นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับเมืองรองเป้าหมาย เช่น แขวงจำปาสัก

ของลาวตอนใต้ มีการขยายตัวของธุรกิจด้านการก่อสร้าง เมืองกว่างนิงห์ของเวียดนามตะวันออกเฉียงเหนือ มีท่าเรือน้ำลึก มีชายแดนติดจีน มีจุดผ่านแดนนานาชาติ 3 แห่ง รัฐฉานของพม่าเน้นผลักดันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้าไปลงทุนผลิตไฟฟ้า และผลักดันเอกชนเข้าไปลงทุนในธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว เมืองอลอสตาร์ รัฐเคดาห์ ของมาเลเซียติดสงขลาและยะลา มีโอกาสขยายการค้า และเมืองเมดานของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 เป็นศูนย์กลางการค้าและมีนักธุรกิจชาวจีนอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นต้น

นอกจากนี้ จะใช้กลไกของผู้ประกอบการในโครงการ YEN-D ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการอบรมซีซั่นที่ 4 ระหว่างนักธุรกิจไทยกับซีแอลเอ็มวี รวมถึงมีแผนจัด YEN-D Frontier ตามแนวตะเข็บชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน รวม 4 ครั้ง ได้แก่ สระแก้ว กาญจนบุรี สงขลา และหนองคาย และจัดกิจกรรมพิเศษ YEN-D Reunion เพื่อให้ YEN-D ทุกรุ่นได้ขยายเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างกันด้วย โดยที่ผ่านมาอบรมไปแล้ว 3 ซีซั่น รวม 14 รุ่น มีจำนวนนักธุรกิจในเครือข่าย 860 คน ผลักดันให้นักธุรกิจรุ่นใหม่เหล่านี้ขยายการค้า การลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มียอดการค้ารวมกันแล้วกว่า 2,800 ล้านบาท

หมายเหตุ – กรณีโรคพิษสุนัขบ้าระบาดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งล่าสุด สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า ชั่วคราวใน 22 จังหวัด เนื่องจากเป็นพื้นที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ สุรินทร์ ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา น่าน บุรีรัมย์ อุบลราชธานี เชียงราย ร้อยเอ็ด สงขลา ระยอง ตาก ศรีสะเกษ มหาสารคาม นครราชสีมา ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ อำนาจเจริญ ยโสธร สมุทรสงคราม นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร นั้น

ล่าสุด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รายงานสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพฯว่า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่มีอันตรายร้ายแรงที่สุด เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายได้ ในแต่ละปีพบผู้เสียชีวิตทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 59,000 ราย

ทั้งนี้ สถานการณ์สัตว์ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2552-2561 พบจำนวน 3,422 ตัว เฉพาะกรุงเทพฯ พบสัตว์ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า จำนวน 519 ตัว โดยสัตว์ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นสุนัข ร้อยละ 94.6 และแมว ร้อยละ 5.4 แบ่งเป็นสัตว์จรจัด ร้อยละ 52.7 กึ่งจรจัด ร้อยละ 14.6 สัตว์มีเจ้าของ ร้อยละ 32.7 ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้านั้น ร้อยละ 87.4 ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และเลี้ยงดูแบบอิสระ ทำให้มีโอกาสไปสัมผัสกับสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้า โดยพื้นที่พบสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้ามากที่สุด คือเขตลาดกระบัง เขตบางขุนเทียน เขตประเวศ เขตพระโขนง เขตบางนา

สำหรับสถานการณ์ผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2534-2561 พบจำนวนทั้งสิ้น 1,114 ราย กรุงเทพฯ พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า จำนวนทั้งสิ้น 72 ราย เป็นเพศชาย 53 คน เพศหญิง 19 คน พื้นที่ที่พบผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือเขตบางขุนเทียน จำนวน 9 ราย รองลงมา คือเขตบางกะปิ เขตลาดกระบัง และเขตภาษีเจริญ เขตละ 5 ราย โดยล่าสุดพบเมื่อเดือนกันยายน 2559 ในพื้นที่เขตบางนา จำนวน 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 53 ปี อาชีพค้าขาย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่มีอายุ 45-54 ปี รองลงมา 5-14 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ ซึ่งร้อยละ 31 ของผู้เสียชีวิตประกอบอาชีพรับจ้าง รองลงมาเป็นกลุ่มนักเรียน

