น้ำท่วมอีสานข้าวเสียหาย 1 ล้านตัน ชาวนาแห่จำนำยุ้งฉาง

รอทำกำไรในระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2560 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยนำคณะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อสำรวจผลผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด 17 จังหวัดจากทั้งหมด 20 จังหวัด ที่ได้รายงานประเมินความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ปลูกข้าวเบื้องต้น (ยังไม่สิ้นสุด) รวมได้ 2.68 ล้านไร่ จากเนื้อที่ปลูกข้าวทั้งหมดในภูมิภาครวม 36.6 ล้านไร่

หากคิดตามผลผลิตต่อไร่ 400-430 กก.ไร่ จะคิดเป็นข้าวเปลือกเสียหาย 1.0-1.1 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตที่คาดการณ์จะได้ 7-8 ล้านตัน โดยจังหวัดที่มีความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ จ.ร้อยเอ็ด 724,562 ไร่ สกลนคร 377,355 ไร่ ยโสธร 252,288 ไร่ มหาสารคาม 239,848 ไร่ และกาฬสินธุ์ 184,656 ไร่

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ที่ประชุมคาดว่าภาพรวมข้าวเปลือกนาปีจะมีปริมาณลดลง โดยข้าวหอมมะลิลดลง 5-6% ข้าวเหนียวลดลง 8% ถือเป็นตัวเลขที่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ สวนทางกับความรู้สึกทุกภาคส่วนที่มองว่า ปกติปริมาณน้ำมากจะส่งผลดีต่อข้าวที่ปลูกในนาดอน ทำให้มีผลผลิตมากขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาข้าวเปลือกนาปีขณะนี้เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว มีระดับราคาเฉลี่ยตันละ 13,000-14,000 บาท สูงขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ราคาตันละ 10,000 บาท

“คาดว่าชาวนาจะนำข้าวมาเก็บในยุ้งฉางตามโครงการรัฐบาล เพื่อชะลอการขายมากถึง 3 ล้านตันข้าวเปลือก จากปีก่อนที่เข้า 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพราะจากบทเรียนปีก่อนที่ราคา 9,000 บาท พอเก็บไปถึงเดือนพฤษภาคมราคาขึ้นไปถึง 13,000 บาท ชาวนาได้ค่าฝากเก็บ และเมื่อราคาข้าวปรับขึ้นไถ่ถอนมาขายได้กำไรอีก”

โรงสีมองสวนทางผลผลิตเพิ่ม

นายบู๊เฮียง รุ่งรัชกานนท์ เจ้าของ หจก.โรงสีข้าวเอกไพบูลย์ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า จากประสบการณ์มองว่าผลผลิตข้าวนาปีจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีปัญหาเรื่องราคา เพราะปีนี้รัฐบาลประกาศนโยบายสินเชื่อชะลอการขายยุ้งฉางเร็วกว่าปีก่อน ส่งผลดีทำให้เกษตรกรวางแผนการเก็บทัน และระดับราคาที่ฝากเก็บข้าวหอมมะลิตันละ 10,800 บาท และมีค่าเก็บรักษาข้าวในยุ้งอีกตันละ 1,500 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังเหลือเงินบางส่วนไว้ซื้อปัจจัยการผลิตถือเป็นนโยบายที่เดินมาถูกทาง ช่วยเกษตรกรตรงจุด และไม่ทำลายกลไกตลาดข้าวปกติ

นายวิชัย ศรีนวกุล ประธานชมรมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิในนาดอนจะเพิ่มขึ้น ส่วนในนาลุ่มจะเสียหาย เมื่อหักล้างกันแล้วทำให้ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2559/2560 แต่ไม่มากนัก ไม่กระทบราคา เพราะเกษตรกรน่าจะเก็บข้าวเข้ายุ้งฉางไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน เพราะรัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนเร็ว ทำให้เกษตรกรวางแผนการเก็บข้าวทัน ส่วนโรงสีจะช่วยซื้อเก็บสต๊อกอีก 2 ล้านตัน รวม 4 ล้านตัน เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนไว้ช่วยกักไม่ให้ข้าวทะลักออกมา หากชะลอขายอีก 4-5 เดือนจะได้ราคาดีขึ้น

