น้าไพใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการกำจัดโรคและแมลง ข่าตะไคร้

และพริกขี้หนูป่นหมักรวมกันแล้วก็ผสมมาฉีดขับไล่แมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะ แมลงเพลี้ยไก่แจ้ ที่มีจำนวนค่อนข้างเยอะ หากเจอหนอนเจาะลำต้น น้าไพจะใช้วิธีแคะหนอนออกจากลำต้น หากช่วงไหนทำงานไม่ทัน หนอนก็จะเจาะลำต้นทุเรียนจนใบเหลืองหมด ทำให้ต้นทุเรียนยืนต้นตายในที่สุด ดังนั้นน้าไพต้องคอยตรวจสอบต้นทุเรียนอยู่เสมอ

นอกจากนี้ น้าไพต้องคอยระวังเรื่องปัญหาโรคโค่นเน่า โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกชุก เพราะต้นทุเรียนจะเสี่ยงเจอปัญหาโค่นเน่าได้ง่าย สำหรับช่วงหน้าแล้ง น้าไพต้องคอยขึ้นน้ำให้ต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยสูบน้ำจากแม่น้ำขึ้นมารดต้นทุเรียนครั้งละประมาณ 30 นาที พอเมษายนฝนมา น้าไพจะหยุดขึ้นน้ำ ซึ่งตรงกับจังหวะเก็บเกี่ยวผลทุเรียนได้พอดี

หากมีเพื่อนบ้านสนใจเข้ามาซื้อทุเรียนถึงสวนเพื่อนำไปบริโภค น้าไพจะเลือกตัดผลทุเรียนที่มีความสุก 100% ให้แก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีโอกาสรับประทานทุเรียนที่มีคุณภาพดี รสชาติหวาน มัน กรอบและพูหนา เมล็ดลีบ

ผลผลิตส่วนใหญ่ น้าไพจะขายทุเรียนเหมาสวนให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่น ในราคาก.ก.ละ 40 บาท โดยแม่ค้ามักตัดผลทุเรียนที่มีความสุกประมาณ 80% นำไปป้ายยาก่อนส่งขาย ที่อำเภอท่าม่วง บางครั้ง แม่ค้าก็คัดทุเรียนคุณภาพดีใส่กล่อง เพื่อส่งออกไปขายจีนและเกาหลี

น้าไพเล่าว่า โดยทั่วไป ทุเรียนทองผาภูมิจะมีฤดูเก็บเกี่ยวไม่ตรงกับแหล่งอื่น ทุเรียนจันทบุรีวายตลาดหมดแล้ว ทุเรียนทองผาภูมิจึงเริ่มมีผลผลิตเข้าสู่ตลาด เมื่อหมดฤดูทุเรียนทองผาภูมิ จึงมีทุเรียนใต้เข้าสู่ตลาด เนื่องจากทุเรียนทองผาภูมิมีฤดูการขายไม่ตรงกันใคร ทำให้เจ้าของสวนสามารถขายทุเรียนได้ในราคาที่ดี น้าไพเล่าว่า ปีที่แล้ว ฝนฟ้าไม่เป็นใจ ทำให้ทุเรียนทองผาภูมิมีผลผลิตออกมาชนกับทุเรียนจันท์พอดี จึงโดนแม่ค้ากดราคารับซื้อผลผลิตในราคาถูก เหลือแค่ ก.ก.ละ38 บาทเท่านั้น

สวนแห่งนี้ นอกจากจะมีทุเรียนเป็นสินค้าเด่นที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่น้าไพแล้ว ยังมีสินค้าเด่นอีกชนิดหนึ่ง คือ มะกรูด ทุกวันนี้ น้าไพปลูกมะกรูดส่งขายให้กับโรงงานน้ำพริกนิตยา เนื่องจากหลานชายน้าไพทำงานส่งของให้กับบริษัทอยู่แล้ว ทำให้น้าไพมีฐานลูกค้าประจำในการรับซื้อมะกรูดอย่างสม่ำเสมอ