หากแบ่งตามประเภทของการถูกสัตว์กัด โดยร้อยละ 97 ของผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการถูกสุนัขกัด ซึ่งเป็นสุนัขที่ไม่มีเจ้าของถึงร้อยละ 63 สาเหตุถูกสัตว์กัดส่วนใหญ่ร้อยละ 48 เกิดจากการเข้าไปในบริเวณที่สัตว์คิดว่าเป็นเจ้าของ รองลงมา ร้อยละ 30 จากการทำให้สัตว์เจ็บปวด โมโห หรือตกใจ และร้อยละ 11 จากการพยายามแยกสัตว์ที่กำลังต่อสู้กันและรบกวนสัตว์ขณะกินอาหาร ตามลำดับ ประเด็นสำคัญ พบว่า ร้อยละ 98 ของผู้เสียชีวิตไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลังถูกสัตว์กัด

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผู้เสียชีวิตและจำนวนสัตว์ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในกรุงเทพฯมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสำนักอนามัย ร่วมกับ 50 สำนักงานเขต ดำเนินการเชิงรุก โดยมีมาตรการป้องกันโรค การค้นหา ติดตาม ผู้สัมผัสโรคให้ได้รับวัคซีนครบชุด รวมถึงนำสัตว์ที่มีอาการสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าไปกัก สังเกตอาการเพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่โรค

สำหรับมาตรการดำเนินงาน ได้แก่ 1. ให้บริการป้องกันโรคล่วงหน้าโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในประชาชนกลุ่มเสี่ยงและสัตว์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2. เร่งรัดและติดตามการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในกลุ่มผู้ถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียแผล และผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า 3. พื้นที่พบสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าจะดำเนินการอย่างเข้มข้นทั้งการจับสุนัขจรจัดที่มีความเสี่ยงไปกักสังเกตอาการและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ 4. ควบคุมจำนวนสัตว์พาหะนำโรคที่สำคัญ คือสุนัขและแมว 5. สื่อสารความเสี่ยง โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้อง สำรวจความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงออกหน่วยรณรงค์การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายใต้โครงการ “กทม.เติมความสุขสู่ชุมชน” และการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเชิงรุกใน 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ในปี 2560 ผลการดำเนินงาน ด้านป้องกันควบคุมโรคในสัตว์ ได้แก่ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 181,760 ตัว

ผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว 27,239 ตัว จับสุนัขจรจัดตามคำร้องเรียน 7,679 ตัว ฉีดไมโครชิปสุนัข 4,569 ตัว ให้การเลี้ยงดูสุนัขจรจัด ณ ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด จังหวัดอุทัยธานี 4,960 ตัว และศูนย์ควบคุมสุนัขประเวศ 314 ตัว รวมสุนัขจรจัดที่เลี้ยงดูทั้งสิ้น 5,274 ตัว

ส่วนด้านป้องกันควบคุมโรคในคน ได้แก่ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับประชาชน 27,190 โดส ติดตามผู้สัมผัสสัตว์ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า 198 ราย ได้รับวัคซีนครบชุด สุ่มสำรวจความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า พบประชาชนมีความรู้ ร้อยละ 64 และออกหน่วยให้ความรู้ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์การป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าให้กับประชาชน

เกษตรฯ จ่อคิวประกาศมาตรฐานสินค้า “เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์” เป็นเกณฑ์กำหนดคุณภาพสำหรับซื้อขายปกป้องเกษตรกร ชี้พื้นที่ทุ่งหญ้าสาธารณะลด แถมปัญหาอาหารสัตว์ขาดแคลนช่วงฤดูแล้ง แนวโน้มธุรกิจจำหน่ายอาหารสัตว์เติบโต เสริมแกร่งการค้า-ส่งออก

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขยายตัวของการผลิตโคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ แกะ และม้า มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทุ่งหญ้าสาธารณะลดน้อยลงมาก และมักเกิดปัญหาพืชอาหารสัตว์ชนิดหยาบโดยเฉพาะหญ้าคุณภาพขาดแคลนในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ธุรกิจจำหน่ายพืชอาหารสัตว์ชนิดหยาบมีความสำคัญและมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น จากปัญหาการขาดแคลนพืชอาหารสัตว์ดังกล่าว ทำให้เกษตรกรต้องมีการเพาะปลูกพืชเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหญ้า/พืชอาหารสัตว์ รวมกว่า 6.24 แสนไร่ เกษตรกร ประมาณ 21,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปลูกหญ้าอาหารสัตว์เพื่อใช้เองภายในฟาร์มและผลิตเพื่อจำหน่ายด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีเกณฑ์กำหนดและชั้นคุณภาพที่เหมาะสมในการซื้อขายเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ชนิดอาหารหยาบที่ได้มาตรฐาน และเป็นการปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ซื้อเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ไปใช้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ มกอช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ขึ้น

เพื่อเป็นแนวทางยกระดับการผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้า/พืชอาหารสัตว์ให้ได้คุณภาพมาตรฐาน และตรงตามความต้องการของผู้ใช้เพิ่มขึ้น นางสาวเสริมสุข กล่าวด้วยว่า ร่างมาตรฐานฯ เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์นี้ มีเนื้อหาครอบคลุมพันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่ผลิตเป็นการค้าทั้งพืชตระกูลหญ้าและพืชตระกูลถั่ว ที่ใช้ปลูกเพื่อเป็นอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น หญ้าอะทราทัม หญ้าพลิแคทูลัม หญ้ากินี หญ้ารูซี่ หญ้ามูลาโต ถั่วฮามาตา ถั่วสไตโล ถั่วคาวาลเคด และกระถิน เป็นต้น โดยมีสาระสำคัญ อาทิ ข้อกำหนดคุณภาพขั้นต่ำ การแบ่งชั้นเมล็ดพันธุ์เป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นพันธุ์หลัก ชั้นพันธุ์ขยาย และชั้นพันธุ์จำหน่าย

ซึ่งต้องมีลักษณะตรงตามพันธุ์และมีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งด้านความชื้นของเมล็ดพันธุ์ ความบริสุทธิ์ เปอร์เซ็นต์ความงอก และมีเมล็ดพันธุ์พืชอื่นปนได้ไม่เกินที่กำหนดด้วย

“นอกจากนั้น ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการบรรจุหีบห่อ การแสดงฉลากและเครื่องหมาย เช่น การแสดงฉลากบนบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการแสดงเครื่องรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ การขนย้าย วิธีวิเคราะห์และการชักตัวอย่างมาทดสอบคุณภาพ เป็นต้น ขณะนี้ มกอช. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงร่างมาตรฐานฯ ดังกล่าวให้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ และอยู่ในแนวทาง ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ก่อนเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณา เห็นชอบและประกาศใช้เป็นมาตรฐานของประเทศต่อไป เบื้องต้นคาดว่า จะประกาศใช้มาตรฐานเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ได้ ภายในปี 2561 นี้” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำและประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรเกี่ยวกับอาหารสัตว์แล้ว 5 เรื่อง ได้แก่ มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตและการให้อาหารสัตว์ (มกษ.9017-2550) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับหญ้าแพงโกล่า (มกษ.8900-2554) หญ้าแพงโกล่าสด (มกษ.8800-2554) หญ้าแพงโกล่าแห้ง (มกษ.8801-2555) และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหารสัตว์ (มกษ.8901-2556) หากมีการประกาศใช้มาตรฐานฯ เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ของประเทศ คาดว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นจุดแข็งที่จะช่วยผลักดันการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นในอนาคต ที่สำคัญยังช่วยเสริมแกร่งให้กับภาคปศุสัตว์ของไทยด้วย

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “โครงการนำร่องฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย” ณ สำนักงานฝ่ายฝึกอบรม ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) ว่า จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการประมงที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก และนำไปสู่ปัญหาในด้านต่างๆ ตามมาหลายประการ เช่น สหภาพยุโรป (EU) กลุ่มประเทศคู่ค้าสินค้าประมงที่สำคัญของไทย มองว่าประเทศไทยมีการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม เป็นการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย

ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal unreported and Unregulated Fishisg : IUU Fishing) มีการกดขี่ใช้แรงงานและค้ามนุษย์ (Slavery at Sea/Trafficking in Person) ซึ่งส่งผลด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และจะยังคงถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากประเทศคู่ค้าเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าจับตามองต่อไป (Tier 2 watch list) เป็นต้น สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินการประสานงานหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจัดตั้งเป็นคณะทำงาน เพื่อพิจารณาหารือแนวทางจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย

ตามคำสั่งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ 14/2560 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย โดยมีหน้าที่รวบรวม สรุปข้อมูลต่างๆ กำหนดแนวทางจัดตั้งและดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมง และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการเผยแพร่ขยายผลการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทยในพื้นที่ต่างๆ

ที่มีศักยภาพ โดยเมื่อ วันที่ 27 พ.ย. 2560 สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนาภาคใต้และภาคใต้ชายแดนในคราวนายกรัฐมนตรีประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ณ จ.สงขลา ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านแรงงานประมง ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพให้กับแรงงานไทยทดแทนแรงงานต่างด้าว เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ตามมาจากการขาดแรงงานในปัจจุบัน และได้มีข้อสั่งการเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีให้มีการดำเนินงานตามข้อเสนอดังกล่าว ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ นร 1108/6457 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2560