ลุ้นแชมป์ส่งออก

ร.ต.ท.เจริญมั่นใจว่า ปีนี้การส่งออกข้าวไทยจะได้ 11 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมาย 10.5 ล้านตัน โดยตั้งแต่
1 ม.ค.-17 ต.ค. 2560 ส่งออกแล้ว 8.41 ล้านตัน เฉือนกับอินเดียที่ส่งออกได้ 8.87 ล้านตัน เป็นปีที่การส่งออกมีแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ไทยมีโอกาสเป็นแชมป์ แต่ควรรักษาระดับราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่เหมาะสม ประมาณ 750-850 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปริมาณการส่งออกจึงจะไม่ลดลง

สาเหตุที่ทำให้ปริมาณส่งออกมากขึ้น เพราะต้นปีราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทยลดลงตันละ 600 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าคู่แข่งมาก แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น ตันละ 750-800 เหรียญสหรัฐ ถือเป็นราคาที่แข่งขันได้ ตลาดอิหร่านกลับมาซื้อข้าวไทย 1 แสนตันจากที่หยุดซื้อไปนาน และเพิ่งจะคำสั่งซื้อข้าวนึ่งแบบรัฐต่อรัฐจากบังกลาเทศอีก 1.5 แสนตัน

สำหรับแนวโน้มการส่งออกข้าวหอมมะลิ ตลาดหลักยังเป็นสหรัฐ 400,000 ตัน ฮ่องกง 200,000 ตัน จีน 100,000 ตัน และแคนาดา 100,000-200,000 ตัน

ปัจจัยเสี่ยงตลาดข้าว

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง 1-2 สัปดาห์นี้จะมีการเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลัก หากอากาศเย็นไม่มีฝนตกลงมามาก จะทำให้ข้าวมีคุณภาพดี

และปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่า ซึ่งที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่า 8.5% จาก 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐเป็น 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินด่อง เวียดนามแข็ง 2% ทำให้ราคาข้าวไทยห่างจากเวียดนามถึง 30 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ มีความเป็นห่วงว่าข้าวเหนียวในปีนี้มีราคาลดลงจากปีก่อน ดังนั้น รัฐบาลควรผลักดันการส่งออกข้าวเหนียวให้รัฐบาลจีนแทนข้าวขาวในส่วนของการส่งมอบข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่ยังเหลือ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคา

ยะลา – นายนันตชาติ จัยห้าว ประธานเครือข่ายชาวสวนยาง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เผยว่า ตอนนี้ประสบปัญหาราคายางตกต่ำกว่าต้นทุน ต้นทุนยางประมาณ 62 บาท แต่มาขายได้แค่ราคา 45-46 บาท เกษตรกรเดือดร้อน โรงรมก็ขาดทุน เดินทางมาขายยาง ที่ตลาดกลางยะลาเพราะมีบริษัทร่วมทุนของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เข้ามารับซื้อ ในขณะที่ตลาดกลางอื่นๆ มีบริษัทร่วมทุนเข้าไปน้อย บริษัทร่วมทุนเข้ามาซื้อราคาจะสูงกว่า อยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังนำยางมาขายที่จังหวัดยะลา ค่ารถ ค่าเดินทางก็ยังคุ้มค่า

ยางที่นำมาขายเป็นทั้งสหกรณ์ กลุ่มรัฐวิสาหกิจ กลุ่มเอกชนประมาณ 20 กว่าสหกรณ์ รวมกลุ่มกันมาสองเที่ยวแรกไม่มีปัญหาขายได้ปกติ แต่พอมาเที่ยวที่สามที่สี่ตลาดกลางยางยะลาล้น แต่ทางตลาดกลางจังหวัดยะลาก็รับฝากไว้ ที่ผ่านมามีบริษัทมาประมูลแล้ว แต่ประมูลราคาต่ำกว่าราคากลางที่กำหนด ทำให้ไม่สามารถระบายยางได้ ก็ต้องรอเพื่อบริษัทเข้ามาประมูล แก้ปัญหาระยะยาว พูดกันมานานแล้วคือให้นำมาใช้ในประเทศให้มากที่สุด อย่าหวังตลาดต่างประเทศ ทำถนนลาดยางแต่ทำไมรัฐบาลทำไม่ได้ ไม่ได้จริงจัง

