นายยุทธนา กล่าวว่า ปี 2560 โรงงานยาสูบส่งรายได้ให้กระทรวง

7,000-8,000 ล้านบาท สำหรับปี 2561 คาดว่าโรงงานยาสูบจะมีกำไรบ้างเล็กน้อย ทางกระทรวงการคลังขอให้นำเงินส่วนนี้ส่งรายเข้าคลังจำนวน 500 ล้านบาท ซึ่งโรงงานยาสูบกำลังพิจารณาว่าจะนำส่งหรือไม่ เพราะต้องการเก็บไว้เป็นสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายมากกว่า

สำหรับเรื่องเงินลงทุนของโรงงานยาสูบไม่น่าจะมีปัญหา เพราะได้มีการกันเงินลงทุนปี 2561 และ ปี 2562 ไว้หมดแล้ว แต่ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบอาจจะกังวลบุหรี่มีกำไรน้อยลงมาก ทำให้ปี 2562 มีปัญหาสภาพคล่องจึงมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า

นายยุทธนา กล่าวว่า ส่วนแบ่งการตลาดบุหรี่ของโรงงานยาสูบจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 60% จากเดิม 80% ทำให้ยังมีกำไรอยู่บ้างแต่กำไรลดลง จากซองหนึ่งกำไรละ 8 บาท ตอนนี้เหลือไม่ถึงซองละ 1 บาท ซึ่งก็ต้องถือว่ามีกำไรอยู่บ้างจนไม่น่าจะทำให้โรงงานยาสูบขาดสภาพคล่อง เพราะตอนนี้ก็มีการปรับกลยุทธ์เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ต่อเนื่อง

น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า โรงงานยาสูบได้เปิดโครงการเกษียณอายุงานก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ ตั้งเป้าหมายรับคนเข้าโครงการ 500 คน คาดว่าจะใช้เงินไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนที่ไม่สะดวกจะย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่โรงงานยาสูบแห่งใหม่ ที่อุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา กับผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดี มีหนังสือรับรองจากโรงพยาบาล จะได้รับการพิจารณาก่อน

ทั้งนี้ ในส่วนภาพรวมพนักงานมีจำนวนกว่า 2,800 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานส่วนกลาง ที่สำนักงานให้สำนักงาน ฝ่ายวิจัย พัฒนาองค์กร ฝ่านไอที ที่ยังคงปฎิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ที่คลองเตยได้ต่อไปอีกราว 1,000 คน ที่เหลืออีกราว 1,800 คน ต้องย้ายไปทำงานที่โรงงานแห่งใหม่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เบื้องต้นจากการสำรวจความต้องการของพนักงานทั้งหมด พบว่ามีคนสนใจจะเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ประมาณ 500 คน

“การเปิดเออร์ลี่รีไทร์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุนในระยะยาว แม้ในตอนนี้จะต้องเสียเงินไม่น้อยกว่า 500-600 ล้านบาท แต่ระยะยาวอีก 3-5 ปีข้างหน้าสามารถ ลดค่าใช้จ่ายเรื่องพนักงานไปได้ไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท”น.ส.ดาวน้อยกล่าว

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ย้ำสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปนายจ้างต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายลูกจ้างที่มาจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 5 คน ซึ่งเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการฯ เป็นการส่งเสริมระบบทวิภาคีในสถานประกอบกิจการเพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการสวัสดิการฯ ได้มีส่วนร่วมกับนายจ้างในการบริหารจัดการสวัสดิการแรงงานในสถานประกอบกิจการได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกจ้างอย่างแท้จริง รวมทั้งเปิดโอกาสนายจ้างและลูกจ้างได้ร่วมกันในการปรึกษาหารือให้ข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การทำงาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง ช่วยให้ลูกจ้างมีขวัญกำลังใจในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตภาพแรงงานและความสำเร็จในการประกอบการของนายจ้างอีกทางหนึ่งด้วย

อธิบดีกสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่สถานประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวจะมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท จึงขอให้สถานประกอบกิจที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1506

