นำกะลาเข้าเครื่องอบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 วัน

เพื่อลดความชื้นและให้เนื้อในล่อนจากกะลา นำเข้าเครื่องกะเทาะกะลา คัดแยกกะลากับเนื้อ จะได้เนื้อในสีขาวนวล นำมารับประทาน หรือนำไปใส่บรรจุภัณฑ์ออกขายได้

มะคาเดเมีย ขบเคี้ยวแล้วมีรสชาติหวานมันเหมือนถั่ว จึงเรียกว่า macadamia nut เป็นแหล่งโปรตีน มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีไฟเบอร์ มีธาตุอาหารสูง มีวิตามินบีสูง จึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างประสาทและสมองให้แข็งแรง เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

ส่วนกะลาสีน้ำตาลเข้ม มีประโยชน์นำไปทำเป็นถ่านทดแทนไม้หรือนำไปโรยรอบๆ บริเวณทางเดินเท้ามีความแข็งแรงดีมาก หากต้องการที่จะซื้อหรือสั่งซื้อ macadamia nut คุณสายคำ บอกว่า ที่บ้านของเธอก็มีจำหน่าย เพราะเปิดร้านขายเครื่องดื่มด้วย ชื่อ ดอยแม่แจ๋ม สองพี่น้องคอฟฟี่แมค และมีวางจำหน่ายที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน หรือจะติดต่อผ่านทาง เฟซบุ๊กสองพี่น้องคอฟฟี่แมค

คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (098) 593-7591 เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ คลุกคลี และผลิตลำไยนอกฤดูมานานเกือบ 20 ปี

แต่เนื่องจากว่างในการทำลำไยนั้นซึ่งเป็นไม้ผลที่มีการดูแลรักษาไม่ได้บ่อยมากนัก ทำให้ตนเองมีเวลาว่างที่มองหาพืชชนิดอื่นที่น่าจะมาสร้างรายได้ ซึ่งก็มองเห็นว่า “พริก” มีศักยภาพในเรื่องของตลาด ราคาที่ดี ประกอบกับที่ก่อนหน้านั้นก็ได้มีโอกาสได้ทดลองปลูกมาบ้างในพื้นที่ที่ไม่มากเท่าไหร่ จนเห็นช่องทางการตลาดว่า พริกนั้นมีความต้องการใช้ค่อนข้างมาก มีตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในสายพันธุ์พริกที่ตลาดให้การยอมรับนั้นก็คือพริกพันธุ์ “ซุปเปอร์ฮอท” เนื่องจากพริก “ซุปเปอร์ฮอท” ซึ่งเป็นพริกขี้หนูเม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ผลยาว 5-7 เซนติเมตร มีลักษณะต้นแข็งแรง แตกแขนงดี ทรงพุ่มกว้างปานกลาง ต้นสูง 70-80 เซนติเมตร ติดผลดกมาก ผลชูเหนือทรงพุ่ม ผลดิบสีเขียว-เขียวเข้ม ผลสุกมีสีแดง-แดงเข้ม ผลสดเก็บได้นานโดยขั้วผลไม่เน่า ขั้วใหญ่ เนื้อหนา มีอัตราการสูญเสียน้ำหนักน้อย อายุเก็บเกี่ยว 60-65วันหลังการย้ายกล้า ทนต่อโรคและแมลงศัตรูได้ดี แล้วยังเก็บเกี่ยวได้นานข้ามปีถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี

เรื่องของตลาด หรือการนำพริกซุปเปอร์ฮอทเอาไปใช้ได้หลากหลาย เช่น พริกสดขายเป็นพริกเขียว-พริกแดง, พริกแกง, น้ำพริก, พริกแห้ง, พริกป่น, ซอสพริก, น้ำจิ้มไก่ เป็นต้น โดย คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง ได้ปลูกพริก “ซุปเปอร์ฮอท” ในพื้นที่ 40 ไร่ โดยรายละเอียดการปลูก ดูแลรักษา จนถึงการเก็บจำหน่าย คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า ก่อนอื่นต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของพริกเสียก่อน โดยจะอธิบายคร่าวๆ เบื้องต้นให้ฟังว่า