น้าไพ เล่าเคล็ดลับการปลูกมะกรูดให้ฟังว่า การเตรียมแปลงปลูกมะกรูดเริ่มจากขุดหลุมผึ่งดินไว้ล่วงหน้า พอถึงช่วงฤดูฝน ก็เริ่มปลูกได้โดยใช้เปลือกถั่วเขียวมารองก้นหลุม สาเหตุที่เลือกใช้ถั่วเขียว เพราะมีธาตุอาหารเยอะเหมือนปุ๋ย ช่วยทำให้ดินร่วนซุย แถมได้ฟรีเพราะไปขอเปลือกถั่วเขียวมาจากโรงสีที่อยู่ใกล้บ้าน

ต้นมะกรูดไม่ต้องการดูแลมากนัก แค่ตัดแต่งกิ่งนิดหน่อย เพื่อไม่ให้ลำต้นสูงมากจนเกินไป มะกรูดไม่ต้องให้น้ำเลย ปล่อยให้เติบโตโดยใช้น้ำฝนก็เพียงพอแล้ว ส่วนปุ๋ย ให้เพียงปีละครั้ง โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพที่หมักใช้เองภายในสวน โดยใส่ปุ๋ยต้นละ 3 กิโลกรัม

น้าไพมีเทคนิคใส่ปุ๋ยที่น่าสนใจ เพราะไม่ใส่ปุ๋ยที่โคนต้น แต่น้าไพจะคอยสังเกตว่า ร่มเงาใบต้นมะกรูดเติบโตใหญ่กินวงกว้างแค่ไหนก่อนจึงค่อยหว่านปุ๋ยลงไป โดยน้าไพให้เหตุผลว่า ใบไม้และรากมีระยะการเติบโตที่สัมพันธ์กัน เรียกว่าร่มเงาของใบไม้กว้างแค่ไหน รากก็ถึงแค่นั้น จึงต้องให้ปุ๋ยในระยะที่รากเติบโต ต้นไม้จึงจะได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วน

โดยทั่วไป ราคามะกรูดจะขึ้นลงตามภาวะตลาด หากเก็บผลผลิตออกขายในช่วงฤดูฝน ก็จะขายได้ในราคาถูกเพราะเป็นช่วงที่มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก จะขายมะกรูดได้ในราคาเฉลี่ยก.ก.ละ ยี่สิบกว่าบาทเท่านั้นเอง

ส่วนช่วงฤดูแล้ง ผลผลิตเข้าตลาดน้อย ราคาขายก็ขยับขึ้นมาหน่อยอยู่ที่ก.ก.ละ สามสิบกว่าบาท น้าไพก็จะมีผลกำไรเหลือเยอะหน่อย น้าไพพอใจกับรายได้จากการปลูกมะกรูดขายโรงงานเพราะถือว่าไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เก็บผลผลิตออกขายได้ทุกๆ สามเดือน ปีหนึ่งจะมีรายได้จากการขายมะกรูดได้ทะลุหลักแสนบาททีเดียว

กล้วยน้ำว้า ก็เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่น้าไพได้เป็นอย่างดี กล้วยน้ำว้า ไม่ต้องการการดูแลมากนัก และมีแม่ค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงสวนทุกๆ สามสัปดาห์ โดยขนคนงานเข้ามาตัดเครือกล้วยเอง น้าไพก็นั่งรอนับเงินอย่างเดียว โดยขายส่งในราคาหวีละ 6 บาท แต่ละครั้งน้าไพจะมีกล้วยน้ำว้าออกขายประมาณ 300-400 หวี

น้าไพบอกว่า รายได้จากการขายกล้วยน้ำว้า เพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ปัจจุบันสวนผลไม้ผสมผสานแห่งนี้ สร้างรายได้หมุนเวียนเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แถมยังเงินให้เหลือเก็บอีกด้วย

