นโยบายนาแปลงใหญ่สอดคล้องกับแผนพัฒนาของกรมการข้าว

ทำให้การดำเนินงานไปได้ค่อนข้างดี ซึ่งจากที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 มีการทำนำร่องเพื่อศึกษาระบบว่าควรจะเป็นแบบไหน ในพื้นที่ 500 ไร่ กับ 1,000 ไร่ พอปี 2558 ขยายพื้นที่เป็น 5,000 ไร่ เพื่อจะดูว่าถ้ากลุ่มขนาดใหญ่มากจะทำให้ได้หรือไม่ โดยดำเนินการจังหวัดละ 1 แห่ง ซึ่งเบื้องต้นก็คิดว่าโมเดลนี้สามารถนำมาใช้ได้

แต่พอปี 2559 รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาข้าวไทย โดยมีงบสนับสนุนให้ดำเนินการปรับโครงสร้างการผลิตข้าว กรมการข้าวจึงได้ตั้งเป้าขยายผลเป็น 300 แห่ง และปรับขนาดแปลงให้เหลือเพียง 3,000 ไร่ เพื่อเป็นฐานขนาดกลางๆ ที่น่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมและสามารถบริหารจัดการร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเป็นที่มาของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าว ว่าจะต้องมีพื้นที่ 3,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 200 ราย แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับลดขนาดพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม หรือความต้องการของแต่ละชุมชนด้วย อย่างเช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นที่นาขนาดใหญ่ จะดำเนินการได้ 3,000 ไร่ แต่ภาคอื่นอย่างภาคเหนือ อาจจะลดเหลือ 1,000 ไร่เศษ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

สำหรับกิจกรรมที่กรมการข้าวนำไปถ่ายทอดให้กับนาแปลงใหญ่นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องยาก เกษตรกรสามารถทำได้ ที่สำคัญกิจกรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนปัญหาของเกษตรกรที่ต้องการอยากให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะองค์ความรู้การลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำนาแบบประณีต โดยแนะนำให้ลดอัตราเมล็ดพันธุ์และปรับเปลี่ยนวิถีจากทำนาหว่านเป็นนาดำ หรือนาหยอด ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่กรมการข้าวได้นำไปถ่ายทอด สามารถนำไปใช้แล้วได้ผลแน่นอน เพราะผ่านการพิสูจน์จนเห็นผลมาอย่างชัดเจนแล้ว

ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นคือ ต้องทำให้เกษตรกรเห็นว่า ใช้ได้จริง ผ่านกิจกรรมแปลงเรียนรู้ของกลุ่ม ซึ่งปีแรกเกษตรกรอาจมีท่าทีลังเล แต่เมื่อเห็นผลตอบแทนที่ดีสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ปีที่สองก็จะมีสมาชิกทำตามเพิ่มขึ้น การขยายผลก็ทำได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่เริ่มเห็นตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มชาวนาที่ทำนาแปลงใหญ่และเกิดความเชื่อมั่นว่าลดต้นทุนได้จริง

ด้าน นายสมนึก จงเสริมตระกูล นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กรมการข้าว ได้ยกตัวอย่างกลุ่มเกษตรกรที่ทางศูนย์ได้ให้คำแนะนำในการทำนาแปลงใหญ่และประสบความสำเร็จว่า กลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้บ้านจันทร์หอม ตำบลหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ มีการรวมกลุ่มกันทำนาในรูปแบบนาแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ มีหน้าที่เข้าไปส่งเสริมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง สร้างความปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภค

สำหรับพื้นที่ดำเนินการนาแปลงใหญ่ ของกลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้บ้านจันทร์หอม จำนวน 3,000 ไร่ สมาชิก 101 ราย แบ่งกิจกรรมทำนาออกเป็น 3 แบบ คือ แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ คุณภาพ จำนวน 200 ไร่ แปลงผลิตข้าวปลอดภัยมาตรฐาน GAP จำนวน 2,200 ไร่ และแปลงข้าวอินทรีย์ 600 ไร่ ทั้งนี้ จากพื้นที่ที่อยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ มีความเหมาะสมในการปลูกข้าวหอมมะลิ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กับ กข 15 ซึ่งข้อดีของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จะมีรสชาติอร่อยกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไป เมล็ดข้าวจะมีความงอกดีและมีกลิ่นหอมมากกว่า ทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด

ในปีนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานประชุมนานาชาติ Asia-Pacific Conference in Algal Biotechnology (APCAB): Algae for Food, Feed, Fuel and Beyond ครั้งที่ 9 ซึ่งงานประชุมดังกล่าวมีการจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นเจ้าภาพร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยงานประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 – 17 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

รศ.บุษยา บุนนาค คณบดีคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มจธ. ประธานการจัดประชุมครั้งนี้ กล่าวว่า เป็นการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับองค์ความรู้ทางด้านสาหร่ายทั้งกลุ่มสาหร่ายขนาดเล็ก และสาหร่ายขนาดใหญ่ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการประชุมไปต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาต่อไป โดยประเด็นหลักๆ ปีนี้จะเน้นไปที่ Algae for Food, Feed, Fuel and Beyond

“เป็นเวทีที่เปิดให้นักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มานำเสนอ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยในแต่ละวันของการประชุมจะมี Keynote Speakers จากสถาบันชั้นนำต่างๆ ทั่วโลกมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ วัตถุประสงค์ที่เรารับเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุม ส่วนหนึ่งก็เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาในประเทศไทย ที่จะได้มีโอกาสเข้ามาฟังการประชุม มารับฟังองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับงานวิจัยที่สนใจหรือกำลังทำวิจัย โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปต่างประเทศ ขณะเดียวกันหากเข้ามานำเสนอผลงานวิจัย ก็จะมีอาจารย์หรือนักวิจัยที่เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาช่วยซักถามและให้คำแนะนำ”

นอกจากนั้น รศ.บุษยา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าในตอนท้ายของการประชุมครั้งนี้ มีการจัด Forum เชิญผู้ประกอบการและผู้บริหารจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายทั่วโลกมาร่วมเสวนาและแบ่งปัน

ประสบการณ์ในด้านความสำเร็จและความล้มเหลวจากประสบการณ์จริง อาทิ Dr.Amha Belay Vice President จาก Earthrise Nutritionals LLC ประเทศสหรัฐอเมริกา, Prof.David Lewis ผู้บริหารจากบริษัท Muradel Pty ประเทศออสเตรเลีย และคุณเจียมจิตต์ บุญสม จากบุญสมฟาร์ม จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางและเป็นตัวอย่างให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ได้นำไปปรับใช้เพื่อสร้างองค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพออกสู่สังคมต่อไป

งานประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 255 คน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจาก 23 ประเทศทั่วโลก มะละกอ…ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ปาปายา (papaya) โปรตุเกสเรียก มาเมา (mamoa) คนฝรั่งเศสเรียก ปาปาเย (papaye) คนเยอรมันเรียกปาปาจา (papaJa) คนอิตาลีเรียก ปาปาเอีย(papaia) คนคิวบาเรียก ฟรูตาเดอ บอมบา(frutade bomba) คนเปอร์โตริโกเรียกว่า เลโชซา(lechosa) คนเม็กซิกันเรียกว่า เมลอน ซาโปเต้ (melon zapote)

ในเอเซียก็เรียกแตกต่างกัน คนจีนเรียกว่าเจียะกวยหรือฮวงบักกวย อินโดนีเซียและฟิลิฟปินส์ เรียกปาปายา มาเลเซียเรียกเบเต็ก พม่าเรียกทิมเบ่า กัมพูชาเรียกหง ลาวเรียกบักหุ่งหรือหมากหุ่ง คนไทยในแต่ละกลุ่มเรียกแตกต่างกัน

ภาคกลางเรียก มะละกอ

สุโขทัยเรียก บนละกอ ภาคใต้ส่วนใหญ่เรียก ลอกอ ยกเว้นสตูลเรียก แตงตัน ปัตตานีเรียกมะเต๊ะ ยะลาเรียก ก๊วยลา

ภาคเหนือเรียก บะก๊วยเทศ

กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก สะกุ่ยเส่ เลยเรียก หมากกอ

อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการอิสระ อธิบายเรื่องของ “ส้มตำ” และ “ส้มตำมะละกอ”

ไว้ดังนี้

ส้มตำ หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้ มีมะละกอ เป็นต้น มาตำประสมกับเครื่องปรุง มีรสเปรี้ยวนำ

คำว่า “ส้ม” แปลว่าเปรี้ยว

คำว่า “ส้มตำ” น่าจะเริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพฯหรือภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะสลับคำของวัฒนธรรมลาวในอิสาน ที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เรียก”ตำส้ม” หมายถึงของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้ต่างๆเช่นมะม่วง มาตำประสมกับเครื่องปรุง มีรสเปรี้ยวนำ ความหมายตรงกับส้มตำ