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยร่วมมือกับสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาและสำนักงาน กปร.จัดทำโครงการแบบการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากสภาพป่าชายเลน จากสภาพพื้นที่จริงที่มีความเหมาะสม เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ โดยการวางแผนและดำเนินงานเป็น 4 โครงการย่อย ได้แก่ การบำบัดน้ำเสียจากชุมชน การกำจัดขยะชุมชนโดยวิธีฝังกลบด้วยดินอย่างถูกสุขาภิบาลด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม การนำผลพลอยได้จากการกำจัดขยะมาใช้ประโยชน์ การนำน้ำที่ได้รับการบำบัดดีแล้วไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร

กรมชลประทานได้ทำการสำรวจออกแบบและก่อสร้างโครงการฯ โดยตระหนักถึงหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ใช้พื้นที่เสื่อมโทรมของแหลมผักเบี้ยประมาณ 200 ไร่ สำหรับสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบกำจัดขยะมูลฝอย ทำการปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรมให้มีสภาพเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริ ด้วยการร่วมพิจารณาวางแผนการดำเนินงานและรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการ มีการก่อสร้างบ่อรวมน้ำเสียความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมสถานีสูบน้ำและท่อส่งน้ำเสียยาว 18 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำได้สูงสุดวันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันส่งน้ำวันละ 5,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อบำบัดน้ำเสียสามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรูปแบบอื่นๆ เพื่อทำการทดลองศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบของระบบตามที่คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องการ โดยวิศวกรจากกรมชลประทานร่วมพิจารณาออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง พร้อมกับการเก็บข้อมูลผลการศึกษาจากระบบต่างๆ ที่ได้จัดทำขึ้น มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและบำรุงรักษาระบบบำบัดต่างๆ และดำเนินการก่อสร้างงานในโครงการเพิ่มเติม จนถึงปัจจุบันคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้ามาดำเนินการบริหารงานและทำงานวิจัยต่างๆ ส่วนกรมชลประทานได้รับมอบหมายให้ดูแลและบำรุงรักษาระบบบำบัดให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษริมแม่น้ำโขง เริ่มประสบกับปัญหาภัยแล้ง หลังน้ำในแม่น้ำโขงลดลง เกษตรกรขาดแคลนน้ำรดแปลงผัก ต้องแก้ปัญหาโดยการขุดหาน้ำใต้หาดทรายให้เป็นหนองน้ำ ไว้ใช้ คาดว่าเมื่อถึงเดือนเมษายน น้ำจะแห้งกลายสภาพเป็นหาดทรายทั้งหมดเกษตรกรต้องหยุดปลูกผักขายทำให้ขาดรายได้

นายจักรพันธ์ หล้าซุย อายุ 59 ปี เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษริแม่น้ำโขง หน้าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า หน้าแล้งทุกปีทำให้น้ำในแม่น้ำโขงที่บริเวณด้านหลังสำนักงานการปะปา ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ มีระดับน้ำลดลง จนเกิดแนวหาดทรายยาวกว่า 3 กิโลเมตร ชาวบ้านอยู่ริมน้ำจึงจับจองพื้นที่ริมโขง ใกล้หาดทรายปลูกพืชผักสวนครัวระยะสั้นขายเป็นอาชีพ แล้งปีนี้มาเร็วระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมาก ประกอบกับเขื่อนของประเทศจีนงดการระบายน้ำ ทำให้หาดทรายที่เคยมีหนองน้ำขัง เริ่มตื้นเขิน เกษตรกรเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ หนองน้ำที่เคยมีเริ่มแห้งขอดลงเรื่อยๆ ต้องแก้ปัญหาด้วยการขุดหาดทราย ให้เป็นหนองน้ำไว้ใช้ คาดว่าเมื่อถึงเมษายนหนองน้ำก็จะกลายสภาพเป็นหาดทรายทั้งหมดส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกผักไม่มีน้ำลดสวนผักก็จะเดือดร้อนไปตามๆกัน เกษตรกรจึงเร่งบำรุงผักให้โตเพื่อตัดขายก่อนหยุดปลูกผักกลางหาดทรายเพราะขาดน้ำ

