นายระพีภัทร์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการ

สินค้ากล้วยไม้และโกโก้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมการผลิตพืชดังกล่าวให้เป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรตามนโยบายตลาดนำการเกษตร โดยไทยส่งออกดอกกล้วยไม้เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกล้วยไม้สกุลหวาย สกุลมอคคารา และสกุลออนซิเดียม สำหรับสินค้าโกโก้ ในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการโกโก้ในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาดโลกและอุตสาหกรรมแปรรูปมากกว่า 100 ชนิด ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และเครื่องสำอาง เป็นต้น

ทั้งนี้ สศก. จะเร่งผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการตลาดของพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะโกโก้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการส่งเสริมการปลูกโกโก้ ในรูปแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง) เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปีงบประมาณ 2560 และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปีงบประมาณ 2562 เป็นเวลา 3 ปี การดำเนินงานต่างๆ ได้เน้นสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ตามวาระของประเทศ

โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจ น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพ ของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการร่วมกัน 5 ภาคส่วน ได้แก่ เกษตรกร ภาครัฐ ภาคประชาสังคม (ปราชญ์เกษตร/เกษตรกรต้นแบบ/ประธาน ศพก.) ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กำหนดเป้าหมายรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ปีละ 70,000 ราย พื้นที่ทั่วประเทศ 77 จังหวัด รวม 882 อำเภอ

จากการติดตามประเมินผลโครงการฯ เกษตรกรตัวอย่าง 2,211 ราย ในพื้นที่ 77 จังหวัด พบว่า เกษตรกรได้ปรับสัดส่วนการใช้พื้นที่แหล่งน้ำเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยมีสัดส่วนการใช้พื้นที่เพื่อปลูกข้าว : ปลูกพืช : ที่อยู่อาศัย และเลี้ยงสัตว์ : แหล่งน้ำ คิดเป็นสัดส่วน 51 : 32 : 7 : 10 และเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองจากการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 2,814 บาท/ไร่ แบ่งเป็นลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนโดยการบริโภคผลผลิตของตนเอง 1,487 บาท และลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตของตนเอง 1,327 บาท/ไร่ อีกทั้งยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นลงได้ เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่ม ชูกำลัง สุรา เบียร์ และ บุหรี่ ได้ประมาณ 411 บาท/เดือน/ครัวเรือน โดยเกษตรกร มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต 7,153 บาท/ไร่ (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 13)

ด้าน นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สำหรับด้านความยั่งยืนของโครงการ เกษตรกรสามารถพัฒนาเป็นเกษตรกรต้นแบบ ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น เป็นการจัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน หลักสำคัญคือการลดค่าใช้จ่าย โดยการสร้างสิ่งอุปโภคบริโภคให้เพียงพอในที่ดินของตนเอง เหลือจากบริโภคก็นำไปจำหน่ายและปฏิบัติตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เป็นการรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ในด้านต่างๆ เช่น การผลิต การตลาด เมื่อดำเนินการผ่านขั้นที่ 2 แล้ว เกษตรกรพัฒนาไปสู่ ขั้นที่ 3 เป็นการประสานงานเพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน สร้างเครือข่าย กลุ่มอาชีพ ขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกร ร้อยละ 60 ของตัวอย่าง ยังได้ขยายผลการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่เกษตรกรรายอื่นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานหลัก ร่วมกับคณะกรรมการบริหารโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ พิจารณากำหนดเกษตรกรเป้าหมาย และแนวทางการดำเนินงานโครงการให้มีความเหมาะสม ชัดเจน เป็นไปตามศักยภาพของพื้นที่และความพร้อมของเกษตรกร สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรต้องตรงตามความต้องการและทันต่อฤดูการเพาะปลูกให้ความสำคัญกับการประสานระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะภาคเอกชน ภาคการศึกษา และปราชญ์เกษตรกร ตลอดจนจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจบทบาทที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนโครงการอย่างแท้จริง โดย สศก. จะทำหน้าที่ในการติดตามและประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จับมือกระทรวงพาณิชย์ ใน “โครงการพัฒนาร้านค้าปลีกยุคใหม่ สู่ Smart โชห่วย” เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้าโชห่วยไทยทั่วประเทศก้าวสู่ Smart โชห่วยอย่างเข้มแข็ง ตอกย้ำพันธกิจของแม็คโครในการเป็น “คู่คิดธุรกิจคุณ” มากว่า 30 ปี พร้อมผลักดันแนวคิด “ครัวชุมชน” เพิ่มรายได้ให้แก่เจ้าของร้านโชห่วย เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร

นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แม็คโครยึดมั่นในพันธกิจของการเป็น “คู่คิดธุรกิจคุณ” ให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย และร้านโชห่วยมาโดยตลอด เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการกระจายรายได้ในท้องถิ่น และเป็นศูนย์กลางสายใยชุมชน แม็คโครจึงริเริ่มโครงการ “แม็คโคร มิตรแท้โชห่วย” ขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ชูนโยบาย “เพิ่มศักยภาพร้านค้าปลีกไทย คือ เป้าหมายของเรา” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและโชห่วย

ด้วยการให้องค์ความรู้และการจัดการร้านค้าปลีกอย่างครบวงจร และแนวทางธุรกิจเทรนด์ของลูกค้า เครื่องมือและอุปกรณ์ เทคโนโลยีใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและทิศทางธุรกิจ พร้อมทั้งกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้ร้านค้าโชห่วยก้าวทันต่อกระแสเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุค Thailand 4.0 ซึ่งตลอดระยะเวลา 12 ปีของโครงการฯ แม็คโครได้เข้าใจถึงปัญหาผู้ประกอบการมาโดยตลอด จึงมุ่งสนับสนุนด้วยองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลีกที่ทันสมัยและเป็นสากล ผ่านข้อมูล Big Data Analysis กิจกรรม และเครื่องมือต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแม็คโคร มีลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วย จำนวน 500,000 ราย

สำหรับความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ในการยกระดับศักยภาพร้านค้าโชห่วยภายใต้ “โครงการพัฒนาร้านค้าปลีกยุคใหม่สู่ Smart โชห่วย” แม็คโคร ได้นำแผนแนวทางโครงการ “แม็คโคร มิตรแท้โชห่วย” เข้ามาร่วมในการพัฒนาโชห่วยไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอจุดเด่นของแนวคิด “ครัวชุมชน” เพื่อสร้างรายได้และเป็นศูนย์กลางชุมชนในการจำหน่ายอาหารแช่แข็งที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย สามารถเก็บรักษาได้นานถูกหลักอนามัย ลดยอดการสูญเสียของสินค้า และช่วยสร้างกำไรได้กว่า 20% อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่สมาชิกในชุมชนสามารถนำผัก ผลไม้ หรือสินค้าภายในชุมชม เข้ามาฝากจำหน่ายในร้านโชห่วยได้ ในลักษณะของการแบ่งปัน เพื่อสร้างความสุขในชุมชนอีกด้วย

โดยแม็คโคร ยังได้ให้การสนับสนุนในการแบ่งปันความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ในการพัฒนาร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ โชห่วย เช่นการสร้างความแตกต่าง ด้วยไอเดียเสริม เพื่อเพิ่มยอดขาย และกำไร
การเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยด้วยเทคโนโลยี ผ่าน e-Learning ตลอด 24 ชั่วโมง จากเว็บไซต์ www.shohuaythai.com
บริการรับสั่งซื้อ จัดเตรียมสินค้า และจัดส่งสินค้า ผ่านระบบOn-line ของแม็คโคร ทั้ง Makro Click และ Makro App เพื่อเป็นตัวช่วยในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วย

การนำระบบSmart POS ซึ่งเป็นระบบที่แม็คโครได้พัฒนาขึ้น มาใช้ในการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าภายในร้านค้าโชห่วย
การสร้างการรับรู้ใหม่ๆ ในเชิงของBranding ในการเป็นที่พึ่งของชุมชน ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการนำสินค้ามาขาย และมีส่วนร่วมในการช่วยคิดการจัดภายในร้านโชห่วย

“นอกจากนี้ แม็คโคร ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยตั้งแต่ต้นน้ำ โดยได้ริเริ่มโครงการ “แม็คโครและมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาร้านค้าปลีกท้องถิ่น” (Makro U Project) ตั้งแต่ปี 2552 ด้วยแนวคิดที่จะส่งต่อองค์ความรู้เรื่องการจัดการร้านค้าปลีกไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ผ่านนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิด มุมมอง สมัยใหม่ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสอดคล้อง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ อีกด้วย” นางสุชาดา กล่าวเสริม

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ ให้แก่ ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้แทน วว.เนื่องในงาน “Digital Government Awards 2019” ซึ่งสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิตอล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. จัดขึ้นภายใต้การดำเนินโครงการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิตอลหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย

ประจำปี 2562 โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 1,858 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางจำนวน 323 หน่วยงาน หน่วยงานภาครัฐส่วนภูมิภาค จำนวน 1,533 หน่วยงาน ครอบคลุมทั้งหมด 76 จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจำนวน 2 หน่วยงาน เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนและนโยบายในการยกระดับการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิตอล ทั้งในระดับหน่วยงานและระดับประเทศต่อไป (วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล)

