นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ

โดยนำผู้สนใจเข้าชมสวนและเรียนรู้การปลูกอินทผลัมในสถานที่จริง พร้อมทั้งการแปรรูปอินทผลัมเพื่อการค้า ณ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพต่อไป สนใจสอบถาม

สวัสดี ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้คอลัมน์ “ตั้งวงเล่า” มีเรื่องราวของสวนแตงกวาลอยฟ้ามาฝากครับ เป็นการใช้งานพื้นที่ๆ มีอยู่จำกัดได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ สร้างรายได้ให้เจ้าของได้ทุกวันอีกด้วย ผมนัดกับพี่เจมส์ – โฉม อังสุวรรณ เจ้าของสวนเกษตรศิลป์ โทร. (083) 598-8462 ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลอาษา (อบต.) อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ในวันที่พี่เจมส์เปิดอบรมกิจกรรมการเกษตรให้สมาชิก เพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาที่ตั้งใจไว้

ด้วยพื้นที่อันจำกัด ดังนั้นจึงนัดมาทำกิจกรรมที่ อบต. อาษา ซึ่งอยู่ติดกับสวน ทำให้ผมมีเวลาเดินชมสวนได้อย่างสะดวก เพราะสมาชิกต่างก็เข้าอบรมอยู่ด้านนอก ผมเดินชมและชิมผักในสวนนี้ได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ที่มาว่าปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักสูตรแม่โจ้ ใช้ฮอร์โมน-น้ำหมักที่ผลิตเองจากผลผลิตในสวน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือเคมีใดๆ

ในเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 งาน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 1 งาน เหลือเนื้อที่ให้ปลูกพืชผลทั่วไปอีก 3 งาน ขุดคูด้านหลังไว้เลี้ยงปลา คันคูกว้าง 2.5 เมตร ปลูกชะอม กล้วย ข่า ตะไคร้ กระชาย ขมิ้น ชะพลู ผักสลัด แตงร้าน เมล่อน เรียกว่าใส่กันเต็มพื้นที่ มุมหนึ่งของสวนเป็นแปลงเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้ทั้งแจกและจำหน่าย พืชผักสวนครัว มะกรูด มะนาว สมุนไพร บอนสี สารพัด

พี่เจมส์ บอกว่า ทำไว้จำหน่ายให้เพื่อนๆ ในราคาไม่แพง ให้แบ่งไปปลูกกัน พอได้ค่าน้ำค่าไฟ” “พ่อเขาสานตะกร้าขาย มีเศษไม้ไผ่เหลือวันละนิดหน่อย ก็สะสมไว้ พอเยอะๆ ก็เอามาเผาถ่านไว้ใช้เอง ควันก็ไล่แมลงในสวนอย่างดีเลย” พี่เจมส์ บอก

ผมเดินมาถึงมุมหนึ่งของสวนที่อยู่ข้างบ้าน กระถางแตงกวาลอยฟ้าแขวนอยู่เป็นระเบียบ จำนวน 49 กระถาง ด้านบนมีตาข่ายให้ยอดแตงได้เกาะเกี่ยวและทอดยอด ผลผลิตห้อยระย้าดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก นี่เองที่เป็นจุดสนใจของงานในวันนี้ ทุกคนที่มาซื้อผักที่สวนนี้จะได้เก็บเอง ชั่งน้ำหนักเอง และชิมกันสดๆ มองดูสนุกสนานและเป็นกันเองมากๆ