วันนี้กรุงเทพฟ้าหม่น แต่ตก 7-9 มีนา ได้เฮอีกรอบ 9-11 มีนา จะสัมผัสลมเย็นกันอีกครั้ง

วันที่ 6 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรุงเทพมหานครมีกลุ่มเมฆปกคลุมท้องฟ้า อากาศขมุกขมัว และมีลมพัดเบาๆเป็นระยะ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัดนำเอาความชื้นของลมตะวันออกเฉียงใต้ และลมใต้ เข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง ส่งผลให้กลุ่มเมฆฝนแผ่ปกคลุมบริเวณดังกล่าว ส่วนกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่มีฝนตก

ทั้งนี้ แบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ระบุว่า ช่วงวันที่ 6-8 มีนาคม ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้และลมใต้จะพัดนำความชื้นปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 6-7 มีนาคม จากนั้นวันที่ 8 มีนาคม ความกดอากาศสูงจะแผ่เข้ามาเติมกำลังทำให้เกิดการปะทะกับความร้อนชื้นที่มีอยู่ ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง อาจจะมีลูกเห็บตกได้ ตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนถึงตอนล่าง

ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนฟ้าคะนองมีลมกระโชกแรงตามมา จากนั้นประเทศไทยจะมีอุณหภูมิลดลงโดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มลดลงในวันที่ 9 มีนาคม ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานครจะมีอากาศเย็นตามมา ในวันที่ 10-11 มีนาคม โดยคาดว่า กรุงเทมหานครน่าจะมีอุณหภูมิช่วเช้าอยู่ที่ 23 องศาเซลเซียส หรือมีอากาศเย็นอีกครั้ง ส่วนลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง จากนั้นบริเวณความกดอากาศสูงจะเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงวันที่ 11 มีนาคม

วันที่ 6 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณทุ่งนาริมถนนสายสีดา-ประทาย ต.กระทุ่มราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา พบเกษตรกรนำฝูงแพะออกเล็มหญ้าที่ออกแซมตอซังข้าวตามทุ่งนาที่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว

นายสมชาย กองทองนอก อายุ 47 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะชาวประทาย กล่าวว่า เลี้ยงแพะเนื้อมาประมาณ 3 ปี มีแพะอยู่ประมาณ 90 ตัว ได้สร้างโรงเรือนเลี้ยงแพะอยู่ห่างออกไปจากจุดที่พาแพะมาเดินหากินเนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่หน้าแล้ง สภาพอากาศร้อนอบอ้าวทำให้หญ้าอาหารสัตว์มีน้อย ส่วนพื้นที่บางส่วนเกษตรกรก็จะเผาตอซังข้าวทำให้ไม่มีหญ้าให้แพะกิน ตนเองจึงต้องพาแพะเดินมาหากินไกลขึ้น วันละไม่ต่ำกว่า 8-9 กิโลเมตร ช่วงเย็นตนเองจะตัดต้นกระถินให้แพะกินเป็นอาหารเสริม โดยไม่พึ่งอาหารเม็ด

เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแพะแบบตามธรรมชาติ เพราะจะทำให้เนื้อแพะที่ได้มีรสชาติดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด เป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมาก เมื่อแพะน้ำหนักถึงเกณฑ์ที่จะขาย จะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงที่โดยบางคนถึงกับสั่งจองไว้ล่วงหน้าเลยก็มี ส่วนแหล่งน้ำตนได้ขุดบ่อเก็บน้ำไว้ข้างโรงเรือนเลี้ยงแพะ เนื่องจากในการเลี้ยงแพะปีแรกๆ ตนพึ่งแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่เมื่อถึงหน้าแล้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติเหล่านั้นได้แห้งขอดไปอย่างรวดเร็ว ทำให้แพะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จึงลงทุนขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายเร่งให้ความรู้ความเข้าใจถึงการป้องกันและอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและระบาดไปสู่คน ภายหลังกรมปศุสัตว์ได้ประกาศให้จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 จังหวัดเป็นเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า โดยมีผู้ได้รับเชื้อเสียชีวิตแล้ว 3 คน

โดยนายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าสาเหตุที่เชียงรายถูกประกาศเขตระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเนื่องจากก่อนหน้านี้พบมีประมาณ 4 หมู่บ้านที่มีการระบาดของโรคในสุนัข แต่ยังไม่ถึงขั้นการระบาดไปสู่คน ซึ่งทางปศุสัตว์ได้ทำการแก้ไขและควบคุมไม่ให้มีการระบาดแล้ว โดยปัจจัยหลักของการเกิดโรคเนื่องจากประชาชนผู้เลี้ยงสุนัขหรือแมวไม่นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันตามระยะเวลาที่กำหนด อีกทั้งการเลี้ยงส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบปล่อย ส่วนมากที่พบการระบาดมักจะอยู่ในพื้นที่สูงและติดตะเข็บพื้นที่ชายแดน ซึ่งสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะข้ามแดนไปมาทำให้สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านเองยังไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตามทางปศุสัตว์ก็ได้เร่งดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการระบาดอีก โดยเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจแก่ประชาชน พร้อมทั้งประสานทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ออกทำการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์เลี้ยงทุกตัวแล้ว แต่ทั้งนี้อยากเตือนและขอความร่วมมือประชาชนควรดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเองด้วย โดยให้นำมาฉีควัคซีนอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรเลี้ยงในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด เพราะหากระบาดมาสู่คนโรคพิษสุนัขบ้าถือเป็นโรคที่อันตรายจนทำให้เสียชีวิตได้และยังไม่วิธีการหรือยาที่รักษาได้

มีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าจะชวนคุยมานานแล้ว แต่ไม่ได้ฤกษ์เสียที พอนึกได้ก็มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก พอไม่มีเรื่องอื่นก็ลืมไปบ้าง มาวันนี้ ไม่มีเรื่องอื่นที่คิดว่าเร่งด่วนกว่า และไม่ลืม เลยได้ฤกษ์เสียที

เรื่องที่นึกอยากจะหยิบมาแลกเปลี่ยนคือ เรื่องของ ข้าวŽ เมื่อเราบอกว่าอาหารร้านนี้อร่อย โดยเฉพาะอาหารไทย ที่เรานึกถึงจะเป็น กับข้าวŽ

แกงนั้น ผัดนี้ ทอดโน้น หรืออะไรต่ออะไร ล้วนเป็น กับŽ ที่ให้ความหมายถึงความอร่อย

ทั้งที่ทุกร้าน ทุกหนทุกแห่ง ทุกมื้อที่เรากินนั้น นอกจากกับแล้วก็คือ ข้าวŽ กับอาจจะเปลี่ยนไป มื้อนี้ไม่มีแกง มื้อนี้มีแต่ผัด หรือมีอะไร ไม่มีอะไรไปเรื่อย ร้านโน้นกับอย่างนี้อร่อย ร้านนั้นกับแบบนั้นอร่อย

ไม่มีใครพูดถึงข้าว เหมือนว่าข้าวไม่มีความหมาย ไม่มีผลต่อความอร่อยหรือไม่อร่อย

ก่อนนี้อาจจะเป็นเช่นนั้น ด้วยหากย้อนไปในอดีตให้นานสักหน่อย เราจะนึกออกว่า ไม่ว่าร้านไหน ล้วนมีข้าวที่เหมือนๆ กัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เป็น ข้าวเจ้าŽ หมายถึงข้าวที่สีแล้วฟอกขาว อาจจะต่างพันธุ์กันบ้างแต่ไม่แตกต่างกันมากมายอะไรนัก จะมีบ้างก็แค่ ข้าวใหม่Ž หรือ ข้าวเก่าŽ ทว่าจะเกิดขึ้นแค่ในหน้าเกี่ยวที่มี ข้าวใหม่Ž มาให้เลือก 

