บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีน้ำใช้ยามแล้ง

เมื่อเร็วๆ นี้ เอสซีจี เดินหน้าส่งเสริมชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ขุดสระพวงกักเก็บน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้ง ต่อยอดการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ภายใต้โครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำ เพื่ออนาคต” พร้อมเสริมสร้างความรู้และจิตสำนึกให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ สนับสนุนการมีส่วนร่วมอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ชุมชนมีน้ำกินน้ำใช้ พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และเป็นชุมชนที่เข้มแข็งในอนาคต

คุณอาสา สารสิน ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรม “สระพวง รวมใจ สู้ภัยแล้ง” ณ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ว่า เอสซีจี ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำ เพื่ออนาคต” เพื่อส่งสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบที่ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้

ก่อนหน้านี้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ถูกหยิบยกเป็นพื้นที่ประสบภาวะวิกฤตภัยแล้งสืบเนื่องมาจากผลกระทบจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำไม้เนื้อแข็ง อย่างเต็ง รัง ประดู่ สัก ฯลฯ ไปแปรรูป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของบ้านสาแพะ ที่ตั้งอยู่บนดอยสูง ทำให้น้ำจากภูเขาไหลลงสู่ที่ต่ำไม่สามารถไหลผ่านเข้ามาถึงหมู่บ้านได้ บางปีในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม ค่อนข้างแล้งจัด ผู้นำชุมชนต้องออกกฎในการเปิด-ปิดน้ำเป็นเวลา โดยชาวบ้านจะใช้น้ำได้เพียง 3 ชั่วโมง ต่อวัน

คุณสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จังหวัดลำปางเป็นพื้นที่ที่มีป่ามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย แต่ปัญหาที่ยังพบในภาคเหนืออยู่คือ การบุกรุกทำลายป่า จึงส่งผลกระทบทำให้ในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมามีปัญหา ในเรื่องของการจุดไฟเผาป่า ปัญหาหมอกควัน แต่เมื่อผมได้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางแล้ว ได้มีการจัดทำนโยบาย 2 เรื่องคู่ขนาน คือมาตรการเฉพาะหน้า เน้นเรื่องของการกวดขันจับกลุ่ม และยับยั้งปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยใช้วิธีการคาดโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่จะรู้ได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เรียกว่ามาตรการใบเหลืองใบแดง คือถ้ามีหมู่บ้านใดตัดไม้ทำลายป่าจะมีการแจกใบเหลือง โทษของใบเหลืองคือ ให้บันทึกชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากมีครั้งที่ 2 ก็จะใช้มาตรการปลดออกคือ ให้ใบแดง ที่ทำแบบนี้เพราะอยากให้ประชาชนเฝ้าระวังพื้นที่ของตัวเอง ไม่ให้มีการตัดไม้ทำลายป่า แต่ถ้าจะให้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้คือ ต้องใช้นโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 ป่าชุมชน เพราะเรารู้ว่าไม่มีใครดูแลพื้นที่ป่าได้ดีเท่ากับชาวบ้าน โดยมีการตั้งเป้า เน้นในเรื่องให้ความรู้จุดประกายขยายความคิด ติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้นำป่าในชุมชน โดยเน้นในเรื่องของการฟื้นฟูทำฝายชะลอน้ำ เพราะป่าชุมชนจะเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตของหมู่บ้าน เปรียบเสมือนเป็นตู้กับข้าวของชุมชน เป็นตู้กับข้าวที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุน ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เน้นให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ และเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเผาป่าเกิดขึ้น

คงบุญโชติ กลิ่นฟุ้ง ผู้ใหญ่บ้านสาแพะ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง กล่าวว่า ชุมชนที่ตนเองดูแลมีทั้งหมด 153 หลังคาเรือน แรกเริ่มการทำฝาย มีคนเข้าร่วมกิจกรรมเพียง 5 คน เท่านั้น เนื่องจากชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญและไม่เข้าใจว่าการปักไม้ลงบนผืนดินแห้งๆ จะก่อให้เกิดน้ำได้อย่างไร แต่ก็ยังคงพยายามฟื้นฟูป่าต่อไปและพยายามพูดคุยสื่อสารกับชาวบ้านให้มากขึ้น โดยใช้เวลาจากการพักเที่ยง ละลายพฤติกรรมชาวบ้าน จากเมื่อก่อนคนอยู่หมู่บ้านเดียวกันไม่เคยคุยกัน จะคุยกันก็ตอนมีงาน แต่หลังจากที่พักเที่ยงได้มาคุยกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นการเปิดใจซึ่งกันและกัน หลังจากได้คุยกันมากขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มถามว่าทำฝายแล้วได้อะไร จากที่มีแต่ความฝันพอได้ลงมือทำ และมี เอสซีจี เข้ามาช่วย ความฝันเริ่มเป็นจริง และมีการโน้มน้าวให้ชาวบ้านในพื้นที่บริจาคที่เพื่อทำสระ ให้เหตุผลกับเขาว่า ถ้าท่านมีที่แต่ไม่มีน้ำ ต่อให้มีที่เป็น 100 ไร่ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ พอพูดให้ชาวบ้านเห็นภาพเขาก็สมัครใจบริจาคพื้นที่เพื่อขุดสระอย่างเต็มใจ ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย แต่มีน้ำใจ โดยเราขุดทั้งหมด 6 บ่อ แบ่งเป็น 1 บ่อแม่ 1 บ่อลูก 3 บ่อหลาน 1 บ่อน้ำทิ้ง ซึ่งตอนนี้ความหวัง ความฝันมาแล้ว รอแค่ให้น้ำมาอย่างเดียว

ชาวบ้านสาแพะทำการเกษตรอะไร ถึงมีรายได้ปีละ 350,000-400,000 บาท ต่อปี

โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านสาแพะ ปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งให้บริษัท เจี๋ยไต๋ เป็นหลัก รายได้ของทั้ง 153 ครัวเรือน ส่วนมากมาจากการทำการเกษตร มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ได้ทำการเกษตร ชาวบ้านสาแพะเน้นปลูกเมล็ดพันธุ์ แตงไทย บวบ มะระ ถั่วแดง ฟักทอง โดย 1 ครอป ใช้ระยะเวลาทำเพียง 4 เดือน ลงทุนเพียง 5,000 บาท แต่ได้เงินตอบแทนถึง 130,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเกษตรที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ใช้น้ำน้อย ยาฆ่าแมลงน้อย ใช้ปุ๋ยหมัก ขี้หมู ขี้ไก่เป็นหลัก ทำกันได้ทั้งครอบครัว ทำจนสามารถปลดหนี้ และมีเงินเก็บฝากธนาคารได้อย่างสบายๆ

ชาวบ้านสาแพะมีการตั้งกฎกติกา ตั้งประธาน และกรรมการควบคุม กรณีใครใช้น้ำ 1 ไร่ ต้องให้เงินเท่าไร โดยประมาณ 4 เดือน จ่าย 50-100 บาท และนำเงินส่วนนี้เก็บไว้เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งตอนนี้กำลังขับเคลื่อนให้เกิดเมล็ดพันธุ์พื้นถิ่น พยายามจะไม่ให้มีเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า ขณะนี้ได้เริ่มเก็บ งา พริก มะละกอ เพื่อจะทำให้เป็นเมล็ดพันธุ์พื้นถิ่นต่อไป

เมื่อก่อนชาวลับแล อุตรดิตถ์ ปลูกทุเรียนและลางสาด โดยเริ่มจากกินทุเรียนแล้วโยนออกนอกหน้าต่าง เมล็ดที่โยนไปจะงอกมีต้นใหม่ขึ้นมา ใกล้บ้านมีต้นไม้มากขึ้น นานเข้าต้องใช้คันสูน ลักษณะคล้ายหนังสติ๊ก ยิงเมล็ดผลไม้ออกไปให้ไกล จึงเกิดสวนขึ้นในบริเวณกว้าง

ทุกวันนี้ที่ทางมีขอบเขตจำกัด เขาแบ่งที่กันชัดเจน มีการปลูกพืชสมัยใหม่พันธุ์ไม้ได้จากการขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งและติดตา เกษตรกรที่นั่นเริ่มมีผลไม้คุณภาพ อาทิ ลองกอง มังคุด ทุเรียนชะนี หมอนทอง รวมทั้งหลงลับแล

ทุเรียนหลงลับแลมีผลมาจากการปลูกทุเรียนโดยการใช้เมล็ดเมื่อครั้งที่ใช้เมล็ดโยนไปตามป่า ซึ่งทุเรียนจำนวนแสนต้นล้านต้นที่ปลูกไว้นั้นมีลักษณะทุเรียนที่ดีไม่กี่ต้น คนท้องถิ่นเขาคัดเลือกต้นที่ดีเด่นอยู่นานปี สุดท้ายได้ต้นของนางหลงอุปละ เพียงต้นเดียว จึงตั้งชื่อว่า หลงลับแลŽ

ทุเรียนหลงลับแลเป็นทุเรียนที่กลายพันธุ์ในทางที่ดีคือ ติดผลดก เนื้อมากเมล็ดลีบ รสชาติหวานมัน หากราคาทุเรียนหมอนทองที่ปลูกในท้องถิ่นขายกิโลกรัมละ ๓๐ บาท หลงลับแลต้องขาย ๔๐ บาทเป็นอย่างต่ำ บางช่วงขายได้ราคามากกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะปีที่หลงลับแลติดผลผลิตน้อย

ปัจจุบันเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกออกไปมาก งานปลูกของเกษตรกรที่นั่นอิงแอบธรรมชาติ ยามเดินทางเข้าไปลับแลมีความรู้สึกว่าชาวบ้านที่นั่นกลมกลืนกับป่ากันเป็นอย่างดี

พื้นราบ มีการนำหลงลับแลลงมาปลูกที่จันทบุรีได้ผลดี รสชาติเยี่ยมยอดเกษตรกรที่สุพรรณบุรีทดลองปลูกหมอนทองคู่กับหลงลับแล หมอนทองตาย แต่หลงลับแลอยู่ได้ ชาวบ้านที่ลับแลบอกว่า หลงลับแลเนื้อไม้ละเอียด มีเลือดไม้ป่ามาก ทนทาน กิ่งก้านแข็งแรง ต่างจากหมอนทองที่ต้นอ่อนแอ เนื้อไม้ไม่ละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.ชัยนาทมีผักตบชวาปริมาณกว่า 50,000 ตัน ที่ไหลมาตามน้ำ เกิดการกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายาวหลายกิโลเมตร และส่งผลกระทบต่อการเดินเรือข้ามฟากด้วย โดยจากการนำอากาศยานไร้คนขับขึ้นบินตรวจสอบเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงตัวเมืองชัยนาทเริ่มตั้งแต่หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท ล่องใต้ไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนน 340 พบว่ามีผักตบชวาปริมาณกว่า 50,000 ตัน ได้ไหลมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาหลังจากมีฝนตกทางเหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผักตบดังกล่าวได้มาติดสะสมเป็นแพยาวหลายกิโลเมตร ตั้งแต่พื้นที่ ต.บ้านกล้วย อ.เมืองชัยนาท ยาวไปจนถึงบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท ซึ่งจากปริมาณผักตบจำนวนมากได้เกาะกลุ่มเป็นแพแน่น ทำให้ส่งผลกระทบกับแพข้ามฟากที่เดินเรือจากฝั่ง ตลาดเทศบาลเมืองชัยนาท ไปยังฝั่ง ต.ท่าชัย

ทั้งนี้การเข้าออกท่าเทียบเรือทำได้ยากลำบากมากขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการเรือข้ามฟากต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเรือมาต่อกันเป็นสะพานยื่นลงไปในแม่น้ำ เพื่อลดระยะการเข้าเทียบท่าของเรือซึ่งหากเข้าเทียบท่าตามปกติจะเสียเวลาเพิ่มอีกกว่า 10 นาที แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะในการเข้าออกเรือแต่ละครั้งยังต้องแล่นฝ่าแพผักตบชวาที่หนาแน่น และยาวจนปกคลุมกีดขวาง ทางน้ำทั้งสองฝั่งนั่นเอง ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาในการเดินเรือแล้วผู้ให้บริการยังเปิดเผยว่า ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นอีกถึงร้อยละ 30 ด้วย

สหภาพยุโรปบี้ไทยนำคดีประมงผิดกฎหมาย 1,000 คดีขึ้นฟ้องศาล ระบุมีผลต่อการพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดง IUU รองนายกฯประวิตรสั่งสางปัญหาด่วน เร่งตำรวจ-อัยการทำสำนวนยื่นฟ้อง ชาวประมงวอนรัฐดูเจตนา

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) ที่สหภาพยุโรป (EU) ประกาศเตือนโดยให้ใบเหลืองไทยจะมีความคืบหน้าตามลำดับ ทำให้ EU พอใจการดำเนินการของฝ่ายไทย แต่มีบางประเด็นที่ EU ต้องการให้เร่งแก้ไขให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำคดีการทำประมงผิดกฎหมายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้รับผิดชอบดูแลการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง ศูนย์บัญชาการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เร่งนำคดีที่ก่อนหน้านี้มีการปราบปรามจับกุมเรือประมงที่ทำประมงโดยผิดกฎหมายขึ้นฟ้องร้องต่อศาล เนื่องจากได้รับการเร่งรัดและกดดันจาก EU และเป็นประเด็นที่มีผลต่อการพิจารณาของ EU ก่อนตัดสินใจให้คงใบเหลืองหรือให้ใบแดง ห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลไทยไปจำหน่ายในตลาด EU

นอกจาก พล.อ.ประวิตรจะสั่งการและกำชับในเรื่องนี้ในการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งแล้ว ยังได้ทำหนังสือสั่งการถึงกระทรวงเกษตรฯ ศปมผ.ให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็มอบหมายให้ พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง คณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. ชุดที่มี พล.อ.ประวิตรเป็นประธาน ประสานขอความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานอัยการสูงสุด และ ศปมผ. นำคดีการทำประมงผิดกฎหมายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องร้องโดยเร็วที่สุด

สั่งเร่งฟ้อง 1,000 คดี แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับของคดีการทำประมง IUU ที่ EU เร่งรัดฝ่ายไทย และมองว่าไทยยังดำเนินการล่าช้า ขณะนี้มีอยู่ทั้งหมดกว่า 1,000 คดี ส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งของฝ่ายตำรวจและอัยการ มีบางส่วนที่ทยอยยื่นฟ้องร้องในชั้นศาลและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ฝ่ายนโยบายจึงต้องการให้นำคดีเข้าสู่ศาลโดยเร็ว จะได้ไม่ถูกนำไปเป็นข้ออ้างในการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าตอบโต้ไทยอีก

“ที่ผ่านมาอียูมองว่าไทยยังดำเนินการเรื่องนี้ล่าช้าอยู่มากทำให้ขาดความต่อเนื่อง ทั้งที่ พ.ร.ก.การประมง 2558 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมามีบทบัญญัติที่เข้มงวด และบทกำหนดโทษที่ค่อนข้างรุนแรง จากนี้ไปทางตำรวจและอัยการจึงต้องเร่งทำคดีให้เร็วขึ้น”

ล่าสุดในการเข้ามาตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะของทีมเจ้าหน้าที่EU ในระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีโอกาสลงสำรวจพื้นที่ และเข้าหารือกับรองนายกฯประวิตร ฝ่ายไทยได้แจ้งผลความคืบหน้าในเรื่องนี้แก่เจ้าหน้าที่ EU สำหรับคดีกว่า 1,000 คดีนั้น จำนวนเกินครึ่งมาจากการที่ชาวประมงไม่ติดตั้งระบบการติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS) ที่เหลือเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับกรณีอื่น ๆ เช่น ชาวประมงใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำผิดประเภท เป็นต้น โดยในส่วนของคดีไม่ติดตั้งระบบติดตามเรือนั้น ก่อนหน้านี้กรมประมงเคยรวบรวมไว้ พบว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นหลายพื้นที่ใน 22 จังหวัดติดชายทะเล อาทิ สมุทรปราการ 98 คดี สมุทรสาคร 51 คดี สมุทรสงคราม 27 คดี เพชรบุรี 10 คดี สุราษฎร์ธานี 3 คดี ตรัง 27 คดี นครศรีธรรมราช 32 คดี สตูล 11 คดี พังงา 9 คดี ระนอง 16 คดี ชุมพร 6 คดี ระยอง 22 คดี ตราด 26 คดี ฉะเชิงเทรา 7 คดี จันทบุรี 9 คดี ชลบุรี 10 คดี ฯลฯ

ประมงขอส่งฟ้องตามสภาพจริง ด้านนายภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี และที่ปรึกษาสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นการฟ้องร้องเกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีไม่ติดตั้งระบบติดตามเรือ หรือ VMS นั้น ตนอยากเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาข้อเท็จจริงก่อนนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล ที่สำคัญต้องดูที่เจตนาว่าชาวประมงทำผิดกฎหมายจริงหรือไม่

เพราะเท่าที่ทราบข้อมูลพบว่าเรือประมงที่ถูกจับกุมบางส่วนไม่ได้ทำผิดกฎหมายแต่เลิกออกจับปลาเป็นเวลานานแล้ว เพียงแต่อาจยังไม่ได้แจ้งต่อนายทะเบียน เมื่อไม่ได้ออกจับปลา เจ้าของเรือเหล่านี้จึงไม่ได้ยื่นขอจดทะเบียน และไม่ได้ติดตั้ง VMS นอกจากนี้บางลำอาจยังมีรายชื่ออยู่ในทะเบียน แต่สภาพความเป็นจริงไม่มีเรืออยู่แล้วก็มี หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะกรมเจ้าท่าจึงน่าจะสกรีนเรือประมงกลุ่มนี้ออกไปจากระบบ

ที่สำคัญจากที่รัฐควบคุมดูแลการทำประมงโดยเข้มงวดจำนวนเรือประมงประมาณ 10,000 ลำ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย มีทั้งทะเบียนเรือ ติดตั้งระบบ VMS บัญชีรายชื่อลูกเรือประมง สมุดประจำเรือ หรือ Log Book ส่วนนี้รองนายกฯประวิตรแก้ปัญหาแล้ว โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปรับชาวประมงถึงพื้นที่

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 14 ก.ค. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเดือดร้อนของชาวนาศรีสะเกษได้ขึ้นแล้ว ที่บริเวณกลางทุ่งนาบ้านเขวา หมู่ 16 ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายธนาวรรณ สุระชาติ นายก อบต.กระแชง พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ วิมลสุข หัวหน้ากลุ่มอารักษ์ขาพืช สำนักงานเกษตร จ.ศรีสะเกษ นายสมจิตร สอนภักดี เกษตร อ.กันทรลักษ์ และคณะ ได้ออกไปสำรวจนาข้าวของชาวบ้านเขวา ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากว่า ได้ถูกโรคเชื้อราระบาดเข้าไปในนาข้าวของชาวบ้านและทำให้ต้นข้าวใบข้าวเหี่ยวเฉาและเน่าตายไปในที่สุด ซึ่งในช่วงเช้าได้ทำการอบรมให้ความรู้และรณรงค์การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว รวมทั้งแนะนำสารเคมีที่ใช้ในนาข้าวตามหลัก ไอพีเอ็ม โดยในเขต ต.กระแชง และเขตตำบลใกล้เคียงมีต้นข้าวเน่าตายเพราะโรคเชื้อราระบาดไปแล้วประมาณ 30,000 ไร่

นายธนาวรรณ สุระชาติ นายก อบต.กระแชง กล่าวว่า นาข้าวของชาวบ้านเขวา ได้ถูกโรคเชื้อราระบาดเข้าไปในนาข้าวมานานประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว ตนจึงได้ประสานขอความช่วยเหลือไปยัง นายสว่าง กาลพัฒน์ เกษตร จ.ศรีสะเกษ และได้สั่งการให้เกษตร อ.กันทรลักษ์ และเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานเกษตร จ.ศรีสะเกษ ออกมาทำการให้ความรู้รวมทั้งได้ทำการแจกจ่ายยาฆ่าโรคเชื้อราให้กับชาวบ้าน ซึ่งนาข้าวที่โดนเชื้อราเข้าไปจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้ให้ชาวบ้านพากันใช้เครื่องตัดหญ้าตัดเอาส่วนปลายของต้นข้าวออกไป แล้วเอาส่วนของต้นข้าวที่โดนเชื้อราระบาดมากองรวมกันไว้บนคันนา

จากนั้น ได้ทำการใช้เครื่องพ่นยาทำการฉีดพ่น รวมทั้งการฉีดพ่นยาเพื่อเป็นการทำลายเชื้อราและป้องกันไม่ให้เชื้อรามีการแพร่ระบาดไปสู่ที่นาแปลงอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งหลังจากที่ทำการฉีดพ่นยาแล้ว คาดว่าสามารถทำลายโรคเชื้อราที่กำลังระบาดนี้ได้จำนวนมาก ส่วนนาข้าวที่ถูกโรคเชื้อราทำลายเน่าตายไป จำนวนประมาณ 30,000 ไร่นั้น ชาวบ้านจะได้ทำการปลูกข้าวทดแทนต่อไป

“โมซัมบิก” หนึ่งในประเทศที่น่าสนใจและสามารถเป็นตลาดใหม่ของไทยในทวีปแอฟริกา ด้วยปัจจัยความต้องการนำเข้าสินค้าที่ค่อนข้างสูง ทั้งยังเป็นประเทศที่เพิ่งมีความสงบและความมั่นคงทางการเมืองได้ไม่นาน

โมซัมบิก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศแอฟริกา ทั้งยังมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากที่ยังไม่มีการสำรวจและพัฒนา และยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นรัฐบาลให้สิทธิการลงทุนในหลายภาคส่วน เช่น เกษตร เลี้ยงสัตว์และอาหารสัตว์ ประมง แปรรูปสินค้า พลังงาน เหมืองแร่ การก่อสร้างที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมาบูโต ในเดือนสิงหาคมนี้ แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและโมซัมบิกค่อนข้างบวก นอกจากนี้สถานะทางการค้าระหว่างกันยังมีความน่าสนใจ คือโมซัมบิกเป็นคู่ค้าลำดับที่ 79 ของไทย มูลค่าการค้าในปี 2559 (ม.ค.-เม.ย.) ไทยส่งออกไปโมซัมบิกประมาณ 35.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 5.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทสัตว์น้ำ กุ้ง อัญมนี อะลูมิเนียม ถ่านหิน ทองคำ และผลิตภัณฑ์จากไม้

ความน่าสนใจอีกประการ คือ โมซัมบิกมีพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลจนสามารถส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ได้ ทั้งยังมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่และมีท่าเรือที่ดีที่สุดในแอฟริกาตะวันออก อย่างไรก็ตามสัดส่วนของประชากรที่สามารถอ่านออกเขียนได้มีเพียง 40% ดังนั้น จำนวนทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในโมซัมบิกค่อนข้างต่ำ

ปัจจุบันไทยและโมซัมบิก มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมการค้า (JTC) เพื่อผลักดันโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจหลายสาขา โดย นายคาร์ลูส อากูสตินโย ดู โรซารีอู นายกรัฐมนตรีของโมซัมบิก มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวจากไทยราว 3 แสนตัน รวมถึงอาหารแปรรูปอื่น ๆ

นอกจากนี้ ไทยยังมีความสนใจที่จะหารือเพิ่มเติมในความร่วมมือด้านอัญมณี การทำสัมปทานประมง และแนวทางการชำระเงิน รวมถึงด้านพลังงานและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสาขาเศรษฐกิจที่รัฐบาลโมซัมบิกต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ปัจจุบันมีเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยที่เข้าไปลงทุนในโมซัมบิก ได้แก่ อิตาเลียน-ไทย และ ปตท.สผ.

สัดส่วนการลงทุนระหว่างไทย-โมซัมบิกยังมีน้อย ufabets.co.uk ขณะที่โมซัมบิกได้เพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ ประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (SADC) ความร่วมมือในข้อตกลงการค้าเสรีของสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ (SACU) และข้อตกลงการค้าเสรีกับตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (COMESA) และกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกา (AEC) ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเสรี ครอบคลุมยังสมาชิกอื่น ๆ เกือบทั้งภูมิภาคที่มีประชากรรวมกว่า 700 ล้านคน

เพจ China Xinhua News รายงานว่า พบผลไม้ประหลาดในมณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศจีน ผลไม้ชนิดนี้ดูเผินๆ ก็เหมือนแตงโมทั่วไป แต่กลับมีเปลือกที่แข็งอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อคุณขว้างมันลงที่พื้น มันจะไม่แตกในทันที แต่ต้องขว้างถึงสามครั้งกว่าจะแตก และไม่ว่าพยายามจะใช้มือดึงเปลือกผลไม้นี้ให้แยกออกจากกันอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เมื่อใช้มีดผ่าภายใน จึงพบว่าเนื้อมีสีเหลือง รสชาติจืด สัมผัสกรอบ คล้ายคลึงกับแตงกวา

ดิน เป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตรกรรม แต่จากการสำรวจ พบว่าดินที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะมีปัญหาของสภาพดินที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งปัญหาในภาพรวม นอกจากพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินแล้ว ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุ ในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา ฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อปลูกข้าวและปาล์มน้ำมัน และสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ได้อย่างยั่นยืน

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการ สำงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่ง สภาพดินในภาคใต้ส่วนใหญ่จึงเป็นดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน อีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร รวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มาโดยตลอด