น้ำผึ้งเดือน 5 ส่วนผสมสมุนไพรชั้นดี ที่หมอยาต้องการ

อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำผึ้ง คือของดีมีประโยชน์ จะนำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นยาคุณค่าก็สูงทั้งนั้น แต่น้ำผึ้งแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมอื่นเจือปนในปัจจุบันหากินยากขึ้นทุกที สาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง ประกอบกับมีผู้รู้วิธีการเลี้ยงและดูแลผึ้งที่ถูกต้องมีจำนวนน้อย และจะสังเกตุได้ว่าน้ำผึ้งแท้ในปัจจุบันหายากไม่พอต่อความต้องการ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะสรรหาเฉพาะน้ำผึ้งเดือนห้าเท่านั้น บางคนอยากได้เพราะรู้ที่มาและสรรพคุณ อยากได้มารักษาโรค บางคนอยากได้ไปอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าความหมายและประโยชน์คืออะไร

ปกติทั่วไปผึ้งจะให้น้ำหวาน 3-4 เดือน ต่อการเก็บน้ำผึ้ง 1 ครั้ง แต่ช่วงเวลานี้น้ำผึ้งคุณภาพจะต่ำ มีความชื้นสูง รสชาติของน้ำผึ้งจะไม่มีความหอมที่หลากหลาย เพราะมีข้อจำกัดคือ ไม่ใช่ฤดูดอกไม้บาน ไม่มีความหลากหลายของมวลพฤกษา

แต่หากเก็บเดือนห้า จะได้น้ำผึ้งคุณภาพสูงดอกไม้นาๆ ชนิดจะเบ่งบานพร้อมกัน ป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ผึ้งสมารถกักตุนน้ำหวานได้ดี บวกกับความชื้นในอากาศต่ำ ทำให้ความชื้นในน้ำผึ้งต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็น น้ำผึ้งจะมีความเข้มข้นสูง เก็บรักษาไว้ได้นาน รสชาติกล่อมกล่อม มีความหลากหลายทางสมุนไพร มากกว่าฤดูอื่น เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการบ่มหรือหมัก

รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ นายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุ้งจังหวัดสงขลา ร่วมกับ ชมรมกุ้งจังหวัดสงขลา-นครศรีธรรมราช พร้อมตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ในจังหวัดสงขลา เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดสงขลาเพื่อยื่นหนังสือเรื่องการขอให้ยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ ถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลป์ยะ รองนายกรัฐมนตรี และนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่าน นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา โดยหนังสือดังกล่าวนั้น อ้างถึงกรณี กรมประมงได้อนุมัติให้มีการนำเข้ากุ้งขาวจากประเทศอินเดีย 1 ปีจำนวน 50,000 ตัน

โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาห้องเย็นขาดแคลนวัตถุดิบกุ้งในการแปรรูปเพื่อส่งออก ซึ่งการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศนั้น จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ใน 4 ประเด็น คือ เชื้อโรคระบาดที่อยู่ในตัวกุ้ง จะเข้ามาแพร่ในประเทศไทย ,ยาปฏิชีวนะ สารปนเปื้อน สารตกค้าง จะทำลายการส่งออกของกุ้งไทย, ทำให้ราคากุ้งไทยราคาตกต่ำ ไร้เสถียรภาพ และ กุ้งไทยนั้นเป็นกุ้งที่มีคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก จะได้รับผลกระทบไปด้วยโดยนายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหนังสือจากตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและรับที่จะเร่งรัดเพื่อนำส่งจดหมายต่อไปทันที

นายกาจบัณฑิต กล่าวว่า การที่จะนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศนั้นจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้งกุ้งภายในประเทศอย่างมาก จึงต้องมายืนหนังสือเพื่อเรียกร้องให้รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กรมประมง ยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ เพราะเป็นการทำลายภาคการผลิตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยและขอให้ส่งเสริมด้านวิชาการ สนับสนุน จัดสรรงบประมาณแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยให้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตของกุ้งให้ได้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืนทั้งนี้เพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับพี่น้องคนไทยตามนโยบายรัฐบาล โดยขอคำตอบภายในวันที่ 14 มีนาคมนี้ หากไม่ชัดเจนจะมีการหารือเพื่อยกระดับในการเคลื่อนไหวต่อไป