ข้าวใหม่Ž จะหอม แต่ยางเยอะ ส่วนข้าวเก่าไม่หอมเหมือนข้าวใหม่ แต่ร่วน หรือที่เรียกว่า หุงขึ้นหม้อŽ

สำหรับชีวิตชาวบ้านทั่วไป ไม่ค่อยได้เห็น ข้าวŽ ที่แตกต่างอะไรกันมากนักในสมัยก่อน

แม้แต่ข้าวหอม ก็รู้จักหรือนิยมกันแค่เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบางฐานะ แต่ในวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

ในร้านขายข้าว ไม่ว่าจะเป็นตามตลาด หรือในห้างสรรพสินค้า ล้วนมีข้าวให้เลือกมากมาย

ข้าวเจ้าŽ มีให้เลือกสารพัดพันธุ์ เป็นข้าวสีแบบฟอกขาว ทั้งเมล็ดเล็กเมล็ดใหญ่ 

ข้าวหอมŽ หลายพันธุ์เช่นกัน

ยังมี ข้าวกล้องŽ ที่มีทั้งแบบ ผสมŽ และ ไม่ผสมŽ หลายสูตร มี หอมŽ หลายแบบ ทั้งที่ ขาวแบบข้าวเจ้าŽ หรือ หอมแบบข้าวกล้องŽ หรือ หอมนิลŽ ที่สีต่างออกไป
หลายปีมานี้ที่มาแรงคือ ไรซ์เบอร์รี่Ž เป็นข้าวผสมพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ระหว่าง ข้าวหอมนิลŽ กับ ข้าวหอมมะลิŽออกสีม่วงเข้ม

เป็นสินค้าที่นำเสนอความแปลกใหม่สู่ท้องตลาด ให้ได้ทดลองชิมกัน พร้อมโฆษณาสรรพคุณในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

แต่หากลองไปดูการค้าขายข้าวในปัจจุบันแล้ว จะพบว่าต่างดึงวิชาการตลาดมาดวลกันดุเดือด ไม่แพ้สินค้าอื่น สรรพคุณหนึ่งที่โฆษณากันอยู่หลายยี่ห้อคือ ความอร่อยŽ

ทำให้ดูเหมือน อร่อยŽ จะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่อง กับข้าวŽ อีกแล้ว

การเลือกใช้ข้าว ได้รับการหยิบยกมาพูดถึงมากขึ้น

ตรงนี้และที่น่าสนใจ และอยากจะชวนท่านผู้อ่านคุย

รู้สึกไหมครับว่า ข้าวแบบหนึ่งไม่ใช่จะเหมาะกับ กับข้าวŽ ทุกอย่าง

ข้าวŽ บางชนิดเหมาะที่จะกินกับแกง กับผัด กับต้ม

บางชนิดเหมาะกับอาหารทอด อาหารย่าง และยำ

ข้าวชนิดไหนกินอร่อยกับ กับข้าวŽ แบบนี้ น่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ มากกว่าที่จะเกิดจากการคิดเอาเองได้

ลองแลกเปลี่ยนกันดูมั้ยครับว่า ข้าวอะไรŽ กิบกับ กับข้าวแบบไหนŽ อร่อย

เอาประสบการณ์แลกเปลี่ยนกันเก็บไว้เป็น ข้อมูลŽ สำหรับเลือก กับข้าวŽ ให้เหมาะกับ ชนิดของข้าวŽ จำได้ว่า เหมือนจะเคยเล่าไปบางส่วนแล้ว สำหรับการเลี้ยงลูกของเจ้าพ่อไอทีทั้งหลาย แต่พอดีเว็บไซต์บิซิเนสอินไซเดอร์ได้รวบรวมมาเพิ่มเติม ก็เลยอยากเอามาให้น้องๆ ได้อ่านกัน เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่า บรรดาเจ้าพ่อในแวดวงไอทีทั้งหลาย เค้าเลี้ยงลูกกันชนิดที่ว่า แทบจะปลอดจากการใช้เทคโนโลยีเลยก็ว่าได้