นายสิทธิพร กล่าวต่อไปว่า ในระหว่างรอรัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว ในคราวประชุมคณะทำงานโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2561 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ ได้มีมติให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับ ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC), กรมประมง, สมาคมประมงแห่งประเทศไทย, กระทรวงแรงงาน, กรมเจ้าท่า,

สำนักงานกิจการความมั่นคง และ กรมยุทธการทหารเรือ จัดทำโครงการนำร่อง “ฝึกลูกเรือประมงไทย” จำนวน 15 คน ในระหว่าง วันที่ 12 มี.ค. – 1 เม.ย. 2561 ณ ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) จ.สมุทรปราการ และฝึกภาคปฏิบัติ ณ ท่าเทียบเรือแพปลาชาญวัฒนา 1 อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โครงการนี้เป็นการนำร่องการพัฒนาแรงงานไทยตามหลักสูตรระยะสั้น

ที่คณะทำงานโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกแรงงานและลูกเรือประมงไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วว่าสามารถที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมการประมงไทย และลดการขาดแคลนแรงงานและการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในภาคการประมง มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของแรงงาน โดยพัฒนาแรงงานไทยให้มีศักยภาพ ความรู้ ความชำนาญในการทำประมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพ ปัญหา อุปสรรค และกระบวนการดำเนินงาน ในประเด็นต่างๆ และเมื่อจบโครงการสมาคมประมงแห่งประเทศไทยจะรับเข้าทำงาน โดยมีค่าตอบแทน วันละ 500 บาท รวมทั้งสวัสดิการที่จูงใจ ซึ่งจะสรุปผลโครงการเสนอให้รัฐบาลขยายผลต่อไป

พิบัติภัยในประเทศไทยคงมีไม่กี่ประการ ไม่น้ำท่วม ก็น้ำแล้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหน น้ำก็ต้องกินต้องใช้ ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร. ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และคณะวิจัย จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีน้ำใช้ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ซึ่งเป็นช่วงที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งแหล่งพลังงานไฟฟ้า และแหล่งน้ำสะอาด จึงมีแนวคิดที่จะบำบัดน้ำท่วมให้สะอาด โดยใช้เครื่องบำบัดน้ำเสียพลังงานแสงอาทิตย์ (Wastewater Treatment Reactor by Sunlight) เพราะแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในช่วงน้ำท่วม

โดยเครื่องนี้ใช้หลักการรวมแสงจากวัสดุสะท้อนแสงร่วมกับความร้อนสะสมในตู้กระจก ทำให้น้ำเสียมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนระเหยกลายเป็นไอ ส่วนด้านบนของอุปกรณ์ได้ออกแบบให้อยู่สูงจากระดับน้ำเสียและมีความลาด ทำให้ไอน้ำที่ระเหยรวมตัวเป็นหยดน้ำ ไหลไปรวมกันในทางลาดที่ออกแบบไว้ โดยจะแยกออกจากภาชนะที่ใส่น้ำเสีย จากการทดลองนำน้ำเสียใส่เครื่องบำบัดแล้วตั้งทิ้งไว้ในบริเวณที่มีแสงแดด พบว่าสามารถบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำที่ใสสะอาดได้ และเมื่อทดสอบน้ำสะอาดที่ได้ ก็ไม่พบเชื้ออีโคไลที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงปนเปื้อนในน้ำ ดังนั้น น้ำที่ได้จากเครื่องบำบัดนี้ถือว่ามีความสะอาดมาก

ผศ.ดร. สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. อาจารย์ผู้ร่วมในโครงการ กล่าวว่า น้ำที่ได้จากเครื่องบำบัด คือ น้ำกลั่น โดยระบบเครื่องบำบัดน้ำเสียนี้จะมีอุณหภูมิมากกว่า 70-80 องศาเซลเซียส ซึ่งมากกว่าอุณหภูมิปกติของน้ำที่โดนแสงแดด เพราะมีอุปกรณ์ที่ใช้รวมแสงไว้ด้านข้าง คล้ายกับกระจกสะท้อนแสงเพื่อสะท้อนแสงไปรวมกันในจุดเดียวจะทำให้อุณหภูมิสูงมากขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคการรวมแสงที่ใช้อยู่ทั่วไป เมื่อรวมความร้อนไปที่น้ำ น้ำจะร้อน ถึงแม้อุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเดือดแต่เกิดการระเหยขึ้นไปกระทบกับกระจกที่มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่า และเกิดการควบแน่นและกลายเป็นน้ำสะอาด และจะไหลลงสู่กล่องเก็บน้ำสะอาดด้านนอกที่เตรียมไว้ สำหรับอนาคตตั้งใจว่าจะต่อท่อให้น้ำไหลออกมาได้เลย โดยคาดว่าจะทำออกมาใช้งานได้จริง เมื่อเกิดอุทกภัยเพราะทำง่าย ราคาไม่สูง จุดเด่นคือ การใช้อุปกรณ์ที่ง่าย ราคาถูก เช่น ตู้ปลา กล่องที่มีความใส กระจกแผ่นที่เอียงได้ และสามารถใช้น้ำที่ท่วมจากบริเวณรอบๆ ได้