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายวานนี้ ที่ปิ่นฟ้าฟาร์ม หมู่ที่ 3 ต.คูขวาง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี นายสุรพงษ์ อึ้งอำพรวิไล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอลาดหลุมแก้ว นายธวัชชัย อึ้งอำพรวิไล นายกเทศมนตรีตำบลบางกะดี ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานปิ่นฟ้าฟาร์ม แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสานของเกษตรกรรุ่นใหม่อำเภอลาดหลุมแก้ว โดยมีนายนพดล ลัดดาแย้ม เจ้าของฟาร์ม ให้การต้อนรับ

นายพิษณุเปิดเผยว่า ปิ่นฟ้าฟาร์มเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสานของอำเภอลาดหลุมแก้ว ที่มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้พัฒนาทำการเกษตรแบบผสมผสานที่ยึดกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์และประมงเป็นรายได้หลัก โดยมีการจัดระบบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่สอดคล้องและเกื้อกูลกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนของเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาต่อยอดอาชีพเกษตรกรรมให้ครบวงจร สร้างงานสร้างอาชีพ สร้างโอกาส และกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและคนในชุมชน เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้ามาเรียนรู้ยังแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีไฮไลท์ที่สร้างสีสันให้กับผู้เข้าร่วมงานได้ฮือฮา โดยมีการจัดแข่งขันกินก๋วยเตี๋ยวเรือชามยักษ์ให้หมดภายใน 5 นาที ชิงเงินรางวัล มีผู้สนใจเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้จำนวนมาก

วันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ว่ามีชายตาบอดสู้ชีวิต มีความสามารถปลูกผักขาย สร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง จึงเดินทางไปตรวจสอบพบ นายจิตร รักรัตน์ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ปลูกบ้านหลังเล็กๆ กลางสวนปาล์มน้ำมัน รายล้อมด้วยแปลงผักนานาชนิด นายจิตร เป็นคนพิการตาบอดทั้งสองข้าง ใช้วิธีการเดินตามเชือกที่ขึงไว้ ตักน้ำรดผักและออกเก็บผักอยู่ในแปลงที่ปลูกไว้อย่างคล่องแคล่ว สร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็น เนื่องจากผู้พิการทางสายตาส่วนใหญ่ไม่สามารถทำงานในลักษณะดังกล่าวได้ ต่างชื่นชมในความมุมานะพยายาม จนสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อน

นายจิตร เล่าว่า เริ่มพิการตาบอดเมื่ออายุได้ 20 ปี ขณะนั้นไปเป็นทหารเกณฑ์ แต่เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง และตาพร่ามัวมองอะไรไม่เห็น ทางผู้บังคับบัญชาจึงได้ให้กลับมารักษาตัวที่บ้าน จากนั้นอาการปวดหัวก็หายแต่ตากลับบอดสนิท ทำให้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ตอนนั้นอายุยังน้อยใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำใจได้ และพยายามดิ้นรนต่อสู้ชีวิตเรื่อยมา โดยอาศัยอยู่กับพี่สาวและพยายามหาหนทางทำมาหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ต้องการเป็นภาระผู้อื่น จนกระทั่งเพื่อนบ้านคือ นายสุวงค์ แก้วตั้ง อายุ 69 ปี ได้แนะนำให้ปลูกผักข้างๆ บ้านขาย โดยวิธีการขึงเชือกจากบ้านไปยังแปลงผัก ระยะทาง 300 เมตร โดยตักน้ำในสระข้างบ้านมารดผัก ตอนแรกก็ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมองไม่เห็นต้องใช้วิธีสัมผัส