อันดับแรกก็ต้องวางแผนการผลิตว่าจะเลือกปลูกพริกช่วงเวลาใด เช่น ในพื้นที่ของบ้านรักไทย จะค่อนข้างขาดแคลนน้ำ ก็จะเลือกปลูกพริกในช่วงฤดูฝน เป็นต้น เพื่อลดภาระในการให้น้ำในช่วงแรกของการปลูก อย่างผมเลือกปลูกเมื่อต้นฝน เริ่มเพาะกล้าต้นเดือนพฤษภาคม แล้วย้ายกล้าพริกปลูกลงแปลงต้นเดือนมิถุนายน ใช้ระยะเวลาเพาะกล้าจนย้ายปลูกได้ประมาณ 1 เดือน โดยเมล็ดพันธุ์นั้นเป็นพริกพันธุ์ “ซุปเปอร์ฮอท” ตราศรแดง ซึ่งกระป๋องหนึ่ง น้ำหนัก 50 กรัม หรือมีประมาณ 12,000 เมล็ด ราคากระป๋องละ ประมาณ 1,050 บาท โดย 1 กระป๋อง จะปลูกพริกได้พื้นที่ 4 ไร่ ระยะปลูกที่ใช้คือ ระยะระหว่างแถวคือ ระยะ 120 เซนติเมตร ส่วนระยะระหว่างต้น ใช้ระยะ 40×40 เซนติเมตร ปลูกแบบแถวคู่

เหตุผลที่ใช้ระยะระหว่างต้น เพราะใช้พลาสติกคลุมแปลงแบบเจาะรูสำเร็จมาจากโรงงานเลย ซึ่งมีหลายระยะที่กำลังดี เจาะมามีระยะเท่ากันหมด ไม่ต้องใช้แรงงานมาเจาะเอง ซึ่งนอกจากเสียเวลา เสียค่าจ้างแล้ว ยังเจาะรูไม่ได้ระยะที่ดีและสวยงามอีกด้วย ถ้าใช้คนเจาะ ส่วนความยาวของแปลงก็คงจะตามพื้นที่ของแต่ละสวน ซึ่งสวนผมแบ่งพื้นที่ได้แปลงมีความยาว 70 เมตร ดินที่นี่โชคดีที่ดินเป็นดินร่วนปนทราย

การเตรียมดินก็จะเน้นการใส่ปุ๋ยคอก ที่เลือกใช้คือ ขี้ไก่แกลบ โดย 1 ไร่ ก็จะใช้ขี้ไก่แกลบ ประมาณ 100 กระสอบ (กระสอบถุงอาหารสัตว์) โรยแล้วใช้รถไถพรวนไปตอนขึ้นแปลงปลูก หลังปลูกพริกซุปเปอร์ฮอทแล้ว ประมาณ 2 เดือน ก็จะพอเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยจะเป็นการเก็บพริกเขียว แต่ถ้าบางคนจะรอเก็บขายพริกแดง ซึ่งมีราคาสูงกว่าเท่าตัวก็ต้องรอนับเวลาเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป กว่าพริกเขียวชุดนี้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง อย่างราคาซื้อขายตอนนี้ ราคาพริกเม็ดเขียว ราคากิโลกรัมละ 18-20 บาท ราคาพริกเม็ดแดง จะราคากิโลกรัมละ 35-40 บาท

ซึ่งนอกจากราคาที่สูงกว่าเท่าตัว แต่เกษตรกรก็ต้องแลกมาด้วยการดูแลพริกบนต้นที่นานขึ้น เสี่ยงต่อการทำลายของโรคแอนแทรกโนส ทำให้เกษตรกรหลายรายเลือกที่จะเก็บพริกผลเขียวจำหน่ายมากกว่าพริกผลแดง แต่ส่วนตัวคุณพิสุทธิ์ จะเน้นการขายพริกผลแดงมากกว่า ด้วยราคาสูงกว่า ส่วนพริกผลเขียวก็เก็บขายเหมือนกัน ก็ต้องขึ้นอยู่กับลูกค้า หรือตลาดที่สั่งซื้อเข้ามาว่ามีความต้องการแบบไหน เกษตรกรก็ต้องตัดสินใจในการเลือกขายเอาอีกที แต่อีกข้อสำคัญที่เกษตรกรจะต้องรู้สำหรับการเก็บพริกผลเขียวหรือผลแดงนั้น อย่างที่ทราบว่าจะต้องมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันไป เช่น การเก็บพริกเม็ดเขียวจะได้หมดรุ่นบนต้นที่เป็นพริกเม็ดสีเขียว ทำให้พริกชุดใหม่ๆ ที่อยู่บนต้นโตขึ้นมาแทนที่พร้อมเพรียงกันทั้งต้น แต่ถ้าเราเก็บพริกเม็ดแดงก็จะต้องรอเวลา เมื่อต้นพริกเขาเลี้ยงลูก หรือพริกแดงบนต้น ดอกพริกชุดใหม่ๆ ก็จะไม่แทงดอกชุดใหม่ๆ ออกมาก เมื่อเก็บพริกแดงบนต้น ต้นพริกถึงจะแทงยอด หรือดอกชุดใหม่ออกมา เป็นต้น

การปลูกพริกในพื้นที่ขนาดใหญ่ แรงงานเก็บพริกเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า การปลูกพริกถ้าปลูกแบบใช้แรงงานครอบครัว ปลูก 1-3 ไร่ ก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ถ้าปลูกพื้นที่มากกว่านี้ก็ต้องมองหาเรื่องแรงงานเก็บเม็ดพริกรองรับไว้ด้วย เพราะพริกเป็นพืชที่ต้องใช้แรงงานเก็บจำนวนมาก เพื่อจะสามารถเก็บพริกได้ทันเวลาและได้จำนวนที่มากพอสำหรับที่จะจัดส่งลูกค้า หรือคุ้มต่อการส่งให้เต็ม 1 คันรถ (กระบะคอก บรรทุก 3 ตัน) โชคดีที่เราไม่มีปัญหาเรื่องแรงงานเก็บพริก แรงงานในพื้นที่ยังคงหาได้ เนื่องจากส่วนหนึ่งเขามีรายได้ค่อนข้างดีมากสำหรับการเก็บพริกใน 1 วัน โดยเราให้ค่าเก็บพริก กิโลกรัมละ 8 บาท อย่างบางคนที่เก็บเก่งๆ มีความชำนาญ 1 วัน สามารถเก็บพริกได้ 50-70 กิโลกรัม เลยทีเดียว ซึ่งได้ค่าเก็บ 400-560 บาทเลยทีเดียว ซึ่งค่อนข้างดีกว่าไปทำงานรับจ้างข้างนอก โดยเริ่มเก็บกันตั้งแต่ 06.00-17.00 น. ซึ่งขึ้นอยู่กับความขยันของคนเก็บพริกว่าจะเก็บได้เท่าไหร่ เพราะเราจ่ายเขาเป็นจำนวนกิโลกรัมที่เก็บพริกได้อยู่แล้ว ซึ่งหลังการเก็บพริกทุกครั้งก็จะชั่งน้ำหนักของใครของมัน รับเงินค่าจ้างเลยทันที โดยแรงงานที่เก็บอาจจะใช้คนมากถึง 30-50 คนเลยเพื่อที่จะสามารถเก็บให้ได้จำนวนที่เราต้องการส่งขาย

พริก เป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน ถ้ามีระบบน้ำ

คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า พริก จริงๆ นั้นมีอายุต้นค่อนข้างยาวหลายปี ง่ายๆ ให้เห็นภาพนึกถึงพริกขี้หนูสวนที่เราปลูกไว้ตามบ้าน ต้นพริกหลายๆ บ้านมีอายุนานหลายปีเลยทีเดียวกว่าจะตาย ซึ่งการตายส่วนมากมาจากโรคและแมลงศัตรู แต่ถ้ามีการดูแลบ้าง อายุต้นพริกค่อนข้างยืนยาวเลย อย่างสวนพริกซุปเปอร์ฮอทของตนเอง คิดเอาไว้ว่าจะเลี้ยงให้ถึง 2 ปี โดยวางแผนเอาไว้ว่า จะเลี้ยงน้ำไปให้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะตัดต้นทำสาวเลี้ยงตอให้ต้นพริกแตกยอดสร้างทรงพุ่มขึ้นมาใหม่ ซึ่งทำไมถึงเลือกตัดต้นพริกในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากจะมีพริกที่เขาปลูกกันหลังการทำนาจะออกสู่ตลาดในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาพริกลดลงก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราจะใช้ช่วงเวลานี้หลบราคาพริกที่ต่ำ โดยตัดต้นพริกให้เหลือแต่ตอสูงจากพื้นดินสัก 1 คืบมือ หรือ 20-25 เซนติเมตร ให้แตกยอดเลี้ยงต้นใหม่

การปลูกพริกที่ดีจะต้องจัดการทรงต้นให้ดีตั้งแต่แรก หลังการย้ายกล้าพริกลงแปลงปลูก ต้นพริกจะมี 2 ง่าม ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็จะแตกง่ามเพิ่มจาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 ง่าม เป็นต้น ส่วนที่แตกใบต่ำกว่า 2 หรือ 4 ง่ามแรกลงมา ให้ริดใบทิ้งให้หมด หรือความสูงจากพื้นดินขึ้นมา 30 เซนติเมตร ต้องริดใบ หรือแขนงต้นออกให้หมด ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปสำหรับการปลูกพริก โดยส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่าจะต้องจัดการทรงต้นพริกแบบนี้ แต่ก็ไม่ค่อยทำกัน ซึ่งเหตุผลที่ทราบจากการได้พูดคุยคือ เสียดายใบพริก คิดว่าเสียเวลาในการเด็ดแขนงเหล่านี้ทิ้ง ซึ่งจริงแล้วเมื่อลำต้น หรือโคนพริกโปร่ง แดดส่องถึง ทำให้เป็นผลดีกับต้นพริกมากกว่า เช่น หน้าฝน ฝนตก โคนต้นพริกที่แฉะ เมื่อลมโกรกผ่านได้ดี แดดส่องถึงก็จะทำให้ดินและทรงพุ่มพริกแห้งได้ไว แต่ถ้าพุ่มพริกแน่น ร่มทึบ โอกาสที่ต้นและผลพริกเน่าสูงมาก อีกอย่างการที่ทรงพุ่มพริกทึบหนา การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงก็จะไม่ทั่วถึงอีกด้วย

โรคและแมลงศัตรูพริก มีความสำคัญมากในการปลูกพริก

คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า อย่างเรื่องของแมลงศัตรูที่สำคัญที่สุดของพริกคือ “เพลี้ยไฟ” โดยการเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย แต่ควรเลือกสารเคมีที่ฉีดระยะดอกพริกได้ ไม่สร้างความเสียหายแก่ดอกพริก ต้องเข้าใจว่าบนต้นพริกจะมีพริกอยู่หลายรุ่น หลายระยะมาก โดยเฉพาะระยะดอกกับผลอ่อนจะมีตลอดบนต้น สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงก็ต้องไม่เป็นสารที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือข้างขวดหลังชื่อสามัญลงท้ายด้วย EC เช่น สารคลอร์ไพรีฟอส, อะบาเม็กติน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ดอกพริกไหม้ หรือดอกร่วงได้ เป็นต้น ส่วนสารเคมีที่เลือกใช้ ยกตัวอย่างเช่น อิมิดาคลอพริด, ฟิโปรนิล เป็นต้น ใช้ฉีดสลับกันไปเรื่อยๆ

ส่วนโรค คือ “แอนแทรกโนส” ก็เลือกใช้สลับไปเรื่อยๆ คลอโรทาโรนิล, โปรฟีโคนาโซล, เบนโนมิล, โพรพิเนบ, แคปแทน เป็นต้น เน้นการใช้สลับกันไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นหนักหรือเกิดการระบาดรุนแรงก็ต้องใช้ยาเกรดสูงๆ เช่น “อะซอกซีสโตรบิน” เพื่อหยุดยั้งการระบาดให้ได้ โดยเราจะเน้นการฉีดป้องกัน ไม่เน้นการแก้ไขเมื่อเกิดการระบาดมากกว่า โดยรอบการฉีดพ่นพริกก็จะประมาณ 7 วัน ต่อครั้ง ซึ่งจะพอดีรอบทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยวพริกออกจากต้นก็จะฉีดพ่น

ตลาดพริกก็ยังดีตลอด เกษตรผู้ปลูกยังอยู่ได้

คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า ทุกวันนี้ก็มีตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาก็ยังอยู่ในระดับที่ดี โดยที่ผ่านมา อย่างตัวเองที่เคยลองปลูกมาก่อนหน้านี้และเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เฉลี่ยแล้วรายได้จากการปลูกซุปเปอร์ฮอท 1 ไร่ ก็จะประมาณ 60,000-100,000 บาท ซึ่งนั่นก็เท่ากับการดูแลรักษา ราคาในแต่ละช่วงปี แต่โดยรวมอาชีพการปลูกพริกก็ถือว่ายังดีกว่าพืชหลายๆ ชนิด หรือแม้จะมีพริกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าก็ตาม แต่ก็ยังสู้เรื่องของความสดไม่ได้ เช่น พริกจากประเทศพม่า ส่งเข้ามาขายในไทย แม้จะมีราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งของราคาซื้อขายพริกในประเทศ แต่ก็จะมีเฉพาะกลุ่มที่เลือกใช้ ซึ่งพริกจากประเทศเพื่อนบ้านยังมีจุดอ่อนในเรื่องของความสดใหม่ เนื่องจากระยะเวลาในการขนส่งเข้ามาขายในบ้านเรา ยังคงใช้ระยะเวลาหลายวันนั่นเอง ทำให้พริกมีคุณภาพที่ลดลง แต่ถ้ากลุ่มตลาดรับซื้อที่ต้องการพริกที่มีคุณภาพสูง มีความสดใหม่ พ่อค้าหรือผู้ส่งออกก็ยังเลือกซื้อพริกที่ปลูกในไทยอยู่ อย่างที่สวนผมเองตอนนี้ก็ส่งออกไปมาเลเซียโดยผ่านผู้ส่งออก ซึ่งอนาคตผู้ส่งออกก็จะขึ้นมาทำจุดรับซื้อ นำห้องเย็นมารับซื้อในพื้นที่เลย เนื่องจากพื้นที่ปลูกพริกมีมากขึ้นสามารถรวบรวมสินค้าได้แล้ว ส่วนหนึ่งผมก็ส่งขายในประเทศ หลักๆ ก็ตลาดไท, ตลาดผักราชบุรี

การปลูกพริก “ซุปเปอร์ฮอท” ไม่ยากและไม่ง่าย ถ้ามีความเข้าใจ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า หลังจากที่เตรียมแปลงปลูกดีแล้ว ก็จะต้องวางระบบน้ำ ซึ่งพื้นที่ปลูกพริก 40 ไร่ ใช้ระบบน้ำหยดทั้งหมด จากนั้นก็ต้องปูพลาสติกคลุมแปลงให้เรียบร้อย จึงจะย้ายกล้าพริกปลูกได้ ซึ่งช่วงเวลาที่รอกล้าพริกพร้อม เกษตรกรก็ต้องวางแผนการเตรียมแปลงปลูกให้พร้อม ต่อจากนี้ไปก็จะเป็นเรื่องของการดูแลรักษาต้นพริกให้สมบูรณ์ที่สุด ทำให้ต้นพริกออกดอกติดผลตลอดให้มีพริกเก็บขายได้ทุกๆ สัปดาห์

เมล่อน (Melon) นับเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคกันมากในปัจจุบัน เพราะมีรสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมและรสหวาน แถมยังมีสีสันที่สวยงามน่ารับประทาน นิยมนำมาบริโภคสด เป็นผลไม้หรือนำมาเป็นส่วนประกอบของหวาน เป็นต้น

คุณอัจฉรา โสไกร เจ้าของสวนเมล่อนกิตติยา อยู่บ้านเลขที่ 150/5 หมู่ที่ 4 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เธอเล่าให้ฟังว่า ทำเมล่อนมาเป็นเวลาถึง 10 ปีแล้ว แต่ไม่ได้ทำเอง เพราะมีคนสวนช่วยดูแล ก่อนหน้านั้นจำหน่ายเมล่อนตามริมถนน นอกจากนี้ ทางสวนยังส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้า แต่พอหลังๆ ไม่อยากทำ เพราะคนสวนที่คุณอัจฉราไว้ใจ ไม่ซื่อตรง คือเป็นหนี้แล้วนำผลผลิตไปจำหน่ายที่อื่น ซึ่งผลผลิตที่เอาไปจำหน่ายมีเป็นจำนวนมาก เลยหันมาทำเอง

“ทำสวนเมล่อนเองได้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว มีทั้งหมด 36 ไร่ 57 โรงเรือน โดยพันธุ์เมล่อนที่เราปลูกจะมีทั้งหมด 2 พันธุ์ คือ กรีนเน็ต (GreenNet) กับ พอทออเร้นจ์ (Pot Orange) เหตุผลที่ปลูก 2 พันธุ์นี้ เพราะเป็นที่ต้องการของลูกค้าหรือตลาดที่เราทำการค้าด้วย บางครั้งก็จะมีการปลูก เคที 51 บ้าง ปุ๋ยที่เราใช้ เราใช้ปุ๋ยของยารา ยาฆ่าแมลงเราไม่ค่อยใช้ จะใช้ก็ต่อเมื่อเมล่อนจะเกิดโรคเท่านั้น แต่เราไม่ได้ใช้เยอะ พอเห็นหรือพบโรคเท่านั้น”

สำหรับต้นเมล่อนที่จะให้ผลผลิตได้นั้น ทางสวนซื้อเมล็ดพันธุ์ของเมล่อนมาเพาะเอง ซึ่งเมล็ดพันธุ์เมล่อนที่เลือกมานั้น 1 ซอง มี 20 กรัม ซองละ 700 บาท หากเป็นกระป๋อง กระป๋องละ 1,000 บาท ซึ่งทางสวนจะใช้ทั้งหมด 7 ซอง รวมเป็นเงิน 4,000-5,000 บาท โดยประมาณ

“สำหรับวิธีการปลูก ถือว่าต้องใช้ความใจเย็น เพราะว่าลูกเมล่อนแต่ละลูกจะโต ใช้เวลาในการดูแล 70-80 วัน เริ่มต้นจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ให้เป็นต้นกล้า คือเราจะซื้อเมล็ดพันธุ์และดินมา หลังจากนั้นจะเอาเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำก่อน 1 คืน พอวันรุ่งขึ้นจะเอาเมล็ดที่เตรียมไว้ ไปจิ้มลงในดินที่เราซื้อมา ใส่หลุมในกระบะที่เตรียมไว้ หลุมละ 1 เมล็ด กระบะหนึ่งมี 104 หลุม เราจะได้เมล่อนทั้งหมด 104 ต้น”

หลังจากต้นกล้าที่เพาะไปได้ 10 วัน จะมีลำต้นที่โตขึ้น เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20 วัน จะนำออกจากกระบะเพื่อลงแปลงปลูก วิธีการคือ จะใช้ไม้ทิ่มต้นกล้าออกจากกระบะ แล้วนำมาปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้ ซึ่งทางสวนจะปลูกในโรงเรือน โดยในโรงเรือนมีทั้งหมด 70-80 แถว จะนำเมล่อนปลูกไว้ในแปลง เพื่อรอการออกดอกแล้วทำการผสมเกสร

“การต่อดอกหรือการผสมเกสร ระหว่างเกสรตัวผู้กับตัวเมีย เราจะใช้ดอกที่บานในการต่อดอก ทำให้เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียปฏิสนธิกัน วิธีการต่อดอกคือ เราจะใช้ดอกตัวผู้มาผสมกับดอกตัวเมีย โดยดอกตัวผู้จะออกจากลำต้นหลักเลย ส่วนดอกตัวเมียจะออกดอกจากแขนง เราจะเด็ดดอกตัวผู้ออกจากต้น จากนั้นจะแกะหรือฉีกกลีบดอกออก จะค่อยๆ ฉีกไม่ให้โดนละอองเกสรที่เราจะนำมาผสม จากนั้นใช้พู่กันค่อยๆ เขี่ยละอองเกสรออกจากดอกตัวผู้ ละอองจะติดตรงปลายพู่กัน จากนั้นนำมาป้ายกับดอกเกสรตัวเมีย ป้ายให้ทั่ว หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ทำคล้ายๆ กัน

แต่จะไม่ใช้พู่กันป้าย จะเป็นการเอากลีบดอกออก แล้วนำส่วนของเกสรตัวผู้ไปจิ้มลงกับเกสรตัวเมีย เท่านี้ก็ถือว่าเสร็จขั้นตอนการต่อดอกเป็นที่เรียบร้อย พอติดแล้ว วันรุ่งขึ้น ดอกที่เราต่อจะหุบ ดอกตูมยังคงต่อไม่ได้ ซึ่งวิธีการสังเกตเกสรตัวผู้กับตัวเมีย ดอกตัวเมียจะมีรังไข่ แล้วก้านจะสั้นแทบไม่เห็น เราจะต่อดอกอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อ 1 สัปดาห์ 1 ต้น ต่อ 1 ลูก ต่อ 4-5 กิ่ง ซึ่งเราจะเอาลูกที่สมบูรณ์ที่สุดในการส่งจำหน่ายหรือส่งห้างสรรพสินค้า ถ้าวันไหนต่อดอก เราจะให้น้ำแค่ 2 เวลา ปกติแล้วจะให้น้ำ 3 เวลา แต่ถ้าวันไหนมีการต่อดอกจะเหลือเป็น วันละ 2 ครั้ง ต่อวัน ซึ่งเราจะต่อดอกในตอนเช้า หลังจากต่อดอกเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือ การแขวนลูกเมล่อน”

ขั้นตอนการแขวนลูกเมล่อน คือใช้เชือกคล้องที่ขั้วผลไว้เพื่อรับน้ำหนัก โดยยึดผลไว้กับค้างที่ยึดต้นเมล่อน ควรแขวนผลให้ขนานกับพื้น เพื่อความสะดวกในการดูแลบำรุงรักษา การแขวนลูกการคล้องผลจะเลือกผลที่ดีที่สุดแล้วใช้เชือกทำเป็นตาข่ายคล้อง พยายามอย่าให้เชือกรัดบริเวณขั้วผล เพราะจะทำให้ขั้วผลถูกรัดเมื่อมีน้ำหนักมากขึ้นและเจริญเติบโตไม่เต็มที่

เมล่อนเริ่มติดผลเมื่อมีอายุได้ประมาณ 35-40 วัน หลังย้ายปลูก เมื่อผลมีขนาดเท่าไข่ไก่จะเริ่มห่อผล หลังจากห่อผลประมาณ 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

เมล่อนที่ปลูกในโรงเรือน จะมีอุณหภูมิประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส และการเจริญเติบโตของเถาจะช้าลงในฤดูหนาว พอเช้ามาจำเป็นต้องไปดูว่าเมล่อนเป็นอย่างไร

ในช่วงแรกๆ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด คุณอัจฉรา บอกว่า ต้องดูแลเมล่อนให้เหมือนลูก เพราะช่วงแรกจะเปราะบางมาก ปล่อยทิ้งไม่ได้ ต้องเข้ามาดูทุกวัน หากทางสวนไม่เข้ามาดูวันเดียว อาจจะทำให้เมล่อนนั้นเกิดโรคขึ้นได้ แต่ถ้าดูแลทุกวัน เวลาเกิดโรคจะทำให้สามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วต้องแก้อย่างไร ทำให้ทางสวนรับมือได้ พอเริ่มแขวนลูกแล้วจึงไม่ต้องดูแลมาก

จากนั้นดูแลปกติให้ครบ 70-80 วัน จึงจะตัดหรือเก็บผลผลิตเพื่อนำไปส่งให้กับห้างสรรพสินค้า โดยจะทยอยเก็บผลผลิต

เมื่อเก็บลูกเมล่อนหมดทั้งโรงเรือนแล้ว จะพักโรงเรือนไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้น ไถดิน และเอาปุ๋ยอินทรีย์มาใส่ เพื่อปรับปรุงดิน แล้วไถกลบ ทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน แล้วค่อยลงเมล่อนชุดใหม่

สำหรับด้านการตลาดของเมล่อนของสวนกิตติยา สมัคร Royal Online นอกจากจะส่งออกห้างสรรพสินค้าแล้ว ทางสวนยังมีการทำกิจการใหม่ คือจำหน่ายด้านหน้าสวน จะมีร้านไว้สำหรับให้ลูกค้าขาจรหรือมาเยี่ยมชมสวน ซื้อเมล่อนกลับไปรับประทานที่บ้านได้

โดยจะจำหน่ายทั้งผลเมเล่อนและน้ำเมล่อนปั่น ที่ทางร้านทำไม่เหมือนที่อื่นคือ ที่ร้านจะเป็นเมล่อนปั่นล้วนๆ ไม่มีอะไรมาผสมมีแค่เมล่อนที่แช่แข็งแล้วนำมาปั่น หอมหวาน กำลังดี ราคาเพียงแก้วละ 60 บาท ส่วนผลเมล่อนทางสวน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท เช่นกัน ปี 2563 ประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ ปี 2522 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชากรทุกคนต้องตระหนักถึง โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งน้ำเป็นสำคัญ จำเป็นต้องวางแผนเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด (เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง) อธิบายถึงสถานการณ์ภัยแล้งและวิธีแก้ปัญหาว่า หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในปี 2559 ประเทศไทยเคยเจอวิกฤตภัยแล้งเหมือนอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ปี 2563 โดยเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นทุก 5 ปี เรียกว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ใน ปี 2563 ค่อนข้างรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะ

เกิดฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลายาวนาน
น้ำในเขื่อนใหญ่ทั้ง 14 เขื่อน จะเหลือน้ำใช้ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งถ้าเทียบกับ ปี 2559 บางเขื่อนยังพอมีน้ำประทังได้จนหมดภัยแล้ง ซึ่งทาง บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ และมีความเป็นห่วงเกษตรกรทุกท่าน โดยเฉพาะชาวนาและเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำเยอะกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น ส่วนเกษตรกรที่ปลูกพืชผักก็เริ่มเกิดความกังวลแล้วว่า ผักที่ตัวเองปลูกจะรอดไหม เพราะฉะนั้นในทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัวและช่วยเหลือกันให้ได้มากที่สุด