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการกระจายสินค้าเกษตรคุณภาพฯ ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพ และที่ผ่านมาองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้เปิด “ตลาดเกษตรอินทรีย์” Organic Market ให้เป็นตลาดสำหรับเกษตรกรจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพ โดยดำเนินการจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในประเทศและต่างประเทศ

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า “อ.ต.ก. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปและพัฒนาทางด้านภาคการเกษตร โดยเล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบปลอดภัย ทั้งยังคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค จึงได้เปิด “ตลาดเกษตรอินทรีย์” Organic Market ให้เป็นตลาดสำหรับเกษตรกรจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเป็นทั้งศูนย์กลางการกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งยังเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์สำหรับเกษตรกร ที่จัดจำหน่ายโดยเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการด้านการเกษตร และดำเนินการจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ฯ นี้ อ.ต.ก. มีแผนงานดำเนินการพัฒนาเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ฯ โดยให้มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ อ.ต.ก. จึงได้จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพ อ.ต.ก. หรือ “ตลาดเกษตรอินทรีย์” Organic Market เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ฯ และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน

และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ทั้งยังเป็นแหล่งกลางเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้นำผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน และสินค้าอื่นๆ มาจัดจำหน่ายแลกเปลี่ยนให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นการเชื่อมโยงทางการตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 18.00 น. ทุกวัน (ข้างธนาคารกรุงไทย)

ทั้งนี้ “ตลาดเกษตรอินทรีย์” Organic Market ได้แบ่งโซนจัดจำหน่ายออกเป็น 2 โซน เพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ได้แก่ การจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Sale of Organic Product) และการจำหน่ายสินค้าปลอดภัย (Sale of Food Safety) ซึ่งภายในจะจำหน่ายสินค้าออร์แกนิก, สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย รวมทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่คัดสรรได้มาตรฐานจากเกษตรกรกว่า 50 ราย อาทิ พืชผักผลไม้อินทรีย์ตามฤดูกาลปราศจากสารเคมีปนเปื้อน ข้าวหลากหลายสายพันธุ์ ไข่ไก่ออร์แกนิก

สินค้าแปรรูปจากกระบวนการธรรมชาติ รวมถึงของขึ้นชื่อระดับ Best of Ortorkor อย่าง เห็ดแครง อ.ต.ก. ซึ่งสินค้าในตลาดจะสามารถตอบโจทย์ด้านความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ดี ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพของตัวเองให้ดีขึ้น รวมถึง กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย ที่ต้องการสินค้าออร์แกนิกคุณภาพสูงและสินค้าเฉพาะที่ไม่มีสารเคมี 100% ที่ตรงกับโจทย์ของตลาดเกษตรอินทรีย์ฯ ที่มีความโดดเด่นด้านปัจจัยคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสูง นายกมลวิศว์ กล่าวปิดท้าย

ธ.ก.ส. ร่วมงานโครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาล้านนา พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน บูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจชุมชน ตามนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าพัฒนา 928 ชุมชนภายในสิ้นปีนี้

วันนี้ (30 ตุลาคม 2562) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาล้านนา และมอบนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยมี นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารออมสินและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนฯ และตัวอย่างชุมชนจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบสินเชื่อให้ลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ การจัดตลาดชุมชนทางน้ำและการฝึกอบรมให้ความรู้ โดยมีเกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเทศบาลตำบลสันทรายหลวง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

นายอภิรมย์ เปิดเผยว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ประชารัฐสร้างไทย” ที่เป็นการร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เอสเอ็มอีแบงก์ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สภาเกษตรกรแห่งชาติ ภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การสนับสนุนทั้งความรู้และการเงิน แก่เกษตรกร ชุมชน การสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ผ่านตลาดประชารัฐ การท่องเที่ยวชุมชน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและครอบคลุมในทุกๆ ด้าน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้นำนโยบายมาจัดทำเป็นโครงการธุรกิจชุมชนสร้างไทย โดยสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน ประกอบด้วย กิจกรรมการผลิต กิจกรรมขายผลผลิต กิจกรรมการซื้อและบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน โดยใช้ทรัพยากรของชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม โดยมีแนวทางในการขับเคลื่อนที่เริ่มจากการค้นหาและศึกษาความต้องการของชุมชน ทั้งโอกาส ศักยภาพ ปัญหา แนวทางพัฒนาและแก้ไข