“อาชีพเกษตรกรได้อยู่กับต้นไม้อากาศดีคนก็ดีด้วย ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ ใครจะเชื่อว่าเป็นมะเร็งแล้ว กลับมาปลูกต้นไม้อยู่กับธรรมชาติ โรคมะเร็งจะหายได้จากธรรมชาติบำบัดภายใน 5 ปี หลังจากเราเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่นี่ เพราะการใช้ชีวิตอยู่ภายในสวนผลไม้ ทำให้เราไม่เครียดและอากาศดีด้วย ช่วยให้เราหายจากอาการโรคมะเร็งได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทุกวันนี้ น้าไพมีสุขภาพแข็งแรงดี หน้าตาสดใส ทำงานอย่างมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามอย่างน่าอิจฉาทีเดียว ใครอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการปลูกทุเรียนหรือไม้ผลอื่นๆกับน้าไพ สามารถติดต่อกับน้าไพได้ตามที่อยู่ข้างต้น น้าไพยินดีแบ่งปันข้อมูลให้แก่ผู้สนใจทุกท่าน

นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท. 9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสตูลนับเป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสต้าที่สำคัญและมีชื่อเสียงของภาคใต้ตอนล่าง โดยปี 2564 (ข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล ณ 2 มีนาคม 2564) คาดว่า มีพื้นที่ปลูกประมาณ 341 ไร่ พบมากที่สุด ในอำเภอควนโดน รองลงมา อำเภอเมือง ควนกาหลง และมะนัง ตามลำดับ ให้ผลผลิตเมล็ดกาแฟสด รวมประมาณ 4,000 กิโลกรัม/ปี สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก

สศท.9 ได้ศึกษาปริมาณความต้องการใช้กาแฟโรบัสต้าเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟโบราณของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดสตูล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 7 กลุ่ม ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนการแปรรูปกาแฟพื้นเมืองบ้านโคกประดู่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรแม่บ้านนาข่าเหนือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกาแฟพื้นเมืองเกตรี วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านสะพานเคียน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟโบราณชุมชนควนโดนใน และวิสาหกิจชุมชนบ้านโตนปาหนัน และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มกาแฟพื้นเมืองบ้านบูโต๊ะมาตู พบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร ทั้ง 7 กลุ่ม มีการใช้สารกาแฟปริมาณเฉลี่ย 594 กิโลกรัม/ปี/กลุ่ม

โดยสารกาแฟส่วนใหญ่นำเข้าจากนอกจังหวัด เช่น จังหวัดนะนอง ชุมพร และกระบี่ ถึงร้อยละ 89 ในขณะที่ใช้สารกาแฟในจังหวัดเพียงร้อยละ 11 เนื่องจากพื้นที่ปลูกยังมีน้อย และบางส่วนกาแฟ ยังไม่ให้ผลผลิต จึงแสดงให้เห็นว่าผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้

ซึ่งจากตัวอย่างของวิสาหกิจชุมชนบ้านโตนปาหนัน นับเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการผลิตกาแฟโบราณ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “โกปี้บ้านโตน” ซึ่งมีความสดใหม่อยู่ตลอด แสดงถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นและชุมชน รวมถึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558

ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม 39 ราย ซึ่งทางวิสาหกิจจะรับซื้อเมล็ดกาแฟสด และสารกาแฟจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก และเกษตรกรทั่วไปภายในจังหวัด โดยจะเน้นเมล็ดกาแฟที่กะเทาะเปลือกออกหมด และสิ่งที่กลุ่มให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของเมล็ดกาแฟต้องไม่มีสีดำเกินครึ่งหนึ่งของเมล็ด ทั้งนี้ ผลผลิตของกลุ่มจะจำหน่ายในรูปแบบบรรจุภัณฑ์แบบซองมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 7.4 บาท/ซอง (ค่าวัตถุดิบ ค่าซองบรรจุภัณฑ์ และค่าสติกเกอร์) โดยบรรจุซองละ 75 กรัม ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/ซอง คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 12.6 บาท/ซอง

