นายฤทธิกา กล่าวว่า รูปแบบการลงทุนจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน

เช่น รฟม.อาจลงทุนงานก่อสร้างโยธาและเปิดให้เอกชนหรือท้องถิ่นลงทุนระบบเดินรถ หรืออาจจะเปิดให้เอกชนลงทุนทั้งหมดเหมือนรถไฟฟ้าสายสีชมพูหรือสายสีเหลืองในกรุงเทพฯก็ได้ สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น รฟม.ได้ปรับแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร และรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. จะเลื่อนระยะเวลาเริ่มก่อสร้างออกไป 6 เดือน จากมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนธันวาคม 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับการส่งมอบพื้นที่ของ รฟม.

นายฤทธิกา กล่าวว่า ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันตก) ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยระยะทาง 16 กม. เลื่อนเป้าหมายการเสนอให้ ครม. เห็นชอบจากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนเมษายน 2561 เพื่อศึกษาการให้เอกชนร่วมทุนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้เปิดบริการรถไฟฟ้าสายสีส้มล่าช้าออกไปประมาณ 9 เดือน เป็นกุมภาพันธ์ 2568 แต่จะไม่กระทบการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก) ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพราะมีแผนจะเปิดให้บริการก่อนในปี 2566 ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กม. จะเลื่อนเป้าหมายการประกวดราคาจากเดือนตุลาคมเป็นเดือนธันวาคมนี้ และทราบผลการประมูลเดือนพฤศจิกายน 2561

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (พีทีทีอาร์เอ็ม) เปิดเผยว่า พีทีทีอาร์เอ็มอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการเจรจาขอคืนพื้นที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) ปตท.ประมาณ 1,100 สาขา จากจำนวนปั๊มทั่วประเทศ 1,400 สาขา เนื่องจากร้านเซเว่นฯทยอยหมดสัญญาเช่าภายใน 6 ปี ขณะที่ร้านจิฟฟี่ตั้งอยู่ภายในปั๊ม ปตท.มี 149 สาขา และมีแผนขยายสาขาเพิ่ม ซึ่งแนวทางหนึ่งคือใช้พื้นที่ที่ร้านเซเว่นฯ หมดสัญญาเช่า โดยเตรียมใช้งบลงทุน 11,000 ล้านบาท ในการขยายสาขาร้านจิฟฟี่ ระยะ 5 ปี หรือภายในปี 2564 นอกจากนี้มีแผนสร้างจุดพักรถบริเวณใกล้เคียงกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เส้นทางกรุงเทพฯ-ชลบุรี จำนวน 50 ไร่ ห่างจากจุดเดิม 50 กิโลเมตร เพื่อจำหน่ายสินค้าและบริการของ ปตท.และร้านค้าพันธมิตร โดยอยู่ระหว่างยื่นประมูลกับกรมทางหลวง น่าจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้ ขณะเดียวกันมีแผนเพิ่มขนาดพื้นที่ร้านจิฟฟี่อีก 30 แห่ง

นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. กล่าวว่า ตามนโยบายทางธุรกิจมุ่งสู่แบรนด์ชั้นนำในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดได้ลงนามระหว่างพีทีทีอาร์เอ็ม ผู้บริหารร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่ กับบริษัท ปตท. (ลาว) จำกัด (พีทีทีลาว) ที่ได้สิทธิจำหน่ายแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ในลาว ที่ปัจจุบันเปิดแล้ว 19 สาขา มีแผนเพิ่มเป็น 97 สาขาในปี 2565 รวมถึงเล็งขยายธุรกิจแบบเดียวกันในกัมพูชา ฟิลิปปินส์ พม่า และเวียดนาม

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เผยผลศึกษาโอกาสลงทุนไทยในต่างประเทศ ชี้ 5 ประเทศอนาคตทำเงิน “เอมิเรตส์-เอธิโอเปีย-อินเดีย-แอฟริกาใต้-แทนซาเนีย” อุดมทั้งทรัพยากร ต้นทุนต่ำ และเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็ว และลดความเสี่ยงลงทุนภายในประเทศอีกทาง

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายในงานสัมมนา “โอกาสการลงทุนไทยในประเทศตลาดใหม่ : สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอธิโอเปีย อินเดีย แอฟริกาใต้ และแทนซาเนีย” ว่า ทั้ง 5 ประเทศอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ที่น่าสนใจ และบีโอไอ เห็นว่ามีศักยภาพทางการตลาดที่นักลงทุนไทย ควรขยายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศตลาดใหม่ นอกเหนือจากการลงทุนในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และประเทศในอาเซียน โดยไม่ควรมองข้ามศักยภาพการลงทุนของทั้ง 5 ประเทศ ขณะเดียวกันการลงทุนในต่างประเทศจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงจากการลงทุนภายในประเทศ แต่เพียงอย่างเดียว

นางสาวอรสา ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ บีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอได้ศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนที่เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับนักลงทุนไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ โดยความน่าสนใจของแต่ละประเทศ สรุปได้ ดังนี้ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศที่มีรายได้สูงที่กำลังลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และมุ่งส่งเสริมธุรกิจในสาขาอื่นๆ เป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับการลงทุนและแรงงานจากต่างชาติ ขณะที่ประเทศเอธิโอเปีย มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยธนาคารโลก ประเมินว่าในปี 2560 จะเติบโตในอัตราก้าวกระโดดเป็นอันดับ 1 ของโลก ในอัตราโต 8.3% ประเทศอินเดีย มีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูง มีจำนวนประชากรมากถึง 1,300 ล้านคน สะท้อนถึงตลาดในประเทศขนาดมหาศาล โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ในประเทศที่กำลังเติบโต และยังมีอุตสาหกรรมสนับสนุนจำนวนมากในราคาถูก อาทิ เหล็ก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตสำหรับภาคอุตสาหกรรม

นางสาวอรสา กล่าวว่า ขณะที่แอฟริกาใต้ มีความพร้อมของทรัพยากร มีที่ดินอุดมสมบูรณ์ มีความง่ายในการเริ่มทำธุรกิจ และเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีศักยภาพทางด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรและประมง รวมถึงการเป็นฐานการผลิตของบริษัทยานยนต์หลายราย เพื่อส่งไปจำหน่ายในยุโรป และประเทศอื่นๆ ใกล้เคียง จึงเหมาะต่อการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และประเทศแทนซาเนีย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก การแปรรูปพืชผลทางการเกษตร การประมง และการแปรรูปสัตว์น้ำ

รศ. สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร เปิดเผยว่า มทร.พระนครจะจัดโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการผลักดันแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยระยะ 15 ปี ระหว่างวันที่ 1-2 กันยายนนี้ ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยได้วางเป้าหมายความสำเร็จในการพัฒนาแผนกลยุทธ์ทุกระยะ 5 ปี และเพื่อปรับปรุงส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยพ.ศ. 2560-2564 ก้าวสู่เป็นมหาวิทยาลัยดิจิตอล และเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ พ.ศ. 2565-2569 ติดอันดับ 1 ใน 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีระดับประเทศ พ.ศ. 2570-2574 ติดอันดับ 1 ใน 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีระดับอาเซียน

อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าวอีกว่า ในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้วางแผนยุทธศาสตร์ระยะ 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2560-2574 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนา การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่ม ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานวิจัยและพัฒนา ยุทธศาสตร์ ที่ 3 ส่งเสริมการให้บริการวิชาการและพัฒนาอาชีพอย่างมีคุณภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 4 ส่งเสริมการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและรักษา สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และยุทธศาสตร์ที่ 5 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล
“ส่วนยุทธศาสตร์ด้านมหาวิทยาลัยดิจิตอล มีองค์ประกอบ 6 มิติ ได้แก่ ระบบนิเวศดิจิตอลงานวิจัย ด้านการพัฒนาดิจิตอลเพื่อการศึกษา ด้านการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ด้านการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้แบบดิจิตอล ด้านการพัฒนาสังคมดิจิตอล และด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอล เพื่อสามารถสนับสนุนการสร้างสังคมดิจิตอลซึ่งเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและเป็นผู้นำในการดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ของกลุ่มมทร. ในเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล” อธิการบดี มทร.พระนคร กล่าว

ด้าน ผศ. สหรัตน์ วงษ์ศรีษะ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและกายภาพ กล่าวว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด จำเป็นต้อง พัฒนาองค์ความรู้บุคลากร ทั้งคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ ควบคู่กับการพัฒนา เทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่และเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม หากมหาวิทยาลัยพัฒนาอาจารย์ให้มีความเชี่ยวชาญตามสายวิชา ชีพมากขึ้น เป็นผู้ที่มีองค์ความรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่พัฒนาให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และพัฒนาเครือข่ายมากขึ้น จะมีองค์ความรู้และนวัตกรรมจากการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเป็นระบบ

ด้วยภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนไป ทุกชีวิตในเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบมากขึ้นเพื่อทำสิ่งต่างๆ ทำให้ปัจจุบันประชาชนแทบทุกคนในเมืองใหญ่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง และแม้กระทั่งดูแลอาหารการกินของตัวเองและคนในครอบครัว หลายคนนั้นจำเป็นต้องซื้ออาหารสำเร็จรูปที่ปรุงเสร็จแล้วกิน ลดภาระเวลาต่างๆ ซึ่งเหตุนี้เองทำให้ได้สารอาหารที่ไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) เล็งเห็นความสำคัญในเรื่อง ดังกล่าวจึงจัดกิจกรรม “กินผัก สร้างสุข กับบุคคล ต้นแบบ” ในโครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม โดย ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะขึ้น ทาง สสส.มอบรางวัลให้กับบุคคลต้นแบบในองค์กรต้นแบบ 6 แห่ง ได้แก่ กลุ่มบริษัท พรีเมียร์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อสนับสนุนให้ทุกคนหันมาใส่ใจอาหารการกินและบริโภคผักให้ได้ตามปริมาณที่เหมาะสม

ดร.นพ. ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการดำเนินการรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ในการบริโภคผักผลไม้ที่มีความปลอดภัยอย่างน้อยวันละ 400 กรัม ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยตั้งเป้าบริโภคผักผลไม้อย่างเพียงพอเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25.9 เป็นร้อยละ 50 ในปี 2564 โดยเฉพาะสนับสนุนสถานประกอบการ ให้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคผักผลไม้ให้แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน อาทิ ส่งเสริมการปลูกผัก การมีตลาดนัดหมุนเวียน หรือจัดเมนูอาหารสุขภาพสำหรับพนักงาน

ทำไมต้องกินผัก วันละ 400 กรัม เพราะสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลมีข้อมูลว่า หากกินผักได้วันละ 400 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 30 เปอร์เซ็นต์ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง 6 เปอร์เซ็นต์ ลดความเสี่ยงมะเร็งทางเดินอาหารหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร 1-6 เปอร์เซ็นต์ ลดเบาหวานความดัน ลดน้ำหนัก ประโยชน์มหาศาล ที่ตามมาจากการกินผักนั้นทำให้ทุกคนต้องเริ่มทบทวนว่าตอนนี้เรากินผักเพียงพอหรือไม่

นางสาวจันทร์จิดา งามอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการสร้างเสริม สุขภาพกลุ่มวัยทำงานด้วยการบริโภคผัก ผลไม้ 400 กรัม กล่าวว่า ได้ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน 6 แห่ง เข้าร่วมโครงการโดยมีพนักงานสนใจเข้าร่วมกิจกรรม 777 คน โดยมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความต้องการบริโภคผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม แก่พนักงานในแต่ละสำนักงาน โดยให้ทดลองชั่งผัก เพื่อให้รู้จักปริมาณผักที่ควรบริโภคต่อวัน ให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยของผักแต่ละประเภท รวมถึงวิธีการล้างเพื่อลดความเสี่ยงต่อสารเคมีตกค้าง มีการจัดพื้นที่จำหน่ายผักผลไม้และอาหาร รวมถึงการตรวจวัดระดับสารเคมีจากผักผลไม้ตกค้างในเลือด โดยเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN)

นอกจากนี้ มีกิจกรรม 21 วัน มหัศจรรย์ผักผลไม้ เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้อาสาสมัครจากสำนักงานต้นแบบทดลองปฏิบัติภารกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของตนเองได้ตลอด 21 วัน โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลปริมาณผักผลไม้ในอาหารแต่ละจาน เพื่อให้ผู้เข้า ร่วมกิจกรรมป้อนข้อมูลบันทึกไว้ เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงในการบริโภคผักผลไม้ของตนเอง รวมถึงจัดทำไลน์กลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แรงบันดาลใจในการกินผักผลไม้

นอกจากนี้ จัดกิจกรรมอบรมบุคคลต้นแบบ 33 คน เยี่ยมชมการปลูกผักแบบไร้สารเคมี และการย้ายกล้า ผสมดิน ทดลองปลูกผัก เรียนรู้การปรุงอาหารจากผักที่มีตามฤดูกาล การถนอมและแปรรูปผักผลไม้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริโภคผักผลไม้ของตนเอง รวมถึงระดมความคิดในการขยายองค์ความรู้เรื่องการบริโภคผักผลไม้สู่สังคมวงกว้าง อบรมแม่ครัวต้นแบบ ซึ่งเป็นผู้ค้าในโรงอาหารของบริษัทให้เป็นผู้มีความรู้ในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาวะด้วย

