นายเสนีย์ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทยในฐานะ

อนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. เผยว่า การดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนขององค์กรหรือหน่วยงาน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทั้งระหว่างคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับกิจกรรมปูพื้นสนามเด็กเล่นยางพารา

เป็นหนึ่งในโครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อสังคม ตามแผนการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของ กยท. ประจำปี 2561 โดยนำยางพารามาแปรรูปเป็นบล็อกยางแล้วปูพื้นสนามเด็กเล่นแทนการปูพื้นซีเมนต์หรือการทำเป็นพื้นสนามหญ้าแบบทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดี และลดความรุนแรงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นการใช้ยางพาราเพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศอีกทางหนึ่ง

นายสาย อิ่นคำ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บล็อกยางพาราที่นำมาปูพื้นสนามเด็กเล่น เป็นงานวิจัยของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบล็อกยางปูพื้น เลขที่ มอก.2378-2551 เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติ ใช้เนื้อยางแห้ง 10 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยแผ่นยางตัวหนอนปูสนาม1 แผ่น มีขนาด 24x12x1.2 เซนติเมตร สามารถปูพื้นได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง มีความยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี จึงสามารถช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กที่ใช้เครื่องเล่นและผู้ทำกิจกรรมบนลานสนามเด็กเล่น โดย กยท. นำแผ่นยางตัวหนอนปูพื้นสนามเด็กเล่นของโรงเรียนบ้านแวนโค้ง บนพื้นที่ 80 ตารางเมตร และโรงเรียนบ้านทุ่งกล้วย บนพื้นที่ 75 ตารางเมตร

“กิจกรรม CSR ในวันนี้ จึงเป็นการนำงานวิจัยของ กยท. ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม สามารถใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างมีศักยภาพ อีกทั้งยังสามารถยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของนักเรียนและคนในชุมชนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น” นายสาย กล่าวทิ้งท้าย

จัดเสวนาเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยการทำงานใช้แนวทางประชารัฐ ได้แก่ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อำเภอเกาะยาว ที่ทำการปกครองอำเภอเกาะยาว หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงแรม ที่พัก ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้า กลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรทุกสาขา ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติเทศบาลเกาะยาว ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา กิจกรรมประกอบด้วย พิธีเปิดการเสวนาโดย นายอำเภอเกาะยาว กิจกรรมเวทีเสวนาโดยตัวแทนทุกภาคส่วน และผู้ร่วมการเสวนา ประมาณ 50 คน การแสดงสินค้าเกษตร ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อำเภอเกาะยาวส่วนใหญ่มีคุณภาพดี และมีชื่อเสียง ได้แก่ ข้าว–อินทรีย์มีไอโอดีน พืชผักผลไม้ปลอดภัย ปศุสัตว์ รวมทั้งสินค้าประมง ได้แก่ ปลาฉิ้งฉ้าง ปลาเค็ม (ปลาอินทรีย์) กุ้งมังกร ฯลฯ

ซึ่งคาดว่าหลังจากการจัดเสวนาในครั้งนี้เกษตรกรของอำเภอเกาะยาวจะมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอเกาะยาวให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรได้อย่างยั่งยืน

แม็คโคร เดินหน้าส่งเสริมภาคการเกษตรของประเทศไทย คัดสรรผักและผลไม้คุณภาพ ปลอดภัยไปจำหน่ายในแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวโครงการ “แม็คโคร คัดสรรคุณภาพ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เพื่อตอกย้ำการเป็นตัวจริงเรื่องสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ร่วมลงนามกับกลุ่มสหกรณ์ 7 กลุ่มทั่วประเทศ สานพลังความร่วมมือสู่การพัฒนาเกษตรกรไทย สร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 29 ปี ที่ลูกค้าผู้ประกอบการได้ให้ความไว้วางใจในสินค้ากลุ่มอาหารของแม็คโครมาโดยตลอด แม็คโครให้ความสำคัญอย่างสูงสุดในด้านคุณภาพ ความสด สะอาด และความปลอดภัย ตามมาตฐานของกฎหมาย และหลักปฏิบัติสากล ทั้งนี้เพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ “มุ่งเป็นที่หนึ่งเรื่องการจัดหาสินค้าเพื่อธุรกิจอาหารแบบครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพ”

โดยแม็คโครได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการ เครือข่ายภาคเอกชน มหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาและให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างบูรณาการ ตั้งแต่แหล่งผลิต จนถึงแหล่งจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้ามีความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับที่ทันสมัย คือ Makro i – Trace เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายดายผ่านการสแกน QR Code ให้ผู้ประกอบการมั่นใจในวัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป”

“ไม่เพียงแต่การคัดสรรคุณภาพอย่างเข้มข้นเท่านั้น แม็คโครยังเป็นช่องทางในการจำหน่ายและกระจายผลิตผลทางการเกษตรไปสู่ประชาชน และผู้บริโภคผ่านแม็คโคร 123 สาขาทั่วประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ รับซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรและสหกรณ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า 115,000 ตัน “ นางศิริพร กล่าวเสริม

ทั้งนี้ การเปิดตัวโครงการ “แม็คโคร คัดสรรคุณภาพ เคียงข้างเกษตรกรไทย” เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือพัฒนาและยกระดับคุณภาพผลิตผลทางการเกษตร อันก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรกว่า 1,400 รายที่แม็คโครทำงานด้วยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พิธีร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่มสหกรณ์ 7 กลุ่ม ได้แก่

สหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกร ป่าซาง จำกัด
สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรด ลำปาง จำกัด
สหกรณ์การเกษตร มะขาม จำกัด
สหกรณ์การเกษตร นายายอาม จำกัด
สหกรณ์การเกษตร เขาคิชฌกูฏ จำกัด
สหกรณ์การเกษตร เมืองขลุง จำกัด
สหกรณ์การเกษตร บ้านนาสาร จำกัด

หลายคนอาจจะเคยทานทุเรียนมาไม่กี่สายพันธุ์หรือจำกัดแค่สายพันธุ์ที่ตนเองชื่นชอบ บางคนก็จะบอกถึงรสชาติของทุเรียนว่ามันคงไม่แตกต่างกันเท่าไร วันนี้เรามีทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ที่ใครๆ หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน นั่นก็คือ “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ”

นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษกล่าวถึงความพิเศษของทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ว่าเป็นทุเรียนที่ปลูกอยู่แถบเขาพนมดงรัก ใกล้ชายแดนไทยกับกัมพูชา ลักษณะดินจะไม่ชุ่มน้ำ เนื้อทุเรียนไส้แห้ง เนื้อเนียนละเอียด กลิ่นฉุนน้อย ไม่หวานจัดรสชาติอร่อยไม่เป็นสองรองใคร ราคาไม่แพงมาก เราจึงคิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุเรียนชนิดนี้ติดตลาด ก็ได้ข้อสรุปว่าต้องใช้กลยุทธ์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ เปิดตลาดในหลายช่องทาง จนเป็นที่รู้จักและยอมรับของผู้บริโภคในวงกว้าง

หากใครที่ไม่ชอบทุเรียนเละ ก็น่าจะชอบทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงที่ไม่มีฝนเลย เนื้อทุเรียนจึงแห้งมาก นั่นเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษโดดเด่นไม่แพ้ใครจึงอยากให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติความอร่อยของทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ

จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ส่งเสริมปลูกทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจำนวน 7,200 ไร่ ที่ให้ผลผลิตแล้วกว่า 3,000 ไร่ ปีนี้จะให้ผลผลิตลดลงหน่อย เพราะประสบปัญหาสภาวะอากาศแปรปรวน ทำให้ต้นทุเรียนติดดอกออกผลน้อยลง

ปัจจุบันทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ เริ่มเป็นที่รู้จักของลูกค้าต่างชาติ ทำให้สินค้าขายดีมากขึ้น จึงส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนกันมากขึ้น สำหรับปีนี้ผลผลิตมีน้อยจำหน่ายได้แค่ตลาดในประเทศ ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดแล้ว จังหวัดศรีสะเกษจึงพยายามขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษต่อไป

“ ทุเรียนศรีสะเกษปลูกบนดินภูเขาไฟเก่า ที่มีแร่ธาตุต่างๆ ในดินอุดมสมบรูณ์มาก ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษมีรสชาติที่อร่อย กรอบนอก นุ่มใน รสหวานมัน เปลือกบาง ที่สำคัญกลิ่นอ่อนไม่ฉุน แม้เนื้อทุเรียนสุกแล้วก็ตาม ทุเรียนศรีสะเกษจึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่ไม่ชอบทุเรียนกลิ่นฉุน จึงอยากเชิญชวนให้คนที่ยังไม่เคยลิ้มลองรสชาติทุเรียนศรีสะเกษ ให้มาทดลองรสชาติความแตกต่างของทุเรียนชนิดนี้ ”ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษกล่าวในที่สุด

หากใครสนใจอยากลิ้มลองรสชาติทุเรียนศรีสะเกษไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงจังหวัดศรีสะเกษเพราะเรานำทุเรียนศรีสะเกษมาจัดแสดงในงานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ณ บริเวณสกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

ปีนี้ผลไม้หลายชนิดมีราคาสูงและหาทานได้ยาก บางครั้งไปซื้อที่ตลาดสด แต่รับประทานแล้วรสชาติอาจจะยังไม่ถูกใจ หรือผลไม้ไม่หลายหลากพันธุ์ คุณภาพยังไม่น่าประทับใจผู้บริโภค วันนี้เราจึงขอแนะนำ “ร้านผลไม้ PPD ฟาร์ม ” แหล่งจำหน่ายผลไม้คุณภาพดีเกรดพรีเมียร์หลากหลายสายพันธุ์ มาให้ผู้สนใจได้ทดลองจับจ่ายกันได้ในราคาสบายกระเป๋า

“ร้านผลไม้ PPD ฟาร์ม ” เป็นศูนย์รวมผลไม้ไทยคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยม สดๆ จากไร่กันเลยทีเดียว จุดเริ่มต้นของร้านผลไม้ไทยแห่งนี้เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกร ภายใต้การสนับสนุนของ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการส่งเสริมการปลูกผลไม้ในระบบโรงเรือน ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมสำหรับส่งออก

ร้านผลไม้ PPD ฟาร์ม จำหน่ายไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงงาช้างแดง , มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง , มะเขือเทศราชินี , มะไฟ , ส้มสายน้ำผึ้ง , น้อยหน่าปากช่อง , มะเดื่อฝรั่ง , ทุเรียนพวงมณี ซึ่งเป็นทุเรียนพื้นบ้านที่ใกล้สูญพันธุ์ แต่ชาวบ้านได้ร่วมอนุรักษณ์สายพันธุ์ะสืบต่อกันมา ทุเรียนพวงมณีมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเนื้อที่ละเอียด สีเหลืองมากกว่าทุเรียนสายพันธุ์อื่นๆ เกษตรกรใส่ใจปลูกดูแลทุเรียนพวงมณี ให้มีคุณภาพดี ผลใหญ่ ใช้กระดาษห่อแทนการใช้สารเคมี ทำให้ทุเรียนพวงมณีของร้านค้าแห่งนี้ มีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

หากท่านใดสนใจอยากลิ้มลองรสชาติความอร่อยของผลไม้นานาชนิด ไม่ต้องเดินทางไปซื้อผลไม้ถึงแหล่งผลิตในต่างจังหวัด เพราะ ร้านผลไม้ PPD ฟาร์ม นำผลผลิตเข้ามาจำหน่ายในงานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ณ บริเวณสกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้แก่เกษตรกรรายย่อย ใต้ร่มโครงการไทยนิยมยั่งยืน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง “ย้ำ….ทุกขั้นตอนต้องรวดเร็ว โปร่งใส และคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรอย่างแท้จริง”

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้โอนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 9 แห่ง และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร กิจกรรมสร้างรายได้แก่เกษตรกรรายย่อย

โดยโครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับบริบทสังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรในระยะยาว รวมถึงสร้างแนวทางการพัฒนาในรูปแบบของโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของชุมชนอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ในพื้นที่ 9 จังหวัด ภายใต้ความรับผิดชอบของ สสก.1 จ.ชัยนาท ซึ่งประกอบด้วย ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี และกรุงเทพฯ มีเกษตรกรเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร มากกว่า 260,000 ครัวเรือน และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อระบบการผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน รวมทั้งขาดแคลนทุนตั้งต้นสำหรับใช้ในการประกอบกิจการเพื่อให้เกิดรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาและสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ด้านการบริหารจัดการผลผลิต และการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ “โครงการสร้างทักษะส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร” แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการฝึกอบรม “หลักสูตรการพัฒนาการเกษตร” เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มและเลือกกิจกรรมการเกษตรตามความต้องการของชุมชน เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนากลุ่มเกษตรกร โดยการเรียนรู้ฐานวิธีคิด หลักการสำคัญของการรวมกลุ่ม การสร้างความเข้มแข็ง การจัดทำแผนธุรกิจการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ในการขับเคลื่อนประเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร โดยการเพิ่มผลิตภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าผลผลิต

โดยพื้นที่ สสก.1 มีเป้าหมายเกษตรกรที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมฯ จำนวน 950 ชุมชน เกษตรกรกว่า 190,000 ราย (เฉลี่ย 200 ราย/ชุมชน) ซึ่งเป็นเกษตรกรหรือสมาชิกในครัวเรือนเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต่อเนื่องคือ กิจกรรมการพัฒนากลุ่มเกษตรกร เป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างน้อย 25 ราย โดยจะต้องมีสมาชิกที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเกษตร ไม่น้อยกว่า 10 ราย ร่วมเป็นสมาชิกภายในกลุ่มด้วย ร่วมกันจัดทำโครงการของชุมชน

เสนอขอรับการสนับสนุนผ่านคณะกรรมการฯ ระดับต่างๆ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนงบประมาณให้กลุ่มเกษตรกร ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณไม่เกิน 300,000 บาท ต่อชุมชน เป็นเงิน 285,000,000 บาท เพื่อใช้สำหรับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินโครงการตามความต้องการของชุมชนที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้สมาชิกของชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรต่อไปได้อย่างยั่งยืน

“ขณะนี้ สสก.1 จ.ชัยนาท ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส รวดเร็วและคำนึงถึงความต้องการของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เป็นสำคัญและมอบหมายให้ผู้อำนวยการกลุ่ม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรระดับชำนาญการพิเศษรับผิดชอบในแต่ละจังหวัด คอยเป็นที่ปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการด้านการเกษตรตรงตามความต้องการของชุมชน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการ ที่เป็นทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ และโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดยเกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านทุกแห่ง” นายไพศาล กล่าว

ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนมาก ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำลง สวนทางกับต้นทุนการผลิต ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายาที่ปรับตัวสูงขึ้น แถมฝนฟ้าตกไม่ตรงฤดูกาล ทำให้นาข้าวได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเจอฝนแล้งและน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ ชาวนาจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มพูน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว จึงพยายามช่วยเหลือชาวนาให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ภายใต้รูปแบบ “การทำนาแปลงใหญ่” นั่นเอง

กรมการข้าว เชื่อว่า หลักการ “การทำนาแปลงใหญ่” จะช่วยแก้ไขปัญหาชาวนาได้อย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น จากเดิมที่เกษตรกรต่างคนต่างทำ ปลูกข้าวแปลงเล็กแปลงน้อย ไม่มีการวางแผนตลาดที่ชัดเจน เมื่อเกิดการรวมกลุ่มชาวนา ในลักษณะนาแปลงใหญ่ ที่วางแผนการผลิตร่วมกัน เก็บเกี่ยวผลผลิตพร้อมกัน ขายผลผลิตพร้อมกัน จะช่วยลดต้นทุนการผลิต และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น ทั้งนี้ กรมการข้าว แนะนำให้ ชาวนา แบ่งพื้นที่ 10% มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้มีรายได้พออยู่พอกินก่อน พื้นที่ที่เหลือจึงค่อยปลูกเพื่อขาย

นโยบาย “นาแปลงใหญ่” เป็นระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบหนึ่งที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก ไม่ใช่รวมแปลงเจ้าของคนเดียว แต่เกษตรกรทุกคนยังเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ นโยบายนาแปลงใหญ่ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่นี้ สามารถประยุกต์ใช้กับ “โครงการ” บางโครงการได้ เช่น โครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพสูง การรวมแปลงใหญ่รวมกันเพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ผลผลิตที่ได้ก็มีคุณภาพสูง และมีต้นทุนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณภาครัฐ ขณะเดียวกันเกษตรกรก็มีอานาจต่อรองทางการตลาดมากขึ้น

การทำเกษตรพอเพียง เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่มากนัก ปลูกพืชทุกอย่างที่ตัวเองกิน เหลือกินก็เก็บขาย ซึ่งเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านเกษตรพอเพียง ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความขยัน อดทน รักที่จะทำการเกษตรเชิงผสมผสาน จนประสบความสำเร็จ โดยภาครัฐจะช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งสิ่งที่เกษตรกรยังขาดแคลน ภายใต้เป้าประสงค์เดียวกับเกษตรแปลงใหญ่ นั่นก็คือ ลดต้นทุนการผลิต และมีรายได้ต่อไร่มากขึ้น

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าว พยายามช่วยเหลือพัฒนาเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยให้เกิดการรวมตัวกันในลักษณะร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ซึ่งกรมการข้าวดำเนินนโยบายลักษณะนี้มาตั้งแต่ ปี 2557-2559 โดยส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ จำนวน 300 แปลง สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการทำเกษตรแปลงใหญ่ ที่มุ่งเน้นให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรรายย่อย ในลักษณะกลุ่มเกษตรกร ร่วมกันคิดร่วมกับพัฒนาวางแผนการผลิต การตลาด เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้ และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง

การรวมกลุ่มเกษตรกร ในลักษณะร่วมกันซื้อร่วมกันขายจะช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อปัจจัยการผลิตได้ในราคาที่ถูกลง ขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาวางแผนการผลิตและเก็บเกี่ยวผลผลิตพร้อมๆ กัน จะสร้างอำนาจต่อรองราคากับโรงสีได้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ตื่นตัวกับนโยบายนาแปลงใหญ่ ทุกคนรู้ว่าเขาต้องทำอะไร ขณะที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ก็ร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์ข้าวครบวงจร ในลักษณะบรูณาการ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายนาแปลงใหญ่ให้สำเร็จ เพราะเชื่อว่า เมื่อเกษตรกรรู้จักวางแผนการผลิต ใช้เทคโนโลยีให้เป็น รู้จักวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด โอกาสความสำเร็จของนาแปลงใหญ่ก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

หากใครสนใจอยากสนับสนุนผลผลิตจากโครงการนาแปลงใหญ่ ของกรมการข้าว สามารถแวะมาเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพดี ของเกษตรกรชาวนา ภายใต้การสนับสนุนของกรมการข้าวได้ ที่งานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 “เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล” วันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561 ณ สกายฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัลลาดพร้าว เวลา 10:00- 20:00 น.

เกษตรกรชาว ต.อ่าวตง อ.วังวิเศษ จ.ตรัง โค่นต้นยางที่เกิดปัญหาราคาตกต่ำ มาทำสวนของพ่อ โดยเฉพาะการปลูกกาแฟ พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเรียนรู้แบบครบวงจรได้ทั้งวันทั้งคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า นายสุวัฒ นุชม่วง อายุ 53 ปี เกษตรกรหมู่ที่ 1 บ้านหนองชุมแสง ตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง และครอบครัว ได้โค่นต้นยางพาราที่ปลูกรอบบ้านเลขที่ 235 ราวๆ 5 ไร่ เพราะราคาตกต่ำ เพื่อปรับเปลี่ยนมาเป็นสวนสมรม (สวนผสมผสาน) ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยใช้ชื่อว่า “สวนของพ่อ” ซึ่งประกอบไปด้วยพืชผักผลไม้นานาชนิด อาทิ ทุเรียน ลองกอง ขนุน ฝรั่ง ไผ่ รวมทั้งพืชผักผลไม้พื้นบ้านที่บางชนิดพบเห็นได้ยากแล้ว ตลอดจนถึงการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู แพะ เป็ด ผึ้ง ปลา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นจะดูโดดเด่นมากที่สุดในสวนแห่งนี้ก็คือ กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้ นับตั้งแต่การเก็บเมล็ดกาแฟ ตากแดด คั่ว ตำ กะเทาะเปลือก รวมทั้งชง และดริป หรือจิบกาแฟสดๆ ซึ่งจะให้ความหอมหวนและความอร่อยแบบธรรมชาติ ควบคู่กับการนั่งฟังเพลงโฟล์กซองท่ามกลางสวนไผ่ที่ร่มรื่น สร้างทั้งรอยยิ้ม ความประทับใจ และความสนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวอย่างยิ่ง เพราะยังแทบไม่มีสวนกาแฟแห่งใดในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ได้ทำกิจกรรมแบบครบวงจรเช่นนี้

นอกจากนั้น ทางสวนยังจัดให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรมอื่นๆ ที่หลากหลายทั้งวันทั้งคืน เช่น การไปเก็บพืชผักมาปรุงเป็นอาหาร เพื่อรับประทานกับข้าวซ้อมมือแบบวิถีชาวบ้านในอดีต และการเก็บผลไม้ตามฤดูกาลมารับประทานสดๆ ใต้โคนต้น รวมทั้งการให้อาหารหมู แพะ ปลา การเดินชมธรรมชาติ หรือกางเต็นท์นั่งมองจันทร์และนอนนับดาว จนทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการเกษตร และการท่องเที่ยว ที่มีความคึกคัก ถึงแม้จะแค่เปิดตัวมาเพียงแค่ไม่กี่เดือน แม้จะตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองตรังถึง 60 กม. ก็ตาม

“สวนของพ่อ” มีค่าบริการสำหรับการมาเที่ยวชมทั่วไป พร้อมอาหาร 1 มื้อ ในราคา หัวละ 100 บาท หรือจะมาตั้งแค็มป์ ซึ่งมีเต็นท์ 1 หลัง พร้อมอาหาร 2 มื้อ ในราคาหัวละ 200 บาท ก็ได้ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (095) 2300-795 และ (091) 040-1000

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณทางตะวันตกของภาคเหนือ และภาคกลาง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 วันนี้ ถึงเวลา 06.00 ของวันที่ 29 พ.ค.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.