การปรุงดิน สำหรับสูตรปรุงดินของสวนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ขุยมะพร้าว 1 ส่วน กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน ปุ๋ยหมักสูตรแม่โจ้ 1 ส่วน ผสมคลุกเค้ากับไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันเชื้อรา ผสมใส่ลงในกระถาง ขนาด 12 นิ้ว เสร็จแล้วแขวนขึ้นร้านที่จัดไว้ รอย้ายกล้ามาลงปลูก ครั้งนี้ปลูก 49 กระถาง เพาะกล้า เริ่มเพาะเมล็ดในวัสดุเพาะ วันที่ 26 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 จึงย้ายกล้ามาลงกระถางปลูก เริ่มวงจรชีวิตแตงกวาลอยฟ้า การให้น้ำช่วงนี้จะเป็นแบบน้ำหยด โดยใช้ขวดพลาสติกเจาะรูให้น้ำหยดลงกระถาง ปุ๋ย

อาหารพืช มีการให้ปุ๋ยเป็นระยะ โดยตั้งแต่แรกปลูกจะให้น้ำหมักปลาเป็นเวลา 25 วัน พอถึงระยะออกผลจะให้น้ำหมักผลไม้ผสมน้ำหมักปลาอย่างละครึ่ง ในอัตราส่วนน้ำหมัก 0.5 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร ผ่านระบบน้ำหยดในขวดนั่นเอง

ผลผลิต เริ่มเก็บผลผลิตครั้งแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2559 และเก็บมาตลอด จนมารื้อแปลงในวันที่ 18 ธันวาคม 2559 ได้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 207 กิโลกรัม จากแตงลอยฟ้า 49 กระถาง จำหน่ายในชุมชน กิโลกรัมละ 30 บาท (มาเก็บเอง) เรียกว่าปลูกเล่นๆ ก็เห็นเงินไม่น้อยจริงๆ ที่สำคัญตั้งแต่แตงกวาเริ่มให้ผลผลิต มักจะมีสมาชิกเข้ามาขอถ่ายภาพและซื้อผลผลิตกลับบ้านกันจำนวนมาก สิ่งที่ได้จากการปลูกแตงกวาลอยฟ้า

พี่เจมส์ เล่าว่า ระยะเวลาเดือนกว่าๆ เจอคำพูด คำบ่น คำกระแนะกระแหนมากมาย บ้างก็ว่าบ้า ดินก็มีให้ปลูกดันอุตริมาปลูกลอยฟ้า แต่ก็ผ่านวันเวลานั้นมาด้วยแรงใจของคนในครอบครัว ลูกเมียช่วยลุ้นเป็นแรงใจ ทำให้ไม่หวั่นต่อการจะเดินหน้าโครงการนี้ เห็นได้ชัดมากคือลูกๆ มาช่วยดูแล ช่วยเก็บ ช่วยขายอย่างสนุกสนาน เท่านี้ก็ถือว่าได้กำไรมากกว่ารายได้จากการขายแตงกวามากๆ แล้ว

ถามว่าจะเดินหน้าต่อไปไหม แกยิ้มและตอบเบาๆ

“ผมว่าจะขยายพื้นที่ปลูก เพราะตอนนี้ลูกค้าขอจองไว้เยอะเลย” ถามต่ออีกนิด หากมีคนมาขอคำแนะนำจะได้ไหม แกก็ยิ้มและตอบหนักแน่นขึ้น “มาเลยครับ ใครผ่านบ้านนาแวะมาหาผมได้เลย มีแตงให้กินแน่นอน สอนให้ฟรีๆ ครับ ใครอยู่ไกลไม่สะดวกก็โทร.มาได้ครับ”

ผมลาจากพี่เจมส์ในค่ำวันที่อิ่มแตงกวารสหวาน กรอบ อร่อย อย่างสบายอารมณ์เลยครับ ท่านใดสนใจก็ขอเรียนเชิญนะครับ บอกว่าอ่านเจอจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน แกอาจแจกสูตรน้ำพริกแสนอร่อยแกล้มแตงกวาให้ด้วยนะ

แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงรายและเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จ.เพชรบูรณ์ นำโดยคุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557

ทำมะม่วงส่งออก แทน มะม่วงตามกระแส

คุณไตรรัตน์ เปียถนอม เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่น คือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์ฟ้าสั่น พันธุ์หนองแซง และพันธุ์น้ำดอกไม้ ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ขายได้ตามฤดูกาลภายในประเทศบ้างเท่านั้น ขณะนั้นคุณไตรรัตน์ยังทำงานประจำ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง

คุณไตรรัตน์ เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วง ในระหว่างที่ทำงานประจำ และทราบว่า มีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2535 และราคาส่งออกค่อนข้างสูง จึงคิดว่า การทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกจะทำให้เกษตรกรอย่างเขาอยู่รอด

หลังลาออกจากงานเริ่มศึกษาแนวทางการผลิตมะม่วงคุณภาพอย่างจริงจัง เดินทางไปศึกษาดูงานยังแหล่งที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้ ทำให้ทราบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศต้องการ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแซมพันธุ์เขียวเสวย หนองแซง และฟ้าลั่น ในพื้นที่ 40 ไร่ก่อน จากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองทั้งหมดในพื้นที่ 100 ไร่

พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 95 เปอร์เซ็นต์ และ มะม่วงพันธุ์มหาชนก อีก 5 เปอร์เซ็นต์ อาศัยน้ำในการเพาะปลูกจากน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่ปลูกดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งจะแห้งแล้งมาก ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ คุณไตรรัตน์ แก้ปัญหาโดยยึดแนวพระราชดำริ ในการทำการเกษตร ที่ต้องมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ จึงขุดแหล่งน้ำเป็นบ่อไว้กักเก็บน้ำรวมพื้นที่ 25 ไร่ กระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วพื้นที่ปลูก การขุดบ่อกักเก็บน้ำพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ บริเวณที่ลาดเมื่อฝนตกน้ำไหลไปรวมกัน จึงขุดบ่อบริเวณนั้น และขุดบ่อลึกกว่าบ่อมาตรฐาน 2-3 เท่า เน้นความลึก เพื่อให้เก็บกักน้ำในปริมาณมาก และพื้นผิวด้านบนของบ่อแคบ เพื่อลดปริมาณการสูญเสียจากการระเหย

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่

สวนโล่งเตียน ใต้ทรงพุ่มโปร่ง
คุณไตรรัตน์ มีเทคนิคในการผลิตมะม่วงส่งออก โดยพยายามประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใชในสวนของตนเอง ดังนี้

1.นำเครื่องขุดเจาะหลุมมาใช้ในการขุดหลุมปลูกมะม่วงเพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการจ้างขุดหลุมเพื่อปลูกมะม่วงต่อหลุมปัจจุบันราคาประมาณ 20 บาท หากปลูก 1 ไร่ จำนวน 70 ต้น จะเสียค่าขุดหลุมปลูกเป็นเงิน 1,400 บาท หากใช้เครื่องขุดเจาะจะมีต้นทุนหลุมละ 5 บาท เป็นเงิน 350 บาท ประหยัดต้นทุนได้ไร่ละ 1,050 บาท

2.การใช้น้ำระบบมินิสปริงเกลอร์และทำคันดินเล็กรอบๆ บริเวณโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกนอกบริเวณชายพุ่ม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสภาพดินที่ไม่อุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดต้นทุนเรื่องแรงงานในการให้น้ำมะม่วง ทั้งยังเป็นระบบที่ประหยัดน้ำ

3.ใช้การพ่นสารเคมีแบบ แอร์บัส คือ การใช้แรงดันพ่อนผ่านปั๊มแรงดันสูง มีพัดลมช่วยกระจายสารเคมีให้ละอองกระจายทั่วถึง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากแอร์บัสจะประหยัดสารเคมีลง 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แรงงานในการพ่อสารเคมีเพียง 1 คน ทำงานได้รวดเร็ว จากเดิมพื้นที่ 30 ไร่ ใช้แรงงานพ่นสารเคมี 2 คน ต้องใช้เวลาพ่น 5 วัน แต่การใช้แอร์บัส ใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้การป้องกันโรคและแมลงทำได้ทันเวลา

4.มะม่วงที่ปลูกอยู่เดิมเป็นพันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่น ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีได้ จึงใช้เทคนิคการเปลี่ยนยอดและอุ้มบุญ ในการเปลี่ยนยอดะม่วงในพื้นที่ให้เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพื่อลดระยะเวลาในการปลูกใหม่ และเทคนิคการอุ้มบุญ คือ การนำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองไปเสียบฝากในต้นพันธุ์เขียวเสวยและฟ้าลั่น ทำให้เกษตรกรยังมีรายได้จากการขายมะม่วงฟ้าสั่น เขียวเสวย และมีผลพลอยได้จากมะม่วงฝากท้องในช่วง 1-3 ปี ก่อนที่จะทยอยตัดกิ่งต้นเดิมเหนือรอยทาบออก เพื่อให้เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 100 เปอร์เซ็นต์

5.การปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในช่วงแรกของการปลูกมะม่วง จึงปรับปรุงคุณภาพดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่แกลบ) บำรุงดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีการปลูกปอ ซึ่งเป็นพืชบำรุงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

ควบคุมแมลงวันผลไม้ ผลสวย ด้วยการห่อ

การตัดแต่งทรงพุ่ม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก มะม่วงสวนคุณไตรรัตน์ต้นเตี้ยทุกต้น เพื่อสะดวกต่อการห่อ เก็บ โดยควบคุมความสูงของต้นไม่ให้เกิน 3.50 เมตร เมื่อตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มที่ไม่มีผลผลิต ควรรูดใบแก่ที่มีเพลี้ยแมลงทำลายออกบางส่วน เช่น เพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย แล้วนำไปเผาทิ้งลดการระบาดได้ การควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ควรทำเมื่อมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ

มีการควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล สำหรับผลที่ไม่ได้คุณภาพ จะตัดแต่งผลทิ้งในช่วงผลมะม่วงมีอายุ 30-40 วัน ก่อนการห่อผล

“ถ้าสังเกตจะเห็นดอกออกตามต้นได้ หากเราทำทรงพุ่มให้โปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้ แต่ทำให้โปร่ง จะทำให้ออกดอกตามต้น แต่ถ้าทำสวนให้ทึบ มันก็จะไม่ออกดอกตามกิ่งก้านให้ ยิ่งหน้าร้อนถ้าออกดอกให้ผลจะถูกแดดเผา แตถ้าติดดอกออกผลใต่พุ่ม ไม่ถูกแดด จะทำให้ผิวผลสวยงาม”

การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา สวนแห่งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของคู่ค้า คือ มาตรฐานญี่ปุ่น และ GAP ของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการจดบันทึกตามระบบ GAP

เดิมมีการให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยจากงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกซว.) ประกอบกับประสบการณ์เน้นการให้ปุ๋ยเมื่อมะม่วงติดผลแล้ว โดยให้ทีละน้อยทุกๆ 7 วัน ตามการติดผลของมะม่วงแต่ละต้น สูตรปุ๋ย 25-5-18 หรือ 4.5-1-3.8 ผลผลิตมากให้มาก ผลผลิตน้อยให้น้อย

เทคนิคล่าสุดที่คุณไตรรัตน์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คือ การให้น้ำเสมือนฤดูฝน ดินจะต้องชุ่มอยู่ตลอดเวลา แม้ฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการขุดรอบโคนต้นมะม่วง 3 ส่วน 4 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะเมื่อให้ปุ๋ยและน้ำ จะซึมออกมาบริเวณรากพืชที่อยู่ชายพุ่ม ทำให้ต้นมะม่วงได้รับปุ๋ยและน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะชายพุ่มต้นมะม่วงจะเป็นเขตรากที่หาอาหารได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

คุณไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2557 ผลผลิตมะม่วงเกรด A เพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่าน บริษัท สยาม เอ็กซ์ปอร์ต มาร์ท จำกัด เพียงบริษัทเดียว มีปริมาณถึง 555 ตัน คิดเป็นเงิน 31,822,643 บาท และมีแนวโน้มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรรักษาคุณภาพของมะม่วงให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศจีนนิยมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาก เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ยิ่งในเทศกาลตรุษจีนและเชงเม้ง ความต้องการในประเทศจีนสูงมาก ทำให้มีการเรียกชื่อสั้นๆ ว่า มะม่วงทอง

กลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออกนี้ ตั้งอยู่ที่แปลงมะม่วงของคุณไตรรัตน์ ไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกและปรับปรุงคุณภาพมะม่วง โทรศัพท์ 089-858-7358

ชื่ออื่นๆ ส่องฟ้า (อีสาน) ส่องฟ้าดง (เลย) เหม็น (จันทบุรี) สมุยหอม (นครศรีธรรมราช) หวดหม่อนต้น (ลำปาง) ลอดฟ้า (หล่มสัก) หัสคุณดง หนูเกิดมากับความโปร่งบาง ร่างหนูเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราวๆ ไม่เกิน 1 เมตร ใบสีเขียวสดเรียงสลับเป็นระเบียบแบบขนนก ออกดอกเป็นช่อสีขาวแกมเหลืองในช่วงเชื่อมต่อหน้าร้อน ที่หนูต้องบรรยายตัวเองถึงรูปร่างทรงพุ่มนี้ ก็เพราะว่ามีญาติชื่อเหมือนหนูอีกชนิดพันธุ์ที่เป็นไม้เถาเลื้อย มีใบเป็นแผงสีเขียวเข้ม คล้ายพวกเฟิร์น ใช้เพื่อประดับตกแต่งช่อดอกไม้หรือพวงหรีด เขาอยู่ในกลุ่มวงศ์ ASPARAGACEAE มีกิ่งเป็นเส้นเล็กๆ โปร่งๆ ออกเป็นแผงคล้ายใบ ปลูกเป็นไม้ประดับ

ส่วนตัวของหนูที่เขาเรียก “โปร่งฟ้า” ก็เนื่องจากใบเขียวสด มีจุดต่อมน้ำมันเล็กๆ ขนาดเท่าปลายเข็มหมุดกระจายอยู่ทั่วใบ ถ้าใครยกขึ้นส่องแดด จะเห็นจุดนี้ชัดเจนแล้วมองเห็นเป็นรูๆ หนูเรียกเองว่า “รูโปร่งแสง” ก็ได้ จึงเรียกกันว่า “ส่องฟ้า” หรือ “ช่องฟ้า” หรืออย่างที่อำเภอหล่มสัก เรียกหนูว่า “ลอดฟ้า” นั่นแหละ หนูไม่แปลกใจเลย เพราะเรียกชื่อตามลักษณะพิเศษ แต่สิ่งที่หนูแปลกใจมากก็คือ ชื่อที่ถูกเรียกไม่ตรงความหมายด้วยกันแล้วยังขัดแย้งกันอีก ชนิดไม่มองหน้ากัน ก็คือ ทำไมคนที่จันทบุรี เรียกหนูว่า “เหม็น” แต่คนนครศรีธรรมราช เรียกหนูว่า “สมุยหอม” อันนี้ทำให้หนูอึดอัดใจเหลือเกินว่าจะเห็นด้วยกับคนจังหวัดไหนดี แต่ใครๆ ก็ว่าหนูมีกลิ่นใบหอมอ่อนๆ นะคะ หนูจึงขอกราบชาวโคราชที่เรียกหนูดูดีมาก ว่า “หัสคุณดง” อย่างนี้มองฟ้าแล้ว “โปร่งใจ” จริงๆ

เรื่องชื่อหนูอย่าไปสนใจที่ถูกเรียกแปลกๆ กันเลย แต่หนูภูมิใจที่มีคนสนใจหนูมากกว่า เพราะหนูมีชื่ออยู่ในเรื่อง “พืชกินได้ในป่าสะแกราช” เขียนโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หนูมีชื่ออยู่ใน “สารานุกรมสมุนไพร” เขียนโดย อาจารย์วุฒิ วุฒิธรรมเวช แล้วยังมีชื่อในหนังสือ “ช่วยสอบวิชาเภสัชกรรมแผนโบราณ” โดย อาจารย์มัธยัสถ์ ดาโรจน์ พร้อมระบุสรรพคุณ ราก ใบโปร่งฟ้าอีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้สิ่งที่หนูต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงก็คือ ท่านอาจารย์ไพบูลย์ แพงเงิน ซึ่งนำเรื่องราวของหนูเผยแพร่ไว้เป็นสิบๆ ปีมาแล้ว ทั้งในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และ ในหนังสือ “สมุนไพรคู่บ้าน” ซึ่งท่านได้กล่าวถึง “โปร่งฟ้า” ในตำรับยาอีสาน ตำรับยาเวชศาสตร์โบราณ พิกัดยาในพระคัมภีร์ต่างๆ ทั้งยังประกาศตามหาเมล็ดพันธุ์เพื่อส่งเสริมการปลูกอีกด้วย

สรรพคุณสมุนไพรหนูใช้ได้ทั้ง ราก ใบ ใช้แก้ท้องอืด ขับลม แก้พิษงู ฝีในปอด เป็นยาแก้กรรมเย็น เพิ่มน้ำนมหญิงอยู่ไฟ แก้ฝีหัวลม แก้ตามัวฝ้าฟาง เป็นทั้งสมุนไพรและพืชผักเคียงผักแกล้มลาบ ใบอ่อนจิ้มน้ำพริกอย่าบอกใครนะ

โปร่งฟ้า “คว้า” เด็ดเป็นพืชผักสมุนไพรกินดีเหมือน “ฟ้าโปรด” โดยใส่พริกลูกโดดเมื่อยำ หรือทำลาบ ต้องขอกราบว่า…“เคี้ยว” หนูแกล้มลาบเบาๆ หน่อย นะเจ้าข้าเอ๊ย? “ยะลา” จังหวัดศูนย์กลางการศึกษาแดนใต้ ที่หลายคนไม่เคยรู้ว่า เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมสถานศึกษาทุกรูปแบบที่มีศักยภาพในการพัฒนาเยาวชนให้ทัดเทียมในระดับประเทศได้

นอกจากนี้ #ยะลา ยังเป็นศูนย์รวมสถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้งที่ได้รับมาตรฐาน และมี
ความพร้อมก้าวเข้าสู่เมือง Sport City

#การศึกษา #ยะลา #อัญมณีชายแดนใต้ #ภาคใต้ #ใต้สุดสยามเมืองงามชายแดน #เมืองสโลว์
ไลฟ์ มะนาว เป็นพืชที่ปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ถ้าต้องการให้เจริญเติบโตและคุณภาพดี ควรปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ปลูกใกล้แหล่งน้ำ

การรู้จักสภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม กิ่งพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา จึงเป็นส่วนสำคัญในการปลูกมะนาวให้ได้ผลดี ส่วนใหญ่การปลูกมะนาว นิยมปลูกจากกิ่งตอน ดังนั้นกิ่งตอนก่อนที่จะนำมาปลูก ควรได้รับการชำเสียก่อน เพื่อให้กิ่งพันธุ์ตั้งตัวเจริญแข็งแรงพร้อมที่นำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้

กิ่งที่ได้จากการชำและพร้อมที่จะนำลงหลุม ควรนำมาตัดแต่งกิ่งออกเสียบ้างให้เหลือเพียงส่วนน้อย เพื่อลดการระเหยของน้ำ และจะทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น หากกิ่งพันธุ์ที่ได้มามีลักษณะไม่สมบูรณ์ควรเลี้ยงไว้ระยะหนึ่งจนกว่าจะแข็งแรง ถ้ากิ่งพันธุ์มีโรคติดมาควรตัดออกทิ้งไป เพื่อไม่ให้โรคระบาดเข้ามาในสวนได้ และควรเตรียมกิ่งพันธุ์สำรองไว้เผื่อต้นตาย จะได้ซ่อมทันทีเพื่อให้ต้นมะนาวเติบโตทันกัน

อย่างไรก็ตาม การเลือกกิ่งพันธุ์ที่ดี สมัคร UFABET ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เช่น ปลูกเพื่อการค้า ปลูกไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน เช่น พันธุ์แป้นพิจิตร 1 ทนต่อโรคแคงเกอร์ ส่วนพันธุ์ตาฮิติ ผลใหญ่ น้ำมาก และไม่มีเมล็ด เป็นต้น

ทั้งนี้ หลังจากมีกิ่งพันธุ์แล้ว ควรเลือกกิ่งที่ปราศจากโรคแคงเกอร์ เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่รุนแรงต่อระบบการปลูกมะนาวมากที่สุด การเลือกพื้นที่ปลูก มะนาวสามารถขึ้นได้ในพื้นที่เกือบทุกชนิดโดยจะปลูกในดินเหนียว ดินทราย ดินร่วนปนทราย หรือดินลูกรังก็ขึ้นได้ทั้งนั้น ปลูกได้ตั้งแต่ที่ดินจนถึงที่ลุ่ม แต่ที่สำคัญต้องระบายน้ำดี เนื่องจากมะนาวไม่ชอบน้ำขัง การที่จะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดีและให้ผลผลิตดีนั้น การปลูกในพื้นที่ที่มีดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุมากความเป็น กรด-ด่างประมาณ 5.5-6.0

เมื่อเลือกพื้นที่ได้แล้ว จำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ให้โล่งเตียน เพื่อสะดวกในการเตรียมหลุมปลูก และการปรับสภาพโครงสร้าง และคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของมะนาว โดยทั่วไปพื้นที่ปลูกมะนาว มี 2 ลักษณะ คือ พื้นที่ดอนและพื้นที่ลุ่ม ซึ่งการเตรียมพื้นที่จะต่างกัน

การปลูกแบบที่ดอน

พื้นที่ดอน ได้แก่ พื้นที่ที่ใช้ปลูกพืชไร่ทั่วไป มีลักษณะเป็นเนินหรือที่ราบสูง ไม่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่มักเป็นดินร่วน ดินทราย ดินร่วนปนทรายหรือดินลูกรัง ซึ่งมีการระบายน้ำดี หากมีน้ำเพียงพอ มักจะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นประปราย การเตรียมพื้นที่ปลูกจำเป็นต้องรื้อถอนออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะขอบแปลง เพื่อเป็นไม้กันลม ทำการไถดินอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกไถดะให้ได้ดินก้อนโตและรอยไถที่ลึก ทิ้งตากดินไว้จนแห้ง จึงไถแปรย่อยดินให้ละเอียดยิ่งขึ้น

ในกรณีดินปลูกมีอินทรีย์วัตถุอยู่น้อย ควรปรับปรุงดินด้วยการทำปุ๋ยพืชสด โดยการปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วผี ถั่วลาย ให้ทั่ว เมื่อดอกบานไถกลบ ทำเช่นนี้หลายๆ ครั้ง จนเห็นว่าดินมีสภาพดีเพียงพอ นอกจากนี้ควรตรวจสภาพความเป็นกรดและด่างของดิน ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5.6-6.0 ถ้าดินเป็นกรด ใส่ปูนขาวในอัตราที่เหมาะสมเพื่อปรับสภาพดิน