แบบขวด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 13.45 บาท/ขวด โดยบรรจุขวดละ 95 กรัม ราคาขายอยู่ที่ 35 บาท/ขวด คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 21.55 บาท/ขวด ซึ่งในแต่ละปีทางวิสาหกิจสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบซองประมาณ 5,000 ซอง และแบบขวดประมาณ 2,500 ขวด สร้างกำไร ให้กลุ่มประมาณ 120,000 บาท/ปี

สำหรับสถานการณ์ด้านตลาดของวิสาหกิจ ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ร้อยละ 45 จำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง รองลงมาร้อยละ 23 จำหน่ายผ่านสมาชิกกลุ่มเพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้ผู้บริโภคทั้งในและนอกจังหวัด รองลงมาร้อยละ 15 วางจำหน่ายที่วิสาหกิจชุมชนเพื่อเป็นของฝากแก่นักท่องเที่ยว กลุ่มศึกษาดูงาน ส่วนร้อยละ 12 ส่งจำหน่ายร้านค้าทั่วไปและห้างสรรพสินค้า

และอีกร้อยละ 5 ออกบูธงานสำคัญของจังหวัด นอกจากนี้ ทางวิสาหกิจยังมีการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ผ่านเพจ “ท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านโตนปาหนัน” และ “ชุมชนบ้านโตนปาหนัน” เพื่อขยายฐานลูกค้าและให้ผู้บริโภคทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวก ง่าย รวดเร็ว ในยุค New Normal

ผู้อำนวยการ สศท.9 กล่าวเพิ่มเติมว่า กาแฟนับเป็นพืชที่มีอนาคตสดใสของจังหวัดสตูล อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนากาแฟโรบัสต้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรมีการฟื้นฟูต้นกาแฟที่มีอยู่เดิม ส่งเสริมการปลูกใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาด และมีผลผลิตเพียงพอต่อการนำไปใช้สำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจ สำหรับการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร ควรมีการเปิดรับสมาชิกคนรุ่นใหม่เพิ่ม เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงภาครัฐสนับสนุนการขอรับรองมาตรฐานสินค้า เพื่อเป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภค สำหรับท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตของกาแฟโบราณ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายชาเร็ต ใจดี ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านโตนปาหนัน ตำบลทุ่งนุ้ย

เทศกาลวันหยุดยาวในช่วงนี้ หลายครอบครัววางแผนเที่ยวต่างจังหวัดกันอีกรอบ หากใครไม่อยากเสียเวลาขับรถระยะทางไกล แนะนำให้แวะเที่ยว “สวนนงนุชพัทยา 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก” แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน “สวนนงนุชพัทยา” ต่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง เพราะคุณโต้ง-คุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มีการพัฒนาปรับปรุงสวนสวยอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยั้ง ด้วยคอนเซ็ปต์ “อีกนิดนึง” ในทุกๆ วัน

จากการพัฒนาที่ไม่มีวันจบสิ้นของท่านผู้นำ คุณโต้ง-คุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้เปิดโซนท่องเที่ยวแห่งใหม่ ชื่อว่า “นงนุชเทรดดิชั่น เซ็นเตอร์” หรือ “สวนนงนุช 2” ซึ่งพนักงานเรียกกันติดปากว่า “ไร่ล่าง” ที่ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด สร้างสวนให้มีมากกว่าความสวยงาม นั่นคือ การให้ความรู้แก่มวลมนุษยชาติแบบไร้พรมแดน ไร้ห้องเรียนแบบจับต้องและสัมผัสของจริง

“นงนุชเทรดดิชั่น เซ็นเตอร์” หรือ “สวนนงนุช 2” คือ ศูนย์เรียนรู้แบบครบวงจร เช่น เกษตรอินทรีย์ บุฟเฟ่ต์ผลไม้ ห้องเรียนทำอาหาร หมู่บ้าน 9 อารยธรรม ลานจัดกิจกรรมอารีน่า 1/2 สนามมวยนงนุชพัทยาบ๊อกซิ่ง ห้องประชุมนงนุชเทรดดิชั่นฮอลล์ ประเพณีลอยกระทง เล่นน้ำสงกรานต์ นั่งช้างชมสวน นั่งรถชมสวนผลไม้ แหล่งเรียนรู้ด้านชีวภาพ

ปัจจุบัน คนไทยหัวใจเกษตรต่างชื่นชอบการเยี่ยมชม “นงนุชเทรดดิชั่น เซ็นเตอร์” อย่างมาก ได้เรียนรู้การทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้ามาเยี่ยมชม จะได้ความรู้ติดตัวนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย เช่น การทำเตาเผาถ่าน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการเผาถ่านและน้ำส้มควันไม้ น้ำหมักชีวภาพได้มาจากผลิตผลทางการเกษตร การแปรรูปขยะอินทรีย์เป็นก๊าซชีวภาพ ฯลฯ

หมู่บ้าน 9 อารยธรรม ภายในสวนนงนุช 2 นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ผ่านวิถีชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ โดยนำเสนอในรูปแบบหมู่บ้านไทย 4 ภาค ประกอบด้วย บ้านไทยภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้มีโอกาสเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมไทย ผ่านธีมบรรยากาศประเพณีไทยต่างๆ เช่น งานลอยกระทง งานสงกรานต์ งานแต่งงานวิถีไทย ฯลฯ

หมู่บ้าน 9 อารยธรรม ประดับตกแต่งสถานที่ด้วยผลงานประติมากรรมไทย งานปั้นกระถางเขียนด้วยลวดลายไทย และงานเขียนยุคต่างๆ เช่น ลวดลายบ้านเชียง ทางเข้าหมู่บ้าน สร้างซุ้มประตูขนาดใหญ่ด้วยเหล็กดัดลายไทย รวมทั้งนำเสนอกิจกรรมความเป็นไทย เช่น จัดแสดงแฟชั่นเครื่องแต่งกายชุดไทยยุคสมัยต่างๆ การแกะสลักผักและผลไม้ การร้อยมาลัย การทำกระทง การทำขนมไทย การเพ้นต์ร่ม การปั้นกระถาง การทอผ้า ฯลฯ สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับลูกค้าต่างชาติอย่างไม่รู้ลืม

นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ต่างโปรดปรานกิจกรรม “บุฟเฟ่ต์ผลไม้” ที่รวบรวมผลไม้ไทยรสชาติอร่อยในภาคตะวันออก อย่างเช่น ทุเรียน มังคุด สะละ ลองกอง สับปะรด ฯลฯ มาให้ชิมกันอย่างจุใจ กิจกรรมนี้นอกจากโปรโมทผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ยังส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย

แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติสำหรับเยาวชน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 คุณโต้ง-คุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้เปิดแหล่งเรียนรู้ สวนพฤกษศาสตร์กลางแจ้ง เน้นโชว์พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดเป็นกลุ่มๆ ซึ่งไม่เคยโชว์ที่ไหนมาก่อน เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้พันธุ์ไม้นานาชนิด ว่ามีลักษณะเด่นอย่างไร เมื่อรู้จักและชื่นชอบ ก็สนใจที่จะหาพันธุ์ไม้ดังกล่าวไปปลูกที่บ้านในอนาคต

สวนพฤกษศาสตร์กลางแจ้งแห่งนี้ ได้จัดแสดงพันธุ์ไม้มากถึง 31 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไม้ในพุทธประวัติ กลุ่มไม้ด่าง กลุ่มลิ้นแม่ยาย กลุ่มบัวน้ำ กลุ่มไม้ขวดไม้อวบน้ำ กลุ่มบอนไซ กลุ่มมณฑา กลุ่มจันทน์ผา กลุ่มไม้เลื้อย กลุ่มพญาไม้ กลุ่มไม้ดอกหอม กลุ่มดอนญ่า กลุ่มไม้ดอก กลุ่มไม้น้ำ กลุ่มสับปะรดสี กลุ่มไม้ใบสีทอง กลุ่มไม้คลุมดิน กลุ่มเล็บมือนาง กลุ่มอากาเว่ กลุ่มปรง กลุ่มไม้ดัด และกลุ่มไม้สีเงิน ฯลฯ

