น้ำผึ้งโก๋นแท้ ของดีเชียงรายแมลงต่างๆ มีส่วนช่วยในการผสมเกสร

สำหรับผึ้งเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผสมเกสร ก่อนหน้านี้การเกษตรเชิงเดี่ยวให้ความสำคัญกับการกำจัดแมลงศัตรูพืชโดยฉีดพ่นสารเคมี แต่สารเคมีไม่สามารถเลือกสังหารแต่แมลงศัตรูพืชเท่านั้น แมลงที่เป็นมิตรกับพืชก็พลอยถูกทำลายไปด้วย ผึ้งก็ถูกทำลายด้วยสารเคมีประเภทนี้เช่นกัน จนกระทั่งชาวสวนผลไม้ตระหนักว่า ผึ้งและแมลงหลายชนิดเป็นมิตรกับพืชและยังมีประโยชน์มหาศาลอีกด้วย

ในต่างประเทศมีการเลี้ยงผึ้งกันมานานแล้ว โดยชาวสวนผลไม้จะยินดีให้คนเลี้ยงผึ้งนำรังผึ้งมาอยู่ในสวนเพื่อผสมเกสรให้ผลไม้ของตนเอง ทำให้ผลไม้มีผลผลิตดีกว่าปกติ และมีการจ่ายเงินตอบแทนให้คนเลี้ยงผึ้งด้วย เมื่อดอกบานจนหมดคนเลี้ยงผึ้งก็จะขนรังผึ้งตระเวนไปตามสวนผลไม้ที่ตกลงกันไว้เรื่อยๆ ไปเหมือนผึ้งยิปซี แต่ในประเทศไทยยังไม่มีอาชีพแบบนี้

น้ำผึ้งถือเป็นอาหารธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่ช่วยเสริมสุขภาพและมีสรรพคุณทางยา และเป็นอาหารบำรุงร่างกายและผิวพรรณ ในตำราสมุนไพรไทยยาหลายตำรับมีส่วนผสมของน้ำผึ้งซึ่งยาดังกล่าวมีสำหรับภายนอกและภายในร่างกาย ยิ่งคุณค่าทางอาหารและการบำรุงร่างกายเป็นสิ่งที่ตระหนักดี ปัจจุบันคนในสำนักงานมักใช้น้ำผึ้งใส่กาแฟแทนน้ำตาลกันอย่างแพร่หลาย

น้ำผึ้งส่วนใหญ่เป็นน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้งเลี้ยงซึ่งเป็นสายพันธุ์ของต่างประเทศแถบยุโรป คุณสมบัติไม่ดุร้ายเหมือนผึ้งพื้นเมืองจึงเหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นอาชีพ แต่ผึ้งเหล่านี้จะมีระยะการบินหาน้ำหวานจากเกสรไม่ไกลจากรังเท่าใดนัก ปัจจุบันน้ำผึ้งที่จำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผึ้งเลี้ยงจากสายพันธุ์ผึ้งต่างประเทศ ส่วนน้ำผึ้งป่าที่นำมาขายจะเป็นผึ้งหลวงซึ่งอยู่ในป่าสมบูรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นอุทยานแห่งชาติ น้ำผึ้งโพรงเป็นน้ำผึ้งจากผึ้งที่อยู่ในเรือกสวนไร่นา แต่ยังไม่มีการเลี้ยงเป็นกิจจะลักษณะมากนัก เนื่องจากจะต้องมีทำเลที่เหมาะสมจึงจะมีปริมาณเพียงพอสำหรับทำเป็นอาชีพ

ครูสมศักดิ์ ศรีวรรณะ หรือ ครูต๋อย ครูชำนาญการโรงเรียนริมวัง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย มักจะนำเรื่องราวการเกษตรมาเป็นต้นแบบเสมอ ได้บอกกล่าวเล่าความว่า “ผึ้งโก๋น เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวเหนือ ภาคกลางจะเรียกว่าผึ้งโพรง มีขนาดเล็กกว่าผึ้งพันธุ์ต่างประเทศที่มาเลี้ยงเพื่อเก็บน้ำหวานอยู่ ผึ้งพันธุ์ต่างประเทศขยันกว่าของผึ้งของไทย และไม่ค่อยจะทิ้งรังและจะมีจำนวนประชากรผึ้งต่อรังมาก ส่วนผึ้งโก๋นหากรู้สึกไม่ปลอดภัยก็จะทิ้งรัง และเมื่อจำนวนประชากรผึ้งมากเกินไปก็จะแยกรังทันที แต่ผึ้งโก๋นจะแข็งแรงและหากินน้ำหวานได้เก่ง มีรัศมีการบินหาน้ำหวานไกลถึง 4 กิโลเมตร”

เลี้ยงผึ้งโก๋นเพราะเหตุบังเอิญ
การเลี้ยงผึ้งโก๋นของครูต๋อยเกิดจากวันหนึ่งผึ้งโก๋นได้มาทำรังอยู่ในลำโพงเครื่องเสียงเก่าที่ตั้งไว้ข้างบ้าน จึงปล่อยให้มันอาศัยอยู่จนกระทั่งรังใหญ่พอที่จะเก็บน้ำหวานได้แล้ว จึงเก็บน้ำหวานออกจากรังมาได้น้ำผึ้งจำนวน 7 ลิตร ครูต๋อยจึงคิดว่าถ้าเราทำกล่องนำไปวางไว้ที่เหมาะสมก็จะมีผึ้งโก๋นเข้ามาอยู่แน่นอน ประกอบกับตอนเด็กเคยเห็นพ่อเลี้ยงผึ้งโก๋นในโพรง โดยในสมัยก่อนชาวบ้านจะโค่นต้นมะพร้าวแก่ลงมาแล้วตัดเป็นท่อนๆ เอาไส้ออกให้เป็นโพรงแล้วปิดหัวปิดท้าย หลังจากนั้น จะยาขอบหัวท้ายด้วยขี้ควายสดๆ เพื่อปิดไม่ให้แสงเข้า เมื่อขี้ควายแห้งก็จะเกาะปิดอย่างสนิท แล้วเจาะทางเข้าออกให้ผึ้งไว้ตรงกลาง นำมาวางไว้ในที่เหมาะสมข้างบ้านหรือในสวนก็จะมีผึ้งเข้ามาทำรัง

ผึ้งโก๋นเป็นผึ้งพื้นเมืองสามารถเลี้ยงได้ไม่ยาก ไม่ต้องเอาใจใส่ดูแลมากนัก และอาหารก็ไม่จำเป็นจะต้องหาให้กินด้วย ต่างกับผึ้งเลี้ยงพันธุ์ต่างประเทศในช่วงฤดูที่ไม่มีน้ำหวานจำเป็นต้องเอาน้ำตาลละลายน้ำให้กิน หลังจากศึกษาจากการสังเกตธรรมชาติของผึ้งโก๋น พบว่าผึ้งโก๋นออกไปหากินแต่เช้าตรู่และกลับมาตอนมืด แต่ละตัวเข้าออกจากรังหลายรอบเพื่อหาอาหาร นิสัยไม่ดุร้ายเหมือนผึ้งหลวง ถ้าเราไม่ไปสัมผัสกับตัวผึ้งโดยตรง ผึ้งจะไม่ทำอะไรเรา ก็คิดว่าสามารถเอามาเลี้ยงเป็นรายได้เสริมโดยลงทุนเพียงค่ากล่องไม้เท่านั้น

ต่อมาจึงได้นำแผ่นไม้เก่ามาทำเป็นกล่องขึ้น ขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร เพื่อทำเป็นรังผึ้งโก๋น และใช้ขี้เลื่อยผสมกาวลาเท็กซ์เพื่อยาแนวแทนขี้ควาย ไม้ที่ใช้ควรเป็นไม้เก่าที่แห้งดีแล้วเพราะผึ้งไม่ชอบความชื้น จากในครั้งแรกได้ทำกล่องไว้ 10 รัง ได้ใช้ขี้ผึ้งโก๋นจากรังตู้ลำโพงมาทาไว้ที่รังเพื่อล่อผึ้งให้เข้ากล่องมาทำรัง แล้วนำรังผึ้งไปวางไว้ในที่ที่เหมาะสม เช่น ข้างบ้านที่ไม่ค่อยมีคนรบกวน และตามสวนบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่ร่มไม่มีแดดส่องถึงตลอดทั้งวัน เพราะความร้อนจะมีผลต่อรังทำให้รังละลายแล้วหล่นลงมากองกับพื้นกล่อง จะเกิดหนอนขึ้นผึ้งก็จะทิ้งรัง รังที่วางไว้บนเสาจะต้องเอากาวดักหนูทาไว้เพื่อป้องกันมด แมลงและหนูเข้าไปทำลายรัง ส่วนที่วางกับพื้นจะเอาแป้งข้าวเจ้าโรยโดยรอบ

ผึ้งโก๋นเป็นพันธุ์ท้องถิ่นดูแลง่าย
การวางรังใหม่ที่เหมาะสมสำหรับที่นี่คือจะวางไว้ตอนเดือนธันวาคม ภาคเหนือดอกไม้จะเริ่มบานตั้งแต่เดือนธันวาคม เช่น ดอกงิ้ว ดอกทองกวาว พอเดือนมกราคม ลิ้นจี่ก็บาน ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ ดอกลำไยจะบาน ต่อมาจะเป็นดอกไม้ป่า สวนของครูต๋อยจะอยู่ติดเขาหรือเทือกเขาผีปันน้ำของอำเภอพาน เมื่อมีดอกไม้จำนวนมากก็เท่ากับมีอาหารอุดมสมบูรณ์สำหรับผึ้ง ประชากรผึ้งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผึ้งโก๋นจึงเริ่มจะทยอยแยกรังในช่วงนี้

ช่วงที่ผึ้งเริ่มเข้ารังต้องหมั่นตรวจดูสภาพแสงไม่ให้ส่องกระทบกล่องโดยตรง จึงควรขยับย้ายให้เข้าที่ และดูแลว่ามีศัตรูมดแมลงมารบกวนหรือไม่ ช่วงมกราคม-มีนาคมนี้ดอกไม้บาน อาหารของผึ้งจะสมบูรณ์ เราสามารถเก็บน้ำผึ้งได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไปจนกระทั่งต้นเดือนพฤษภาคม ก่อนฤดูฝนจะมา น้ำผึ้งช่วงนี้เรียกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า ถือเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพดีที่สุดเพราะไม่มีความชื้นจากฝน แต่ถ้าเกิดฝนหลงฤดูตกในเวลาช่วงนี้จะต้องรอจนครบ 7 วันเพื่อให้รังผึ้งแห้งดีก่อน ถ้าตัดก่อนน้ำผึ้งจะมีความชื้นทำให้น้ำผึ้งด้อยคุณภาพลง

น้ำผึ้งบริสุทธิ์ที่ไม่คั้นรวง
การตัดรังผึ้งของครูต๋อยจะใช้เครื่องแต่งกายง่ายๆ คือ รองเท้าบู๊ต กางเกงยีน เสื้อแขนยาว ถุงมือ และหมวกที่มีตาข่ายคลุมหน้า ครูต๋อยแนะนำว่า ในการตัดรังผึ้งต้องขยับตัวช้าๆ อย่าเร็วให้ผึ้งตกใจ ก่อนอื่นต้องเคาะรังผึ้งเพื่อเตือนให้รู้ว่ามีภัย ผึ้งจะหลบไปก้นรัง จะทำให้ตัดได้ง่าย และใช้กาพ่นควันที่ใช้เปลือกมะพร้าวพ่นที่รังผึ้ง เมื่อยกฝาออกก็จะใช้มีดคมๆ ปาดรังผึ้งออกมาให้หมด หลีกเลี่ยงการตัดรังผึ้งตอนกลางคืนเพราะผึ้งจะกลับรังมาซึ่งจะมีปริมาณผึ้งในรังถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนกลางวันผึ้งจะออกหากอาหารเสีย 70 เปอร์เซ็นต์ ผึ้งเหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ทำให้จัดการง่ายขึ้น

เมื่อตัดรังผึ้งแล้วนำมาใส่ผ้าขาวบาง แล้วเอามีดปากเปิดหน้ารวงทั้งแผ่นเพื่อให้น้ำผึ้งไหลออกมาได้โดยไม่มีไขผึ้งกักอยู่ แล้วใส่ถุงพลาสติกมัดไว้อย่างในรูป ให้น้ำผึ้งหยดลงในถุงตามแรงดึงดูดของโลกทีละหยด ใช้เวลาประมาณ 36 ชั่วโมงน้ำผึ้งจะไหลลงมาหมด ครูต๋อยบอกว่าจะไม่มีการบีบรังผึ้งเพื่อคั้นน้ำผึ้งออกมา เพราะถ้าเอามือบีบจะทำให้ส่วนที่เป็นไข่อ่อนแตก ของเหลวจะปนลงไปในน้ำผึ้งทำให้น้ำผึ้งมีความชื้นสูงขึ้น และการที่บีบจะทำให้ละอองเกสรดอกไม้ตกลงไปในน้ำผึ้งทำให้น้ำผึ้งขุ่นเป็นตะกอนเกสรดอกไม้ เพราะฉะนั้น จึงมั่นใจได้ว่าน้ำผึ้งของที่นี่จะไม่ได้สัมผัสมือคนเลย

หลังจากผ่านเวลา 36 ชั่วโมงแล้วก็จะนำถุงพลาสติกมารอง คลี่ใส่ถังรองไว้ ตัดมุมใดมุมหนึ่งของถุงเพื่อให้น้ำผึ้งไหลลงสู่ถุงพลาสติกที่รองไว้ในถังจนหมด เมื่อได้น้ำผึ้งทั้งหมดรวมในถุงพลาสติกแล้วก็จะตัดมุมถุงบรรจุใส่ขวดเพื่อจำหน่าย ถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายๆ แบบมือไม่ได้สัมผัสน้ำผึ้งเลย

น้ำผึ้งโก๋นที่จำหน่ายขวดละ 200 บาท 500 ซีซี หรือ 660 กรัม ถ้าเป็นรังผึ้งอ่อนจะมีเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ขายกิโลกรัมละ 400 บาท ขี้ผึ้งจำหน่ายเป็นก้อนน้ำหนัก 60 กรัม ก้อนละ 50 บาท กล่องรังผึ้งที่เป็นไม้อัดจำหน่ายกล่องละ 300 บาท กล่องไม้จริงจำหน่ายกล่องละ 500 บาท ส่วนค่าขนส่งผู้ซื้อเป็นคนออก

สนใจวิธีการเลี้ยงหรือน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้งเพื่อการบริโภค สามารถติดต่อ ครูต๋อย ที่เบอร์โทรศัพท์ (088) 254-0667 หรือเฟซบุ๊ก สมศักดิ์ ศรีวรรณะ ท่ามกลางสภาพความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มา 2 ปีแล้ว สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร เกิดความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรหลายครัวเรือน ในพื้นที่ของอำเภอหันคา แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ สวนไม้ผล เนื่องจากถ้าเสียหายแล้วคงต้องใช้เวลานาน อย่างน้อย 4-5 ปี กว่าจะให้ผลผลิต

คุณกิตติชาติ ชาติยานนท์ เกษตรจังหวัดชัยนาท มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจเยี่ยมสวนของเกษตรกร สร้างการรับรู้ ให้คำแนะนำการดูแลรักษาในช่วงประสบภัยแล้งให้กับเกษตรกรได้รับทราบและเข้าใจ ในการนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ได้เร่งรัดในการลงตรวจเยี่ยมชาวสวนต่างๆ แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านจึงได้เก็บข้อมูลสวนไม้ผลที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากผู้อ่าน

นั่นคือ สวนมะม่วงที่ยืนต้นสู้แดดที่แผดเผา แวดล้อมด้วยไร่มันสำปะหลัง บริหารจัดการโดยวิศวกรช่างกลเก่าผู้ผ่านงานบริษัทออกแบบชุดควบคุมรถแทรกเตอร์เป็นเวลาหลายปี แต่ต้องออกมาทำสวนด้วยความรักคุณพ่อ ซึ่งเป็นทหารอากาศ เจ้าของสิทธิบัตรมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นผู้รักการปลูกมะม่วงและขยายพันธุ์มะม่วง แต่พลาดพลัดตกต้นมะม่วงลงมาจนเส้นเอ็นที่ขาขาด หลังออกจากงานบริษัทรถแทรกเตอร์แล้ว ได้ศึกษาเรียนรู้การปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สอดแทรกด้วยวิชาช่างกล สร้างเครื่องมือประกอบการบริหารในสวนมะม่วงได้อย่างลงตัว สร้างความสำเร็จท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่อำนวย แต่ให้ผลผลิตได้อย่างน่าชื่นใจ

คุณธนวัตร เอมอ่อง หรือเพื่อนบ้านเรียก “ช่างเอ” เกษตรกรวัย 49 ปี บ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 7 บ้านสระแก้ว ตำบลเด่นใหญ่ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า หลังจากเรียนจบด้านช่างกลแล้ว สมัครเข้าทำงานในบริษัทออกแบบชุดประกอบรถแทรกเตอร์ เช่น ชุดคีบอ้อย ชุดเจาะหิน เป็นต้น แต่เมื่อ คุณพ่อ พ.อ.อ.สมาน เอมอ่อง ซึ่งเป็นทหารอากาศ และมีใจรักในการทำสวนมะม่วง ได้ปีนต้นมะม่วงเพื่อขยายพันธุ์และพลัดตกบาดเจ็บเส้นเอ็นข้อเท้าฉีกขาด จึงต้องออกจากงานบริษัทเพื่อดูแลคุณพ่อและสวนมะม่วงไร่สีทอง อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเข้าบริหารได้ 5 ปี พบปัญหาที่สำคัญคือ น้ำท่วมสวนเสียหาย ในปี 2552 จึงปรึกษากับคุณพ่อเปลี่ยนสถานที่สร้างสวนใหม่ โดยซื้อที่ทำกินในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลเด่นใหญ่ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เพราะเป็นที่สูง น้ำไม่ท่วมขัง เป็นเนื้อที่ทำไร่มันสำปะหลัง จำนวน 55 ไร่ ได้จัดแบ่งสถานที่เป็นสัดส่วน ดังนี้

ขุดสระน้ำ พื้นที่ 1 ไร่
มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง พื้นที่ 20 ไร่
อ้อยโรงงาน พื้นที่ 8 ไร่
มันสำปะหลัง พื้นที่ 13 ไร่
สวนมะนาว พื้นที่ 5 ไร่
ที่อาศัยและโรงเรือนต่างๆ พื้นที่ 1 ไร่

เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำไร่นอกเขตชลประทาน จึงต้องเสียพื้นที่ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ โดยขุดสระลึก 8 เมตร นำดินมาถมทำถนนเข้าพื้นที่การเกษตร มุ่งหวังให้มีน้ำเพียงพอกับการทำสวนผลไม้และพืชไร่ อีกทั้งเพื่อการให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงวางระบบท่อน้ำ โดยมีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ให้กำลังอย่างเพียงพอ อีกทั้งมีบ่อบาดาลน้ำลึกสำรองอีก 1 บ่อ

“ช่างเอ” กล่าวว่า มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์จากต้นแม่คือ น้ำดอกไม้พระประแดง นอกจากจะคงลักษณะที่ดีของต้นแม่ไว้แล้ว ยังมีสีผิวที่สวยสะดุดตา คือเป็นสีเหลืองอ่อนคล้ายมะม่วงสุก แม้ว่าจะยังอยู่บนต้นก็ตาม คือ ผลเล็กจะมีสีเขียวอ่อน แต่เมื่ออายุผล 2 เดือน เป็นต้นไป สีผิวจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง จนเหลืองเข้มเมื่อแก่จัด และที่สำคัญเมื่อเก็บผลในตอนแก่จัดมาบ่ม จะมีรสชาติหวาน หอม เนื้อไม่มีเสี้ยน เนื้อมีสีเหลือง เมล็ดบาง น้ำหนักต่อผล ประมาณ 300-400 กรัม คุณพ่อ พ.อ.อ.สมาน เอมอ่อง ได้ขยายพันธุ์จำหน่าย “ร้านตลิ่งชันพันธุ์ไม้” พร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ชื่อพันธุ์มะม่วง “น้ำดอกไม้สีทอง” ให้ไว้ ณ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2545

ซึ่งได้ขยายพันธุ์และนำมาปลูกในพื้นที่ 20 ไร่ จัดทำสวนแบบพื้นราบไม่ได้ยกร่อง วางระบบน้ำโดยใช้ท่อขนาดใหญ่ ติดสปริงเกลอร์เล็กในแต่ละต้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมา 10 ปี ไม่พบปัญหาโรคและแมลง การเจริญเติบโตดี เพราะถูกรายล้อมด้วยไร่มันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน แต่พบว่า ปี 2561 พบปัญหาภัยแล้ง น้ำในสระเหลือน้อย จึงต้องสูบน้ำจากบ่อบาดาลขึ้นมาเพิ่มเติมลงสระ เพื่อให้สัตว์น้ำได้อาศัยเจริญเติบโต

มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มีข้อดี คือ มีผิว 2 ชั้น สามารถป้องกันการบอบช้ำ ป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อราแอนแทรกโนส อีกทั้งสามารถผึ่งทิ้งไว้ในอากาศไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยผิวสีทองยังคงรูปเหมือนเดิม และลักษณะที่ดีสรุป ได้ดังนี้

เป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่าย
ผลมีขนาดโตพอดี รูปร่างสม่ำเสมอ 200-400 กรัม/ผล
มีคุณภาพในการเก็บรักษาไว้ได้นานหลังการเก็บเกี่ยว
ไม่อ่อนแอต่อโรคและแมลง ไม่ช้ำง่าย
ผิวมีสีสันสะดุดตา รดชาติน่ารับประทาน ถูกกับรสนิยมของผู้บริโภค คุณธนวัตร ให้แนวคิดการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเสริมว่า การปลูกมะม่วงต้องหมั่นสังเกตและเอาใจใส่ ได้แก่ การผสมเกสรไม่ดี จะพบว่า เมล็ดไม่สมบูรณ์ ผลที่ติดใหม่จะมีรูปร่างโค้งงอ อกผลเป็นร่อง ผลมักจะร่วงหล่นก่อน ถ้าขาดน้ำจะทำให้ผลร่วงได้หรือผลไม่ค่อยโต แต่ถ้าน้ำมากเกินไป ดินจะขาดอากาศ จะทำให้สลัดผลในระยะติดใหม่ๆ ได้ กรณีอาหารไม่พอ ผลก็จะร่วง แต่ถ้าไม่ร่วง ผลจะแคระแกร็น ไม่โตเท่าที่ควร ในส่วนของโรคที่พบมาก ได้แก่ โรคผลจุดดำ หรือแอนแทรกโนส โรคผลแตก โรคสแครป (ผลเป็นจุดเล็กๆ คล้ายตกสะเก็ด) แมลงที่มักเข้าทำลาย เช่น แมลงกัดกินขั้วผล และแมลงวันทอง ซึ่งการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากเกินไป เกินกว่าคำแนะนำเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเสียหายและเปลืองต้นทุนเกินความจำเป็น

ดังนั้น การบริหารจัดการที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นยิ่ง เช่น การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ การป้องกันกำจัดโรคและแมลง และอื่นๆ ซึ่งการตัดแต่งกิ่งมะม่วงไม่ควรละเลย กล่าวคือ เมื่อแรกปลูกใหม่ ต้นมะม่วงจะมีการแตกแขนงบริเวณใกล้โคนต้น ควรตัดออกเสีย เพื่อให้โครงสร้างลำต้นโปร่งไม่อับทึบ เป็นที่สะสมของโรคและแมลง (ช่วงระดับ 1-2 ฟุต จากโคนต้นควรตัดทิ้ง) กิ่งที่อยู่ในทรงพุ่ม กิ่งที่ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร กิ่งที่เป็นโรค กิ่งที่เกิดไขว้กัน กิ่งแห้ง กิ่งกระโดง ที่แตกทำมุมแคบกับลำต้น ควรตัดออกทันที ควรตัดแต่งกิ่งมะม่วงหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

เมื่อตัดแต่งกิ่งแล้ว การให้ปุ๋ยบำรุงต้นเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปกับการผลิดอกออกผล เกษตรกรจำเป็นต้องชดเชยด้วยการถากหญ้าและพรวนดินในแนวชายพุ่ม และให้ห่างออกมาจากชายพุ่มเล็กน้อย บำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก สำหรับปุ๋ยเคมีในช่วงนี้ ได้แก่ สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 และเสริมด้วยแคลเซียมไนเตรตโบรอน 15-0-0 (CNB) ใส่ปุ๋ยเสร็จแล้วจึงกลบดินรอฝนตก หรือให้น้ำอีก 2 เดือน จะออกผล จึงให้ปุ๋ยเร่งบำรุงดอก สูตร 12-24-12 และฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ด 12-36-12 สัก 2 ครั้ง ก็พอ การบำรุงผลตั้งแต่ติดผลขนาดเล็ก ด้วยสูตร 14-14-21 หรือฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ดสูตร 10-20-30 ให้ 2 ครั้ง อีกด้วย จากการดำเนินงานมา พบว่า การเสริมด้วยแคลเซียมไนเตรตโบรอน 15-0-0 (CNB) มีส่วนทำให้ดอกดกและขั้วดอกเหนียวอีกด้วยครับ

ในกระบวนการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ก้าน ใบ ตลอดจนส่วนอื่น ล้วนมีธาตุอาหารหลายธาตุเข้าไปมีบทบาทร่วมกันเกื้อกูลกัน อีกทั้งพืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารแตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้ปลูกพืชทุกคนต้องยึดมั่นในหลักที่ว่า “พืชต้องได้รับอาหารครบทุกธาตุอย่างเพียงพอและในปริมาณที่สมดุลเท่านั้น” พืชจึงจะเจริญเติบโตได้ตามปกติ สามารถออกดอก ผล ตามที่ต้องการ

ในกรณีของ “มะนาว” ไม้ผลใกล้ตัวที่ใช้ประโยชน์จาก “น้ำมะนาว” เป็นหลัก แล้วการปลูกมะนาวให้มีน้ำมากนั้นมีเทคนิคการบำรุงอย่างไร?

รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สิ่งสําคัญคือน้ำและปุ๋ย ปุ๋ยที่ไม่แนะนําให้ใช้คือ ปุ๋ยสูตรเสมอ 8-24-24 เนื่องจากฟอสฟอรัสราคาแพงที่สุดในค่า NPK ของปุ๋ย และปุ๋ยสูตรเสมอ 8-24-24 มีค่าฟอสฟอรัสสูง ไม้ยืนต้นไม่ต้องการฟอสฟอรัสมากอย่างที่เกษตรกรเข้าใจ

เมื่อฟอสฟอรัสเกินความต้องการของต้นไม้ ส่วนที่เหลือจะทําปฏิกิริยากับสังกะสี ทําให้ตกตะกอน จากนั้นส่วนที่ตกตะกอนจะทําปฏิกิริยากับแคลเซียม กลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟตตกตะกอนอยู่ในดิน แต่ต้นไม้นําไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ นอกจากนี้ ฟอสฟอรัสจะทําหน้าที่ตรึงสังกะสี ต้นไม้จึงขาดสังกะสี และมีโอกาสขาดแคลเซียมด้วย

ดังนั้น การใส่ปุ๋ยควรพิจารณาที่ความต้องการของต้นไม้ สูตรที่แนะนําและเหมาะสมกับไม้ผลทุกชนิด ไม่เฉพาะมะนาวคือ สูตรโยกหน้าหรือโยกหลัง ปุ๋ยโยกหน้า หมายถึงปุ๋ยที่ธาตุอาหารไนโตรเจน (N) สูงกว่าฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ซึ่งปุ๋ยสูตรโยกหน้าจะช่วยด้านการเจริญเติบโตของลำต้นก้านกิ่งใบผล

อัตราส่วนหรือเรโชตัวอย่าง คือ 3:1:2 และ 4:1:3 และ 5:1:4 เช่น ปุ๋ยสูตร 21-7-14 (เรโชคือ 3:1:2)

ปุ๋ยโยกหลัง หมายถึงปุ๋ยที่ธาตุอาหารโพแทสเซียม (K) สูงกว่าธาตุอาหารไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส(P) ซึ่งช่วยด้านการสะสมอาหารให้มะนาวออกดอก–ติดผล

เรโชตัวอย่างคือ 1:1:2 และ 2:1:3 ถ้าเป็นสูตรปุ๋ยก็สูตร 15-5-20 (เรโชคือ 2:1:3) ซึ่งใช้ทางดินแต่ถ้าใช้ฉีดพ่นทางใบก็เช่น สูตร 9-19-34 เป็นต้้น ความต้องการปุ๋ยของต้นไม้ในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน เช่น ต้นไม้ผลิใหม่ต้องโยกหน้า ติดลูกใหม่ต้องโยกหน้า แต่ต้องให้ตัวหลังค่อนข้างสูง เพราะหากตัวหลังต่ำจะเกิดปัญหากิ่งย้วย เป็นโรคง่าย เช่น สูตร 25-7-7 หากใช้ต่อเนื่อง จะทําให้กิ่งย้วย โดยเฉพาะมะนาวกิ่งเป็นสามเหลี่ยม แม้จะผลิยอดดี แต่จะทําให้เป็นกระจุก และกิ่งไม่แข็งแรง หากกิ่งอ่อนลักษณะเดียวกับไม้เลื้อย หมายถึง ลําต้นกําลังอ่อนแอ ส่วนโยกหลังควรให้ก่อนออกดอก

สําหรับมะนาว เป็นพืชที่ให้ปุ๋ยสูตรโยกหน้าได้ตลอด แต่ควรให้ตัวหลังค่อน ข้างสูงไว้ด้วย เพื่อป้องกันกิ่งอ่อนแอ เช่น สูตร 4-1-3 หรือ 5-1-4

ส่วนน้ำ มะนาวเป็นพืชที่ต้องการน้ำตลอดตั้งแต่ติดผล กระทั่งเก็บขาย

เรื่องน้ำ พืชที่ต้องการน้ำตลอดตั้งแต่ติดผลกระทั่งเก็บขายอย่างมะนาว “ขนาดผลของมะนาวขึ้นอยู่กับการขยายเซลล์” ซึ่งต่อเนื่องมาจากการได้รับปริมาณน้ำจํานวนมาก เซลล์จะขยายตัวได้เมื่อมีแรงดันของน้ำ หากระหว่างที่ผลมะนาวกําลังเจริญเติบโต ได้รับน้ำไม่พอ ผนังเซลล์จะเริ่มหนา ผลมะนาวจะแกร็น

ปุ๋ยโยกหน้า-โยกหลัง ใส่ในอัตราเท่าไหร่ต่อต้น?
ปุ๋ยสูตรโยกหน้า (สูตร 21-7-14 สูตร 21-4-16) ใส่ช่วงดอกบาน เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อนและช่วยขยายผล ส่วนปุ๋ยโยกหลัง (สูตร 15-5-20) ใช้ก่อนต้นมะนาวออกดอก หรือช่วงกำลังฟอร์มดอก

ปริมาณการใช้ปุ๋ยขึ้นอยู่กับขนาดพุ่มต้น สำหรับต้น ขนาด 1-2 เมตร ผมจะใช้ปุ๋ย ประมาณ 1-1.5 ขีด ต่อต้น ต่อเดือน

สิ่งสำคัญที่เน้นคือ ความต่อเนื่องของปุ๋ย สมัครพนันออนไลน์ หากสามารถแบ่งปริมาณปุ๋ยที่กำหนด และทยอยการให้ปุ๋ยเป็น 2 ครั้ง ต่อเดือน ก็นับเป็นเรื่องที่ดี และหลังจากให้ปุ๋ยทุกครั้ง จะต้องรดน้ำตามทันที จริงๆ แล้ว เราสามารถเพาะเห็ดฟางไว้กินเองได้ ไม่ยากเลย แถมมีต้นทุนนิดเดียวมาดูกัน

คุณวันชัย สวัสดิ์แดง รองนายก อบต. มหาสวัสดิ์ และวิทยากรทางด้านการเกษตรประจำหมู่บ้านศาลาดิน ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เผยเทคนิคการเพาะเห็ดฟาง กับ“เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มาดังนี้

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้

ฟางข้าว หรือ ผักตบชวาแห้ง
2. ขี้เลื่อยหรือวัสดุเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ที่ผ่านการเพาะมาแล้ว (วัสดุเหลือทิ้ง) หัวเชื้อเห็ดฟาง
4. ตะกร้าพลาสติก ขั้นแรก นำฟางไปแช่น้ำ 1 คืน แล้วผึ่งให้หมาดๆ ชื้นๆ อีกครึ่งวัน (ให้เหลือความชื้นราว 10 เปอร์เซ็นต์ ลองบีบดูแล้วไม่มีน้ำหยด) ถ้าใช้ผักตบชวา ก็ต้องเป็นผักตบชวาตากแห้ง นำมารดน้ำ

จากนั้น นำฟางเรียงก้นตะกร้า (ปูพื้น) โรยด้วยขี้เลื่อย และตามด้วยหัวเชื้อเห็ดฟาง (ขี้เลื่อยและหัวเชื้อโรยขอบตะกร้า เพื่อให้ดอกเห็ดออกตามขอบตะกร้า เป็นชั้นๆ ขึ้นมา)

ทำซ้ำกัน จนครบ 4 ชั้น เต็มตะร้า โดยชั้นสุดท้าย โรยขี้เลื่อยและหัวเชื้อเต็มพื้นที่ (เพื่อให้ดอกเห็ดออกด้านบนจนเต็ม)

ขั้นสุดท้าย ครอบด้วยถุงพลาสติก (เห็ดต้องการความร้อน ชื้น) หลังจากผ่านไป 4-5 วัน ให้สังเกต ถ้ามีละอองน้ำเป็นฝ้า เกาะที่ถุง ก็ใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีต้องเปิดถุงรดน้ำ ครบ 9-12 วัน เห็ดเริ่มออก (ช่วงวันที่ 4 ถึงวันที่ 9 อย่าเปิดถุง มิเช่นนั้น ดอกจะชะงักการเติบโต)

หลังจากเห็ดออกแล้ว เก็บได้อีก 5 วัน จะได้เห็ดราว 2 กก.หากเก็บเห็ดหมดแล้ว วัสดุเพาะเห็ดทั้งหมด นำไปทำปุ๋ยหมักต่อได้การลงทุนตะกร้า 1 ใบ 40 บาทหัวเชื้อเห็ดฟาง 15 บาท (ทำได้ 2 ตะกร้า)ฟาง หรือ ผักตบชวา หาได้ทั่วไป