เริ่มกันจาก บิล เกตส์ เจ้าพ่อผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ คุณพ่อลูก 3 ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาและภรรยาตั้งกฎไว้ว่า ลูกๆ ห้ามมีโทรศัพท์เป็นของตัวเอง จนกว่าจะอายุ 14 ปี

เกตส์ให้สัมภาษณ์เดอะมิร์เรอร์ไว้เมื่อเดือนเมษายนปีก่อนว่า “เรามักจะเหลือเวลามากขึ้นเมื่อไม่ต้องมองจออะไร และในกรณีของลูกๆ ของผม มันก็ทำให้พวกลูกๆ ได้นอนกันตามเวลาที่เหมาะสม”

ด้าน สตีฟ จ็อบส์ เจ้าพ่อจากแอปเปิลผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่เคยบอกกับนิวยอร์กไทม์สเมื่อปี 2011 ว่า เขาห้ามลูกๆ ใช้ “ไอแพด” และยังได้จำกัดเวลาของลูกๆ ในการใช้เทคโนโลยีที่บ้านด้วย

ขณะที่ ทิม คุก ซีอีโอคนปัจจุบันของแอปเปิล ที่ไม่ได้มีลูกเป็นของตัวเอง แต่ก็นำกฎเหล็กว่าด้วยการ “ห้าม” หลานๆ ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ คุกบอกว่า ไม่ใช่คนที่คิดว่า “เราจะประสบความสำเร็จได้หากเราอยู่กับสิ่งนั้นตลอด”

คริส แอนเดอร์สัน ซีอีโอของบริษัท 3ดี โรโบติกส์ บริษัทผลิตโดรนอันโด่งดัง คุณพ่อลูก 5 ที่ประกาศนโยบาย “ไร้เทคโนโลยี” สำหรับลูกๆ เพราะเขาเห็นอันตรายของการใช้เทคโนโลยีด้วยตาของตัวเอง และไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นกับลูกๆ

สุดท้าย อีวาน วิลเลียมส์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ ที่เลือกจะสะสมหนังสือ แทนที่จะสะสมอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลาย เพื่อให้ลูกชายทั้งสองคนเป็นนักอ่านที่ดี และทำให้ลูกชายทั้งสองชอบอ่านหนังสือที่เป็นเล่ม มากกว่าที่จะอ่านจากไอแพด หรือจากอีบุ๊ก รีดเดอร์ อื่นๆ

เป็นวิถีในการสอนลูก ของเจ้าพ่อไอที ที่น่าสนใจไม่น้อย นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ ซึ่งมีรัฐมนตรีและ ผู้แทนระดับสูงจากสมาชิก 16 ประเทศร่วมประชุม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า มีประเด็นสำคัญคือเรื่องการเปิดตลาดสินค้าที่ทุกประเทศตกลงให้ยื่นปรับปรุงข้อเสนอการเปิดตลาดครั้งที่ 3 ครอบคลุมสินค้าทุกรายการ ให้เป็นไปตามโครงสร้างรูปแบบการลดภาษีตามที่อาเซียนเสนอ ภายในวันที่ 13 เมษายนนี้ ตั้งเป้าได้ข้อสรุปในการประชุมคณะกรรมการเจรจาจัดทำความตกลง RCEP ครั้งที่ 22 ในวันที่ 28 เมษายน – 8 พฤษภาคมนี้ ที่สิงคโปร์ ส่วนการเปิดตลาดบริการให้มีการเจรจาสองฝ่ายพร้อมกับปรับปรุงข้อเสนอเปิดตลาดให้ตอบสนองต่อสาขาที่ประเทศสมาชิกสนใจ การเปิดเสรีการลงทุน ประเทศสมาชิกจะปรับปรุงข้อผูกพันเปิดตลาดการลงทุนก่อนการประชุมรอบที่ 22

นางสาวชุติมา กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันระหว่างอาเซียนกับอินเดียเพื่อผลักดันให้อินเดียหาข้อสรุปในประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ ในส่วนไทยได้ร่วมกับอาเซียนผลักดันให้ RCEP เป็นตลาดการค้าและการลงทุนขนาดใหญ่สุดในโลก ครอบคลุม 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก มีประชากรรวมกว่า 3.5 พันล้านคน มีจีดีพีรวมกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2560 การค้าของไทยกับประเทศสมาชิก RCEP มีมูลค่ารวม 269 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 58.66% ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้น 10.85% จากปี 2559

กยท.เซ็นเอ็มโอยูทีเฟ็กซ์ สนับสนุนสินค้ายางพาราล่วงหน้า สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เชื่อดันราคายางเพิ่มขึ้น สัญญาซื้อขายพุ่งกว่า 100 สัญญา ต่อวัน เล็งเปิดตัว “รับเบอร์ ซิตี้” จังหวัดสงขลา ที่แรก เตรียมผุดที่ใหม่ในเขตอีอีซี พบโรงงานขนาดใหญ่เข้าไปลงทุนแล้ว

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือการสนับสนุนการซื้อขายและส่งมอบสินค้าอ้างอิงสำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) ผู้ประกอบการยางพารา 3 ราย ได้แก่ บริษัท ไทยฮั้วยางพาราไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ 5 ราย

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การซื้อขายและส่งมอบยางพาราในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) จะช่วยเปิดตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกร อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดราคา

ซื้อขายที่เป็นธรรม นำไปสู่การตกลงราคาในตลาดซื้อขายจริงในประเทศ นอกเหนือจากการซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายล่วงหน้าโตเกียว (โตคอม) ตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์สิงคโปร์ (ไซคอม) และตลาดลาดล่วงหน้าจีน เซี่ยงไฮ้ ที่เป็นตลาดหลัก

นายธีธัช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (รับเบอร์ ซิตี้) เป็นนิคมแปรรูปยางพาราแบบครบวงจร การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) เป็นเจ้าภาพ ส่วน กยท.จะสนับสนุนเรื่องการหาซัพพลายในพื้นที่ เบื้องต้น จังหวัดสงขลา เป็นเป้าหมายแรกในการเปิดรับเบอร์ ซิตี้ เชื่อ กนอ.มีแผนขยายรับเบอร์ ซิตี้ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากมีโรงงานขนาดใหญ่เข้าไปลงทุน

ส่วนมาตรการหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการให้กรีดแบบวันเว้นวัน (แท็ปปิ้ง

ฮอลิเดย์) จากที่กรีด 20 วัน ต่อเดือน เพื่อทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นนั้น นายธีธัช กล่าวว่า ยังเป็นเพียงแนวคิด อยู่ระหว่างขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันเกษตรและผู้ประกอบการ ส่วนนโยบายการจำกัดปริมาณส่งออกยางพาราของไตรภาคีหรือประเทศผู้ส่งออกยาง 3 ประเทศ เพื่อคุมปริมาณส่งออกไม่เกิน 3.5 แสนตัน ยังอยู่ในช่วงดำเนินการ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มดีขึ้นหลังเข้าสู่ฤดูปิดกรีด ปริมาณยางพาราเริ่มน้อยลง ราคาจึงปรับเพิ่มขึ้นที่ 48-49 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.)

นางสาวรินใจ ชาครพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน จากที่ผ่านมากังวลเรื่องการรับมอบและส่งมอบสินค้าทีเฟ็กซ์ หลังลงนามแล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขาย RSS3D ซึ่งเป็นสินค้าหลักในกลุ่มซื้อขายยางพาราล่วงหน้า เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 สัญญา ต่อวัน ส่วนปริมาณสัญญาในทีเฟ็กซ์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีประมาณ 400,000 สัญญา ต่อวัน