นอกจากนี้หากรัฐบาลทำโรงอัดก้อนเก็บไว้ให้แต่ละสหกรณ์ รัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณสหกรณ์ที่มีความมั่นคงสร้างโรงอัดยางก้อนและสร้างโกดังเก็บเพราะเก็บได้หลายปีทำสต๊อกยางเอง แต่รัฐบาลต้องมาสนับสนุนงบประมาณค่าเครื่องจักร ค่าอุปกรณ์ คล้ายกับที่รัฐส่งเสริมโรงรม จะทำให้ยางหายไปจากตลาด บริษัทก็มีความต้องการยาง อาจจะทำให้ราคายางดีขึ้นได้ เพราะหนทางอื่นที่แก้มาไม่เคยได้ผล
บริเวณตลาดกลางยางพาราจังหวัดยะลา มีชาวสวนยางและพ่อค้ารับซื้อยางจำนวนมาก นำยางมาขายทำให้ไม่มีที่จะเก็บยาง บางส่วนต้องตากแดด ตากฝน สร้างความเดือดร้อน สาเหตุมาจากบริษัทที่ร่วมทุนกับ กยท.มาประมูลต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดทำให้ยางล้นตลาด

กรมการค้าภายใน เพิ่มช่องทางขายสินค้าเกษตรให้รายย่อย ปั้นตลาดกลางทั่วประเทศสู่มาตรฐาน พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ออนไลน์ เชื่อมโยงเกษตรกรพบผู้บริโภคโดยตรง ก่อนยิงตรงกระจายสู่ภูมิภาคอาเซียน-ประเทศจีน

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรถูกเอาเปรียบ ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เข้าไม่ถึงช่องทางการตลาดจึงส่งเสริมให้มีตลาดกลางสินค้าเกษตรของกรมการค้าภายใน พร้อมกับเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบเว็บไซต์เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นศูนย์กลางนำสินค้าเกษตรเข้ามาจำหน่าย ขณะที่ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายสามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรและแปรรูปได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการรวบรวมและจำหน่ายสินค้าในแต่ละภูมิภาค โดยเชื่อมโยงและกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังภูมิภาคอื่นๆ และท้องถิ่น รวมถึงสามารถเชื่อมโยงการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอาเซียน และจีน ผ่านการส่งเสริมและจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถด้านการค้าแก่ผู้ประกอบการไทย และเกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านอีคอมเมิร์ต

“ตลาดกลางออนไลน์ จะช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าของตนเองได้มากกว่าการซื้อขายในรูปแบบเดิม ที่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหลายขั้นตอน ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองราคาได้และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการตลาดเหมือนกับอดีต นอกจากนั้นยังเป็นเหมือนสื่อกลางสำหรับผู้ประกอบการพร้อมหารือและเชื่อมโยงกับเว็บไซต์เอกชนที่เกี่ยวข้อง ไปสู่การบริหารจัดการที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในกิจกรรมทางธุรกิจทุกๆ ขั้นตอนผ่านระบบการสื่อสารแบบทุกที่ทุกเวลา เพื่อเป็นกลไกพัฒนาการค้าให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ปัจจุบันตลาดกลางสินค้าเกษตร ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายในมีทั้งสิ้น 80 แห่ง ใน 38 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ 56 แห่ง ตลาดกลางผักและผลไม้ 19 แห่ง ตลาดกลางสัตว์น้ำ 4 แห่ง และตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง 1 แห่ง

กระจายอยู่ในภาคเหนือ 10 จังหวัด 32 แห่ง ได้แก่ ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ 27 แห่ง ตลาดกลางผักและผลไม้ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด 16 แห่ง ได้แก่ ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ 11 แห่ง ตลาดกลางผักและผลไม้ 5 แห่ง