เหมือนการระเบิดจากภายใน จากนั้นจึงเริ่มพัฒนา สร้างความเข้มแข็ง โดยยึดหลักตลาดนำการผลิตและมีการกำหนดแผนธุรกิจที่ชัดเจน ผสานความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนในด้านความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม งานวิจัย และงบประมาณ อีกทั้ง ธ.ก.ส. ยังช่วยสนับสนุนสินเชื่อให้กับ Smart Farmer ผู้ประกอบการ SME เกษตร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตร เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์คือ ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก มีภูมิคุ้มกัน มีรายได้ สวัสดิการสังคม และโอกาสทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ SMART Farmer SMEs หัวขบวน วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตร ซึ่งแบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเกษตรกรรม (กลุ่มการผลิต กลุ่มบริการและกลุ่มรวบรวม) ด้านท่องเที่ยว (กลุ่มที่พักโฮมสเตย์ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มนำเที่ยวและขนส่ง กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชม) และด้านอุตสาหกรรม (กลุ่มแปรรูปและกลุ่ม Logistics) โดยตั้งเป้าขับเคลื่อนให้ได้ 928 ชุมชน ภายในสิ้นปี 2562 และเป็น 9,000 ชุมชน ภายในปี 2564

นายอภิรมย์ได้นำเสนอโมเดลการพัฒนาธุรกิจชุมชนที่มีศักยภาพนำร่อง 8 จังหวัด ได้แก่ ตัวอย่างพัฒนาธุรกิจชุมชนเพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เช่น ชุมชนบ้านโป่งสามัคคี อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านทากู่ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชุมชนบ้านแม่แจ๋ม อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ชุมชนบ้านโป่งศรีนคร อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย ชุมชนบ้านนาปลาจาด อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตัวอย่างชุมชนที่มีการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรในพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ธุรกิจชุมชนบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ธุรกิจชุมชนบ้านปางปุก อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน และชุมชนตำบลบ้านกวางอำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างธุรกิจชุมชน

นายอภิรมย์ กล่าวว่า ธ.ก.ส.พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจชุมชนด้วยการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อขยายโอกาสในด้านต่างๆ ทั้งเงินทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยี ให้แก่คนในชุมชน ได้ครอบคลุม ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าการผลิต อุตสาหกรรม และบริการต่างๆ เพื่อสร้าง SMART Farmer ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจฐานราก โดยการอำนวยสินเชื่อรวมกว่า 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2564

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดกระแสวิพากวิจารณ์ เป็นประเด็นใหญ่ในสังคมเรื่องการแบน 3 สารเคมีเกษตร โดยฝ่ายที่เห็นควรแบน ให้เหตุว่า ตัวสารและการใช้มีผลต่อคนทั้งผู้ใช้และไม่ใช้สาร ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าไม่สมควรแบน ระบุว่า เป็นสารจำเป็นต่อปัจจัยการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ยังไม่มีสิ่งทดแทนที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน และไม่เชื่อถือข้อมูลอีกฝ่ายที่นำเสนอเหตุผลแบน

ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ประมวลประเด็นปัญหาและการดำเนินการที่ผ่านมา โดยอธิบายเป็น 7 ข้อคิดสำคัญได้ว่า ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้น แทนที่จะใช้วาทะกรรม การสร้างกระแสปั่นสังคม ควรหันหน้ามาเจรจากัน โดยตั้งอยู่บนผลประโยชน์โดยรวมของชาติ เกษตรกรผู้ผลิตอยู่ได้ ประชาชนปลอดภัย สิ่งแวดล้อมถูกกระทบน้อย แต่ถ้ามีเจตนาอื่นแอบแฝง การเจรจาก็เกิดขึ้นได้ยาก

ข้อคิดที่ 1 การเฝ้าระวังและการตรวจสอบผลตกค้างของสารทั้ง 3 ชนิด ในผลิตผลทางการเกษตร โดย ไทยแพน (เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช) นำเสนอผลสุ่มตรวจสารพิษตกค้าง ครั้งที่ 2 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 แจ้งว่า พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักผลไม้ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค 16 ชนิด แต่ไม่มีสารตกค้างพาราควอตและไกลโฟเซต จากนั้น ปี 2560 ไทยแพนแจ้งว่า กว่าครึ่งผักและผลไม้ยอดนิยม 16 ชนิด มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 46% เอกสารไม่ระบุว่าเป็นสารใด แต่ไทยแพน แถลงข่าว พบพาราควอตตกค้างเกินมาตรฐานสูง 50% รองลงมาไกลโฟเซต 8% และชูยาฆ่าหญ้าเป็นปัญหาระดับชาติ ขอให้แบนสารดังกล่าว ข้อสังเกต สารที่ตกค้างในรายงานปี 2559 ไม่พบสารพาราควอตและไกลโฟเซต และปี 2560 การตกค้างสารทั้งสองในผักและผลไม้ 55% ไม่น่าเป็นไปได้ หากผักถูกสารพาราควอตจะไหม้และตายไป ที่เอาออกมาขายได้ต้องไม่ถูกสารพาราควอต ไทยแพนควรเปิดเผยผลตรวจสอบดังกล่าว