คนกลุ่มแรกๆที่รู้จักกินส้มตำมะละกออยู่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาจเป็นพวก”เจ๊กปนลาว” ในกรุงเทพฯยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็ได้ เพราะเพิ่งรู้จักมะละกอ ที่ได้พันธุ์มาจากเมืองมะละกา ในมาเลเซีย

ส้มตำมะละกอ เริ่มแพร่กระจายจากกรุงเทพฯสู่อิสาน ราวหลังรัชกาลที่ 5 ที่สร้างรถไฟไปอิสาน

แล้วทะลักเข้าอิสานครั้งใหญ่ เมื่อหลัง พ.ศ.2500 หลังสร้างถนนสายมิตรภาพ ก่อนหน้านั้นมีมะละกอในอิสานแต่ไม่อร่อย เพราะเป็นยุคแรกๆลูกเล็กๆแคระๆ ผอมๆ เน่าๆ

มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ ไม่มีในอุษาคเนย์

โคลัมบัส เอามะละกอมาเผยแพร่ แล้วแพร่หลายมาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของเสปน ถึงฟิลิฟปินส์ แล้วมีผู้เอามาปลูกที่เมืองมะละกา

สมัยนั้นชื่อ “มะละกา” ออกเสียงเป็นมะละกอ

พืชชนิดใหม่ จึงได้นามตามชื่อเมืองว่า “มะละกอ” แล้วแพร่เข้ามาภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ในเอกสารฝรั่งครั้งกรุงศรีอยุธยา จึงมีแต่ผลไม้อื่นๆ แต่ไม่มีมะละกอ เพราะคนยุคนั้นยังไม่รู้จัก

แต่มีอาหารเปรี้ยวๆเรียก “ตำส้ม” กินประจำวัน เช่นตำมะม่วง ตำแตงกวา ตำแตงต่างๆ

ปลาร้า ก็คือปลาแดก มีน้ำเค็มจากเกลือที่ใช้หมัก เป็นอาหารดั้งเดิมยุคดึกดำบรรพ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว

ตำส้มใช้ปลาร้า-ปลาแดก เป็นส่วนผสมมาแต่ดั้งเดิม เริ่มแรกก่อนมีส้มตำ เพื่อให้มีรสเค็มนุ่มนวล ยิ่งเค็มมากยิ่งดี ทำให้มีแรงทำไร่ไถนา

ทำไม….ส้มตำจึงได้รับความนิยม

อาหารทุกชนิดในโลก มีการปรับตัวให้ถูกลิ้นถูกปากคนกิน เช่นส้มตำ เป็นอาหารเกิดใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นอาหารของเจ๊กปนลาวในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ของลาวอิสานมาแต่เดิม ตามที่เข้าใจอย่างนั้น ฉะนั้นจึงเปลี่ยนแปลงได้ตามความชอบของคนกิน คนทำ คนขาย

ไม่เคยมีส้มตำสูตรดั้งเดิมตายตัว มีแต่ฝีมือใครฝีมือมัน ฉะนั้นส้มตำจึงปรับตัวได้คล่องแคล่วและอยู่รอดปลอดภัย อาหารแต่ละประเภทที่คนเรารับประทานในแต่ละมื้อไม่เพียงแต่มีรสชาติที่แตกต่างกัน แต่เสียงที่เกิดจากการเคี้ยวยังคงมีความแตกต่างกันด้วย จากรายงานของนิตยสาร IEEE Sensors Journal ผศ.ดร. Wenyao Xu นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์สร้างต้นฉบับแคตตาล็อกเสียงที่เกิดขึ้นไม่ซ้ำกันจากอาหารที่ถูกบดเคี้ยและการกลืน

อุปกรณ์ Auto Dietary หรืออุปกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ในการตรวจสอบอาหารที่ได้บริโภคเข้าไป มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับอุปกรณ์ที่ใช้สวมใส่ประเภทอื่นๆ เช่น Fitbit ซึ่งจะติดตามการเผาไหม้แคลอรีจากการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ Auto Dietary จะเป็นการตรวจสอบแคลอรีจากอาหารที่บริโภคโดยสวมใส่อุปกรณ์นี้ไว้ที่คอ โดย Auto Dietary มีลักษณะคล้ายสร้อยคอ มีไมโครโฟนขนาดเล็กที่มีความเที่ยงตรงสูง ขนาดเล็ก เท่าหัวซิป ทำหน้าที่บันทึกเสียงระหว่างที่มีการเคี้ยวและกลืนอาหารเข้าไป และข้อมูลจะถูกส่งโดยสัญญาณ Bluetooth ไปที่สมาร์ทโฟน จะมีการบันทึกและประมวลผลข้อมูลการรับประทานอาหารเก็บไว้ ทีมนักวิจัยได้ทดสอบการรับประทานอาหาร 6 ประเภท ได้แก่ แอปเปิ้ล แครอต มันฝรั่งทอด คุกกี้ ถั่วลิสง และถั่ววอลนัท โดยศึกษาในเพศชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 13-49 ปี พบว่า Auto Dietary สามารถที่จะระบุประเภทอาหารได้ถูกต้อง ร้อยละ 85 โดย Auto Dietary จะทำงานทันทีที่มีการบริโภค และผู้ใช้จะไม่รู้สึกว่าถูกรบกวนจากการส่งข้อมูล แต่อย่างไรตามอุปกรณ์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในการวัดเสียงของอาหารที่มีความคล้ายคลึงกัน ตัวอย่าง เช่น แผ่นข้าวโพดอบแห้งเคลือบน้ำตาล และแผ่นข้าวโพดอบแห้งปกติ และยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของอาหารที่ความซับซ้อน เช่น ซุปหรือพริกได้

สำหรับโครงการในอนาคตที่จะศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถแยกความแตกต่าง และรสชาติของอาหารที่ได้บริโภค เพื่อขยายความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการของอาหารผ่านระดับน้ำตาลในเลือดและการตรวจวัดอื่นๆ โดยระบบจะรวบรวมและแสดงข้อมูลในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

ห่างจากตัวจังหวัดตราด ประมาณ 40 กิโลเมตร ปรากฏการณ์แมงกะพรุนสีในท้องทะเลจังหวัดตราด พบในบริเวณชายหาดบ้านคลองสน หาดมุกแก้ว หาดพลอยแดง และหาดราชการุณย์ ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด บางปีจะเลยไปถึงหาดไม้รูด ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ระยะทาง 5-10 กิโลเมตร ตามแนวชายหาด จะพบฝูงแมงกะพรุนสีหลายแสนตัวลอยอยู่บนผิวน้ำใกล้ชายฝั่ง 20-50 เมตร เป็น “แมงกะพรุนถ้วย” มีสีสันโดยธรรมชาติ 5-6 สี คือ ขาว น้ำตาล ฟ้า น้ำเงิน ส้มอ่อน ขาวขอบม่วงเข้ม จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี เฉลี่ยประมาณ 20-30 วัน ในช่วง “ปลายฝนต้นหนาว”

ระยะเวลาที่จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยธรรมชาติ คือ อากาศปลอดโปร่ง ฟ้าใส ไม่มีฝนตกและไม่มีลมมรสุมเข้า ทำให้มีคลื่นลมแรง น้ำทะเลจะขุ่น ไม่สามารถมองเห็นฝูงแมงกะพรุนได้ ในทางกลับกันถ้าสภาพอากาศดีจะมองเห็นแมงกะพรุนได้ทั้งช่วงกลางวันถึงกลางคืนเลยทีเดียว แต่เวลาที่นิยมไปดูแมงกะพรุนมักจะเป็นช่วงเช้า ตั้งแต่ 06.00-11.00 นาฬิกา เพราะอากาศไม่ร้อน

หาดคลองสน หาดมุกแก้ว หาดพลอยแดง ชมฝูงแมงกะพรุนตลอดแนว 3 กิโลเมตร

คุณสมนึก หงษ์วิเศษ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแหลมกลัด (สำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน : สทช.) เล่าว่า บริเวณชายหาดบ้านคลองสนเป็นจุดที่มีฝูงแมงกะพรุนจำนวนมากมาก่อนที่อื่นๆ และกระจายไปชายหาดใกล้เคียงติดๆ กัน คือหาดมุกแก้ว หาดพลอยแดง ประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน คาดว่า ช่วงที่ผ่านมาบางปี ถ้าแมงกะพรุนมีจำนวนมากจะขยายออกไปจนถึงหาดราชการุณย์และหาดตำบลไม้รูดที่ไกลออกไป 5-10 กิโลเมตร แต่ที่บริเวณบ้านคลองสน ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด จะเป็นจุดแรกที่เห็นฝูงแมงกะพรุน

“ฝูงแมงกะพรุนจะมาที่บ้านคลองสนก่อนที่อื่นๆ หากมีจำนวนมาก แน่น แออัด จะลอยไปบริเวณใกล้เคียง ไปหาดใกล้ๆ กันก่อน เช่น หาดมุกแก้ว หาดพลอยแดง บางปีเลยไปหาดราชการุณย์ หาดตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ เมื่อปี 2555 ข่าวแมงกะพรุนสีเผยแพร่ออกไปแพร่หลายเริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งใกล้และไกลเข้ามาเที่ยวชมจำนวนมาก ชาวประมงพื้นบ้านจึงมีการรวมตัวกันจัดตั้งชมรมให้บริการเรือชมแมงกะพรุนสีกันตามจุดต่างๆ 3-4 จุด เพื่อเป็นรายได้เสริม” ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแหลมกลัด กล่าว ท่องเที่ยววิถีชีวิตชาวประมงแหลมกลัด คาดเงินสะพัด 2-3 แสนบาท

คุณสมนึก เล่าว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีคนมาเที่ยวชมแมงกะพรุนสีกันจำนวนมาก ปี 2555 บางวัน วันละ 3,000-4,000 คน เมื่อองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. สนับสนุนให้จัดตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแหลมกลัด ภายใต้การสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนตำบลแหลมกลัด ทำงานประสานกับชมรมส่งเสริมแมงกะพรุนหลากสี หมู่ที่ 6 บ้านคลองสน ตำบลแหลมกลัด ที่จัดตั้งเมื่อ ปี 2557 โดยบริหารจัดการรับนักท่องเที่ยวมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยจากเรือและพิษแมงกะพรุน และร่วมกับโรงแรมในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อลดราคา 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ผู้มาพักที่ต้องการชมแมงกะพรุนหลากสี 2 แห่ง คือโรงแรมโกลเด้นคลิฟบีช รีสอร์ท โรงแรมยามาดะย่ะ บีช รีสอร์ท และปีนี้จะเพิ่มรีสอร์ทหาดมุกแก้วอีกแห่ง รวมทั้งจัดกิจกรรมให้ชิมลิ้มรสแมงกะพรุนลอดช่องดองกับน้ำพริกถั่วและซื้อกลับบ้านเป็นของฝาก

“การลงเรือที่หมู่บ้านคลองสนจะเห็นวิถีชีวิตของชาวประมง มีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าดูแมงกะพรุนสีอย่างเดียวได้เห็นการวางอวน ลอบปูปลา แถมจังหวะดีๆ ได้เห็นปลาโลมาเป็นของแถมอีกด้วย ทั้งนี้เป็นอาชีพเสริมและกระจายรายได้ให้กับชุมชน ปีนี้คาดว่านักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวซ้ำ ประมาณ 700-800คน และจะมีนักท่องเที่ยวใหม่ที่เป็นเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชน สังกัด อพท. ด้วยกัน 14 เครือข่าย ทั่วทุกภาค อีกประมาณ 3,000 คน ซึ่งชมรมส่งเสริมแมงกะพรุนมีเรือเตรียมไว้ให้บริการ 20 ลำ จะทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มอีกเท่าตัว สร้างรายได้กับชุมชน 200,000-300,000 บาท ในช่วงระยะเวลา 20-40 วัน ที่มีแมงกะพรุนสี แต่ทั้งนี้สภาพอากาศต้องไม่มีฝน ลมมรสุม แมงกะพรุนจึงจะลอยตัวให้เห็นชัด คาดว่าปีนี้น่าจะมีแมงกะพรุนมากกว่าปีที่แล้ว และระยะเวลานานกว่า” ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลแหลมกลัด กล่าว

คุณวิโรจน์ วงษ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลแหลมกลัด freeshopmanual.com อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และประธานชมรมส่งเสริมแมงกะพรุนหลากสี หมู่ที่ 6 กล่าวว่าบริเวณหาดบ้านคลองสนจะมีแมงกะพรุนสีก่อนที่อื่นๆ ปีนี้ได้เตรียมการเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ปีที่ผ่านๆ มา 3-4 เรื่อง คือ

ความปลอดภัยสำคัญ คนขับเรือของชมรม 20 ลำ ได้ผ่านการอบรมเรือนำเที่ยวดูแมงกะพรุน มีชูชีพให้ทุกคนได้ใส่ มีเรือเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัย ดูแลจัดคิวลงเรือ ลำเล็กกำหนดไม่เกิน 4 คน ค่าเช่า ลำละ 400 บาท ก่อนลงเรือต้องแนะนำการปฏิบัติตัวให้ปลอดภัย และปลอดพิษแมงกะพรุน ในเรือมี โค้ก น้ำเกลือ น้ำเปล่า น้ำเปลือกอินทรีย์ ป้องกันพิษแมงกะพรุน
2. การเล่าขานที่มาของฝูงแมงกะพรุนหลากสี วิถีชีวิตแมงกะพรุนสีและภูมิปัญญาพื้นบ้านทำแมงกะพรุนดองฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์จิ้มน้ำพริกถั่ว
3. จัดกิจกรรมสร้างรายได้ให้กับชุมชนในหมู่บ้าน ไฮไลต์ คือชิมแมงกะพรุนลอดช่องดองฝาด (เปลือกไม้ต้นอินทรีย์) กับน้ำพริกถั่ว ให้นักท่องเที่ยวลิ้มรสและซื้อกลับบ้าน และ
4. จัดกิจกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับหมู่คณะ ด้วยการปลูกต้นอินทรีย์ที่ใช้ดองแมงกะพรุนตามภูมิปัญญาพื้นบ้านทดแทน

“จุดลงเรือในหมู่บ้านคลองสน จะเห็นวิถีชีวิตชาวประมง ที่มีเรือวางลอบปู ปลา เมื่อเรือแล่นออกจากคลองไปชายหาดระยะห่างจากฝั่ง 40-50 เมตร จะมองเห็นฝูงแมงกะพรุนหลากสี ขาว ส้ม ฟ้า น้ำตาล เรือจะลอยลำอยู่ท่ามกลางฝูงแมงกะพรุน ให้ชมและถ่ายภาพ เคลื่อนย้ายไป 2-3 จุด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือแวะเวียนไปดูเรือวางลอบปู ขากลับได้ซึมซับบรรยากาศทิวทัศน์ภูเขาเขียวชอุ่ม ฉากด้านหลังชายหาดที่สวยงาม กลับขึ้นฝั่งมาซื้อของฝาก ปูทะเลต้ม ดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม และชิมแมงกะพรุนดองฝาดจิ้มน้ำพริกถั่ว อาหารท้องถิ่นที่ชาวบ้านนิยมรับประทานกันมานาน และมีให้ซื้อกลับบ้าน กิโลกรัมละ 40-50 บาท แถมสูตรน้ำพริกถั่วให้ไปตำเอง เพราะจะได้ความสดอร่อยกว่าตำค้างคืนไว้” ประธานชมรมส่งเสริมแมงกะพรุนหลากสี หมู่ที่ 6 กล่าว หาดพลอยแดง คลองม่วง จุดดูแมงกะพรุนหลากสีระยะใกล้

ด้าน คุณจเร ปิ่นศร ประธานกลุ่ม หมู่ที่ 9 บ้านคลองม่วงร่วมใจ บ้านแหลมกลัด ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนกลุ่มชาวเรือประมงด้วยกันในหมู่ที่ 9 มีเรือ 7-8 ลำ ให้บริการชมแมงกะพรุนหลากสี ที่บริเวณศาลาทูลเกล้าบ้านคลองม่วง หาดพลอยแดง เขตติดต่อกับบ้านคลองสน มีลักษณะเป็นอ่าวสามารถลงเรือจากชายฝั่งไปชมแมงกะพรุนระยะใกล้ๆบริเวณหาดมุกแก้ว ห่างชายฝั่ง 20-30 เมตร จะพบฝูงแมงกะพรุนหลากสี จำนวนนับหมื่น ค่าบริการเช่าเหมาเรือ ลำละ 600 บาท ถ้าโดยสารลำละ 6 คน คนละ 100 บาท

“ช่วงเวลาดีที่สุด 6 โมงเช้า ถึง 11 โมง เพราะเป็นช่วงเวลาที่น้ำนิ่งใส ไม่มีคลื่นลม มองเห็นฝูงแมงกะพรุนลอยนิ่งเป็นแพได้ชัดเจน แต่ต้องไม่มีฝนตกหรือลมมรสุมเข้าน้ำจะขุ่นทำให้ไม่เห็นฝูงแมงกะพรุน นักท่องเที่ยวจึงควรโทร.มาสอบถามก่อนจะเดินทางมา ที่ผ่านมากลางเดือนตุลาคมมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแล้ว วันละ 30-50 คน แต่ยังไม่สามารถดูได้ทุกวัน เพราะมีลมมรสุมเข้า คาดว่าแมงกะพรุนจะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ตอนนี้ชุมชนเราพร้อมที่จะให้บริการ”คุณจเร กล่าว