ภาคกลาง 16 จังหวัด 29 แห่ง ได้แก่ ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ 6 แห่ง ตลาดกลางผักและผลไม้ 7 แห่ง ตลาดกลางสัตว์น้ำ 4 แห่ง ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง 1 แห่ง ภาคใต้ 1 จังหวัด 3 แห่ง ได้แก่ ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ 1 แห่ง ตลาดกลางผักและผลไม้ 2 แห่ง โดยทั้งหมดเข้ามาอยู่ในระบบออนไลน์ทั้งหมดแล้ว ที่เว็บไซต์ ตลาดกลางออนไลน์

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กก.ผจก.ใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้ปรับปรุงเว็บไซต์ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท หรือ www.thailandpostmart.com โฉมใหม่ ให้กลายเป็น “อี-มาร์เก็ต เพลซ” เน้นเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าดีผลิตภัณฑ์เด่นจากทุกชุมชนทั่วไทย ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ทันสมัยขึ้นกว่าเดิม รองรับการใช้งานหลากหลายุคดิจิตอล

เว็บไซต์โฉมใหม่ จัดแสดงสินค้าแยกหมวดหมู่ชัดเจน อาทิ สินค้าประเภทอาหาร ภายใต้โครงการอร่อยทั่วไทย อาทิ หมูย่างเมืองตรัง เป็ดย่างพิมาย สินค้าวัตถุมงคล ของดีของไทย ไลฟ์สไตล์ เพื่อเป็นช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร และสินค้าโอท็อปที่ใหญ่ที่สุดในไทย ยังเตรียมผลักดันให้เป็นศูนย์รวมสุดยอดของดีจากชุมชนทั่วไทยด้วย สินค้าแต่ละชิ้นจะมีรูปภาพ รายละเอียด และการจัดส่ง ระบุไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สามารถชำระเงินออนไลน์ในทันที ทั้งจากเว็บไซต์มีระบบรองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต และบัตรเดบิต ผ่านเคาน์เตอร์บริการ ณ ร้านสะดวกซื้อ และผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร พาณิชย์โหมแพ็กเกจช่วยชาวนา หวั่นราคาข้าวตก มั่นใจมาตรการด้านการตลาดเชิงรุกช่วยเกษตรกรได้ราคาที่เหมาะสม เร่งหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ ให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เก็บข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉาง จัดตลาดนัดข้าวให้ชาวนา

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้จัดทำแผนงานดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ โดยมีการเตรียมความพร้อมรับมือผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาด ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

สำหรับข้าวกำลังจะออกสู่ตลาดในเดือนพฤศจิกายนนี้ มีผลผลิตในปี 2560/61 ประมาณ 28.81 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 9.88% ราคาข้าวเปลือกเฉลี่ย ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ข้าวหอมมะลิ อยู่ที่ 12,900 บาท ข้าวเหนียว 10% เมล็ดยาว 9,150 บาท ข้าวเจ้า 5% 7,550 บาท ข้าวปทุมธานี 8,900 บาท โดยข้าวหอมมะลิและข้าวปทุมธานีมีราคาปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนราคาข้าวชนิดอื่นที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย อาทิ ข้าวเหนียว เนื่องจากยังมีสต๊อกข้าวของปีก่อนอยู่มาก

กระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางและมาตรการด้านการตลาดช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2560/61 เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะช่วยให้ระดับราคาข้าวเปลือกอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น จัดทำแอพพลิเคชั่น (Application) จองรถเกี่ยวข้าวร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์กรมหาชน) หรือ GISTDA เพื่อจัดหารถเกี่ยวให้เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมามาก

นอกจากนี้ ยังให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีให้เก็บข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉาง รอราคาดีแล้วค่อยขาย เพื่อไม่ให้ราคาลดลงในช่วงผลผลิตออกมาและค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้เกษตรกรไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกิน 12,000 บาท/ครัวเรือน พร้อมให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ชดเชยดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก

นอกจากนั้น ยังกำหนดจัดตลาดนัดข้าวเปลือกให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขาย ในช่วง 1 ตุลาคม 2560-30 กันยายน 2561 โดยดูแลเกษตรกรให้ความเป็นธรรมด้านราคาและการหักลดน้ำหนักจากการวัดความชื้น และส่งเสริมข้าวอินทรีย์เชื่อมโยงการตลาดข้าวอินทรีย์ จัดสรรโควตาส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรป (EU)

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่จังหวัดสุรินทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิในพื้นที่จังหวัด ตามถนนหนทางตามหมู่บ้านต่างอำเภอ ขณะนี้พบว่าชาวบ้านที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ได้มีการนำข้าวเปลือกหอมมะลิมาตากกันเป็นจำนวนมาก และการตากต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน ถ้ามีแดดจัดๆ หากแดดไม่จัดต้องใช้ระยะเวลาการตากเพิ่มไปอีกข้าวจึงจะแห้งและสามารถนำไปขายได้ราคา หรือบางรายไม่ขายก็นำไปขึ้นยุ้งฉางเก็บไว้กินกันภายในครอบครัวต่อไป อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอข้าวตากแห้ง พบว่าช่วงกลางคืนชาวนาบ้านดงเค็ง หมู่ที่ 8 ตำบลเมืองลึง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ได้พากันมานอนเฝ้าข้าวเพื่อป้องกันการถูกลักขโมยข้าวที่ตากไว้ เนื่องจากปลายปีที่ผ่านมามีการขโมยข้าวของชาวนาที่ตากไว้ตามถนนไปแล้วในหลายพื้นที่ด้วย

นายคันธนู มุ่งซ้อนกลาง อายุ 29 ปี ชาวนาบ้านดงเค็ง หมู่ที่ 8 ตำบลเมืองเล็ง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณข้าวกำลังทยอยออกมา จึงต้องมานอนเฝ้าข้าว ไม่ได้ปลูกข้าวไว้ขาย แต่จะเก็บขึ้นยุ้งฉางไว้กินกันในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ราคาที่โรงสีรับซื้ออยู่ขณะนี้คือ ข้าวเปลือก ไม่ได้ตากรับซื้อที่ กิโลกรัมละ 9 บาท ถึง 9.50 บาท ข้าวตากแห้งแล้ว 12 บาท ถึง 12.50 บาท

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยสถานการณ์เลิกจ้างประจำปี 2560 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559-30 กันยายน 2560 สถานประกอบการ 357 แห่ง เลิกจ้างลูกจ้าง จำนวน 6,204 คน เป็นเงินสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับรวมทั้งสิ้น 183,071,353.53 บาท โดยกิจการที่เลิกจ้างมากที่สุด ได้แก่ กิจการการผลิตและจำหน่าย ร้อยละ 41 กิจการอื่นๆ เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้อยละ 17 กิจการสื่อสาร โทรคมนาคม โรงแรม สถานบันเทิง งานบริการ ร้อยละ 10 กิจการก่อสร้าง ร้อยละ 9 และกิจการขนส่ง รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน ร้อยละ 4

“พบการเลิกจ้างมากที่สุดในพื้นที่ภาคกลาง littlekeylime.com หากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีงบประมาณ 2559 ซึ่งมีสถานประกอบกิจการเลิกจ้าง 249 แห่ง ลูกจ้าง 14,760 คน พบว่ามีสถานประกอบกิจการเลิกจ้างมากกว่า แต่จำนวนลูกจ้างลดลง จึงถือได้ว่าสถานการณ์ด้านแรงงานยังคงอยู่ในทิศทางที่ดี” นายอนันต์ชัย กล่าวและว่า แม้สถานการณ์เลิกจ้างจะดีขึ้น แต่ กสร.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง ซึ่งล่าสุดมีสถานประกอบกิจการกลุ่มเสี่ยงประเภทกิจการผลิตและจำหน่าย 2 แห่ง และขนส่ง 3 แห่ง ลูกจ้าง 895 คน รวมถึงสถานประกอบกิจการกลุ่มอื่นๆ ด้วย

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า ใน 4-5 ปีข้างหน้า จะมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี เพิ่มมากขึ้น ซึ่งล่าสุด บอร์ดบีโอไอได้พิจารณาส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ กพร.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันไทย-เยอรมัน และกลุ่มบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) และสถานประกอบกิจการในเขตนิคมอุตสาหกรรม 500 แห่ง ในเขต จังหวัดระยอง จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือฝึกอบรมทักษะอุตสาหกรรมเหมราช (ระยอง) เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมให้แก่แรงงานในสาขายานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ พัฒนาทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้กับบุคลากรในสถานประกอบกิจการ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งแรงงานได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือที่ได้มาตรฐาน “กพร.ได้วางแผนการดำเนินงานใน 5 ปี ผลิตแรงงานฝีมือป้อนอีอีซีถึง 2,330,000 คน ทั้งส่วนที่ดำเนินการเองและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการดำเนินการด้วย” อธิบดี กพร.กล่าว

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ต.อ. สิปนันท์ สอนคุณแก้ว ผบ.ตชด.23 ได้รับแจ้งมีขบวนการลักลอบขนไม้พะยูงจากพื้นที่ อำเภอท่าอุเทน ลงเรือข้ามแม่น้ำโขงไปประเทศเพื่อนบ้าน จึงสั่งการ พ.ต.ท. ทวี ภาน้อย ผบ.ร้อย ตชด.237 พร้อม พ.ต.อ. ธานัท จิรธนะกุล ผกก.สภ.ท่าอุเทน และ นายกิตติพันธ์ จันทร์นนท์ หัวหน้าป้องกันรักษาป่าที่ นพ.1 (พนอม) พร้อมเจ้าหน้าที่ร้อยทหารพรานที่ 2107 กกล.สุรศักดิ์มนตรี วางแผนเข้าจับกุม

พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย เป็นชายฉกรรจ์ 4-5 คน กำลังลำเลียงสิ่งของบางอย่างลงเรือกีบที่จอดไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณบ้านแก้ง หมู่ที่ 2 ตำบลหนองเทา อำเภอท่าอุเทน ชุดลาดตระเวนนำโดย ร.ต.ท. ธีระวัฒน์ ชาวดอน ผบ.หมวด ตชด.ที่ 2373 จึงนำกำลังไปบริเวณดังกล่าว เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์พบเจ้าหน้าที่ได้แตกฮือวิ่งหนีไปคนละทิศละทางหลบหนีไปได้ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเรือกีบ 1 ลำ ติดเครื่องยนต์จอดอยู่ริมตลิ่ง ในเรือพบไม้พะยูงแต่ละท่อนยาว 1 เมตร จำนวน 57 ท่อน และพบตกอยู่บันไดทางลงตลิ่งอีก 2 ท่อน รวม 59 ท่อน ปริมาตร 1.196 ลูกบาศก์เมตร จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดนำส่ง สภ.ท่าอุเทน

อย่างไรก็ตาม ไม้พะยูงที่ตรวจยึดได้ครั้งนี้ พบว่าไม้แต่ละท่อนเป็นไม้เก่า และไม้ใหม่สด ไม่มีร่องรอยการก่อสร้างโรงเรือนมาก่อน คาดว่าถูกลำเลียงมาพักไว้ในชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง เพื่อรอจังหวะลำเลียงส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่เจ้าหน้าที่มาตรวจพบเสียก่อน จะได้สืบหาผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการ และนายทุนที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าขณะนี้ประชาชนและ นักท่องเที่ยว เริ่มเดินทางขึ้นไปสัมผัสลมหนาว ชมวิวทิวทัศน์ และเมฆหมอกที่สวยงามบนยอดภูเขาไฟกระโดง ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ขณะที่ทางจังหวัดจะร่วมกับวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง จัดงาน “เทศกาลภูเขาไฟ สัมผัสลมหนาวคืนเดือนหงาย” บริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ในวันที่ 2-3 ธันวาคม นี้

ภายในงานจะแสดงประวัติความเป็นมาของการเกิดภูเขาไฟ การแสดงแสงสีเสียงอัปสราเล่นไฟ ตำนานรัก “ปาจิต อรพิม” เล่าขานกันว่า ท้าวปาจิตเป็นโอรสแห่งนครธม กับนางอรพิม หญิงสาวชาวนา มีความรักแต่ต้องพลัดพรากจากกัน ต้องผจญภัยฟันฝ่าอุปสรรค และเรื่องราวปาฏิหาริย์มากมายเป็นเวลาถึง 7 ปี จึงได้กลับมาพบและครองรักกัน แสดงให้เห็นถึงความรักแท้ของคนในสมัยอดีต รวมถึงออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับภูเขาไฟอีกด้วย