บทบาทใหม่ผู้สร้าง ‘ไส้กรอกปลา’ บนเก้าอี้อธิการบดีกาฬสินธุ์

ปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 8,000 คน ซึ่งจะเพิ่มให้ถึงหลักหมื่นในไม่ช้านี้ ขณะที่การเปิดรับนักศึกษาใหม่ประจำปีการศึกษา 2561 รอบโควต้าพิเศษ มียอดนักศึกษาสมัครลงทะเบียนและมารายงานตัวแล้วกว่า 1,300 คน จากยอดรับนักศึกษาทั้งหมด 2,090 คน ถือว่ามีสถิติเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่มีจำนวนนักศึกษาลดลง โดย ม.กส. ได้ตอบแทนคืนสู่สังคม โดยการมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ 18 อำเภอของจังหวัดกาฬสินธุ์ด้วย

“อาจารย์จิระพันธ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังการควบรวมมหาวิทยาลัยแล้ว เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างจากทั้งสองแห่ง เริ่มที่ด้านสาธารณูปโภค การปรับภูมิทัศน์ ที่เป็นผลสืบเนื่องการดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว เริ่มอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ต้นไม้ในพื้นถิ่นให้มากขึ้น รวมถึงการปลูกเพิ่มเติม การพัฒนาศูนย์วิจัยและฝึกอบรมภูสิงห์ให้เป็นอาณาจักรเกษตรปศุสัตว์ และประมงครบวงจร เป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตบัณฑิตด้านเกษตรอินทรีย์ การผลิตสินค้าทางการเกษตร ปศุสัตว์ และการประมงปลอดสารพิษ
“ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในภาคอีสานที่ต้องปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการเกษตรตามนโยบาย 4.0 ของรัฐบาลในไม่ช้า”

เอสซีจี สืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมพลังทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ร่วมใจสร้างฝายชะลอน้ำให้ครบ 70,000 ฝาย เทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมขยายผล และส่งเสริมให้ชุมชนแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมด้วยตนเอง พัฒนาเป็นชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ เชิญชวนร่วมสืบสานพระราชปณิธานเพื่ออนุรักษ์น้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืน

เอสซีจี ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน จัดกิจกรรม “สืบสานพระราชปณิธาน 70,000 ฝาย รวมพลังรักษ์น้ำทั่วไทย” รวมพลังเครือข่ายโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต ทั่วประเทศ ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริที่เหมาะสมตามภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ ให้ครบ 70,000 ฝาย พร้อมกันในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี สระบุรี ลำปาง นครศรีธรรมราช ขอนแก่น และระยอง โดยระดมพลังทุกภาคส่วนทั่วประเทศ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหา น้ำแล้ง น้ำท่วมในรูปแบบที่เหมาะสม รวมทั้งเกิดการต่อยอดไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เป็นชุมชนเข้มแข็งที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายอาสา สารสิน ประธานกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ทั้งต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และพื้นที่เกษตรกรรมเกิดน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก จึงทรงพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำ อาทิ โครงการฝายชะลอน้ำ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการแก้มลิง มาบรรเทาความเดือดร้อนแก่ปวงชนชาวไทย ทำให้ประชาชนมี น้ำอุปโภค บริโภค ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนและเป็นสุข ดังพระราชดำรัสที่ว่า “น้ำคือชีวิต” ซึ่งตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา เอสซีจีได้น้อมนำแนวพระราชดำริในด้านการบริหารจัดการน้ำ ผ่านโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ เพื่ออนาคต ด้วยการทำหน้าที่ของตนเองในการดูแลรักษาน้ำในแต่ละพื้นที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้มีแหล่งน้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืน”

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจี ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาดำเนินการด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่ารอบโรงงานปูนซิเมนต์ไทย ลำปาง และป่าชุมชนใน อ.แจ้ห่ม ภายใต้โครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” ตั้งแต่ปี 2550 และขยายผลไปสู่อำเภออื่นๆ ในจังหวัดลำปาง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ปัจจุบันมีการสร้างฝายชะลอน้ำ

ไปแล้ว 68,000 ฝาย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้ง และน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเกิดความสมบูรณ์ของผืนป่าทำให้เกิดการต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชน บางชุมชนสามารถพัฒนาเป็น “สถานีรักษ์น้ำ” ให้กับชุมชนอื่นๆ ได้เรียนรู้และนำกลับไปดำเนินการต่อในชุมชนตนเอง

เอสซีจีขอมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป โดยจะร่วมกับชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ขยายพื้นที่สร้างฝายชะลอน้ำ และสระพวงเพื่อให้ชุมชน มีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการแหล่งน้ำได้ด้วยตนเอง ความร่วมแรงร่วมใจกันของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกัน ในวันนี้ จะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป” นายรุ่งโรจน์กล่าว

รายการคนเฝ้าข่าว ทางช่อง 28 ได้ทำสกู๊ปข่าวเรื่องราวน่าชื่นชมของคุณตาสวิง และคุณยายชม้อย ทองคำ สองสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตสมถะ อยู่บ้านไม้หลังเล็กๆ แต่กลับทำเรื่องที่ปิดทองหลังพระ ด้วยการบริจาคเงินและที่ดินนับร้อยล้านร่วมสร้างโรงพยาบาลปากเกร็ดแห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบล คลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

โดยสองตายายไม่ต้องการประกาศให้ใครรู้ว่าได้บริจาคที่ดินมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทให้สร้างโรงพยาบสาลแห่งนี้ และบริจาคเงินสดอีก 3 ล้านให้ใช้ศื้อเครื่องมือทางการแพทย์ โดยที่สองตายายยังคงอาศัยในบ้านหลังเล็กๆที่ภายในจะเห็นว่าติดพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ในบ้าน เพื่อเตือนใจถึงความพอเพียง

โดยตายายคู่นี้ยังคงใช้ชีวิตที่แสนเรียบง่าย เพราะไม่มีลูกหลาน จึงปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง ส่วนที่เหลือก็นำไปขายราคาถูกเพื่อช่วยคนจน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ตาสวิงป่วยต้องฟอกไตทุกสัปดาห์ ทางรพ.ดูแลเสมือนญาติผู้ใหญ่รักษาฟรีตลอดชีวิต นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลปากเกร็ดนำชื่อ “ชม้อย-สวิง ทองคำ”เป็นชื่อของห้องประชุมใหญ่เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของตาสวิงและยายชม้อย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 ติดตามปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ของข้าวพันธุ์ กข ระบุ ผลิตข้าวเปลือก 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,075.08 ลูกบาศก์เมตร แนะ ต้องสร้างความรู้เทคโนโลยี เกษตรกรตระหนักการใช้น้ำ และเลือกพันธุ์อย่างเหมาะสม

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการศึกษาปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) จากการปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ซึ่งการศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบัญชีรายการการใช้น้ำ ศึกษาปริมาณการใช้น้ำ ประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตของข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดลพบุรี โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวพันธุ์ กข โดยวิธีหว่านน้ำตม ปีเพาะปลูก 2558/59 ที่เป็นสมาชิกในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตำบลสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี จำนวน 51 ราย

ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint) ของข้าวพันธุ์ กข ในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบ แปลงใหญ่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี สำหรับการผลิตข้าวเปลือก 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,075.08 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณน้ำฝน (Green Water Footprint) 493.90 ลูกบาศก์เมตร น้ำชลประทาน (Blue Water Footprint) 581.18 ลูกบาศก์เมตร ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 4,104.34 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 1,935.93 บาท ต้นทุนการผลิตข้าวเมื่อรวมต้นทุนค่าน้ำเฉลี่ย 4,394.93 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 1,645.34 บาท โดยปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างรายได้จากการปลูกข้าว 5.62 บาท

ทั้งนี้ เพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐควรกำหนดมาตรการด้านการเกษตร นอกจากการสนับสนุนความรู้ และปัจจัยการผลิตแล้ว ควรพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรควบคู่ไปด้วย และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้น้ำ และเกษตรกรควรเลือกพันธุ์ให้เหมาะสม นำเทคโนโลยี หรือแนวคิดใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว จะเป็นข้อมูลนำไปจัดทำแนวทางบริหารจัดการน้ำและส่งเสริมการปลูกพืช นำไปสู่การใช้ทรัพยากรการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการหาแนวทางมาตรการจูงใจการปลูกพืชได้ต่อไป ท่านที่สนใจผลการศึกษา สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท โทร. 056 405 007 อีเมล zone7@oae.go.th

วันที่ 1 ธันวาคม 2559 นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา เนื่องจากปัญหาราคาข้าวเปลือกในฤดูการผลิตปี 2559/ 60 มีราคาตกต่ำ โดยได้ดำเนินการทั้งมาตรการเร่งด่วนและระยะต่อไป เช่น การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ช่วยเหลือรับซื้อข้าวในฤดูการผลิตปีปัจจุบันโดยตรงจากชาวนา การเปิดพื้นที่ตลาดให้ชาวนานำเข้ามาจำหน่าย การอนุญาตให้ใช้ลานของสถานที่ราชการเป็นลานตากข้าวเพื่อลดความชื้น รวมไปถึงการตรวจสอบกำกับดูแลการซื้อขายข้าว สถานที่รับซื้อในพื้นที่จังหวัดให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร

นายศุภชัยกล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือในหลายๆ มาตรการโดยเฉพาะการรณรงค์ให้ชาวนาชะลอการขายข้าวโดยให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ก่อนเพื่อหาจังหวะขายเมื่อราคาข้าวสูงขึ้น นั้นปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ดำเนินการจัดประชุมและบูรณาการผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ได้แก่ เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด พาณิชย์จังหวัด ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ประจำจังหวัด และพัฒนาการจังหวัด สำรวจข้อมูลยุ้งฉาง ไซโล ธนาคารข้าว ที่มีการดำเนินการโดยสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าในพื้นที่ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน โดยให้สำรวจข้อมูลตั้งแต่เรื่องของจำนวน ยุ้งฉาง ไซโร ธนาคารข้าวและปริมาตรความจุ รวมถึงสถานที่ตั้ง และให้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

“รวมไปถึงให้สำรวจข้อมูลยุ้งฉางไซโลซึ่งเป็นของเกษตรกรชาวนาด้วย โดยให้สำรวจเป็นรายอำเภอทั้งจำนวนยุ้งฉางหรือไซโลที่มีและปริมาตรความจุที่สามารถเก็บข้าวได้โดยได้กำชับให้นายอำเภอทุกแห่งควบคุมกำกับดูแลในการสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสำรวจข้อมูลในพื้นที่ให้เป็นปัจจุบันและ ถูกต้องครบถ้วนเพื่อกระทรวงมหาดไทยจะได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆไว้ใช้ประกอบการกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวนาและเกษตรกรอื่นๆในปีต่อๆไป และให้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2559 นี้” นายศุภชัยกล่าว

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมได้ใช้งบประมาณ 102.8 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในโครงการต่างๆ รวม 5 เรื่อง คือ 1. โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักไม่ต่ำกว่า รายละ 4 ชนิด เพื่อส่งมอบให้เกษตรกรรายใหม่ จำนวน 70,000 ราย พร้อมให้คำแนะนำการปลูกแก่เกษตรกรและติดตามประเมินผลและให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง และจัดทำแปลงศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ใช้งบประมาณ 9.8 ล้านบาท 2. โครงการเกษตรอินทรีย์ จะตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 2,200 แปลง ใน 8 ชนิดพืช และตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ จำนวน 60 โรง รวมถึงสร้างศูนย์ต้นแบบผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ จำนวน 25 โรง ถ่ายทอดความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้กับผู้สนใจ 4,500 ราย และร่วมผลักดันจังหวัดยโสธรให้เป็นต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ (ยโสธรโมเดล) โดยเพิ่มประโยชน์การใช้พื้นที่ด้วยการปลูกพืชหลังการทำนา ได้แก่ แตงโม และถั่วลิสง ครอบคลุมพื้นที่ 1,000 ไร่ วงเงินรวม 30 ล้านบาท

นายสุวิทย์ กล่าวว่า 3. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (โซนนิ่ง) โดยการสร้างแปลงต้นแบบการปรับเปลี่ยนพืช 6 ชนิด อาทิ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด ลำไย อ้อย และมันสำปะหลัง ในพื้นที่นำร่อง ปี 2559-60 รวม 31 จังหวัด 1,200 ไร่ วงเงินรวม 18.4 ล้านบาท 4. การขับเคลื่อนองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเตรียมพร้อมรวมกลุ่มการผลิตพืชตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมถึงการแจ้งเตือนภัยการระบาดของศัตรูพืชและสนับสนุนเอกสารวิชาการด้านพืช ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัด พื้นที่ 1,000 ไร่ ซึ่งเน้นขยายผลการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานด้วยชีวภัณฑ์ วงเงินรวม 33 ล้านบาท และ 5. แปลงใหญ่ โดยประสานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทวงเกษตรฯ แบบเบ็ดเสร็จ และทีมผู้จัดการแปลงเพื่อนำเทคโนโลยีลดต้นทุนและเครื่องจักรกลใช้ในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐาน จีเอพี ให้สมาชิกแปลงใหญ่ 16 ชนิดพืช เกษตรกร 7,226 ราย ในพื้นที่รวม 53 จังหวัด 117 แปลง 2,958 ไร่ และให้ความรู้สมาชิกแปลงใหญ่อีก 3,560 รายด้วย วงเงินรวม 12.6 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ การยางแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมทำความดีถวายพ่อหลวง ร่วมแจกผ้าห่มและอุปกรณ์ต้านภัยหนาวแก่ชาวเขาในพื้นที่ ต.นาสิริ พร้อมประเดิมเปิดกรีดยางในสวนยางนาสิริ เพื่อเป็นรายได้ของคนในชุมชน
ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พื้นที่ในตำบลนาสิริ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านนาศิริ อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เพื่อให้เกิดการพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ และเป็นคนดีตามแนวทางของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ การเพิ่มพื้นที่และฟื้นฟูสภาพป่าไม้เป็นสิ่งที่สำคัญ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ความว่า “เมื่อป่าเพิ่มขึ้น น้ำก็จะเพิ่มขึ้น ถ้าอบรมชาวบ้านว่า ป่าคือแหล่งน้ำ ให้พิจารณาดูว่าป่าสำคัญที่สุด ไม่มีความชุ่มชื้นก็ไม่ดีต่อการหายใจ…” กยท. จึงมีความตั้งใจที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ ทั้งการปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพ โดยส่งเสริมการปลูกยางและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้อย่างสุจริต

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ครั้งนี้ กยท. ได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการความดี ภายใต้ “โครงการทำความดีถวายพ่อหลวง เพื่อสังคม CSR รับผิดชอบต่อสังคม” โดยได้รับเกียรติจาก นายประสิทธ์ หมีดเส็น และนายสาย อิ่นคำ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน กยท.เขตภาคเหนือ ร่วมแจกผ้าห่มต้านภัยหนาว จำนวน 150 ชุด เสื้อกันหนาว จำนวน 122 ตัว ถุงมือและถุงเท้า จำนวน 150 คู่ ข้าวสาร จำนวน 70 ถุง อุปกรณ์กีฬามูลค่า 4,050 บาท ปุ๋ยเคมีมูลค่า 2,460 บาท อุปกรณ์เปิดกรีดยางพารา (ถ้วย ลวด รางรองรับน้ำยาง) จำนวน 520 ชุดพร้อมมีดกรีดยางจำนวน 3 ด้าม หมอนยางพาราเด็กเล็กจำนวน 40 ใบ ตลอดจนเสื้อผ้าเด็ก ของเด็กเล่น และขนมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมอบให้กับชาวบ้านเผ่ามูเซอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.นาสิริ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ประมาณ 150 ครัวเรือน

“การจัดงานครั้งนี้ กยท.ได้รับเกียรติจากชาวนาสิริ ในการทำพิธีเปิดกรีดยางครั้งแรกของสวนยางที่นาสิริ ที่ปลูกตั้งแต่ปี 2546 จำนวน 520 ต้น ตามโครงการพระราชดำริ เพื่อนำรายได้จากการขายยางพาราส่วนหนึ่งมาใช้เป็นทุนอาหารกลางวันของเด็กเล็กในหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ต้นยางเหล่านั้นมีอายุ 13 ปี อยู่ในสภาพที่เติบโตและมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะเปิดกรีดหน้ายางเพื่อให้เป็นรายได้ให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้” ดร.ธีธัช กล่าว

จากกระแสข่าวควบคุมพื้นที่ปลูกยาง ให้โค่นยางในพื้นที่ไม่เหมาะสมทิ้ง สร้างความเข้าใจผิดให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ กยท. ขอประกาศย้ำชัดเจนว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่มีคำสั่งให้เกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมดำเนินการโค่นยางทิ้งอย่างแน่นอน แต่ย้ำให้เดินหน้าส่งเสริม สร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรในการปลูกยางและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เหมาะสมตามแผนที่เกษตร (Agri-map) หวังให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าต่อเกษตรกร

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งเสริมปลูกยางพารา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำหนดการปฏิบัติตามระเบียบอย่างชัดเจนให้กับเกษตรกรที่จะมาขอโค่นยางเก่าแล้วยื่นขอทำการเกษตรต่อไป ซึ่งอาจปลูกยางหรือพืชเศรษฐกิจอื่นใดก็ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยจะมีพนักงานของ กยท. ทำหน้าที่ให้ข้อมูล และสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกแทนทุกราย ดังนั้น นโยบายในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เป็นนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-map) และเพื่อพัฒนาระบบการเกษตรของประเทศให้มีความยั่งยืน ทั้งนี้ หากพื้นที่ดังกล่าวตามแผนที่เกษตร ระบุว่าไม่เหมาะสมกับการปลูกยาง พนักงาน กยท.จะติดตามให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด ในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแทนยางพารา ขณะเดียวกัน กยท.มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางที่มีต้นยางทรุดโทรมเสียหาย ต้นยางให้ผลน้อย และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกยาง ได้มายื่นขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกแทน โดยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ สำหรับเกษตรกรที่อยู่ระหว่างรับการปลูกแทน และดำเนินการปลูกแทนด้วยยาง แต่กลับพบว่า พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา จะใช้วิธีการพูดคุยสร้างความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลงการปลูกแทน ไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างคุ้มค่า

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ไม่ได้มีหนังสือสั่งการ หรือนโยบายให้ กยท. ดำเนินการบังคับเกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (Non-suitable : N) ที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 9 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน โค่นต้นยางทิ้งแต่อย่างใด แต่ กษ. มีนโยบายให้ กยท. ส่งเสริมให้ความรู้ทางวิชาการ ประชาสัมพันธ์ และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่ปลูกยางพาราในเขตพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ปลูกทดแทนยางพาราด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลจากแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) และโดยข้อเท็จจริง การขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน เกษตรกรยังคงเลือกปลูกยางพารา หรือไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่ กยท. กำหนด ได้โดยความสมัครใจ” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

จากคำกล่าวที่ว่า “เกษตรกร” เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ เเล้วตอนนี้สันหลังของชาตินั้นสภาพเป็นอย่างไร กลุ่มทุนเเละเทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญเช่นไร สังคมเกษตรไทยเปลี่ยนไปหรือยังไม่เดินหน้าไปไหน ในรอบ 20 ปี

ประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 ร่วมกับ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเวทีเสวนาวิชาการไทยศึกษา เเลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “พลวัตสังคมเกษตรในยุคเสรีนิยมใหม่” ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลงของสังคมเกษตรไทยในรอบ 20 ปี” ระบุว่า ที่ผ่านมาคนไทยส่วนใหญ่มักอ่อนไหวเเละให้ความสำคัญกับการถือครองที่ดินเเละการใช้ที่ดินในภาคการเกษตร โดยมีความเป็นห่วงว่าการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนการเกษตรใหม่ๆ จะทำให้ขนาดการถือครองที่ดินของเกษตรกรเล็กลงมากจนไม่สามารถอยู่ได้ หรือกังวลว่าพื้นที่การเกษตรจะสูญเสียเป็นเขตเมืองเเละอุตสาหกรรม

จากรายงานผลสำรวจพบว่า ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา sshep.com จำนวนผู้ถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราวร้อยละ 5.3 จาก 5.65 ล้ายราย (ปี 2536) มาเป็น 5.91 ล้านราย (ปี2556) ขณะที่เนื้อที่ถือครองทางการเกษตรกลับมีจำนวนลดลงราว ร้อยละ 1.8 จาก 118.76 ล้านไร่ (ปี 2536) เหลือ 116.62 ล้านไร่ หรือลดลงประมาณ 2 ล้านไร่ในรอบ 20 ปี

“ดังนั้นการสูญเสียพื้นที่ทางการเกษตรจึงยังไม่ใช่ข้อห่วงกังวลหลักของภาคการเกษตรไทย” ขณะที่เมื่อพิจารณาในเเง่พื้นที่การถือครองพบว่าครัวเรือนภาคการเกษตรส่วนใหญ่ของไทยมีพื้นที่ถือครองประมาณ10-30ไร่รองลงมาคือ1-10 ไร่ ต่อครอบครัว โดยครัวเรือนที่มีพื้นที่ถือครองขนาดเล็กกว่า 10 ไร่ มีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.11 ล้านราย (ปี 2536) มาเป็น 1.38 ล้านราย (ปี2556) ส่วนครัวเรือนผู้ถือครองเกิน 30 ไร่ยังมีจำนวนใกล้เคียงกับของเดิม

ดร.เดชรัต กล่าวอีกว่า จากสำมะโนการเกษตรในรอบ 20 ปีข้างต้น เเสดงให้เห็นว่าการล่มสลายของภาคการเกษตรเเละการล่มสลายของฟาร์มขนาดเล็ก ยังไม่ปรากฏชัดเจนดังเช่นที่หลายฝ่ายเป็นกังวลกัน

ปลูกข้าวลด ปลูกยาง-พืชไร่พุ่ง ด้านโครงสร้างการใช้ที่ดินของภาคการเกษตรไทยมีการเปลี่ยนเเปลงพอสมควร โดยการปลูกข้าวลดลงจากร้อยละ 55.4 (ปี2536) เหลือร้อยละ 51.3 (ปี2556) ในขณะเดียวกัน พื้นที่การปลูกยางพารากลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากร้อยละ 8.0 เเละ 21.3 (ปี2536) มาเป็นร้อยละ 14.5 เเละ 22.4 (ในปี 2556) ตามลำดับ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านไร่ ในเวลา 10 ปี (2546-2556) โดยในเเง่ของที่ดินพบว่ามีการใช้เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน

“เกษตรตอบสนองต่อราคาช่วงไหนยางพาราราคาดีเกษตรก็จะเเห่ปลูกตามไปด้วยทิศทางของเกษตรกรจะเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเเล้วคือราคาดีเเล้วค่อยตามสวนทางกับการทำให้ถูกต้องตามหลักเกษตรคือเราต้องวางเเผนว่าอะไรปลูกเเล้วราคาดีจึงค่อยปลูก” ดร.เดชรัตกล่าว

วิกฤตวัยเเรงงานเกษตรหาย คนเเก่-ลูกจ้างต่างด้าวเพิ่ม

ดร.เดชรัตกล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ดิน เเต่เป็นเรื่องเเรงงาน โดยหัวหน้าครอบครัวเกษตรจะมีอายุเพิ่มขึ้น กำลังน้อยลง ชราภาพยิ่งขึ้น จากผลสำรวจพบว่า สัดส่วนของสมาชิกในครัวเรือนการเกษตรที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีลดลงจากร้อยละ 45.4 (ปี 2536) เหลือเพียงร้อยละ 25.8 (ปี2556) เเละมีสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุตั้งเเต่ 55 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.3 (ปี2536) มาเป็นร้อยละ 25.1 (ปี2556)