จากนั้นก็พยายามฝึกฝนเรื่อยมา โชคดีที่ นายสุวงศ์ จะคอยช่วยเหลือแนะนำมาตลอด จนกระทั่งผ่านไป 2 ปี ก็เกิดความชำนาญ ตอนนี้ปลูกผักไว้หลายชนิด เช่นแตงกวา ฟัก ผักกาด บวบ คะน้า เป็นต้น โดยให้พี่สาวนำไปขาย บางครั้งมีชาวบ้านมาซื้อถึงที่ เนื่องจากสงสารที่ตนพิการตาบอด และที่สำคัญผักที่ปลูกไว้จะไม่ใช้สารเคมี แต่ก็ให้ผลดีและ ไม่มีปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืช จนเป็นที่ประหลาดใจของเพื่อนบ้าน ซึ่งตนนี้มีรายได้จากการขายผักปีละหลายหมื่นบาท สามารถเลี้ยงตัวเองได้

นางบุญเกิด สมหวัง อายุ 60 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ตนมีสายตาปกติและได้ปลูกมานานหลายปี แต่ส่วนใหญ่ผักที่ปลูกแห้งเหี่ยวตายบ่อยครั้ง แต่นายจิตร เป็นคนตาบอดกลับปลูกได้ผลดี และผักงอกงาม เจริญเติบโต น่ารับประทาน เป็นที่ต้องการของลูกค้า ก็ต้องยอมรับในความสามารถ ที่สามารถทำได้ดีกว่าคนปกติ

วันที่ 18 ก.พ. นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องตัวแทนการให้บริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ (banking agent) นั้น ธปท. ขอชี้แจงว่าไม่ได้เป็นการอนุญาตให้เอกชนมาขอใบอนุญาตทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ใหม่ ปัจจุบัน ธปท. ยังไม่มีนโยบายให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่

อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับช่องทางการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการการเงินได้สะดวก และทั่วถึงมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ แบงก์กิ้ง เอเย่นต์ จะมีขอบเขตการให้บริการจำกัด

ในกรณีนี้ธนาคารพาณิชย์ จะเป็นผู้เลือกตัวแทนการให้บริการทางการเงิน (banking agent) โดยเปิดกว้างให้ได้ทั้งนิติบุคคลและบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่ ธปท. กำหนด และธนาคารพาณิชย์ จะต้องจัดให้มีระบบควบคุมและบริหารความเสี่ยงสำหรับธุรกรรมที่ทำผ่านแบงก์กิ้ง เอเย่นต์

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สายนโยบายสถาบันการเงินจะชี้แจงสื่อในวันจันทร์ที่ 19 ก.พ. 61 เวลา 14.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว อาคาร 2 ชั้น 1 ธปท. ต่อไป

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมมอบนโยบายผลักดันการส่งออกปี 2561 ให้กับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) 58 แห่งทั่วโลก ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานสถานการณ์การค้า ในปี 2560 ที่มีมูลค่าการค้า 236,694 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวได้ 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี จึงทำให้มั่นใจว่าแนวโน้มส่งออกไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 8.0% มูลค่าการค้า 255,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และย้ำให้กระทรวงพาณิชย์ทำให้ได้ตามตั้งเป้าหมายไว้

โดยบทบาทและรูปแบบการทำงานของ สคร. ต่อจากนี้จะต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น และให้บูรณาการทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สนับสนุนผู้ประกอบการเข้าไปลงทุน และให้เพิ่ม สคร. ในทุกภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่น และจีน รวมทั้งการเสริมกำลังคนใน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณางบประมาณและรูปแบบการจัดสรรบุคลากรเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มช่องทางการค้า ในรูปแบบอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำสินค้าเข้าไปขายได้จริง นอกเหนือจากการพาไปโรดโชว์ และการจับคู่ธุรกิจ และจะมีการประเมินผลงานของทุกหน่วยงาน ดังนั้นจึงขอให้ทุกฝ่ายลงมือทำอย่างจริงจัง รวมทั้งต้องร่วมกันทำฐานข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับแต่ละภูมิภาค หรือ บิ๊กดาต้า เพื่อให้เจาะข้อมูลในทุกด้าน เช่น ข้อมูลการค้า การลงทุน ผู้ประกอบการนักธุรกิจ ร้านอาหาร เป็นต้นหากมีความจำเป็นก็ต้องมีการจ้างให้เอกชนช่วยศึกษาและเก็บข้อมูลโดยให้มีความคืบหน้าชัดเจนภายใน 3 เดือนซึ่งการที่ไทยมีบิ๊กดาต้าและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงนั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

