นายสุรชัย กล่าวว่า ราคาข้าวโพดตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

ที่ก.ก.ละ 8 บาทขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 บาท คิดเป็นสูงขึ้นถึง 25% หากนำมาใช้ในอาหารสัตว์ 50% จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 12.5% เปรียบเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้คนเลี้ยงสัตว์ขาดทุนหรือได้กำไร ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มพืชไร่มาโดยตลอด แต่แทนที่จะบริหารจัดการเหมือนพืชเกษตรชนิดอื่น เช่น การประกันรายได้ให้เกษตรกร กลับบังคับให้คนเลี้ยงสัตว์ต้องซื้อข้าวโพดในราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดที่ ก.ก.ละ 8 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาข้าวโพดตลาดโลกที่ขายกันเพียง กิโลกรัมก.ก.ละ 5-6 บาท อยู่แล้ว เมื่อราคาข้าวโพดไทยแพงกว่าตลาดโลก 100% เช่นนี้ เท่ากับประเทศไทยมีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่าตลาดโลกถึง 50%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังออกมาตรการมัดตราสังคนเลี้ยงสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดราคาแพงนี้ 3 ส่วนก่อนจึงจะนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนข้าวโพดได้ 1 ส่วน ดังนั้น ราคาข้าวโพดจะแพงเพียงใด คนเลี้ยงสัตว์ก็ต้องซื้อตามมาตรการรัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มพืชไร่อย่างชัดเจน ดังเช่นที่ปัจจุบันพ่อค้าพืชไร่ โก่งราคาข้าวโพดไปถึง ก.ก.ละ 10.15 บาทแล้ว และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม เซียนเบ็ดหรือนักตกปลา จากทั่วสารทิศนับร้อยคน ต่างเดินทางมาวางเบ็ดตกปลากันที่ อ่างเก็บน้ำสาธารณะ ม.2 บ.น้ำลัด ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา ภายหลังจากคณะกรรมการหมู่บ้านแห่งนี้ ได้ลงมติ ร่วมกันเปิดอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลยางผลัดใบ ชาวสวนยางขาดแคลนรายได้ จึงได้เปิดให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาตกปลาได้ฟรี

แต่ในส่วนของคนนอกพื้นที่นั้น จะคิดค่าบริการในการตกปลา 50 บาทต่อเบ็ด 1 คัน ซึ่งก็พบว่า แต่ละราย ตกปลาได้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งปลาที่ได้จะนำไปปรุงอาหารในครัวเรือน ส่วนหนึ่งก็นำไปขาย

นายมูฮำหมัด อาแว อายุ 27 ปี กล่าวว่าตนเองและเพื่อนๆได้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดหน้ายางมาตกปลาที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เกือบทุกวัน ซึ่งปลาที่ได้ก็จะนำไปทำอาหารกินที่บ้าน บางส่วนก็มีคนมาขอซื้อถึงที่ บางรายก็มาจองไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ปลาที่ตกได้เป็นปลายี่สกขนาดน้ำหนักตัวละ 3 – 4 กิโลกรัมขายกิโลกรัมละ 120 – 150 บาท ทำให้มีรายได้

นายประสพ อิตัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ.น้ำลัด เปิดเผยว่าอ่างเก็บน้ำดังกล่าวในอดีตเป็นลำห้วยสาธารณะขนาดเล็กของหมู่บ้านแต่ได้รับการขุดลอกในปี พ.ศ. 2558 จนมีขนาดใหญ่กว้างประมาณ 100 เมตร ยาว ประมาณ 1,000 เมตรหลังจากนั้นได้ปล่อยพันธุ์ปลาต่างๆเช่น ปลาสวาย ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก เป็นต้นรวมกว่า 1 แสนตัวให้ปลาเจริญเติบโตตามธรรมชาติ

สำหรับในปีนี้ตนเองและคณะกรรมการหมู่บ้านมีความเห็นว่าน่าจะใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำซึ่งมีปลาอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้มีมติเปิดให้ผู้ที่ชื่นชอบการตกปลา และชาวบ้านทั่วไปได้เข้ามาจับปลาไปบริโภคซึ่งอนุญาตให้ใช้เบ็ดตกเท่านั้น

ส่วนหนึ่งยังเป็นการส่งเสริมในช่วงยางผลัดใบที่ต่างก็พักกรีดยางไม่ค่อยมีรายได้ ให้คนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ สามารถนำปลาที่ได้ไปประกอบอาหารเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว และบางส่วนก็สามารถนำปลาที่ตกได้ไปขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง โดยจะเปิดให้ตกปลาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

หลังจากนั้นก็จะห้ามไม่ให้จับปลาอีกเพราะจะเป็นช่วงฤดูปลาวางไข่เราเปิดให้เข้าตกปลาที่อ่างเก็บน้ำทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. ซึ่งจะคิดค่าธรรมเนียมเบ็ดคันละ 50 บาทสำหรับคนที่อยู่หมู่บ้านอื่น

ส่วนคนในหมู่บ้านเราให้ตกฟรีเพราะถือว่าเป็นสวัสดิการของทุกๆคน ซึ่งรายได้ส่วนนี้ทางคณะกรรมการหมู่บ้านจะเก็บไว้เป็นทุนในการดูแลรักษาฝาย ไว้ซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยเพิ่มเติมและไว้ร่วมกิจกรรมสาธารณะอื่นๆของหมู่บ้าน ทั้งนี้เป็นการส่งเสริมในช่วงยางผลัดใบที่ต่างก็พักกรีดยางไม่ค่อยมีรายได้ ให้คนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ค่าย Good Mood Games ภายใต้บริษัท วันม๊อบบี้ จำกัด ผู้ผลิต LINE Cats เกมบนมือถือที่จำลองให้คุณเป็นผู้เลี้ยงเจ้าเหมียวแสนน่ารัก จัดแคมเปญชวนเหล่าเกมเมอร์ทำความดีกับกิจกรรมพิเศษในโครงการ “LINE Cats ปันใจสู่แมวไร้บ้าน” เพื่อให้ผู้เล่นเกมได้ร่วมทำดีแบ่งปันความรักเอื้ออาทรให้กับแมวไร้บ้านอีกด้วย

ธารินทร์ จงประเจิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า “ที่เราริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้ทุกคนเล็งเห็นความสำคัญในการเลี้ยงดูแมวอย่างใส่ใจโดยไม่ทอดทิ้ง จะได้ไม่เป็นการเพิ่มจำนวนแมวจรจัด ที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงกับเกม LINE Cats เพราะเป็นเกมที่จำลองให้คุณเป็นผู้เลี้ยงแมว โดยเริ่มจากโหมด Pet ที่คุณสามารถจับเจ้าเหมียวขาจรตัวโปรดมาเลี้ยงไว้ในบ้านแบบพิเศษ ส่วนอีกโหมดเด่นคือโหมด Travel ซึ่งคุณสามารถออกเดินทางค้นหาแมวสายพันธุ์แปลกๆ จากสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญ

ค่าย Good Mood Games ภายใต้บริษัท วันม๊อบบี้ จำกัด ผู้ผลิต LINE Cats เกมบนมือถือที่จำลองให้คุณเป็นผู้เลี้ยงเจ้าเหมียวแสนน่ารัก จัดแคมเปญชวนเหล่าเกมเมอร์ทำความดีกับกิจกรรมพิเศษในโครงการ “LINE Cats ปันใจสู่แมวไร้บ้าน” เพื่อให้ผู้เล่นเกมได้ร่วมทำดีแบ่งปันความรักเอื้ออาทรให้กับแมวไร้บ้านอีกด้วย

ธารินทร์ จงประเจิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า “ที่เราริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้ทุกคนเล็งเห็นความสำคัญในการเลี้ยงดูแมวอย่างใส่ใจโดยไม่ทอดทิ้ง จะได้ไม่เป็นการเพิ่มจำนวนแมวจรจัด ที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงกับเกม LINE Cats เพราะเป็นเกมที่จำลองให้คุณเป็นผู้เลี้ยงแมว โดยเริ่มจากโหมด Pet ที่คุณสามารถจับเจ้าเหมียวขาจรตัวโปรดมาเลี้ยงไว้ในบ้านแบบพิเศษ ส่วนอีกโหมดเด่นคือโหมด Travel ซึ่งคุณสามารถออกเดินทางค้นหาแมวสายพันธุ์แปลกๆ จากสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางพาณิชย์จังหวัดต่างๆ มีหารือพูดคุยกันถึงเรื่องที่ทางกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้พาณิชย์จังหวัด 18 กลุ่มจังหวัด เตรียมช่วยรับซื้อหอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ไปกระจายในพื้นที่ของตัวเอง กลุ่มจังหวัดละ 3.5 ตัน ที่จะเริ่มคิกออฟในวันที่ 9 มีนาคมนี้ โดยให้ขายในราคากิโลกรัมละ (กก.) 16 บาท

(ราคารับซื้อ กก.ละ 14 บาท บวกค่าขนส่งอีก กก.ละ 2 บาท) ซึ่งเรื่องดังกล่าวสร้างความหนักใจกับพาณิชย์จังหวัดต่างๆ อย่างมาก
“หลายจังหวัดมีสหกรณ์ค้าส่งหอมหัวใหญ่ และหลายพื้นที่ราคาหอมหัวใหญ่ราคากิโลกรัมละ 8-12 บาทเท่านั้น แม้เกรดจะไม่ดีมาก แต่ผู้บริโภคจะซื้อของที่ราคาถูกกว่าอยู่แล้ว ที่สำคัญหอมหัวใหญ่ เป็นพืชสวนครัวไม่ใช่ผลไม้ ที่จะรณรงค์ส่งเสริมให้คนช่วยกินหอมหัวใหญ่ได้เหมือนลำไย ที่ก่อนหน้านี้ทางพาณิชย์จังหวัดต่างๆ ก็ช่วยระบายให้”แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ หอมหัวใหญ่ เน่าเสียง่าย หากจะเก็บรักษาให้นานก็ต้องเช่าห้องเย็นก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก จึงทำให้พาณิชย์จังหวัดต่างๆ ปวดหัวกับมาตรการดังกล่าว เพราะมีคำสั่งจากผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ว่า หากระบายไม่สำเร็จ จะมีการพิจารณาความดีความชอบด้วย
“การช่วยระบายลำไย หรือผลไม้อื่นๆ ไม่หนักใจมากนัก เพราะพอจะให้พ่อค้าต่างๆ หรือโรงสีข้าวช่วยรับซื้อไป หรือจัดพื้นที่วางขายให้ประชาชนช่วยซื้อไปกินได้ แต่หอมหัวใหญ่จะวางขายให้ใครมาซื้อ แถมราคาแพงกว่าตลาดอีก มาตรการนี้นอกจากจะบีบให้พาณิชย์จังหวัดช่วยขายหอมหัวใหญ่แล้ว ยังเหมือนบังคับให้คนกินหอมใหญ่ในราคาแพงด้วย” แหล่งข่าวกล่าวและว่า นอกจากนี้ ทราบว่าอาจจะมีการให้พาณิชย์จังหวัดต่างๆ ช่วยระบายหอมแดงอีกด้วย

จากกรณีพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว จำนวน 2 คน ที่จังหวัดสุรินทร์ และสงขลา โดยทั้ง 2 คน ถูกลูกสุนัขกัด เป็นแผลเล็กน้อย แต่ไม่ได้พบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้ป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สำหรับในจังหวัดสงขลานั้น พบว่าผู้เสียชีวิตนั้น อยู่ในชุมชนบ้านคลองหวะ ประกอบกับก่อนหน้านั้นวัวชนในชุมชนแห่งนี้ได้ถูกสุนัขกัดแล้วตาย ตรวจพบว่า ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้าเช่นกัน ดังนั้น พื้นที่ตำบลคอหงส์จึงเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในชุมชนบ้านคลองหวะและชุมชนใกล้เคียง ทั้งนี้เทศบาลเมืองคอหงส์ได้เร่งปูพรมฉีดวัคซีนให้สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ในรัศมี 5 กิโลเมตร ให้ครบทั้งหมด

นายแพทย์อุทิศศักดิ์ หริรัตนกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ข้อควรปฏิบัติของประชาชนนั้น หากถูกสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นกัด หรือข่วนหรือกระทำด้วยประการใดให้เกิดบาดแผล ไม่ว่าสัตว์นั้นจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาแล้วก็ตาม ต้องล้างแผลฟอกสบู่อย่างน้อย 15 นาที เช็ดแผลให้แห้งใส่เบต้าดินแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที

โดยปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ ดังนั้นการล้างแผลและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ผู้ถูกสัตว์กัดทำร้ายไม่ป่วยตายจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยหากถูกสัตว์กัดหรือข่วนต้องล้างบาดแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที ให้ลึกถึงก้นแผล พร้อมใส่ยารักษาแผลสดเพื่อกำจัดเชื้อที่แผล แล้วไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างเร็วที่สุด และต้องมาฉีดยาตามวันนัดหมายของแพทย์ เพราะวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าต้องฉีดให้ครบชุดถึงจะได้ผล ไม่เช่นนั้นจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าและเสียชีวิตทุกคน

กรมชลประทาน เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง เร่งก่อสร้างคลองระบายน้ำ 2 สาย เพื่อตัดยอดปริมาณน้ำบริเวณด้านเหนือเขื่อนเพชร ลดผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การควบคุมและบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเพชรบุรี ปัจจุบันสามารถทำได้เฉพาะพื้นที่บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง (เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนห้วยผาก และเขื่อนแม่ประจันต์) ที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของลุ่มน้ำเพชรบุรี ส่วนพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมและบริหารจัดการน้ำได้ จะเป็นพื้นที่ด้านท้ายของอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนเพชร (เขื่อนทดน้ำ) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ท่ายาง เมื่อมีปริมาณฝนตกเกิน 150 มิลลิเมตร ต่อวัน จะทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลผ่านเขื่อนเพชร จนทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน

ทั้งนี้ ในช่วงฤดูฝนปี 2560 ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเพชรบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเพชร มากกว่า 350 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เกินขีดความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี ในช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรี (รับน้ำได้เพียง 150 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที) ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณตัวเมืองเพชรบุรี ไปจนถึงพื้นที่ลุ่มต่ำอำเภอบ้านลาด และอำเภอบ้านแหลม ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจค่อนข้างมาก

กรมชลประทาน ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น โดยการก่อสร้างคลองระบายน้ำ 2 สาย บริเวณด้านเหนือเขื่อนเพชร เพื่อตัดยอดปริมาณน้ำก่อนที่จะไหลผ่านเขื่อนเพชร ให้ระบายออกสู่ทะเลได้ในอัตรา 650 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเพชรลดน้อยลง และไม่ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเพชรลงมา

สำหรับคลองระบายน้ำ 2 สาย ที่กรมชลประทานได้วางแผนการดำเนินการก่อสร้าง ประกอบไปด้วย การก่อสร้างคลองระบายน้ำสาย 3 เชื่อมลงคลองระบายน้ำ D9 ความยาวรวม 31.50 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำได้ 100 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำสาย D9 ความยาว 19 กิโลเมตร ส่วนคลองระบายน้ำสาย 3 ความยาว 4 กิโลเมตร จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ ทั้งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้ง 2 สาย ในปี 2562 ส่วนงานที่เหลือจะดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2562 หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ 100 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที

ในส่วนของคลองระบายน้ำ D1 ความยาว 20 กิโลเมตร ความสามารถในการระบายน้ำได้ 550 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและวางแผนก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2564 ทั้งนี้ หากดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 800 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที (จากสถิติน้ำหลาก 25 ปี) ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างได้

ผ่านมาแล้ว 12 ปี สำหรับการจัดตั้ง กรมการข้าว หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นองค์กรภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าว และส่งเสริมการผลิตข้าวทั้งระบบสู่ชาวนาทั่วประเทศ ถือเป็นต้นน้ำที่มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่ในการกำหนดอนาคตของข้าวไทย

ภารกิจของหน่วยงานกรมการข้าวนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ เสนอแนะ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการผลิตข้าวของประเทศ การศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาการผลิตและการแปรรูปข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการสินค้าข้าว การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว การสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องข้าวแก่ชาวนาและผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านข้าว และการร่วมมือกับต่างประเทศ โดยทุกภารกิจล้วนสนองนโยบายภาครัฐและมุ่งหวังให้ภาคการผลิตข้าวของประเทศถูกยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันชาวนาได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงมีรายได้มั่นคง และเกิดความยั่งยืนในอาชีพ

การขับเคลื่อนงานกรมการข้าวต่อจากนี้ไปนั้น นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้นำคนปัจจุบัน กล่าวว่า กรมการข้าว ยึดหลักการดำเนินงานการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญปี 2561 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบันนี้มี นายกฤษฎา บุญราช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นนโยบายที่สานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านก่อน โดยมีนโยบายสำคัญคือ แผนการขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ปี 2561 ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ ซึ่งกรมการข้าวมีแผนขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้แก่ แผนการผลิตข้าวครบวงจร

ทั้งนี้ขับเคลื่อนงานตามแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดหลัก 3 ต. (ต่อ เติม แต่ง) ให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน มีบุคลากรพื้นที่อยู่หน้างาน การทำงานอยู่ในกรอบแนวทางการพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน และเกิดการพัฒนาฐานข้อมูล

การดำเนินงานด้านข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้คุมทัพเน้นการทำงานสนองนโยบายรัฐบาลในเรื่องราคาข้าว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าว การนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำการเกษตรสมัยใหม่ การรวมกลุ่มของชาวนาเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ การเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องการตลาด และการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคการเกษตรให้เพียงพอและมีความสมบูรณ์มากขึ้น

ขณะที่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านข้าวของกรมการข้าวมุ่งที่โครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

ในวาระเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 12 ของกรมการข้าวนี้ กรมการข้าวได้จัดงานวันสถาปนา กรมการข้าวเนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมรำลึกถึงวันสถาปนากรมการข้าว พร้อมทั้งได้มีโอกาสเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องด้านข้าวในรอบ 12 ปี และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกรมการข้าว เครือข่ายชาวนา รวมถึงองค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดจัดงานระหว่าง วันที่ 14-16 มีนาคม 2561 มีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 14 มีนาคม 2561 พิธีเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2561 “ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” โดย นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงแรมมารวยการ์เด้นส์ การประชุมวิชาการนี้จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 14-15 มีนาคม 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านข้าวของกรมการข้าว สู่การนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 16 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมการข้าว เริ่มจากภาคเช้า เวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป พิธีบวงสรวงแม่โพสพ พิธีไหว้ศาลพระภูมิ พิธีไหว้เจ้าที่และพิธีสงฆ์ จากนั้นเวลาประมาณ 08.30 น. เป็นต้นไป เป็นพิธีร่วมแสดงความยินดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยกำหนดรับบริจาคเงินสมทบทุนศิริราชมูลนิธิเพื่อก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” แทนการรับดอกไม้ และมอบของที่ระลึกให้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน จากนั้นเป็นพิธีมอบโล่รางวัลหน่วยงานดีเด่นของกรมการข้าวและบุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว “คนดีศรีข้าว” และพิธีรับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์

บีบีซี รายงานวันที่ 4 มี.ค. ถึงสถานการณ์แคนตาลูปปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียลิสเทอเรียในออสเตรเลียตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย ในรัฐนิวเซาต์เวลส์และวิกตอเรีย นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยติดเชื้ออีก 15 คน ขณะที่ทางการท้องถิ่นประกาศเตือนห้ามผู้สูงวัย หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็กทานแคนตาลูป เนื่องจากแบคทีเรียลิสเทอเรียทำให้เกิดโรคลิสเทอริโอสิส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการแท้ง

‘ลักษณ์’ ตั้ง 15 มิสเตอร์สินค้า กำหนดทีมบริหารงานเชิงรุก ทำข้อมูลเป็นบิ๊กดาต้า ลั่นยางพาราน่าห่วงสุด ขณะที่ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำลังจะเป็นปัญหา ใน 3-5 เดือนข้างหน้า เล็งเตรียมมาตรการรับมือ

นายลักษณ์ วัจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมความก้าวหน้าการดำเนินงานของผู้รับผิดชอบรายสินค้า (Mr.รายสินค้า) ว่า เพื่อเป็นการทำงานในเชิงรุก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีนโยบายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดผู้รับผิดชอบรายสินค้า ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการ 15 สินค้า ที่เกษตรกรมีส่วนเกี่ยวข้องและผลผลิตมาก ประกอบด้วย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวเป็น Mr.ข้าว นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็น Mr.ยางพารา นางอัญชนา ตราโชรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็น Mr.ปาล์มน้ำมัน สับปะรด ถั่วเหลือง สินค้าพืชหัว คือ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็น Mr.มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว และผลไม้ คือ ทุเรียน มังคุด ลำไย นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็น Mr.พืชสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ สินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็น Mr.โคนมและโคเนื้อ นายจิระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็น Mr.สุกร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ เป็น Mr.ไก่เนื้อและไก่ไข่

นายชำนาญ มีศรี รองอธิบดีกรมประมง เป็น Mr.สินค้าประมง นายบัญชา สุขแก้ว ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เป็น Mr.กุ้ง นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง เป็น Mr.การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู และ นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็น Mr.หม่อนไหม

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับมอบหมายดังกล่าว ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้งทีมการทำงานขึ้นโดยประสานกับหน่วยงานเกี่ยวข้องรวมทั้งกระทรวงพาณิชย์เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการผลิตโดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ให้แล้วเสร็จและรายงานให้ที่ประชุมรับทราบอีกครั้งในวันที่ 20 มี.ค. นี้ ทีมดังกล่าวจะทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวางแผนการผลิตรวมทั้งการเตือนภัย สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งมีแนวทางป้องกัน ข้อมูลที่ได้เหล่านี้จะนำมาจัดทำเป็นบิ๊กดาต้า เป็นฐานข้อมูลของสินค้าเกษตรทั้งหมดที่สอดคล้องกับข้อมูลด้านการตลาด และเป็นข้อมูลของเกษตรกรรายบุคล ที่ทุกหน่วยงานรวมทั้งเกษตรกรสามารถเข้ามาใช้ข้อมูลดังกล่าว พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลผ่านเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

สำหรับสินค้าที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้คือ ยางพารา ที่ราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการออกมาแก้ไข พยายามใช้ในประเทศให้มากขึ้น ชะลอการส่งออก จูงใจให้โค่นยางเก่าที่มีอายุเกิน 20 ปี โดยคาดหวังว่าราคาในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ราคายางพารายังมีปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถกำหนดได้ทั้งตลาดการซื้อขายล่วงหน้า และราคาน้ำมันดิบ ในขณะที่ยังเกี่ยวข้องกับประเทศผู้ผลิตรายอื่น ทั้งหมดต้องรอดูสถานการณ์แต่โดยรวมแล้วคาดว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนสินค้าที่คาดว่าจะมีปัญหาตามมาเนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วง 3-5 เดือนข้างหน้า คือ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยข้าวนาปรังคาดว่าจะมีเนื้อที่เพาะปลูก 11 ล้านไร่ ผลผลิต 8 ล้านตันข้าวเปลือก 4-5 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะหารือในคณะกรรมการนโยบายข้าวอีกครั้งถึงตัวเลขที่ชัดเจน แต่ในเบื้องต้นคาดว่า ปัญหาราคาข้าวตกต่ำจะไม่เกิดขึ้นเพราะผลผลิตข้าวปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 22.65 ล้านข้าวเปลือก ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ 24.34 ล้านตันข้าวเปลือก ในขณะที่สต๊อกข้าวไม่มีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะกดราคาได้