นาย อนุรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวโน้มอาชีพยอดนิยมในปี 2561

นั้น ได้มีการประเมินจากอาชีพที่มีความต้องการในปี 2560 ซึ่งคาดว่าจะไม่แตกต่างมาก โดยรวบรวมจากบริษัทจัดหางานต่างๆ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.งานขาย/บริการลูกค้า 130,762 คน 2. วิศวกร/ช่างเทคนิค 92,617 คน 3. งานธุรการ งานทรัพยากรบุคคล 74,816 คน 4. บัญชี 45,833 คน 5. ไอที/คอมพิวเตอร์ 45,401 คน 6. การตลาด 42,837 คน 7. ฝ่ายผลิต/ผลิตภัณฑ์ 35,802 คน 8. งานท่องเที่ยว งานโรงแรม 32,661 คน 9. การเงิน 27,020 คน 10. งานขนส่ง 24,737 คน นอกจากนี้ สำหรับอาชีพที่หน่วยงานภาครัฐมีความต้องการในปี 2560 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. ครูผู้ช่วย 8,802 คน 2. นายช่างโยธา 2,576 คน 3. เจ้าพนักงานธุรการ 2,359 คน 4. เจ้าพนักงานพัสดุ 2,050 คน 5. เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 1,713 คน 6. นักวิชาการศึกษา 1,510 คน 7. เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ 1,372 คน 8. นิติกร 1,009 คน 9. พยาบาลวิชาชีพ 929 คน และ10. อาจารย์ (ระดับมหาวิทยาลัย) 891 คน

นายอนุรักษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ แนวโน้มอาชีพที่มีความต้องการมากใน 10 ปีข้างหน้า หากดูตามทิศทางการเปลี่ยนของอาชีพที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า 10 อาชีพที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นมาก ได้แก่ 1. ผู้ติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ 2. ช่างเทคนิคด้านพลังงานลม 3. ผู้ดูแลสุขภาพตามบ้าน 4. ผู้ดูแลส่วนบุคคล 5. ผู้ช่วยแพทย์ 6. พยาบาล 7. นักสถิติ 8. นักกายภาพบำบัด 9. ผู้ผลิตโปรแกรมและแอพพลิเคชั่น และ10. นักคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญจะต้องมีการพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่วขึ้น โดยร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงานด้วย

กรมปศุสัตว์ขยายผลพื้นที่ผลิต “ปศุสัตว์อินทรีย์” 24 จังหวัด รับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 60-64 มุ่งสร้างกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์อินทรีย์แก้ปัญหาขาดแคลน พร้อมเพิ่มจำนวนชนิดสินค้าป้อนตลาดพรีเมี่ยม เพิ่มทางเลือกผู้บริโภคเพื่อสุขภาพ

นายวีรชาติ เขื่อนรัตน์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการขับเคลื่อนพัฒนาและส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ของประเทศตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมรองรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 ซึ่งปี 2560 นี้ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์แก่เกษตรกรที่มีความพร้อมไปแล้วกว่า 230 ราย ขณะเดียวกันยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อพัฒนาระบบการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ จำนวน 93 ฟาร์ม ทั้งยังได้ตรวจรับรองฟาร์มมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์รวม 144 ฟาร์ม ประกอบด้วย โคนมและน้ำนมดิบอินทรีย์ 4 ฟาร์ม ไก่พื้นเมืองอินทรีย์ 4 ฟาร์ม ไก่งวงอินทรีย์ 1 ฟาร์ม ไก่ไข่อินทรีย์ 134 ฟาร์ม และไก่เนื้ออินทรีย์ 1 ฟาร์ม

นอกจากนั้น ยังได้ตรวจรับรองโรงงานผลิตภัณฑ์น้ำนมพาสเจอร์ไรซ์อินทรีย์ 1 แห่ง โรงงานวัตถุดิบอาหารสัตว์อินทรีย์ (ปลาป่น) 2 แห่ง โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อไก่อินทรีย์ 1 แห่ง และรับรองมาตรฐานระบบการผลิตพืชอาหารสัตว์อินทรีย์ 1 ราย ทั้งยังได้ร่วมพัฒนาตลาดสีเขียว จำนวน 17 แห่ง และสร้างฐานข้อมูลการปศุสัตว์อินทรีย์ 9 แห่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 กรมปศุสัตว์ได้มีแผนเร่งขยายผลการส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์อย่างต่อเนื่องตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ พร้อมร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติฯ โดยมุ่งขยายพื้นที่และเพิ่มปริมาณการผลิตสินค้าปศุสัตว์อินทรีย์ป้อนตลาดพรีเมียม เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมุ่งเพิ่มมูลค่าผลิตผลและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์อินทรีย์ รวมทั้งเพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าปศุสัตว์อินทรีย์ในประเทศ ตลอดจนมุ่งยกระดับมาตรฐานและการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศด้วย

“กระแสการเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพและเทรนด์ (Trend) การบริโภคอาหารอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กรมปศุสัตว์ได้มีเป้าหมายขยายพื้นที่ส่งเสริมการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ใน 24 จังหวัด และเพิ่มจำนวนสินค้าเป็น 5 ชนิด เพื่อสร้างความหลากหลายและขยายทางเลือกให้กับผู้บริโภค ประกอบด้วย โคนม ไก่ไข่ เป็ดไข่ ไก่งวง หมูหลุม และแปลงพืชอาหารสัตว์อินทรีย์ ซึ่งคาดว่า จะมีฟาร์มรายใหม่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ไม่น้อยกว่า 70 ฟาร์ม และฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วสามารถรักษาสถานภาพได้ไม่น้อยกว่า 70%” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ขณะเดียวกันยังมีแผนเร่งสร้างผู้ตรวจประเมินปศุสัตว์อินทรีย์ จำนวน 30 ราย สร้างศูนย์เรียนรู้พืชอาหารสัตว์อินทรีย์ เป้าหมาย 3 ศูนย์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์อินทรีย์ป้อนตลาด ทั้งยังมุ่งส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตอาหารสัตว์อินทรีย์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันสำปะหลังอินทรีย์ ช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์อินทรีย์ซึ่งมีราคาแพงและค่อนข้างหายาก และยังส่งเสริมให้มีปัจจัยการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ เช่น พันธุ์ไก่ไข่อินทรีย์ 16,000 ตัว เป็ดไข่ 2,000 ตัว สนับสนุนท่อนพันธุ์หญ้าให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมระบบอินทรีย์ 12 ฟาร์ม และสนับสนุนกล้าพันธุ์ถั่วลิสงเถาฟลอริเกรซให้ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอินทรีย์ จำนวน 55 ฟาร์ม เป็นต้น

“อีกทั้งยังตั้งเป้าพัฒนายกระดับตลาดสีเขียวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10 แห่ง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงตลาดหรือแหล่งจำหน่ายอาหารที่มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นและทั่วถึง พร้อมช่วยประสานเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์กับตลาดหรือผู้ซื้อ อาทิ ตลาดโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) เพื่อสร้างโอกาสและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์อินทรีย์ให้กับเกษตรกรด้วย” นายวีรชาติ กล่าว

สองสาวหน้าใสอย่าง มิว ลักษณ์นารา และ อาย กมลเนตร รับบทพิธีกรที่ต้องบอกเลยว่าเป็นงานถนัดและพร้อมลุยเสมอ ด้วยการพาไปชม ไปชิม ไปเรียนรู้กันต่อที่จังหวัดยามานาชิ โดยมีหนุ่มหล่อสุดฮา น่ารักคที่เคยร่วมทริปในครั้งก่อน คุณฮายาชิ เทรุฮิโกะ ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ YBS เป็นผู้นำทางพาไปปฏิบัติภารกิจพิชิตหวานตลอดทริปนี้ สิ่งที่ เชฟสึจิงุจิ ได้มอบหมายให้ไว้ในครั้งนี้ ก็คือ การมุ่งหน้าสู่ “ร้าน Abend” เป็นร้านแรก สองสาวจะได้ชิมลิ้มรสกับเจลลี่หยดน้ำสูตรออริจินัลแสนอร่อย และเรียนรู้การทำขนมเมนูไฮท์ไลท์เด็ดอย่าง พาร์เฟ่ต์เจลลี่หยดน้ำ ต่อด้วยการเดินทางไป “ร้าน Patisserie Priere” เพื่อเรียนรู้การทำขนมเค้กเฟรซเซอร์ ขนมแบบดั้งเดิมขึ้นชื่อของชาวฝรั่งเศส ประดับประดาด้วยองุ่นผลงาม ผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองนี้ และฟินไปกับความอร่อยเกินบรรยายของสองสาวมิวและอาย

โดยภารกิจครั้งนี้ สองสาวมิวและอาย เปิดฉากความสนุกแห่งเมืองฟูจิโยชิดะ จังหวัดยามานาชิ ด้วยการพูดคุยเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับการพับนกกระเรียนของชาวญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อว่าหากพับนกให้กันแล้วจะนำความโชคดีมาให้แก่ผู้รับ และเมืองนี้ก็เป็นที่ตั้งของร้าน Abend ร้านขนมร้านแรกตามเป้าหมาย ที่เปิดมาแล้วกว่า 25 ปี มี เชฟโคชิอิชิ โทคุโร่ เป็นผู้ดูแลและคิดค้นสร้างสรรค์แต่ละเมนูอย่างปราณีต เมนูที่เชฟโคชิอิชิแนะนำอยากให้ลอง ก็คือ อันมิทสึ และเจลลี่หยดน้ำสูตรเฉพาะของร้านนี้ โดยน้ำที่ใช้เป็นน้ำแร่ที่มาจากภูเขาไฟฟูจิ

ซึ่งตั้งตะหง่านเป็นฉากหลังที่งดงามของร้าน ทำเอาสองสาวชิมกันจนเพลินเลย ต่อด้วยการเรียนรู้การทำ พาร์เฟ่ต์เจลลี่หยดน้ำ ที่สองสาวได้มีโอกาสช่วยกันครีเอทตกแต่งด้วยผลองุ่นอย่างสนุกสนาน ปิดท้ายด้วยการมาเรียนรู้กันต่อที่ร้านดังไม่แพ้ร้านแรก กับร้านมีชื่อว่า Patisserie Priere เปิดมาเป็นปีที่ 12 โดยมีเชฟสึจิยะ คาซึชิ เป็นเชฟประจำร้าน ร้านนี้เป็นขนมสไตล์พาทิสเซอร์รี่ มีเค้กและขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสอยู่มากมาย เช่น เค้ก ชูครีม มองบลัง ชีสเค้ก คุกกี้ เป็นต้น หลายเมนูในร้าน มีการหยิบเอาผลไม้ตามฤดูกาลมาเป็นส่วนผสมในการทำขนมอีกด้วย สองสาวเลยต้องขอชิมขนมของร้านนี้ให้ฉ่ำปอดกันหน่อย ต่อด้วยการเรียนรู้การทำขนมเค้กเฟรซเซอร์ ที่เชฟสึจิยะ ได้ถ่ายทอดความพิถีพิถันให้สองสาวได้ลองทำกันทุกขั้นตอนเลย

เจาะลึกเรื่องราวของขนมหวาน และวัตถุดิบในการทำที่เป็นผลไม้ไฮไลท์อย่างองุ่น แห่งจังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น กับสองสาวสุดคาวาอี้ มิวและอาย ได้ใน “Japan Sweets ภารกิจพิชิตหวาน” เสาร์ที่ 30 ธันวาคมนี้ เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ทางช่อง 28 (3SD)

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มทร.สุวรรณภูมิ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระพิรุณ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐ เนื่องในโอกาสครบรอบการเบิกพระเนตรองค์พระพิรุณ ซึ่งสถิตเป็นศรีสง่า ณ มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา ครบ ๔๔ ปี เพื่อแสดงถึงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ อีกทั้งเป็นการสืบสานไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามในการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อสถาบันการศึกษา ตลอดจนเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติงาน แก่ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ณ บริเวณลานหน้าองค์พระพิรุณ มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงานว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว คาดว่าหลายคนเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมญาติพี่น้องและอีกส่วนเดินทางท่องเที่ยว จึงขอเสนอคำแนะนำก่อนขับรถทางไกลด้วยตัวเอง คือ 1.วางแผนก่อนเดินทาง เพื่อไม่หลงทาง ช่วยประหยัดเวลา และประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง

2.ตรวจเช็คลมยางให้ได้มาตรฐาน ตรวจสภาพดอกยางว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ รวมถึงยางอะไหล่และแม่แรง ตรวจให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติ 3.ตรวจระดับของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก หม้อน้ำ และท่อยาง รอยรั่วซึมต่างๆ รวมถึงระดับน้ำหล่อเย็น 4.ตรวจสอบสายพานต่างๆ ต้องไม่มีรอยแตกร้าวหรือฉีกขาด และไม่หย่อน 5.ยางปัดน้ำฝนต้องอยู่ในสภาพใช้งานเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห้น เนื่องจากยางปัดน้ำฝนจะช่วยทำความสะอาดกระจกหน้ารถได้ดี

6.แบตเตอรี่ ตรวจระดับน้ำกลั่นให้ได้ระดับสภาพภายนอกปกติหรือไม่ และระบบไฟส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ให้อยู่ในสภาพใช้การได้ 7.สังเกตุสิ่งผิดปกติ เช่น กลิ่นไหม้ กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิง และ8.ขับขี่รถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนดเพื่อการประหยัดพลังงาน และเพื่อการเดินทางปลอดภัย

หากพูดถึงการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมา เรามักจะมีข้อคำถามที่เราแทบจะหาคำตอบไม่ได้สักครั้ง หรือเป็นข้อคำถามที่หาคำตอบได้ยาก ข้อคำถามที่ว่านั้น คือ

– ประเทศไทยมีอุดมการณ์การจัดการศึกษาเพื่ออะไรและจัดการการศึกษาอย่างไร
– เราจัดการการศึกษาเพื่อตอบโจทย์ใคร เราเน้นที่ตัวเด็กเป็นสำคัญจริงหรือไม่
– วิธีการคิดของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย รวมทั้งทิศทางของประเทศในเรื่องต่าง ๆ อยู่ภายใต้ทุนนิยมแข่งขัน เศรษฐกิจตลาดแรงงาน การสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น การศึกษามาถูกทางหรือไม่
– ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท เกิดจากหลักหลักสูตร การเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ที่ทำให้ผู้ได้เปรียบเสียเปรียบ ผู้ชนะผู้แพ้ของระบบคัดเลือกตลอดเวลา

คำถามทุกคำถามนั้นสะท้อนให้เห็นว่า เราเข้าใจการศึกษาดีเพียงพอหรือยัง ถ้ายังเราจะมีวิธีทำให้ดีขึ้นหรือพัฒนาขึ้นได้อย่างไร คนที่เข้ามาปฏิรูปการศึกษา พัฒนาประเทศเป็นคนกลุ่มใด และคนที่เข้ามารู้เรื่องปัญหาการศึกษาดีแท้จริงหรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า พบว่าการศึกษาของประเทศตกต่ำ คุณภาพไม่ดี คะแนน PISA และ O-NET ต่ำกว่า 50% ในแทบทุกวิชาในปีพ.ศ. 2558 และในปีเดียวกันผลการสอบ PISA ในวิชาการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ได้คะแนนเฉลี่ย 409, 415 และ 421 คะแนน ตามลำดับ โดยคะแนนลดลงทุกวิชาเมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2555 เรากำลังเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อยลง แต่คุณภาพด้อยลงแทบทุกด้าน

จากการประมวลผลรายงานการวิจัย เอกสาร ผลสำรวจ บทความ ข้อคิดเห็นของหน่วยงาน สถาบัน รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง เกิดข้อค้นพบที่เห็นชัดเจนเกี่ยวกับอุดมการณ์ของรัฐในการจัดการศึกษา 3 วิธีการคิด ดังนี้

1.การศึกษาเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาล หรือรัฐราชการศึกษา กล่าวคือ การจัดการศึกษาเป็นของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงจากบนลงล่าง ในการกำหนดนโยบาย อุดมการณ์ ความต้องการ การสั่งการคำสั่ง รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่รัฐต้องจัดการทั้งหมด กลุ่มบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเอกชน ชุมชน ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสัดส่วนน้อยมาก รัฐบาล 76% ภาคเอกชน 17% ท้องถิ่น 5% ภาคประชาชน 2% ซึ่งทุกเรื่องนั้นจะถูกผูกโยงด้วยกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ และข้อระเบียบบังคับ หลักสูตร การเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการศึกษาแบบรัฐราชการศึกษาจะเห็นว่าใช้งบประมาณส่วนใหญ่ 80% เป็นเรื่องของค่าตอบแทน เงินเดือน ค่าวิทยฐานะ แต่งบพัฒนาผู้เรียนลงไปสู่ผู้เรียนแทบจะน้อยมากไม่ถึง 3% โรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนแทบทุกด้าน 15,577 โรง

จากการที่รัฐมองว่าการศึกษาเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐ รัฐจัดการและควบคุมดูแลเรื่องต่าง ๆ เอง ทำให้เกิดจุดอ่อนที่ตามมา คือ เป็นระบบอนุรักษ์นิยม ประเพณีนิยม คิดติดกรอบ ตามโลกไม่ทัน ตามปัญหาสังคมไม่ได้ คิดแบบเก่า วิธีการคิดแบบ “รัฐราชการศึกษา” จึงอยู่อย่างมั่นคง แข็งแรง ไม่มีใครกล้าแตะหรือเปลี่ยนแปลง วูบวาบบ้างตามกระแสการเมือง รัฐมนตรีที่ผลัดกันเข้ามาช่วงสั้น ๆโดยเฉพาะในปัจจุบันที่เห็น “รัฐราชการศึกษา” นอกจากเติบโตในส่วนกลางแล้วยังขยายตัวไปยังภูมิภาค จังหวัด เขต อย่างไม่มีขอบเขต เป็นโครงสร้างหลักที่ล้มเหลว ปฏิรูปได้ยากยิ่ง ดังแผนภาพ

2.มองการศึกษาคือการลงทุน การลงทุนในที่นี้เพื่อตอบโจทย์หรือความต้องการของระบบเศรษฐกิจ ทุนนิยม เป็นการดึงเด็กออกจากครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น พื้นที่ ให้เข้าสู่ตลาดแรงงาน โรงงานอุสาหกรรม เป็นลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงานกรรมกร ผลิตคนตามความต้องการภาคเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพที่จะได้รับ ผลวิธีการคิดแบบนี้ไปสอดคล้องกับวิธีการคิดแบบอาชีวศึกษาที่ว่าด้วยเรื่องตลาดแรงงาน เศรษฐศาสตร์มหภาค ตอบโจทย์จีดีพี การมีงานทำ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ประเทศได้ในการเร่งการเจริญเติบโต หากมองไปอีกด้านกลับพบว่าในเชิงครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ไม่มีใครที่จะดูแลครอบครัว ชุมชน วัยหนุ่มสาวต้องละทิ้งไปยังสังคมเมือง สภาพสังคมข้างล่างจึงอ่อนแอ เปราะบาง เป็นอย่างมาก

3.ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานผ่านระบบหลักสูตร haveyoursayonline.net ในปัจจุบันพบว่าผู้เรียนเรียนเนื้อหาผ่านกลุ่มสาระการเรียนทั้ง 8 กลุ่ม เพื่อตอบมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่รัฐกำหนด สิ่งที่เกิดขึ้นของผู้เรียนในยุคนี้ คือ การเรียนเพื่อคะแนน เพื่อการสอบ เพื่อการแข่งขัน ทำให้เกิดชนชั้นและฐานะทางสังคมแตกต่างกันไปตามระดับของการศึกษา ขณะนี้ระบบการเรียนเนื้อหาจำนวนมาก ระบบการสอบ ระบบการวัดและประเมินผล ทำให้เด็กถูกแบ่งเป็นชั้น ๆ พบว่า ระบบการเรียนไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนส่วนใหญ่แต่ตอบโจทย์ผู้เรียนส่วนน้อยประมาณ 30% แต่ผู้เรียนส่วนใหญ่อีก 70% เข้าสู่ประชากรที่ด้อยคุณภาพ เด็กออกกลางคัน เด็กกลุ่มเสี่ยง แต่เด็กจำนวน 30% ที่เข้าสู่อุดมศึกษามีอนาคตและชีวิตที่ดี “ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานผ่านระบบหลักสูตร เรียน คะแนน สอบ แข่งขัน ประสบผลสำเร็จ ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้”

การจะปฏิรูปการศึกษาหรือเปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่นั้น จะต้องเปลี่ยนอุดมการณ์รัฐ เปลี่ยนต้นทุน วิธีการคิด การจัดการศึกษาใหม่ รัฐต้องมองการศึกษาในแง่รัฐสวัสดิการ การศึกษาแบบให้เปล่า ทั่วถึง ให้โอกาส เสมอภาคเท่าเทียมกัน เน้นการสร้างพลเมืองมีคุณภาพมากกว่าผลิตทรัพยากรมนุษย์ เรียนเรื่องใกล้ตัวไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากกว่ามาตรฐานแบบทดสอบมากมาย ต้องมองว่าการศึกษาไม่ใช่เรื่องของรัฐที่เป็นผู้ดำเนินการส่วนใหญ่ 80% รัฐต้องใจกว้างให้ภาคอื่นๆ ทั้งภาคเอกชน ชุมชน ท้องถิ่น ประชาชน กลุ่มคนที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องการจัดการศึกษามากขึ้น

รัฐต้องปรับเปลี่ยนวิธีการคิด เลิกเป็นผู้จัดดำเนินการ แต่มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก สนับสนุน และต้องมอบความไว้วางใจ ความเข้าใจ สนับสนุนให้ทุกฝ่ายเข้ามาดำเนินการ มีบทบาทมากยิ่งขึ้น และต้องให้ความสำคัญกับโรงเรียนมากที่สุด ไม่ใช่มองที่กระทรวง ภาค เขต หรือจังหวัด ต้องสลับปรับเปลี่ยนเป็น “20:80” กล่าวคือ 20% ให้รัฐดูแลนโยบาย ทิศทางการดำเนินงาน และ 80% กระจายอำนาจให้เขตพื้นที่ จังหวัดจัดการดูแลตัวเอง ให้สถานศึกษาสำคัญที่สุด การให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล การจัดการศึกษาจากบนลงล่างมุ่งตรงสถานศึกษาไม่ต้องผ่านกระบวนการเรื่องอื่นๆ ให้เสียเวลา เสียทรัพยากร

การศึกษาที่แท้จริงต้องเข้าใจว่า ล่างสู่บน โรงเรียน ชุมชน ประชาชนอยู่ร่วมกัน มองสถานศึกษาว่าสามารถดำเนินการเรื่องการศึกษา ตอบโจทย์เด็กในชุมชนพื้นที่และสามารถเรียนรู้ในบริบทของความเป็นสากลได้ รัฐต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี มองสิทธิของเด็กร่วมกับคนในพื้นที่ ชุมชน ท้องถิ่น ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ มีสมรรถนะ เป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ได้ นอกจากนั้นการสร้างหลักสูตรต้องมองมิติใหม่ให้ความสำคัญกับหลักสูตรท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับหลักสูตรแกนกลาง หรือหลักสูตรมาตรฐานเพียงอย่างเดียว ควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรภูมิสังคม ตอบโจทย์ชุมชน ท้องถิ่น ตามความหลากหลายของบริบท ชุมชน ในแต่ละพื้นที่ เพื่อทำให้มีรากเหง้าของชุมชน ต้นทุนทางสังคม ไม่ใช่ถูกดึงออกจากพื้นที่เพื่อไปเรียนหลักสูตร 8 กลุ่มสาระตามมาตรฐานการเรียนรู้ ต้องเปลี่ยนวิธีการคิดในเรื่องหลักสูตรแกนกลางกับหลักสูตรภูมิสังคมให้เท่าเทียมกัน กระบวนการเรียนรู้ ลดเรียนเนื้อหาลง แต่เพิ่มโครงงานกิจกรรมมากขึ้น กระบวนการเรียนรู้ต้องควบคู่ไปกับระบบหลักสูตร แบ่งกลุ่มตามวัย ยึดตามตัวโครงงาน ดังนี้

1.ระดับประถมศึกษา ยึดตามโครงงานฐานกิจกรรม ให้ผู้เรียนได้เล่นตามความต้องการของตนเอง รวมทั้งเสริมสร้างคุณธรรมเรื่องความมีวินัย ความรับผิดชอบ การแสดงออก จิตอาสา จิตสาธารณะ เป็นต้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มทักษะ คือ 1.) ทักษะวิชาการ ได้แก่ วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ 2.) ทักษะการเรียนปนเล่น การลงมือปฏิบัติตามโครงงานที่ร่วมกันคิดค้น การเรียนกลุ่มนี้ทำให้ผู้เรียนได้ทราบความต้องการของตนเอง ได้เล่นในสิ่งที่ตนชอบ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในวัยอื่น ๆ