พันธุ์ไม้ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งจาก 18,000 กว่าชนิด ที่สวนนงนุชพัทยารวบรวมไว้ บริเวณใกล้เคียงยังได้จัดสร้างรูปปั้นไดโนเสาร์ไทยครบทุกชนิด 12 สายพันธุ์ เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้เด็กเยาวชนได้เข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้พันธุ์ไม้นานาชนิดภายในสวนพฤกษศาสตร์กลางแจ้งแห่งนี้

หลายคนอาจไม่คุ้นหูกับชื่อ “ลิ้นแม่ยาย” ความจริงไม้พันธุ์นี้ก็คือ “ลิ้นมังกร” (Sansevieria spp.) มีชื่อสามัญว่า Snake Plant หรือ Mother-in-laws Tongue (ลิ้นแม่ยาย) นั่นเอง เป็นไม้ประดับที่จัดอยู่ในวงศ์ Dracaenaceae (เดิมอยู่ในวงศ์ Agavaceae)

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นลิ้นมังกรไว้ประจำบ้าน จะช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกได้ เพราะบางคนเรียก ลิ้นมังกรอีกชื่อหนึ่งว่า หอกพระอินทร์ ซึ่งเป็นอาวุธชนิดหนึ่งของพระอินทร์ ที่ใช้ในการต่อสู้และปกป้องศัตรูจากภายนอก ลิ้นมังกร จึงจัดอยู่ในกลุ่มไม้มงคลที่มีความศักดิ์สิทธิ์และอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพร โดยใบลิ้นมังกรมีรสขม มีสรรพคุณแก้อาการเจ็บคอ บำรุงปอด แก้โรคติดเชื้อในบางระบบทางเดินหายใจส่วนบน นิยมนำใบมาตำหรือขยี้แล้วนำไปทาหรือพอกบริเวณแผลที่อักเสบ ช่วยให้ทุเลาอาการลงได้

ลิ้นมังกร จัดอยู่ในกลุ่มไม้ฟอกอากาศที่ดีต่อสุขภาพ ก่อนหน้านี้ องค์การนาซ่าได้นำต้นลิ้นมังกรมาทดลองวิจัยพบว่า “ต้นลิ้นมังกร” มีลักษณะพิเศษกว่าพันธุ์ไม้ชนิดอื่นคือ จะคายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทน ต้นลิ้นมังกร มีคุณประโยชน์ในด้านการปรับสมดุลของบรรยากาศและช่วยดูดซับสารพิษ ซึ่งเป็นไอระเหยประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน เบนซิน คลอโรฟอร์ม ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ฯลฯ ที่มาจากสีทาบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งสาเหตุของการเกิด “โรคแพ้ตึก (Sick Building Syndrome)” ผู้ที่ได้รับสารพิษดังกล่าวจะมีอาการปวดศีรษะบริเวณหน้าผากเหนือกระบอกตาทั้งสองข้างหรือบริเวณต้นคอ รู้สึกเหนื่อย ไม่มีแรง เซื่องซึม มีผื่นคันตามผิวหนัง ระคายเคืองตา จมูก คอ แพ้สารเคมีง่าย รวมทั้งระบบหายใจมีปัญหา

เนื่องจาก ลิ้นมังกร เป็นไม้ประดับที่มีลักษณะเด่นด้านการปรับสมดุลของบรรยากาศและช่วยดูดซับสารพิษ แถมมีเอกลักษณ์ความสวยงามเฉพาะตัว ที่สำคัญปลูกเลี้ยงง่าย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและส่งออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อย่างต่อเนื่อง โดยสินค้ายอดนิยมที่ขายดี ได้แก่ ลิ้นมังกรที่มีใบสีเขียวเข้มขอบใบสีเหลืองทอง (Sansevieria trifasciata Laurentii)