“สำหรับการจัดกิจกรรมของบริษัทมี 2 ส่วน คือสำนักงานกรุงเทพฯ และพนักงานฝ่ายผลิต ที่โรงงานศรีราชา จัดอบรมให้กับผู้ค้าในโรงอาหาร ซึ่งแม่ค้าที่ไปอบรมก็กลับมาปรับปรุงเพิ่มเติมเมนูผักมากขึ้น มีโครงการแปลงผักอินทรีย์ ที่มีการสาธิตอบรมการปลูกผักอินทรีย์ ในบริเวณพื้นที่ว่างข้างอาคารสำนักงานและโรงงาน รวมถึงได้ต่อยอดในส่วนการจัดตลาดผักผลไม้อินทรีย์ขึ้น โดยเชิญ ชวนชาวสวนที่ปลูกผักแถวคลองจินดามา จำหน่ายเดือนละประมาณ 1-2 ครั้ง ที่ไลอ้อน กรุงเทพฯ ด้วย” หัวหน้าโครงการกล่าว

กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้คนเมืองหันมาใส่ใจเรื่องการกินผักมากขึ้น และสะดวก สบายขึ้น เพราะไม่ได้พยายามอยู่คนเดียว แต่มีองค์กรที่ตนเองอยู่คอยสนับสนุน เมื่อดูแลตัวเองได้แล้วก็จะกระจายไปสู่การดูแลคนในครอบครัว ดูแลเพื่อนให้หันมากินผักเพื่อสุขภาพที่ดีกันอย่างทั่วถึง
สิ่งที่เราควรคำนึงถึงนอกจากการกินผักนั้นคือ ผักที่เรากินต้องสะอาดถูกหลักอนามัยด้วย ไม่ว่าจะซื้อผักมาจากที่ใด สิ่งสำคัญคือการล้างผักให้สะอาดที่สุด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการสะสมของยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนมา ก่อนบริโภคไม่ว่าจะแช่ด้วยน้ำธรรมดา น้ำเกลือ หรือในสารละลายต่างๆ แล้วล้างผักผลไม้ที่แช่แล้วด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เมื่อกินผักที่สะอาดครบถ้วนตามปริมาณที่เหมาะสมนั้น ก็มั่นใจได้เลยว่าเราจะมีสุขภาพที่ดีแน่นอน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ โดย กศน. ส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ และใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนว่า ปัจจุบัน กศน.จัดการเรียนการรู้ 2 รูปแบบ คือ จัดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานปกติ และหลักสูตรสำหรับ

ผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดที่ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดยให้ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง”

(ศศช.) ดำเนินการสอนผู้ไม่รู้หนังสือด้วยการประสานงานกับตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น

พื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้ไม่รู้หนังสือ simpleweightlossplans.com ซึ่งผลการนำร่องประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ และขณะนี้มีการขยายผลโดยนำรูปแบบที่จัดในพื้นที่ภาคเหนือ ไปจัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ กศน.ตำบลเป็นผู้ดำเนินการ และยังมีความพยายามที่จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ให้มากขึ้น โดยหลักการจัดการเรียนการสอนทั้ง 2 พื้นที่ มีความเหมือนกันเนื่องจากกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนที่ไม่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก โดยทางภาคเหนือจะเป็นชาวไทยภูเขา ขณะที่ภาคใต้จะเป็นชาวไทยมุสลิม

นายกฤตชัย กล่าวต่อว่า เป้าหมายของการดำเนินการ คือ ผลสัมฤทธิ์จากการประเมินที่มีการพัฒนาต่อยอดเพิ่มขึ้น กรณีกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ กลุ่มผู้ลืมหนังสือ ซึ่งเกณฑ์การวัดจะดูที่การพัฒนา เช่น ผู้ไม่รู้หนังสือสามารถอ่านออก เขียนได้ ขณะที่ผู้ลืมหนังสือสามารถฟื้นการอ่านออก เขียนได้กลับคืนมา โดยขณะนี้กำลังจะมีการทบทวน สำรวจ กลุ่มเป้าหมายใหม่ เพราะตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงแต่กลุ่มเป้าหมายที่ได้มีการสำรวจไว้ในแผนปฏิบัติการ ในปี 2560 ก็จะดำเนินการให้ได้ทั้ง100%

“วิธีการที่จะทำให้ประสบผลตามเป้าหมายที่นายกฯ ต้องการ อาจต้องมีการปรับการจัดการเรียนการสอน โดยจะพยายามใช้คำที่ใกล้ตัวและสอดคล้องกับวิถีชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจำและพูดได้ง่าย เช่น เวลานี้ กศน.กำลังพยายามรวบรวมคำที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย อาชีพต่างๆ

มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายและสื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน และมีความมั่นใจมากขึ้น เช่น ปวดท้อง ให้สามารถบอกอาการและระดับความปวดได้ อย่างปวดจี๊ด ปวดนิดหน่อย เป็นต้น ที่สำคัญจะให้พยายามสื่อสารได้ถึงขั้นวิเคราะห์ โดยเน้นการเชื่อมโยงให้เป็นประโยค ไม่ใช่สอนเป็นคำๆ เท่านั้น” นายกฤตชัย กล่าว

พิษณุโลก – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มส้มตำถวายทานเดินสายรับงานไปตามพิธีงานบุญทั่วประเทศ ไม่คิดค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว ทำมานานนับหลายสิบปี โดยเมื่อไม่นานมานี้กลุ่มตำส้มตำถวายทานมาช่วยงานบุญ ที่วัดท่ามะปราง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พบนางอังควิภา อดิศักดิ์วัฒนา หรือป้าหนิด ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ หมู่ที่ 8 ตำบลบึงพระ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/16 หมู่ที่ 8 ตำบลบึงพระ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ในชุดนุ่งขาวห่มขาวมาบวชเนกขัมมะบารมีปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดท่ามะปราง

นางอังควิภา เผยว่า ทำส้มตำถวายทานมาตั้งแต่ปี 2543 โดยเริ่มครั้งแรกที่วัดสันติวัน ตำบลบึงพระ และทำติดต่อกันมานานถึง 23 ปีแล้ว เพื่อต้องการช่วยเหลืองานบุญงานกุศล ไม่ว่างานบุญวัด งานแต่ง งานฉลองพัดยศ งานสมโภช งานกฐิน งานฉลองผ้าป่า หรืองานปริวาสกรรม ขึ้นอยู่กับเจ้าภาพจะติดต่อเชิญให้ไปช่วยเหลือ บางครั้งจะมีรถยนต์มารับ หากไม่มีรถมารับจะเช่าหรือเหมารถไปช่วยงานเองด้วยเงินส่วนตัวทั้งหมด

ทุกครั้งที่ทำส้มตำถวายทานไปช่วยเหลือ แต่ละงานอย่างน้อยต้องใช้เงิน 2,000-5,000 บาท เป็น ค่ามะละกอ ค่าผัก พริก และเครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งไม่รวมค่ากินและค่าเดินทาง รายได้มาจากเพื่อนๆ ที่ปฏิบัติธรรมสนับสนุน ถือเป็นการทำบุญช่วยเหลืองานบุญจริงๆ ไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากการทำบุญกุศล
“ที่ผ่านมาได้รับเชิญไปตำส้มตำในงานหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้ปฏิบัติธรรมร่วมเดินทางไปช่วยงานแต่ละครั้งหลายคน เพราะทำคนเดียวไม่ไหว หากผู้ใดจัดงานบุญงานกุศล ติดต่อได้ที่เบอร์ (081) 605-0129” นางอังควิภา กล่าว

ร้อยเอ็ด – นายจิรศักดิ์ ผาติเจริญชัย ผู้จัดการฟาร์โรฟาร์ม 101 ถนนเลี่ยงเมือง ตำบลหนองแวง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า การสร้างฟาร์โรฟาร์ม 101 ต้องการให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือแลนด์มาร์กอีกแห่งหนึ่งของร้อยเอ็ด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบม้า ได้ลองขี่ม้า ได้ศึกษาเรียนรู้พฤติกรรมของม้า การเลี้ยงม้า และการให้อาหาร โดยบริการฟรี ไม่มีค่าบริการแต่อย่างใด
ฟาร์มนี้มีม้า 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย สายพันธุ์อเมริกัน อาร์เจนตินา และอาราเบียน กว่า 30 ตัว อีกทั้งยังมีนกหลากหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศ อาทิ นกกระจอกเทศ นกพิราบแอฟริกา และ ปลาช่อนอเมซอน และตนเองยังเป็นนักกีฬาขี่ม้าแชมป์ประเทศไทย พร้อมมีทีมนักกีฬาขี่ม้าหลายรุ่นคอยดูแล นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร “ฟาร์โรฟาร์ม คาเฟ่” ไว้รองรับให้บริการ สนใจเข้าชม โทร. (089) 406-1771