นายสมคิด ยังกล่าวถึงเงินบาทที่ยังแข็งค่า ว่า ที่ผ่านมาทุกฝ่ายก็ดูแลมาโดยตลอดแต่ยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงิน และขอให้ภาคเอกชนใช้โอกาสนี้ในการออกไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้นและให้กรมสรรพากรหามาตรการในการออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนออกไปลงทุนในต่างประเทศและนำเม็ดเงินกลับมาไทย

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 พันเอกวรเทพ บุญญะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 กองกำลังนเรศวร จ.แม่ฮ่องสอน ส่งกำลังพลและรถบรรทุกน้ำ นำน้ำประปาสะอาด ไปแจกจ่ายให้กับราษฎรบ้านชานเมือง หมู่ 12 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 6,000 ลิตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หลังจากราษฎรในหมู่บ้านร้องขอความช่วยเหลือ

พันเอก วรเทพ บุญญะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 กล่าวว่า ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง แม้ในช่วงกลางคืนจะมีอากาศหนาวเย็น แต่ในช่วงกลางวันจะมีอากาศร้อน น้ำในแม่น้ำธรรมชาติเริ่มจะแห้งขอด หลายหมู่บ้านอยู่บนพื้นที่สูง ยังคงใช้น้ำอุปโภคบริโภคระบบประปาผิวดิน หรือน้ำประปาภูเขา ทำให้น้ำไม่เพียงพอต่อการบริโภค ตามนโยบายของกองทัพบก และแม่ทัพภาคที่ 3 ให้หน่วยทหารในพื้นที่เข้าช่วยเหลือราษฎรอย่างเร่งด่วนที่ประสบความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เมื่อประชาชนเดือดร้อนก็จะเข้าไปช่วยเหลือทันที การแจกจ่ายน้ำให้ราษฎร เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนปัญหาระยะยาวได้พูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชนโดยจะส่งกำลังทหารของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 ออกตรวจพื้นที่ และร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานในพื้นที่ สร้างฝายกักเก็บน้ำบริเวณลำห้วย จะทำให้ราษฎรมีน้ำเข้าสู่ระบบประปาภูเขาของหมู่บ้าน โดยไม่ขาดแคลน

นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่มอบนโยบายการประชุมสัมมนา “การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ ครั้งที่ 4 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ 17 จังหวัด ณ จ.พิษณุโลก ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นย้ำใน 2 เรื่องหลัก คือ 1. ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำงานร่วมกันไม่แบ่งแยกกรมใครกรมมัน ต้องทำงานในภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ ให้ได้ โดยเฉพาะงานโครงการตามนโยบาย 15 เรื่องสำคัญ เช่น แปลงใหญ่ที่ส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่ม รวมผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่แล้วต้องเชื่อมโยงตลาดให้ได้ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐทั้งพาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด หรือภาคเอกชนในพื้นที่ 2. การติดตามสถานการณ์และลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ผลกระทบภาคเกษตร ซึ่งขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งก็จะมีความเสี่ยงทั้งหมอกควัน ไฟป่า และปัญหาภัยแล้ง

ส่วนข้าราชการกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรต้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพิจารณาว่าจุดใดบ้างที่สามารถสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ หรือการช่วยเหลือเยียวยาที่ต้องประสานกับกระทารวงมหาดไทย ก็ให้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของเกษตรกรได้ต่อสถานการณ์

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 53,049 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 75% ของปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมด มากกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ประมาณ 7,239 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปริมาณน้ำใช้การได้ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ มีอยู่รวมกันประมาณ 29,505 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62% ของปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมด

สำหรับสถานการณ์ภัยแล้ง ในพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศ ปัจจุบันยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากกรมชลประทานได้มีการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคไว้อย่างเพียงพอ ตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้ไปจนถึงเดือนก.ค. 2561
ส่วนของพื้นที่นอกเขตชลประทาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งอาจประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ นายกฤษฎา สั่งให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ กรมชลประทาน โดยสำนักเครื่องจักรกล ได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ จากส่วนกลางเข้าไปเตรียมพร้อมสนับสนุนเพิ่มเติม จากของเดิมที่มีประจำการอยู่แล้วในโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด

พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้บริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทานด้วยการใช้ระบบชลประทานที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และให้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ และรถยนต์บรรทุกน้ำ ให้มีความพร้อมที่จะสามารถนำไปช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำได้ทันที

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม Web Conference ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 มีมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้การขับเคลื่อนยุทธ์ศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

โดยมีกรอบหลักในการดำเนินการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน 10 เรื่อง ประกอบด้วย 1) สัญญาประชาคมผูกใจไทยเป็นหนึ่ง 2) คนไทยไม่ทิ้งกัน 3) ชุมชนอยู่ดีมีสุข 4) วิธีไทยวิถีพอเพียง 5) รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย 6) รู้กลไกการบริหารราชการ 7) รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม 8) รู้เท่าเทียมเทคโนโลยี 9) ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด และ 10) งานตามภารกิจของทุกหน่วยงาน (Function) โดยมีเป้าหมายการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ดำเนินการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ 76 จังหวัด 878 อำเภอ และพื้นที่กรุงเทพมหานคร 50 เขต ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโรงการไทยนิยม ยั่งยืน รวม 7,663 ทีม พื้นที่ 83,151 แห่ง

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีส่วนร่วมการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) คนไทยไม่ทิ้งกัน แผนงานเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ งบประมาณ 693 ล้านบาท 2) ชุมชนอยู่ดีมีสุข แผนงานการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ งบประมาณ 14,203 ล้านบาท และ 3) งานตามภารกิจของทุกหน่วยงาน (Function) พัฒนาชุมชน/กลุ่ม ให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับกลไกการบริหารราชการ งบประมาณ สร้างการรับรู้ และมีส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอน งบประมาณ 10,090 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 24,294 ล้านบาท โดยทำการชี้แจงทำความเข้าใจเมนูโครงการอาชีพต่าง ๆ

ให้ชัดเจนกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อำเภอ และตำบล ทั่วประเทศ เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน มีการเตรียมความพร้อมทั้งจำนวนคนที่จะร่วมทีมให้เพียงพอกับพื้นที่ รวมทั้งให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้วย นอกจากนี้ในวันที่ 21 ก.พ. จะเป็นการคิกออฟ พร้อมกันตำบลละ 1 หมู่บ้าน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาความเดือดร้อนเยี่ยมเยียนรายครัวเรือนและรายบุคคล ค้นหาความต้องการของประชาชนเพื่อจัดทำโครงการเสนอตามกรอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ต่อไป

สำหรับเมนูอาชีพภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย 1. โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงเกษตรฯ 2. โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร 3. โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน 4. โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อผลินสินค้าเกษตรอื่นที่เหมาะสม 5. โครงการศูนย์ขยายพันธ์พืช 6. โครงการผลิตเมล็ดพันธ์ดี 7. โครงการขยายพันธุ์สัตว์และส่งเสริมการผลิตการผลิตปศุสัตว์

8. โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร 9. โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร 10. โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ 11. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร 12. โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 13. เพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร 14. โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ 15. สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง

16. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการกิจการยาง (ยางแห้ง) 17. โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร 18. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจ SMEs ในอุตสาหกรรมแปรรูป 19. โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชุมชน และ 20. โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน

“กฤษฎา” เผยไทยเนื้อหอม ทูต 5 ประเทศรุมจีบ หวังขยายความร่วมมือวิชาการ-ค้าขายสินค้าเกษตร แถมชี้ช่องขายตลาดยาง อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเขตเศรษฐกิจอีอีซี
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับเอกอัครราชทูต ประจำประเทศไทยทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล โปแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และปากีสถาน ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความยินดีที่ทูตแต่ละประเทศให้ความสนใจเข้าพบและพร้อมให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในหลายๆ ด้าน ซึ่งฝ่ายไทยได้แจ้งว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับแต่ละประเทศเช่นกัน ซึ่งประเด็นสำคัญที่ไทยได้หยิบยกและแลกเปลี่ยนความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ระดับทวิภาคี

แบ่งเป็น 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรภายใต้เอ็มโอยูระหว่างกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และระบบชลประทาน ทั้งในส่วนที่ได้มีการลงนามความตกลงแล้ว และอยู่ในระหว่างการหารือในรายละเอียดระหว่างคณะทำงานของแต่ละประเทศ 2.การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของไทยโดยการเรียนรู้จากแรงงานไทยที่ไปทำการเกษตรที่อิสราเอลซึ่งมีประมาณ 2 หมื่นคน การทำการเกษตรอัจฉริยะกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้เริ่มนำร่องสำหรับการผลิตมันสำปะหลังและผลิตข้าวแปลงใหญ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ GISTDA และมหาวิทยาลัยฮอกไกโด จะได้ลงนามใน MOU ร่วมกัน เพื่อจะได้ร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสองประเทศ เป็นต้น

3.การเปิดตลาดสินค้าเกษตระหว่างกันทั้งสินค้าเดิมและสินค้าใหม่ เช่น การส่งออกยางพาราไปยังโปแลนด์ และญี่ปุ่นที่ให้ความสนใจยางพาราไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเป็นตัวกลางในการหาแหล่งซื้อยางที่ได้คุณภาพและราคาที่เป็นธรรมให้แก่ประเทศที่ให้ความสนใจด้วย การเร่งรัดการส่งออกมะม่วงมหาชนก และขยายสัดส่วนการส่งออกไก่สดไทยไปยังประเทศเกาหลีใต้ ขณะที่เกาหลีใต้สนใจส่งแอปเปิ้ลและเนื้อวัวเกาหลีมายังประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบทางเทคนิคที่คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้

4.การลดปัญหาอุปสรรคการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ถือโอกาสขอบคุณญี่ปุ่นผ่านท่านทูตในกรณีเลื่อนการออกประกาศบังคับปรับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRL) ของสารฟอสอีทิล (fosetyl-aluminium) ซึ่งผสมในยาปราบศัตรูพืชปนเปื้อนในสินค้าเกษตรออกไปก่อนจนกว่าจะหารือและได้ข้อสรุปกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบแล้วเสร็จ ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตรจะร่วมกันติดตามความคืบหน้าของประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งหารือกับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันที่สามารถยอมรับได้ และไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าข้าวจากไทยไปญี่ปุ่นต่อไป

5.การเชิญชวนให้แต่ละประเทศเพิ่มการค้าการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี โดยเฉพาะด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และ 6. การชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของรัฐบาลไทย ซึ่งทูตแต่ละประเทศที่เข้าพบได้ชื่นชมและเห็นถึงความมุ่นมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทย และพร้อมจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ที่ไทยได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น และเริ่มเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้ว ทั้งการจัดการเรือ เครื่องมือทำการประมง แรงงานประมง วิธีทำการประมง พื้นที่ทำการประมง การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ การจับกุม และดำเนินคดีผู้กระทำผิด ซึ่งกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง