นายหร้อเฉด ขุนจันทร์ พ่อค้าผลไม้รายใหญ่ จ.พัทลุง เปิดเผยว่า

สำหรับตนในปีนี้งดรับซื้อขายหมากสุกเพราะราคาตกต่ำ โดยไม่ทราบสาเหตุว่ามาจากอะไร ปกติช่วงนี้โค้งแรกหมากสุกผ่าตากแดด และตากแดดเดียว ราคาประมาณ 40 บาท/กก. หากตากถึง 9 แดด แล้วบรรจุกระสอบพร้อมส่งออก ราคากว่า 100 บาท/กก. แต่ปีนี้หมากสุกผ่าตากแดดแดดเดียว ราคา 20 บาท/กก. ถือว่าราคาตกไปครึ่งต่อครึ่ง

แหล่งข่าวจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุงกล่าวว่า สำหรับตลาดลูกหมากไปได้ทั้งหมากอ่อน หมากแก่ และหมากสุก มีทั้งบริโภคและอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ หมากสุกเป็นอุตสาหกรรมและแปรรูปเป็นหมากผงเพื่อการบริโภค ตลาดใหญ่คือ ประเทศเมียนมาและอินเดีย ส่วนหมากอ่อนส่งไปประเทศไต้หวัน และจำหน่ายในประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดภูเก็ตว่า ที่ป่าชายเลน บ้านท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นายกองโท อดุลย์ ชูทอง นายอำเภอถลาง นายโกวิทย์ เก้าเอี้ยน ประมงจังหวัดภูเก็ต นายทวี หอมหวล โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ต นางศิรวี วาเล๊าะ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต นายพิชิฏฏ์ ชิด ไพฑูรย์ ท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต นางบุษยา ใจเปี่ยม ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต นายเก้า แซ่ลิ้ม ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านท่าฉัตรไชย เครือข่ายประมงพื้นบ้านและประชาชน พร้อมด้วยประชาชนและสื่อมวลชน ร่วมปล่อยปูม้า ภายใต้กิจกรรม “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย”

โดยมีสำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งกลุ่มประมงพื้นบ้านและแปรรูปสัตว์น้ำบ้านท่าฉัตรไชย กลุ่มประมงพื้นบ้านแหลมทราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดทำธนาคารปูม้าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเพิ่มปริมาณปูม้าและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเลอันดามัน

ด้าน นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ วันที่ 6 มีนาคม 2561 เห็นชอบการขยายผลธนาคารปูม้า เพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ไปสู่ชุมชนอื่นในชุมชนชายฝั่งทะเล จำนวน 500 ชุมชน ภายในระยะเวลา 2 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำและการอยู่กับธรรมชาติอย่างเท่าเทียม สำหรับกิจกรรมคืนปูม้าสู่ทะเลไทยในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะช่วยเพิ่มปริมาณปูม้าในทะเล ซึ่งเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมในการบริโภค และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ

“การทำธนาคารปูม้าของจังหวัดภูเก็ต เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านท่าฉัตรไชยและบ้านแหลมทราย เพื่อแก้ปัญหาปริมาณปูม้าที่ลดลงในทะเลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้า ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีการบริหารจัดการตามกลไกประชารัฐ เพื่อให้อาชีพประมงเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง มีรายได้ และทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สำหรับจำนวนพันธุ์ปูม้าที่ปล่อยคืนสู่ทะเลอันดามันในครั้งนี้ มีจำนวน 6,010,000 ตัว จากแม่ปูม้า จำนวน 12 แม่ คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่จะเกิดขึ้นแก่ชาวประมงพื้นบ้านในอนาคตกว่า 7.21 ล้านบาท” นายนรภัทร กล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารปูม้า ยังเป็นกิจกรรมที่อนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าโดยชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของกลุ่มชาวประมง ที่นำแม่ปูที่มีไข่นอกกระดองมาขังไว้ในถังที่มีออกซิเจนหรือปล่อยไว้ในคอกเพื่อให้แม่ปูม้ามีโอกาสปล่อยไข่กลับคืนสู่ธรรมชาติก่อนจะทำแม่ปูม้าไปจำหน่าย หรือใช้ประโยชน์และนำลูกปูม้าวัยอ่อนคืนสู่ทะเลเติบโตเป็นปูม้าขนาดใหญ่ต่อไป ฉะนั้น การรวมกลุ่มของชาวประมงทำธนาคารปูม้าจึงเป็นการเพิ่มขึ้นของทรัพยากรสัตว์น้ำ เป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งให้มีความอุดมสมบูรณ์ ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เศรษฐกิจฐานรากของประเทศมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

ด้าน นายเก้า แซ่ลิ้ม ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านท่าฉัตรไชย ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบัน ธนาคารปูม้าจังหวัดภูเก็ต โดยกลุ่มประมงพื้นบ้านและแปรรูปสัตว์น้ำบ้านท่าฉัตรไชยได้ดำเนินการโดยมีสมาชิกในกลุ่ม ประมาณ 15 ราย และได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุน ธนาคารปูม้าจึงเกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นอย่างดี

“อยากจะขอความร่วมมือชาวประมงพื้นบ้านที่อยู่ในพื้นที่ทุกคน หากทำการดักลอบจับปูม้าที่มีไข่อยู่นอกกระดอง ขอให้นำมาฝากได้ที่ธนาคารปูม้า เพื่อจะได้ให้แม่ปูได้สลัดไข่ตัวอ่อนออก และนำลูกปูม้าตัวอ่อนขยายพันธุ์คืนสู่ธรรมชาติ คืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติของทะเลฝั่งอันดามัน และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ให้ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งขยะลงในทะเลและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตมีความยั่งยืนตลอดไป” นายเก้ากล่าว

พื้นที่ปลูก-ผลผลิตกาแฟไทยลดฮวบจาก 7-8 หมื่นไร่ เหลือ 1.1 หมื่นไร่ หลังเกษตรกรหันปลูกยาง-ปาล์ม-ทุเรียน เนื่องจากราคาดีกว่า ต้องนำเข้าจากเวียดนาม-บราซิลป้อนอุตสาหกรรมกาแฟไทย นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทยแนะรัฐสนับสนุนพันธุ์-ส่งเสริมมาตรฐาน GMP-หาตลาด

นายประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตกาแฟไทยลดลงอย่างมาก ทั้งพันธุ์อราบิก้าและโรบัสต้า โดยปี 2560/2561 มีปริมาณเหลือเพียง 11,000 ตันเท่านั้น จากเมื่อปี 2532 มีปริมาณรวมทั้งหมด 70,000-80,000 ตัน ขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศมีมากถึง 70,000 ตันต่อปี ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องนำเข้าผลผลิตจากต่างประเทศจำนวนมาก

โดยแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้าส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ขณะนี้ผลผลิตสูงขึ้น จากที่ได้ผลผลิตไม่เกิน 300-3,000 ตัน/ปี ขณะนี้ได้ประมาณ 5,000 ตัน/ไร่ ราคาซื้อขายอยู่ที่ 150 บาท/กิโลกรัม (กก.) แต่ตลาดค่อนข้างแคบ รวมถึงต้องแข่งขันกับบราซิล ซึ่งราคากาแฟพันธุ์อราบิก้าของไทยสูงกว่าบราซิล จึงทำให้การส่งออกค่อนข้างยาก ปัจจุบันผลิตเพียงเพื่อบริโภคภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งยังคงเกิน เนื่องจากส่วนใหญ่นำไปทำเป็นกาแฟสดเท่านั้น แต่กาแฟที่ตลาดใหญ่สุด คือ กาแฟอินสแตนท์ และกาแฟมิกซ์

ขณะที่กาแฟพันธุ์โรบัสต้า เป็นสินค้าที่ต้องการในอุตสาหกรรมมากที่สุด โดยมีความต้องการภายในประเทศปีละกว่า 70,000 ตัน ราคาซื้อขายอยู่ที่ 70-90 บาท/กก. ในทางกลับกันผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเมื่อเข้า AEC ก็ทำให้มีการนำเข้ากาแฟผง กาแฟสำเร็จรูปได้ ขณะเดียวกันเมื่อราคาสูง ทำให้พ่อค้าไม่ซื้อผลผลิตของไทย และไปนำเข้าจากเวียดนาม โดยทางสมาคมก็มีการตั้งคณะกรรมการที่จะดูแลเรื่องโควตาขึ้นมาเพื่อช่วยพยุงชาวสวน

โดยปัจจัยหลักมาจากเกษตรกรเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชตามราคาพืชที่สูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เป็นต้น ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน รวมถึงนโยบายของภาครัฐไม่แน่นอน เช่น การส่งเสริมไม่ชัดเจน ทำให้พืชที่ปลูกลดลง อีกทั้งผลผลิตกาแฟที่ได้ต่อไร่ไม่สูง ขณะนี้ผลิตได้เพียง 120 กก./ไร่ และปัญหาต้นทุนที่สูง โดยเฉพาะแรงงาน เนื่องจากการปลูกกาแฟต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เมื่อรัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คนไทยก็ไม่อยากทำงาน เช่นเดียวกับแรงงานต่างชาติก็ไม่ค่อยทำงานในภาคเกษตร ปัจจุบันค่าแรงอยู่ที่ 400-500 บาท/วัน หรือค่าแรงเก็บกาแฟในอดีตเฉลี่ยอยู่ที่ 16 บาท/ถัง หรือกิโลกรัมละ 1 บาท ปัจจุบันค่าแรงเก็บกาแฟสูงถึง 10-20 บาท/กก. จึงทำให้ไทยไม่สามารถสู้อาเซียนได้

“มองวิธีการลดต้นทุน ไม่เพียงแต่เกษตรกรเท่านั้น แต่ภาครัฐต้องมีส่วนช่วย ได้แก่ การหาต้นพันธุ์ที่ดีให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก การปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกร การมุ่งเน้นมาตรฐาน GMP ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้ผลผลิตมากขึ้น โดยมองว่าผลผลิตต่อไร่ควรจะได้ 300 กก.ขึ้นไป/ไร่ ราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกันต้องช่วยหาตลาด”

ปี 2018 ถือเป็นการครบรอบ 25 ปี ของ “แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ” (Greater Mekong Subregional-GMS) คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จึงได้จัดสัมมนาถึงความก้าวหน้าและทิศทางอนาคต หลังจากช่วงที่ผ่านมา ในอนุภูมิภาคดังกล่าว ได้ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์เพื่อดันการเติบโตมหาศาล
GMS เป็นแผนงานความร่วมมือ ระหว่าง 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (มณฑลยูนนาน) โดยในปี 2017 มีประชากรรวมราว 66.19 ล้านคน และเพิ่มขึ้น 0.5% ในทุกปี และจากการสำรวจในปี 2015 มีผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน 7.2%

โดย ADB ถือเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนการพัฒนาหลักในอนุภูมิภาคนี้กว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ จาก 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ “ฮิเดอะกิ อิวาซากิ” ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย ประจำประเทศไทยกล่าวว่า ADB มีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการพัฒนา ทั้งในฐานะผู้สนับสนุนทางการเงิน และเป็นกระบอกเสียงในการพัฒนา ซึ่ง ADB มองว่า อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ยังมีโอกาสในการพัฒนาอีกมากในอนาคต

สิ่งที่ขาดหายใน GMS

“อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีประจำแผนงาน GMS กล่าวถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอด 25 ปี ของแผนงานว่า ความสำเร็จ เกิดขึ้นภายใต้ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ “ความเชื่อมโยง”, “ความสามารถในการแข่งขัน” และ “ความเป็นชุมชน” โดยตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา การรวมกลุ่มภายใต้ GMS ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน 10,000 กิโลเมตร ทางรถไฟ 500 กิโลเมตร และ 1 แสนครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ รวมทั้งบรรลุเป้าหมายการค้า 4.44 ล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุน 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ รายได้จากนักท่องเที่ยว 60 ล้านคน จำนวน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการ สศช. ระบุว่า แผนงาน GMS ในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การรวมตัวกันเป็นอนุภูมิภาค เพิ่มอำนาจในการต่อรองต่อชาติอื่นมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยไม่โดดเดี่ยว หรือเป็นใครก็ไม่รู้ ในสายตาเวทีโลก จึงสรุปได้ว่าการมีกรอบความร่วมมือที่ดี นำมาซึ่งการออกดอกออกผลที่ดี อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังขาดหายไปในปัจจุบัน คือ “การติดตามผล” ในระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทบทวน

ด้านความคิดเห็นในมุมมองเอกชน “ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา” รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการ GMS-BD (Thailand) กล่าวว่า GMS เป็นกรอบความร่วมมือที่ช่วยสร้างซัพพลายเชนให้กว้างขึ้น เอกชนจึงได้ประโยชน์จากส่วนตรงนี้มาก

อย่างไรก็ตาม GMS ผ่านมา 25 ปี ถ้าถือว่าเป็นคน ก็คือแก่แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาคาราคาซังบางอย่าง ที่ทำให้ตามโลกไม่ทัน เช่น โลกปัจจุบันทั้งใบเป็นดิจิทัลแล้ว แต่ในอนุภูมิภาคยังมีข้อพิพาท เปิดด่านชายแดนประเทศไม่สำเร็จอยู่เนืองๆ

“ผมมองว่า ในส่วนของ hard infrastructure เช่น ถนนภายใต้กรอบความร่วมมือนี้เกิดขึ้นเร็วมาก แต่ด้าน soft infrastructure เช่นจะทำยังไงให้ถนนเปิดวิ่งได้ การอนุมัติอะไรหลายอย่างไม่เดินหน้า หรือเดินหน้าช้ามาก พูดตรงๆ ปัญหาส่วนหนึ่งคือ เรายังไม่เชื่อใจกันมากพอ ระหว่างแต่ละประเทศ ยังระแวงกันมากเกินไป และนี่นำมาสู่อุปสรรคและความขัดแย้ง”

นอกจากนี้ ปณิธานยังแนะเพิ่มว่า GMS ควรเลิกคุยเรื่องโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า และต้องริเริ่มแกนกลางของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาสั่นคลอนทุกสถาบัน ยกตัวอย่างกรณี “บิตคอยน์” คริปโตเคอเรนซี่เขย่าโลก ที่ถูกพัฒนาล้ำหน้าโดยนักลงทุน และรัฐต้องไล่ตามกำกับ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องรับมือการเข้ามาของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกให้ทัน โดยเฉพาะการรับมือด้วยกลไกจากภาครัฐ

กูรูแนะเชื่อมโยงวัฒนธรรม

“ศ.ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์” ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะว่าการพัฒนาในอนาคต หากต้องการให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แต่ละประเทศควรใส่ใจเรื่องการเชื่อมโยงด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมมากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ ก่อนที่พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะเป็นรัฐชาติ การเดินทางไปมาหาสู่กันยังเป็นอิสระ แต่ละพื้นที่แม้จะมีวัฒนธรรมพื้นถิ่น แต่ก็มีการแลกเปลี่ยนถ่ายเทหากัน จึงมองว่า การเชื่อมโยงในส่วนนี้น่าจะช่วยให้มีความสนิทสนมกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรจับตาดูจีน ที่อยู่เหนือขึ้นไปทางเมียนมา และลาว เพราะปัจจุบันการเคลื่อนย้ายทรัพยากรมนุษย์เปลี่ยนไป ชาวจีนเข้ามายังประเทศไทย และพื้นที่ GMS มากขึ้น เนื่องจากช่องทางต่างๆ เปิดมากขึ้น และปัจจุบันชาวจีนถือว่ามีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าคนในกลุ่มประเทศ GMS ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนิน 3 โครงการ คือ

1. โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ วงเงิน 3,000 ล้านบาท ดำเนินการตั้งแต่เดือนม.ค.-ธ.ค. 2561 ภายใต้กรอบวงเงินโครงการ จำนวน 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ให้ใช้เงินกองทุนพัฒนายางพารา ตามมาตรา 49 (3) แห่งพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และหากไม่พอ ให้ขออนุมัติให้ใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อซื้อยางใช้ในประเทศ 2 แสนตัน

2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อรวบรวมยาง โดยปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ทุกประเภท กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่มีการประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางสหกรณ์ทุกประเภท กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่มีการประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา เพื่อกู้เงินจากธนาคารเพื่การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 1 เม.ย. 2560 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2563

ดังนั้น ครม. จึงอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ ดังนี้ ค่าเบี้ยประกันภัย ในอัตรา 0.36% ต่อปี จำนวน 36 ล้านบาท/ปี ระยะเวลา 3 ปี รวมเป็นเงิน 108 ล้านบาท ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามรายจ่ายจริงที่จะเกิดขึ้น ค่าบริหารโครงการ อัตรา 0.14% ต่อปี จำนวน 14 ล้านบาท ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี รวมเป็นเงินไม่เกิน 42 ล้านบาท ในส่วนนี้ ให้ กยท. ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป

3. โครงการสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง รับซื้อยางแห้ง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 3% ต่อปี ซึ่งประเมินไว้น่าจะสูญเสียงบประมาณ 600 ล้านบาท/ปี ตลอดอายุโครงการ โดยระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่ ม.ค. 2561-ธ.ค. 2562 เพื่อดูดซับยางออกจากระบบ ประมาณ 11% หรือ 350,000 ตัน จากผลผลิตทั้งปี ประมาณ 3,200,000 ตัน เพื่อผลักดันราคายางให้สูงขึ้นใกล้เคียงหรือสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางและรักษาเสถียรภาพราคายางไม่ให้เกิดความผันผวน เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) และรัฐบาลในการร่วมกันแก้ไขปัญหาราคายาง เพื่อลดภาระงบประมาณการจัดซื้อยางและการบริหารจัดการสต๊อกยางพาราจากรัฐบาล

รายงานข่าวแจ้งว่า ในที่ประชุม ครม. คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ติดตามการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ พบว่า ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2560 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีภาระหนี้คงค้าง 2 โครงการ วงเงินรวม 17,399.60 ล้านบาท และยังมีปริมาณยางคงเหลือ 104,603.19 ตัน คิดเป็นมูลค่ายางคงเหลือ ประมาณ 4,970.48 ล้านบาท ณ ราคาตลาด วันที่ 5 ม.ค. 2561 ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นควร ให้ กยท. ดำเนินการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพยางพาราคงเหลือ และดำเนินการจำหน่าย ยางพาราดังกล่าวในระดับราคาที่เหมาะสม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความเห็นว่า กยท. จะดำเนินการเร่งรัดการจำหน่ายยางพารา ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ และปิดบัญชีทั้ง 2 โครงการ ต่อไป

วันที่ 21 มีนาคม นายพรศักดิ์ เจียรนัย ประธานอนุกรรมการผลผลิตทางการเกษตรและโฆษกคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ นำคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดบึงกาฬเพื่อศึกษาดูงานและประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหายางพารากับเกษตรกร นักธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยงข้องและเยี่ยมชมโรงงานหมอนยางพาราและถนนยางพาราดินซีเมนต์ โดยมี นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนเกษตรกร กลุ่มผู้ค้ายางในจังหวัดบึงกาฬ ร่วมต้อนรับและร่วมประชุมเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

นายพรศักดิ์ กล่าวว่า ได้นำคณะลงพื้นที่ดู 2 เรื่อง คือเรื่องการทำหมอนยางพารา และถนนยาพาราดินซีเมนต์ ซึ่งเป็นแนวความคิดของเกษตรกรเอง ถนนยางพาราซอยซีเมนต์ค่อนข้างที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในวันอังคารที่ 27 จะนำเรื่องถนนยางพาราเข้าไปเสนอคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการเรื่องของถนนยางพาราซอยซีเมนต์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ เพราะใช้น้ำยางข้นถึงตารางเมตรละ 2 กิโลกรัม เป็นปัจจัยให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้น ในส่วนของการผลิตหมอนและที่นอนยางพารา จะได้ 2 เรื่อง คือการใช้ยาง

เพราะหมอนใบหนึ่งใช้ยางได้ 1.2 กิโลกรัม ที่นอนแล้วแต่ความหนาแต่ใช้ในปริมาณ 20 กิโลกรัมขึ้นไป และเป็นการสร้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่ม แนวทางที่คิดว่าทางจังหวัดบึงกาฬทำดี คือแนวคิดนายยกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดบึงกาฬ คือเกษตรกรนำยางพารามาขายปลายปี ส่วนกำไรส่วนหนึ่งจะกลับคืนให้เกษตรกร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการร่วมกันสร้างกิจกรรม ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน นั่นคือสถาบันเกษตรกรเข้มแข็งและเอายางมาใช้ในพื้นที่อีกด้วย

เช้าวันนี้ น้องเต้ย และ น้องฮาร์ท วัย 9 ขวบ ชั้น ป.2 รวมทั้งน้องปั๊บ ชั้น ป.1 นักเรียนโรงเรียนบ้านคลองแขยง จ.กำแพงเพชร ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้ “ผ.ผักสวนครัว” ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคุณครู ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเรียนรู้ขั้นตอนการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน กิจกรรมใหม่ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ เรียนรู้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน

ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ โรงเรียนมีขนาดเล็กทำให้ต้องจัดแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อาทิ แหล่งเรียนรู้ “ผ.ผักสวนครัว”, “ข.ขยะขายได้”, “บ.บ้านอัญชัน”, “ร.เรือนนางฟ้า”, “น.น้ำหมักชีวภาพ”, “บ.ใบไม้ทับถม” และ “ป.ปลาตากลม” เป็นต้น สามหนุ่มน้อยขมีขมันช่วยกันตัดต้นอ่อนทานตะวันที่ปลูกไว้ในตะกร้า แบ่งใส่ถุงพลาสติกใส แล้วนำไปชั่งให้ได้ถุงละ 150 กรัม ฝากให้คุณครู ผู้อำนวยการ นำไปจำหน่าย ในราคาถุงละ 20 บาท

กิจกรรมการเพาะต้นอ่อนทานตะวันของโรงเรียนบ้านคลองแขยง เริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นการต่อยอดกิจกรรมภายใต้โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต ที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เข้ามาส่งเสริมการผลิตอาหาร ให้ความรู้ด้านคุณภาพอาหารและความปลอดภัย รายได้จากการจำหน่ายทางโรงเรียนนำเข้ากองทุนจากการขายผักของโรงเรียน ปัจจุบันโรงเรียนมีทั้งกองทุนจากการขายผัก ขายเห็ดนางฟ้า และทำน้ำสมุนไพร โดยปันผลคืนให้นักเรียนในช่วงปลายปีการศึกษา