นางสาวพิชญา วงศ์ผุดผาด นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มจธ. นักวิจัยในโครงการ กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นการต่อยอดงานจากโครงการระดับปริญญาตรีที่เคยได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ล่าสุดผลงานนี้ได้รับ รางวัล Silver Medal ในงาน The 3rd World Invention Innovation Contest (WiC 2017) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

จากการทดลองเครื่องบำบัดน้ำเสียในเวลาช่วงกลางวัน โดยใช้น้ำ 1 ลิตร ในระยะเวลา 8 ชั่วโมง พบว่าเครื่องสามารถบำบัดน้ำที่นำมาบริโภคได้ประมาณ 0.4 ลิตร หากพัฒนาเครื่องบำบัดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ใส่ปริมาณน้ำได้มากขึ้น ก็จะได้ปริมาณน้ำมากขึ้นต่อไป

ผศ.ดร. สุรวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมว่า การพัฒนาต่อไปของเครื่องนี้คือ การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับองศาตกกระทบและการสะท้อนแสง เพื่อหาจุดรวมแสงคงที่เพื่อจะช่วยให้เครื่องทำอุณหภูมิได้สูงขึ้น

นายจาตุรนต์ จันทวิเศษ หรือ ใหม่ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 5 ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เป็นอีกผู้หนึ่งที่ดิ้นรนเพื่อชีวิต สร้างฐานะ สร้างครอบครัว ให้อยู่ดี กินดี มีสุข เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป หลังจากพ่อแม่ได้ส่งเสียให้เรียนจบถึงระดับปริญญาโท แต่ต้องหันเหชีวิตมาทำขนมถ้วย เพื่อสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ แทนการรับราชการ จึงใช้สโลแกนว่า “บ้านขนมถ้วย ป.โท”

“ตั้งแต่เด็กได้ช่วยพ่อแม่ทำขนมถ้วย ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน นำขนมไปส่งตามร้านอาหาร ใน อ.วัฒนานคร ว่างจากการเรียนก็ช่วยแม่ทำขนมถ้วย กระทั่งเรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาบูรพา ประกอบกับปัจจุบันคุณแม่มีอายุมากแล้ว หาผู้สืบสานการทำขนมถ้วยไม่มี จึงตัดสินใจไม่ไปสอบเข้าทำงานที่อื่น แต่จะทำขนมถ้วยขาย เพื่อสืบสานอาชีพของบรรพบุรุษเอาไว้”นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ เล่าต่อว่า ขนมถ้วยที่ทำ เป็นขนมถ้วยโบราณ ผสมสมุนไพร เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล มีสรรพคุณทางยา แก้โรคเบาหวาน เป็นต้น ก่อนปี 2557 ขนมถ้วยจะขายดีมาก ขายได้กำไร วันละ 6,000-7,000 บาท หรือเดือนละไม่ตำกว่า 150,000 บาท หลังจากนั้น ขายลดลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบัน ขายได้กำไร วันละ 3,000 กว่าบาท หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท สาเหตุมาจาก ก่อนหน้านี้ มีชาวต่างจังหวัดเดินทางมาซื้อสินค้าที่ตลาดโรงเกลือจำนวนมาก และแวะกินอาหารตามร้านอาหารทั่วไป ขนมถ้วยก็ขายได้ดีตามมาด้วย แต่เมื่อตลาดโรงเกลือซบเซา ทางราชการจัดระเบียบตลาดโรงเกลือ ทำให้คนต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาหาซื้อสินค้าลดลง ส่งผลกระทบกับขนมถ้วย ที่ทำไปส่งลูกค้าตามร้านอาหารต่างๆ ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงปรับกลยุทธ์การขาย ทำแผ่นพับและประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ ให้กับลูกค้าที่ทำโต๊ะจีน หรือเจ้าภาพจัดงานบุญ งานกุศลต่างๆ สามารถสั่งขนมถ้วยได้ โดยสามารถติดต่อได้ ตามหมายเลขโทรศัพท์ 037-261339 หรือ 080-5724808”