บริษัทของผมจะมีเทคโนโลยีของเราเองของใช้หลอด LED

หรือแสงประดิษฐ์ จนกระทั่งปี 2019 เราพบว่ายอดขายคงที่ ไม่ขยับไปไหน เราก็เลยมองว่าตัว LED หรือแสงประดิษฐ์นั้น สามารถปลูกพืชได้ด้วยนะครับ เราก็เริ่มหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต แล้วก็ขอไปดูงานที่ต่างประเทศครับ แล้วพอกลับมาแล้วนั้น เราก็ตัดสินใจว่าเราจะมุ่งหน้าไปยังทางเกษตรนวัตกรรม โดยการใช้ LED หรือแสงประดิษฐ์ และก็ IOT และซอฟต์แวร์ต่างๆ เข้าไปในระบบเพื่อควบคุม ก็คือการปลูกพืชภายใต้ระบบควบคุมครับ เสร็จแล้วเราก็สร้างโรงงานพืช ไม่ใช่แบบอย่างตู้ที่เราเห็น แต่เราสร้างโรงงานพืชแบบเป็นโรงเรือนปลูกพืช โดยปลูกพืชในระบบแอร์ และก็ใช้แสง LED หรือแสงประดิษฐ์แทนแสงอาทิตย์นะครับ มีการควบคุมพวกอุณหภูมิ ความชื้น และอะไรต่างๆ ครับ ให้สารอัตโนมัติครับ

Kabinet Smart Garden คือตู้ปลูกผักแบบ Indoor ที่ปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์พร้อมแสงประดิษฐ์ LEDs มาพร้อมกับกำลังไฟ 940 วัตต์ และมีระบบน้ำในตัว เข้าถึงง่ายทุกพื้นที่ด้วยขนาด 100x60x190 เซนติเมตร เหมาะสำหรับมือใหม่ หรือใครๆ ที่สนใจเกี่ยวกับการปลูกผักก็สามารถปลูกได้ เพราะมีระบบในการปลูกอัตโนมัติ ทั้งระบบให้แสง ระบบจ่ายปุ๋ย ระบบให้น้ำ รวมไปถึงระบบปรับค่า EC และ pH ง่ายทุกการปลูก ปลูกผักสลัดได้หลายชนิด และปลูกได้มากถึง 72 ต้นในตู้เดียว

สามารถควบคุมการปลูกแบบ Manual เองได้โดยเฉพาะ ผ่านจอ Touch Screen เช่น ควบคุมปริมาณการให้แสง ความเข้มของแสงที่เหมาะกับผักแต่ละชนิด ในแต่ละช่วงอายุ ดีไซน์สวยงามทันสมัย เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีชีวิตไม่เหมือนใคร ใช้เติมเต็มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับทุกมุมของบ้านได้เป็นอย่างดี

เมื่อสอบถามถึงผลตอบรับ คุณชิงชัย บอกว่า อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ มีคนสนใจจำนวนมาก เนื่องจากต้องการทำให้นวัตกรรมตัวดังกล่าวนั้นสามารถนำไปตั้งในร้านอาหาร ภัตตาคาร และครอบครัวขนาดใหญ่ได้นั่นเอง

“พอเรามาทำระบบใหญ่ พบว่าก็มีคนสนใจ มีคนมาเยี่ยมชมงาน และมีคนตั้งคำถามว่าอยากได้เป็นระบบเล็กที่สามารถนำไปตั้งในร้านอาหาร ภัตตาคาร และครอบครัวขนาดใหญ่ได้ เราก็เลยลงมือพัฒนานวัตกรรมตัวดังกล่าว เริ่มมา 3 ปี โดยมีเป้าหมายคือขายให้กับพวกร้านอาหาร ภัตตาคารไฟน์ไดนิ่ง ร้านโอมากาเสะ หรือครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีความต้องการที่จะปลูกผักไว้รับประทานเอง หรือไว้ใช้สำหรับเป็นกิมมิกว่า เขาปลูกผัก แล้วนำมาทำเป็นอาหารเสิร์ฟลูกค้าได้เลย”

ด้านราคาการขาย “Kabinet Smart Garden ตู้ปลูกผักอัจฉริยะ” ในขณะนี้นั้นอยู่ที่ราคา 150,000 บาท ในอนาคตจะมีการพัฒนารูปแบบของนวัตกรรมดังกล่าว เพื่อให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องราคาการขายด้วย

คุณโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการคัดเลือก “เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์มระดับประเทศ” เป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาเกษตรกรที่มีผลงานทางการเกษตรดีเด่นและได้นำ “บัญชี” มาปรับเปลี่ยนชีวิตตนเองและชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจยกย่องเชิดชูประกาศเกียรติคุณของเกษตรกรดีเด่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พิจารณาคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์มระดับประเทศ ประจำปี 2564 ได้แก่ คุณสำรวย บางสร้อย เกษตรกรจากจังหวัดร้อยเอ็ด อายุ 53 ปี ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 12 บ้านสวนปอ ตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด อาชีพทำไร่นาสวนผสม โดยประสบความสำเร็จจากการจดบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่องและนำข้อมูลทางบัญชี มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ จนสามารถสร้างรายได้และลดต้นทุน รวมถึงสามารถชดใช้หนี้สินให้น้อยลงและมีฐานะที่มั่นคงมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายคนทำบัญชีและการเกษตรในชุมชน เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการจดบันทึกบัญชีและด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรในชุมชนนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์และเห็นผลจริง

ทำบัญชีครัวเรือน ลดรายจ่าย
เพิ่มรายได้ ปลดหนี้เงินล้าน

สำหรับความเป็นมาของคุณสำรวย บางสร้อย ก่อนจะหันมาทำบัญชีในการประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จในชีวิตในวันนี้ได้นั้น เป็นคนที่ประสบปัญหาหนี้สินเป็นหลักล้านบาท จากการนำมารักษาอาการเจ็บป่วยของตนเอง ซึ่งเคยมีปัญหาปลายประสาทตาอักเสบจนตาบอดเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ต้องทยอยขายสมบัติที่มีทั้งที่นา วัว และรถไถนา เพื่อนำเงินมารักษาตนเองจนหมดตัว จากวิกฤตชีวิต ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นในการจุดประกายความคิดในการหันมาจดบันทึกทำบัญชี เนื่องจากเห็นว่าการทำบัญชีทำให้รู้รับ-รู้จ่ายและรู้ว่ามีหนี้สินเท่าไร และจะปรับลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและต้นทุนในการทำนาให้ได้กำไรและมีเงินเหลือเก็บไว้ใช้หนี้ได้อย่างไร

ภายหลังจากการรักษาอาการเจ็บป่วยแล้ว ในปี 2560 จึงได้เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้ศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างจริงจัง พร้อมน้อมนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบกับได้รับการสอนแนะการจัดทำบัญชีจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จนสามารถจดบันทึกบัญชีและนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการผลิตทางการเกษตรได้และมาเป็นครูบัญชีในปี 2561

ต่อมาในปี 2562 ได้นำความรู้จากการถอดบทเรียนของตนเองมาถ่ายทอดให้แก่ชุมชนและเกษตรกรที่เข้ารับการอบรม พร้อมสอนแนะการใช้นวัตกรรมการจดบันทึกบัญชีผ่าน Application SmartMe ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยได้เรียนรู้และนำไปทดลองใช้ด้วยตนเองจนเห็นผลเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรและประชาชนสนใจเรียนรู้และมองเห็นความสำคัญของการจดบันทึกบัญชี

ทำไร่นาสวนผสม รายได้เพิ่มพูน

จากการจดบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่องและนำข้อมูลทางบัญชีมาวางแผนการผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบในแต่ละปี จึงสามารถวางแผนปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร จากเดิมที่ทำนาหว่าน จำนวน 20 ไร่ หลังจากทำบัญชีทำให้ทราบต้นทุนการผลิตว่า มีต้นทุนสูงจากค่าปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มกับการลงทุน จึงปรับเปลี่ยนจากการทำนาหว่านมาทำนาหยอดซึ่งได้ผลกำไรมากขึ้น

จนกระทั่งปรับเปลี่ยนอาชีพจากทำนาอย่างเดียวมาทำอาชีพเกษตรในลักษณะของการทำไร่นาสวนผสม โดยแบ่งพื้นที่จากการทำนาจำนวน 20 ไร่ เป็นการทำนาข้าว จำนวน 10 ไร่ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชผัก จำนวน 6 ไร่ ทำประมง จำนวน 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ จำนวน 1 ไร่ และสร้างที่อยู่อาศัย จำนวน 1 ไร่ เช่น การปลูกแตงกวาน้ำหยด การปลูกขึ้นฉ่าย การเลี้ยงปลาดุกและปลาตะเพียน ฯลฯ

โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อม และขยายการปลูกพืชหลากหลายชนิดมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีรายได้หลายทาง ปัจจุบันคุณสำรวยสามารถชดใช้หนี้สินจนเหลือน้อยลง และสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้ดียิ่งขึ้น

ภายหลังจากที่ประสบผลสำเร็จในการนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการลดต้นทุนการทำนาและต้นทุนการทำไร่นาสวนผสมแล้ว ได้ขยายเครือข่ายด้านบัญชีให้ชุมชนด้วยการสร้างเครือข่ายในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2561 ได้สอนแนะนำการจัดทำบัญชีครัวเรือนและต้นทุนประกอบอาชีพแก่เกษตรกรในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์ จำนวน 470 คน พร้อมทั้งได้ติดตามการจัดทำบัญชีของเกษตรกร โดยพบว่าเกษตรกรสามารถจดบันทึกบัญชีได้ จำนวน 385 คน ในจำนวนนี้มีเกษตรกรที่จดบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่อง จำนวน 40 คน

ปัจจุบัน คุณสำรวยเป็นผู้นำในการส่งเสริมผลักดันให้มีการทำบัญชีและการใช้ข้อมูลบัญชีเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การวางแผนงานต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ในชุมชน โดยเป็นเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย ประจำอำเภอปทุมรัตต์ จัดสรรพื้นที่ของตนเองเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานให้แก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มีหน่วยงานที่ให้ความสนใจมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องและสร้างเครือข่ายคนทำบัญชีและการเกษตรในหมู่บ้าน เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการจดบันทึกบัญชีและด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรในชุมชนนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์เห็นผลจริง

ต้นอ่อนผักบุ้ง สามารถประกอบอาหารได้หลายเมนู อาทิ ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย ผัดผักบุ้งไฟแดง ทำสลัดผัก หรือจะทำเมนูต้มจืด แล้วใส่ต้นอ่อนผักบุ้งด้วยก็ได้ 2.หลังจากนั้น เอาเมล็ดมาห่อผ้า เพื่อรักษาความชื้น คลุมผ้าไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย เมล็ดจะเริ่มงอก

3.หลังจากนั้น เตรียมดินในตะกร้าสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 4-5 นิ้ว เพื่อง่ายต่อการขนย้าย วางความหนาของดินไม่เกิน 1 นิ้ว และผสมมูลไส้เดือนลงไปด้วย เพื่อเป็นอาหารของพืช ส่วนดินที่ใช้เป็นดินขุยมะพร้าว ซึ่งจะมีส่วนผสมของดินน้อย

4.เมื่อเมล็ดผักบุ้งที่คลุมไว้ เริ่มมีรากงอกเล็กน้อย ให้นำเอาโปรยลงไปในตะกร้าที่เตรียมดินเอาไว้ เกลี่ยให้เต็มพื้นที่ โรยลงไปแค่พอเหมาะ 5.หลังจากนั้น ให้โรยขุยมะพร้าวกลบทับบางๆ อีกชั้น เพื่อช่วยกักเก็บความชื้น รดน้ำทุกวัน

6.ตะกร้าที่เพาะต้นอ่อนผักบุ้งต้องวางอยู่ในร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก และต้องไม่วางตากแดด เนื่องจากเวลาวางตากแดดจะทำให้อัตรางอกน้อยลง

7.หลังจากนำเมล็ดลงตะกร้า ประมาณวันที่ 2-3 เมล็ด จะเริ่มงอกออกมาเป็นราก ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว 8.วันที่ 4-5 ต้นอ่อนจะเริ่มโตขึ้นความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เริ่มมีใบเขียว แต่ต้นอ่อนจะมีเปลือกเกาะอยู่เยอะตามยอดต้นอ่อน จะไม่ยอมหลุดออกจากลำต้น และต้องดึงเปลือกออก

9.วันที่ 7 ต้นอ่อนผักบุ้งจะเริ่มโตขึ้น ต้นสามารถตัดได้ แต่สำหรับคุณรติรัตน์ เธอบอกว่า จะตัดในวันที่ 8 ไม่เกินวันที่ 10 ซึ่งสำหรับเธอ วันที่ 8 เป็นช่วงที่ต้นอ่อนผักบุ้งกำลังออกพองามและน่ากิน

ฤดูร้อนเมืองไทย ที่ร้อนแบบได้ใจ คนเรามักหงุดหงิดง่าย เวลาจะหาอะไรมากินสมองมันก็มึนตื้อ คิดไม่ค่อยออก บอกไม่ค่อยได้ จนไม่อยากคิด ไม่อยากหาอะไรมากิน บางวันเจอฝนตก ค่อยลดร้อนลงหน่อย วันส่วนใหญ่จะร้อน ร้อนรุมรุ่มร้อนไม่ใช่แต่กาย ใจก็พลอยร้อนรุ่มตาม อาหารการกินมีให้หาเยอะแยะ แต่เพราะมันร้อน ทำให้มองหาอะไรไม่เจอ นึกไม่ออกบอกไม่ถูก ยามตะวันรอนอ่อนแสง เริ่มแลเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีทรงพุ่มต้นสวยโปร่ง ใบพลิ้วสายลมอ่อนช้อยงดงาม ยอดอ่อนเป็นช่อสวยหวานอวบอิ่ม ฝักกลมยาวตรง ห้อยแกว่งไกว เป็นผักพื้นบ้านที่ยังหลุดรอดยืดอายุ ผ่านมาตั้งแต่ปลายหนาวเป็นที่น่าจดจำ พบเห็นแล้วหายร้อน น่ากินจังเลย

“มะรุม” ผักประเภทไม้ยืนต้นสูง ทรงพุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ เป็นพืชพื้นบ้านที่ปลูกกันแพร่หลายทั่วไป เมื่อก่อนการจะปลูกต้นมะรุมไว้ที่บ้าน โบราณเขาถือ เชื่อว่าถ้าบ้านใครปลูกไว้ จะก่อปัญหาวุ่นวาย เกิดความยุ่งยากลำบาก มีภัยคุกคามตามมารุมมาตุ้มครอบครัว ซึ่งน่าจะเป็นกุศโลบายคนเก่าแก่ ที่แฝงซ่อนคำบอกเตือนถึงอันตรายของต้นมะรุม เตือนคนในบ้าน ที่ชอบปีนป่ายขึ้นต้นมะรุม มักจะเกิดอุบัติเหตุ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต้นมะรุมเป็นไม้ที่กิ่งเปราะหักง่ายมาก เขาจึงให้นำไปปลูกไว้ริมรั้ว ข้างทาง เคยจับขโมยที่ปีนข้ามรั้วเข้าบ้าน จับพวกปีนต้นไม้แอบดูสาวๆ อาบน้ำ กิ่งมะรุมหัก พลัดร่วงสู่ดิน จับได้ก็หลายรายอยู่ แต่ในสมัยนี้เห็นมีปลูกกันในบ้านเยอะแยะ หรือเพราะสังคมมันว้าเหว่วังเวงเกินไป มะรุมจึงกลายเป็นไม้ที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลแล้ว เดี๋ยวนี้คนทั่วไปรู้คุณค่า คุณประโยชน์ที่มีมากมายของต้นมะรุมกันมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง

บ้านเราตอนนี้ มีผักพื้นบ้านหลายชนิด ที่ชาวบ้านได้ศึกษาเรียนรู้ และทำความเข้าใจธรรมชาติของพืชผักต่างๆ อย่างจริงจัง มีการใช้ประโยชน์จากผักมากมายหลายมิติ ทั้งทางนิเวศ และวัฒนธรรม ด้านอาหาร ด้านยารักษาโรค ด้านประโยชน์ใช้สอย ด้านพลังงานทดแทน ด้านประเพณีพิธีกรรมความเชื่อ และด้านเศรษฐกิจ สิ่งแรกที่มนุษย์ให้ความสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่อง อาหารการกิน เรื่องกินเรื่องใหญ่ มนุษย์อยู่รอดทุกวันนี้ เจริญเติบใหญ่ เป็นทรัพยากรของโลกได้ก็เพราะได้กินอาหาร พืชผักถูกใช้ปรุงเป็นอาหาร หรือกินสดๆ ซึ่งมีมาแต่โบราณ ผู้ชายล่าสัตว์ ผู้หญิงหาผักหาพืชมาทำอาหารเลี้ยงชีวิต เมื่อกินอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะได้ประโยชน์ทางโภชนาการ เป็นยาสมุนไพร ให้เส้นใยอาหาร ให้สารอาหาร ให้ความอร่อย ปลดปล่อยความหิวโหย เกิดเรี่ยวแรงทำงาน สมองแจ่มใส จิตใจเข้มแข็ง มีพลังสู้ชีวิต ซึ่ง “มะรุม” เป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดที่ตอบโจทย์ให้เราได้

ผักพื้นบ้าน หมายถึง พืชผักหรือพรรณไม้พื้นเมืองในท้องถิ่นที่ชาวบ้านนำมาบริโภค หรือประกอบอาหาร ตามวัฒนธรรมการบริโภคของท้องถิ่น มีอยู่ในแหล่งธรรมชาติ ในป่าเขา ม่อนดอย ทั้งบนดิน ใต้ดิน ในน้ำ บนน้ำ ริมน้ำ ริมห้วยหนองคลองบึง ในสวนนาไร่ หรือนำมาปลูกไว้ใกล้บ้าน สวนครัวหลังบ้าน แม้แต่แขวนลอยฟ้า และนำมาประกอบอาหารตามกรรมวิธีเฉพาะของท้องถิ่น และคุณลักษณะพรรณไม้เหล่านั้น ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านยารักษาโรคต่างๆ ด้วย จากการรวบรวม และอนุรักษ์พันธุกรรมพืชผักของประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย ปี 2535 สามารถเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชผักในเขตต่างๆ ได้ 1,792 ชนิด ภาคเหนือ 411 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 637 ชนิด ภาคกลาง 636 ชนิด ภาคใต้ 128 ชนิด และการรวบรวมข้อมูลพืชผักที่ใช้บริโภค โดยกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2530 ของภาคเหนือ 120 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 130 ชนิด ภาคใต้ 158 ชนิด นับว่ามีพืชผักมากมายในประเทศเรา

“มะรุม” หรือฝรั่งเรียก Horse Radish Tree แปลตรงตัวคือ ต้นผักกาดม้า หรือ Drumstick Tree (ต้นไม้ตีกลอง) เป็นไม้ในวงศ์ MORINGACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Moringa oleifera lamk. มีชื่อเรียกในท้องถิ่นต่างๆ แตกต่างกันไป ได้แก่ ภาคเหนือ เรียก ผักอีฮึม ผักอีฮูม มะค้อนก้อม หรือ บ่าค้อนก้อม ภาคอีสาน เรียก ผักอีฮูม บักอีฮูม มักรุม ภาคใต้ เรียก รุม มะรุม ภาคกลาง เรียก มะรุม กะเหรี่ยงเมืองกาญจน์ เรียก กาแหนงดิน เขมร เรียก มะรุม มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย มีมากที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทย เขมร ลาว เวียดนาม จนถึงแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และแอฟริกา เป็นไม้ที่ปลูกง่ายในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และปักชำกิ่ง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เรือนยอดกลมและโปร่ง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดแตกใบย่อย 3 ชั้น ก้านใบยาว 20-40 เซนติเมตร ออกเรียงสลับใบย่อย ยาว 1-3 เซนติเมตร รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่า ใบอ่อนมีขนเล็กน้อย ดอก ออกเป็นช่อสีขาว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบแยกกัน ผล เป็นฝักยาว เปลือกสีเขียว มีส่วนคอด และส่วนมนเป็นระยะๆ ตามความยาวของฝัก มองคล้ายเป็นข้อปล้อง ยาว 20-50 เซนติเมตร ฝักอ่อนยังกรอบนุ่ม ฝักแก่แข็งเป็นกิ่งไม้ แบบว่าใช้เป็นอาวุธได้เลย เมล็ดมะรุม เป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางเมล็ดประมาณ 1 เซนติเมตร เมื่อฝักแก่สีน้ำตาลและแตกอ้า เมล็ดสีเทาดำติดเรียงตัวอยู่ภายใน พร้อมที่จะแพร่พันธุ์ต่อไป

ประโยชน์จากการนำเอามะรุมมาเป็นอาหาร hillchords.com ยอดอ่อน ดอกอ่อน และฝักอ่อนใช้เป็นผักประกอบอาหาร รสชาติหวาน กรอบ อร่อย ติดขมเล็กน้อย ออกดอกในช่วงต้นหนาว ถึงกลางหนาว คนไทยทุกภาคนิยมกินมะรุมเป็นผัก ภาคกลางนิยมเอาฝักอ่อนไปแกงส้ม ดอกมะรุมลวกให้สุก หรือดองกินกับน้ำพริก ชาวอีสาน เอายอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอกอ่อน นำไปลวกให้สุก หรือต้มเป็นผักกินร่วมกับป่น แจ่ว ลาบ ก้อย หรือปรุงเป็นแกงอ่อม ฝักอ่อน และฝักที่ไม่แก่เต็มที่นำมาปอกเปลือกหั่นเป็นท่อนปรุงแกงส้ม หรือแกงลาว ชาวเหนือ เรียกใบยอดมะรุมว่า ผักอีฮูม เรียกฝักแก่ว่า มะค้อนก้อม นำฝักอ่อน ดอกอ่อน หรือฝักแก่ที่ยังเขียว ไม่แห้ง เอามาปอกเปลือกออก หั่นเป็นท่อนๆ แกงใส่ปลาช่อน หรือปลาย่าง บางที่เอาฝักอ่อนไปเป็นผักแกล้มส้มตำแทนถั่วฝักยาว คุณค่าทางอาหาร ฝักมะรุม 100 กรัม ให้พลังงาน 32 กิโลแคลอรี เส้นใย 1.2 กรัม ฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 532 IU. วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.05 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 262 มิลลิกรัม

มะรุม เป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นยาดีมากคุณค่า ดอกมะรุมมีรสหวานมันอมขมเล็กน้อย เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักรสหวาน แก้ไข้ ใช้รักษาโรคขาดสารอาหาร เด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมความดันโลหิตสูงให้อยู่ในภาวะปกติ ช่วยเพิ่มเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายคนปกติ และผู้ป่วยโรคเอดส์ ป้องกันโรคมะเร็ง และหยุดการแพร่เชื้อเซลล์มะเร็ง ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของโรคเกาต์ โรคไขข้อกระดูกอักเสบ โรครูมาติซั่ม มะเร็งในกระดูก รักษาโรคภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจอักเสบ หอบหืด บำรุงกระดูกสำหรับคนที่กระดูกเสื่อม และรักษากระดูกหักให้หายเร็ว รักษาแผลเรื้อรังของผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต โรคคอหอยพอก และโรคตับ ราก มีรสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณแก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือกต้น รสร้อน ขับลมลำไส้ ช่วยทำให้ผายลม หรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ แก้ลมอัมพาต ใบมะรุม ใช้เป็นยาถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผลอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ฝักมะรุม มีรสหวาน เป็นยาแก้ไข้ ควบคุมความดันโลหิต ดอกมะรุม เป็นยาแก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา เมล็ดสดคั้น จะให้น้ำมัน นำไปปรุงอาหาร หรือทำเครื่องสำอาง ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ เป็นยาหม่องนวดหัวเข่า ปวดเข่า ปวดข้อ รักษามะเร็งได้

ต้นมะรุมที่นำมาปลูกกันทั่วไป ส่วนใหญ่ก็เสาะหาต้นกล้า หรือเพาะเมล็ดจากต้นที่มีฝักใหญ่ๆ ยาวๆ เอามาปลูก ปลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ก็ติด เติบโตเป็นต้นให้ยอดให้ดอก ผล เป็นไม้โตเร็ว ใช้ปลูกเป็นไม้พรางแสงสำหรับต้นพืชอื่น เช่น ผักหวานป่า ได้ดีมาก และเดี๋ยวนี้ยังมีมะรุมพันธุ์เตี้ยมาให้ปลูกกันด้วย คือพันธุ์เกษตร 1 ต้นเตี้ยๆ ง่ายต่อการจะเด็ดยอด ฝักอ่อน มาต้มแกง นำมาจิ้มน้ำพริก สุดอร่อยแบบง่ายสะดวกปาก เป็นยาดีด้วย ส่วนใบมะรุมที่แห้งมีประโยชน์บำรุงดินอย่างดี ใช้เป็นส่วนผสมดินปลูกพืช มีธาตุอาหารมาก โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน มีผู้ประกอบการขายดินถุง ดินปลูก ผลุดขึ้นมากมาย เปลือก ใบ เปลือกฝัก และส่วนอื่นๆ หมักทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นปุ๋ยเป็นยา ใช้ในการเกษตรอินทรีย์ กิจการผลิตภัณฑ์น้ำมะรุมพร้อมดื่ม ชามะรุมก็ไปได้ดี มีผู้รู้แนะนำว่า กินเมล็ดมะรุมแก่ วันละ 1-2 เม็ดก่อนนอน ช่วยให้นอนหลับดี บำรุงสมอง ปรับธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ของร่างกาย เผาผลาญไขมัน ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอวัยวะภายในของร่างกาย