดนาม ผ่านผู้นำเข้าบริษัท ลีพัฒนาเกษตรมั่นคง จำกัด และบริษัท บีอิ้งเวลส์ จำกัด ในประเทศไทย กรมปศุสัตว์จึงได้อายัดและนำไปทำลายอาหารสัตว์นำเข้าทั้งหมดที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารกลุ่มเมลามีน ในวันที่ 26 ตุลาคม ณ ศูนย์ราชการ กรมปศุสัตว์ จังหวัดปทุมธานี นอกจากนี้ กรมยังได้ทำหนังสือไปยังบริษัทผู้นำเข้าเพื่อระงับการนำเข้า และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศต้นทางเพื่อขึ้นบัญชีดำหรือแบล็กลิสต์ระงับการส่งออกอาหารสัตว์ดังกล่าวมายังประเทศไทยต่อไป

“ขั้นตอนหลังจากนี้เมื่อกระทรวงได้ดำเนินการสั่งระงับนำเข้าและดำเนินการเผาทำลายของกลางเสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ก็จะดำเนินการติดต่อไปยังประเทศเวียดนาม เพื่อตรวจสอบบริษัทดังกล่าวว่ามีการกระทำความผิด และใช้สารเมลามีนปนเปื้อนในอาหารสัตว์จริงหรือไม่ หากตรวจพบว่าจริง กระทรวงจะขึ้นบัญชีดำ เพื่อระงับการนำเข้าซื้อขายจากบริษัทดังกล่าวทันที” พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้เพิ่มมาตรฐานเฝ้าระวังและตรวจสอบ เพื่อป้องกันการนำเข้าสารกลุ่มเมลามีนมาผสมในอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สารกลุ่มเมลามีนถือเป็นสารเคมีในอุตสาหกรรมใช้ในการผลิตพลาสติกกาว ไวท์บอร์ด สีย้อมในหมึก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ทั้งนี้ ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์บางประเทศมีการลักลอบนำเมลามีนไปใช้ผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้มีปริมาณโปรตีนในอาหารสัตว์สูงมากกว่าปริมาณที่มีอยู่จริงในอาหารสัตว์ ซึ่งสารกลุ่มเมลามีนมีโทษทั้งในคนและในสัตว์