โดยทั่วไปแล้ว ลิ้นมังกร เป็นไม้ประดับที่มีความเขียวสดใสตลอดทั้งปี ปลูกได้ทั้งภายในอาคารบ้านเรือนและกลางแจ้ง ปลูกเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ไม่ต้องดูแลรักษามาก แค่วางต้นลิ้นมังกรในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส และ ค่า pH ของดินอยู่ระหว่าง 6-7 สามารถขยายพันธุ์ได้ 4 วิธี คือ วิธีการแยกหน่อ วิธีการปักชำใบ วิธีการเพาะเมล็ด และวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นลิ้นมังกรปลูกง่าย แค่ขุดปลูกขนาดพอเหมาะ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมกับดินร่วน อัตราส่วนเท่าๆ กัน ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ควรเปลี่ยนกระถางทุก 1-2 ปี เพื่อรองรับการขยายตัวของรากและหน่อที่มีเพิ่มขึ้น

คุณมงคล เกศกนกวงศ์ เกษตรอำเภอบ้านกรวด ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด ส่วนใหญ่ทำอาชีพทางการเกษตร ซึ่งจะเน้นไปในทางพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และปาลม์น้ำมัน นอกจากนี้ ที่อำเภอบ้านกรวดยังมีพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ซึ่งเป็นพืชไม้ดอกไม้ประดับอย่างดอกดาวเรืองที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด และมีผู้ประกอบการปลูกมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ

“การปลูกดอกดาวเรืองที่นี่ มุ่งเน้นที่จะสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน ขยายออกไปถึงตำบล ถึงอำเภอ ที่จำเป็นต้องใช้แรงงาน ซึ่งปัญหาหลักๆ ที่พบบ่อยคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง และราคาของดอกดาวเรืองที่ไม่คงที่ ทางสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านกรวดจึงเห็นความสำคัญและส่งเสริมให้คำปรึกษาทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการลดใช้สารเคมีหันมาใช้สารอินทรีย์ผสมกัน เพราะถ้าใช้สารอินทรีย์อย่างเดียวก็คงไม่ได้” คุณมงคล กล่าว

นอกจากนี้ คุณมงคล ยังบอกอีกด้วยว่า สำนักงานเกษตรอำเภอยังได้สนับสนุนในเรื่องขององค์ความรู้ที่จะพัฒนา ทำให้ดอกดาวเรืองมีขนาดใหญ่ ซึ่งก็ใช้หลักวิชาการเข้ามาช่วย แต่ในเรื่องของงบประมาณก็ให้เกษตรกรสามารถเข้าจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน เพื่อกู้เงินจากธนาคาร เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนในการประกอบอาชีพต่อไป

ส่วนเรื่องด้านการตลาดก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเกษตรกร เพียงแต่ว่าการปรับราคาอาจจะมีการขึ้นลงตามกลไกลของตลาด เพราะดาวเรืองส่วนใหญ่มีส่งออกไปยังนอกประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และยุโรป เป็นบางส่วน

“การปลูกดาวเรืองที่อำเภอบ้านกรวด ก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูหนาวดอกจะโตสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับการปลูก แต่ฤดูแล้งมักจะมีปัญหาที่เกี่ยวกับโรคแมลง ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีภูมิอากาศที่ดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อเสียของการปลูกคือไม่สามารถปลูกซ้ำที่เดิมได้ เพราะอาจจะมีสารตกค้าง หรือเชื้อโรคต่างๆ เกษตรกรจึงหาวิธีแก้โดยการเปลี่ยนโซนพื้นที่ในปลูกการออกไปเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าการปลูกดาวเรืองเป็นอาชีพที่คนเป็นเกษตรกรต้องดูแลเอาใส่ใจให้มากๆ เพราะเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านกรวดยังได้มีการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่ที่ปลูกดาวเรืองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และสามารถเข้าเที่ยวได้ในช่วงปลายฝนต้นหนาว” คุณมงคล กล่าวทิ้งท้าย

คุณนวน ประกอบมิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 13 ตำบลดอกไม้งาม อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การปลูกดาวเรืองในพื้นที่ ตำบลหนองไม้งาม มีที่มาจากครูท่านหนึ่งที่เห็นเขาปลูกดาวเรืองแล้วมีรายได้ดี เพราะแต่ก่อนดอกดาวเรืองมีราคาถึงดอกละ 1-2 บาท จึงได้ตั้งกลุ่มและมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาจนมีตลาดส่งออกจนถึงทุกวันนี้ ธุรกิจการปลูกดาวเรือง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมซึ่งภายใน 1 วัน มีเงินเข้ามาในชุมชน 100,000-200,000 ถือเป็นเรื่องที่ดี

คุณสมปอง พะลัง เกษตรกรปลูกดาวเรือง สมัคร Royal Online ตำบลดอกไม้งาม อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ รวมกลุ่มอาศัยซึ่งกันและกันแบ่งปันวิชาความรู้ และพูดคุยแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อความยั่งยืน สร้างงานสร้างอาชีพให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีรายได้เสริม ที่เริ่มจากการเป็นลูกจ้างเก็บดอกดาวเรือง จนสามารถพลิกพาตัวเองเข้ามาสวมบทเจ้าของสวนดาวเรืองรายใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จและน่าเชิดชู

คุณสมปอง อธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมแปลงก่อนที่จะมีการปลูกดาวเรือง ซึ่งขั้นตอนแรกก็ต้องไถ่พรวนดินให้ดี ก่อนที่จะมีการรองพื้นเพื่อที่จะเอารากลงพร้อมๆ กับรดน้ำให้เปียก จากนั้นก็ใช้ปุ๋ยเคมีที่ทางไร่ได้เตรียมไว้ ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 ใส่ไปที่แปลงปลูก

ถ้าเป็นในช่วงของสูตรดอกก็ต้องใส่สูตรบำรุงดอก ในส่วนของระยะห่างของแปลงปลูกดอกดาวเรืองก็จะกำหนดระยะห่างไว้ที่ 1.30 เมตร และระยะห่างของต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 เซนติเมตร

“เนื่องจากว่าแปลงดอกดาวเรืองเป็นแปลงที่มีพื้นที่ในการปลูกไม่มากนัก เราจึงเกิดวิธีคิดการปลูกดาวเรืองแบบร่องคู่ ซึ่งก็จะได้ดอกดาวเรืองที่ค่อนข้างที่จะเยอะกว่า ทำให้ปัญหาเรื่องพื้นที่ในการปลูกที่มีอยู่อย่างจำกัดก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเราอีกต่อไป” คุณสมปอง กล่าว

ในส่วนของการเพาะกล้าก็จะใช้วิธีการซื้อต้นกล้าที่ผ่านการเพาะเรียบร้อยแล้วมาลงปลูกในแปลงได้ทันที ซึ่งมีข้อดีที่ว่าจะทำให้ต้นดาวเรืองมีความแข็งแรงไม่เสียเวลาในการรอต้นกล้างอก และเมื่อเจริญเติบโตให้ดอกเก็บขายได้ จะได้ดอกที่สมบูรณ์แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ดอกดาวเรืองมีสีสวยสดงดงาม ทำให้ตลาดมีความต้องการและการันตีในเรื่องของราคาส่งออกและลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การปลูกดอกดาวเรืองเริ่มแรกควรใช้ต้นกล้าที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 วัน มาปลูกลงดิน หรือแปลงที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นทำการรดน้ำให้เปียกชุ่ม ถ้าไม่ชุ่มก็ให้รดน้ำทุกๆ วัน จนเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ก็สามารถใส่ปุ๋ยได้เลย ก่อนที่จะเด็ดยอดต้นเล็กเพื่อให้มีการแตกแขนง เพื่อให้มียอดสามารถออกดอกได้มาก” คุณสมปอง กล่าว

คุณสมปอง ได้อธิบายถึงวิธีการใส่ปุ๋ยว่า การใส่ปุ๋ยทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายจะเป็นการใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้ดอกดาวเรืองโตและบานได้เต็มที่ ในส่วนของการเก็บเกี่ยวหรือเรียกว่าการตัดดอกนั้น สามารถเลือกตัดดอกที่โตสมบูรณ์เต็มที่