บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส

นายปัญญา พระราช อายุ 60 ปี เกษตรกรบ้านบึงกาฬใต้ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า เมื่อหมดฤดูทำนาเกษตรกรหันมาปลูกมะเขือเทศส่งโรงงานโดยใช้พื้นที่ดินริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ปลูก ซึ่งดินมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการเพาะปลูกทำให้เกษตรกรชาวจังหวัดบึงกาฬในหลายพื้นที่เข้าทำการเพาะปลูกมะเขือเทศ ซึ่งมีพื้นที่หลายพันไร่ มีสวนมะเขือเทศจำนวนหนึ่งต่างได้รับความเดือดร้อน ต้นมะเขือเทศที่กำลังงอกงามให้ผลผลิตเริ่มเก็บส่งโรงงานแต่มาระยะนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยกลางวันร้อนและหนาวเย็นมีหมอกลงในตอนเช้าทำให้ผลผลิตออกน้อย อย่างไรก็ตาม ถือว่ายังโชคดีที่ราคาเปิดตลอดค่อนข้างสูง ขายส่งกิโลกรัมละ 10 บาทให้พ่อค้าคนกลาง แต่ถ้านำมาส่งขายเองที่ตลาดสดราคากิโลกรัมละ 15 บาท วันหนึ่งๆเกษตรกรสามารถเก็บได้ 5-7 ลังต่อคน 1 ลังบรรจุมะเขือเทศได้ลังละ 30 กิโลกรัม สร้างรายได้อย่างน้อยวันละ 1,500-2,000 บาท

ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า กับมีฝน ร้อยละ 10 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-17 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝน ร้อยละ 60 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี

สุพรรณบุรี และสมุทรสงคราม

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝน ร้อยละ 60 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออก ความเร็ว 20-40 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 25-27 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตก ความเร็ว 20-40 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝน ร้อยละ 60 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 28-29 องศาเซลเซียส

ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. เมืองคอนเจอวิกฤตหนัก จมบาดาลทั้งเมือง ภาคใต้น้ำท่วมใหญ่ การสัญจรถูกตัดขาด ปิดสนามบิน 2 วัน นราธิวาสค้าชายแดน 3 ด่านชะงัก กระทบส่งออกอาหารทะเล ด้านหอการค้าภาคใต้ระบุยังประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้ เหตุฝนตกไม่หยุด ชี้ท่วมหนักกว่าปี”54 ทุบเกษตร-ท่องเที่ยวพังยับ คาดเศรษฐกิจซึมต่อเนื่อง ชาวสวนยางฟุบหนัก เสียโอกาสปั๊มรายได้ยางขาขึ้น ธุรกิจจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดท่องเที่ยว-เกษตรเสียหายหนัก

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างมาก เป็นการสะสมน้ำฝนรวมกัน 2-3 สัปดาห์ จนภูเขารับน้ำไม่อยู่ ไหลลงมาท่วมเมืองซึ่งมีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมหนัก ถนนสาย 41 (ถนนเพชรเกษมสายสี่แยกปฐมพร-สุราษฎร์ธานี-พัทลุง) ถูกตัดขาดหลายจุด ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ ถือว่ารุนแรงกว่าปี 2554 โดยนครศรีธรรมราชเสียหายทั้งจังหวัด ทั้งการประมง ท่องเที่ยว และเกษตร โดยเฉพาะส้มโอทับทิมสยาม คาดว่าแหล่งปลูกที่ อ.ปากพนังเป็นร้อยไร่ต้องโค่นทิ้งหมด ส่วนจังหวัดพัทลุง การเกษตรเสียหายหนัก โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าว

ขณะที่สุราษฎร์ธานีเสียหายด้านการท่องเที่ยว เกษตร (ยาง ปาล์ม และประมง) ส่วนชุมพร เสียหายด้านเกษตร พืชผัก/ผลไม้

ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันใน 9 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร รวม 68 อำเภอ 381 ตำบล 2,507 หมู่บ้าน (ประมาณ 1.5 แสนครัวเรือน) มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ส่วนศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยระบุว่า มีพื้นที่ภัยน้ำท่วม 12 จังหวัด

ด้านนายธีระชัย ศรีโพธิ์ชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ภาคใต้ประสบปัญหาน้ำท่วมมา 2 ระลอกแล้ว ขณะนี้ (6 ม.ค. 60) ฝนยังคงตกหนักต่อเนื่องและสภาวะอากาศยังไม่นิ่ง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน เนื่องจากสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกยางพารามากถึง 71% ของพื้นที่การเกษตรทั้งจังหวัด เกษตรกรไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ เสียโอกาสและขาดรายได้จำนวนมาก เพราะตอนนี้ราคายางอยู่ในระดับที่สูง กิโลกรัมละ 71-72 บาท

“คาดว่าจะต้องหยุดกรีดยางอย่างน้อยไปอีกครึ่งเดือน ส่วนบ่อกุ้งยังต้องรอสำรวจข้อมูลหลังน้ำลด แต่สุราษฎร์ฯโชคดีที่มีแม่น้ำลำคลองหลายสาย สามารถระบายน้ำลงทะเลอ่าวไทยได้เร็ว ไม่ท่วมขังนาน แต่ยังต้องติดตามมวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะรับน้ำมาจากนครศรีธรรมราชด้วย”

นอกจากนั้นจังหวัดสุราษฎร์ธานียังสูญเสียโอกาส ไม่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะหลังจากที่ทางการประกาศเตือนว่าจะมีมรสุมเข้ามา ทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศยกเลิกการเดินทางไม่น้อยกว่า 50-60%

“อ.เมือง-ทุ่งสง-ชะอวด” สาหัส

นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 23 อำเภอ 98 ตำบล 626 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 215,000 คน 70,000 ครัวเรือน สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือเรื่องอาหารการกิน โดยได้บูรณาการทุกภาคส่วนนำอาหารกล่องและถุงยังชีพเข้าไปแจกจ่ายให้ประชาชน พร้อมทั้งมีการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงไปอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวด้วย

ด้านนางสาววาริน ชิณวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า น้ำท่วมครั้งที่ 2 นี้ถือว่าหนักและกระจายพื้นที่เป็นวงกว้างมาก ทำให้ประชาชนเตรียมรับมือไม่ทัน ซึ่งจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะใน อ.เมือง ทุ่งสง และเขตเทศบาลเมือง แม้บางส่วนจะขนย้ายทรัพย์สินไว้แล้ว แต่ปริมาณน้ำมากเกินกว่าที่ประเมินไว้ เช่น ห้างลัคกี้มีน้ำเข้าห้างไปแล้วจากที่ไม่เคยท่วมมาก่อน

สำหรับพื้นที่การเกษตรนั้น หากเป็นพื้นที่โซนภูเขา เช่น อ.ลานสกาและทุ่งสง ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้นทั้งยางพารา ปาล์ม หากดินไม่ถล่มหรือสไลด์จะเสียหายไม่มาก ส่วนพื้นที่เกษตรในโซนลุ่มน้ำ เช่น อ.หัวไทร ชะอวด ปากพนัง เป็นแหล่งปลูกผลไม้จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งสวนส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งก่อนหน้านี้เสียหายจากการจมน้ำและโรค กำลังจะฟื้นฟูก็ถูกน้ำมาท่วมซ้ำอีก

ขณะที่พื้นที่ อ.ชะอวดถูกตัดขาดนั้น ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ จึงควรต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นลำดับแรก

“เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ แต่คาดว่าจะมากกว่าปี”54 อย่างไรก็ตาม ความเสียหายทางเศรษฐกิจของนครศรีธรรมราชในปีนี้จะหนักมาก เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ครัวเรือนมีรายได้ต่ำจากราคายาง ซึ่งหลังจากที่ราคายางขยับขึ้นก็หวังว่าอารมณ์การจับจ่ายจะดีขึ้น แต่มาเจอน้ำท่วมรุนแรงก็ทำให้ครัวเรือนและผู้ประกอบการต้องนำเงินมาใช้ในการซ่อมแซมฟื้นฟูความเสียหายก่อน เศรษฐกิจในพื้นที่อาจจะซึมต่อไปอีกสักพัก” นางสาววารินกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตในวันที่ 6 มกราคม โดยเขตเทศบาลนครศรีฯและอำเภอเมืองมีน้ำไหลทะลักเข้าท่วม โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจการค้าบนถนนสายหลักแทบทุกสายไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลมหาราชระดับน้ำสูงเกือบเมตร การสัญจรต้องใช้รถยกสูงและเรือเท่านั้น

นราธิวาสค้าชายแดนชะงัก

นายศรัณย์ วังสัตตบงกช ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนราธิวาสยังไม่คลี่คลาย แต่ถ้าฝนไม่ตกลงมาเพิ่มอีกคาดว่าน้ำจะเริ่มลดระดับภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งยังไม่กระทบโซนเศรษฐกิจในอำเภอเมือง แต่ส่วนใหญ่จะกระทบบ้านเรือนราษฎร พื้นที่เกษตรกรรม และการค้าขายบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย เพราะการสัญจรไปมาลำบาก ถนนหลายสายถูกตัดขาดทำให้ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไปชายแดนหยุดชะงัก สูญเสียโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

นายศิริพงษ์ วุฑฒินันท์ นายด่านศุลกากรตากใบ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า น้ำท่วมกระทบการค้าชายแดนทั้ง 3 ด่านในจังหวัดนราธิวาส ได้แก่ ด่านศุลกากรตากใบ ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก และด่านศุลกากรบูเก๊ะตา รถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ การค้าขายชายแดนเงียบเหงา ธุรกิจส่งออกปลาทะเล และสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลกระทบมากที่สุด

สยยท.รับบริจาคเงินช่วยชาวสวนยาง

ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ในฐานะประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยาง 14 จังหวัดภาคใต้ประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง บางพื้นที่น้ำท่วมหนักไม่เคยปรากฏมาก่อน และท่วมทุกจังหวัดต่อเนื่องมา 10 กว่าวันแล้ว สร้างความเสียหายให้แก่ชาวสวนยางเป็นจำนวนมาก จึงขอวิงวอนคนไทยร่วมกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางด้วย

ธุรกิจจับตาสถานการณ์ใกล้ชิด

นายภีม ลิ่วลม ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายและการตลาด หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภค บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยเกิดขึ้นทุกปี บริษัทมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ และทางฝั่งที่ดูแลด้านโลจิสติกส์มีแผนสำรองในกรณีนี้เอาไว้อยู่แล้ว เพื่อให้การจัดส่งสินค้าถึงลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

นางสาววรวิมล กรรมารางกูร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงาม สก๊อต กล่าวว่า บริษัทได้จับตาสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้อย่างใกล้ชิด ซึ่งภายในสัปดาห์นี้หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายก็จะมีการหารือร่วมกับคู่ค้าเพื่อหาแนวทางรับมือ ซึ่งบริษัทยังไม่กังวลมากนัก เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ทางร้านค้าได้สั่งสินค้าเพื่อสต๊อกสำหรับหน้าขายช่วงปีใหม่จำนวนมาก จึงคาดว่ายังมีสินค้าที่เพียงพอสำหรับการขายในช่วงนี้ไปจนถึงเดือนมีนาคม

ด้านศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช ได้ประกาศปิดทำการ 1 วัน (6 มกราคม 2560) เนื่องจากสถานการณ์น้ำที่ท่วมรอบนอกศูนย์การค้าจึงเป็นปัญหาสำหรับการเดินทางของร้านค้าและลูกค้าเป็นอย่างมากแต่ในส่วนของ Tops Supermarket และ Food Park ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และยังบริการที่จอดรถแก่ผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 500 คัน

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านหัวเข่า ต.คาละแมะ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและสิ่งแวดล้อม หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ก็จะมีวิถีชีวิตในการดำรงชีพแบบอาศัยธรรมชาติใกล้ตัว เป็นแหล่งหาอาหารทั้งนำมาประกอบอาหารรับประทานในครัวเรือน และเหลือจากนั้นก็จะนำไปขาย มีรายได้พอเลี้ยงชีวิต อย่างเช่น นายพันธ์ มณี อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 3 บ้านหัวเข่า ต.คาละแมะ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ พร้อมภรรยา และเพื่อนบ้านเดียวกันอีก 4-5 คน ชักชวนกันออกหากบ เขียด ตามท้องทุ่งนา ที่ขุดรูทำหลุมอยู่ตามทุ่งนา ใต้กองฟางที่เกี่ยวข้าวแล้ว เพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารบ้าง บางส่วนเก็บไว้ขายบ้าง

อุปกรณ์ที่นำไปหากบ เขียด ก็มีเคียวเกี่ยวข้าว เสียม ถุงตาข่าย พร้อมทั้งห่อข้าวและน้ำดื่มไปด้วย เมื่อยามที่หิวข้าวก็จะได้กินที่ทุ่งนาเลย ส่วนที่ต้องนำเคียวเกี่ยวข้าวไปด้วยเพราะจะสะดวกในการเขี่ยเกี่ยวฟางข้าวหากบหาเขียด เมื่อเจอรูกบ รูเขียด หากพบเป็นดินนูนๆชาวบ้านจะรู้เลยว่า มีกบอยู่ใต้ดินนูน เมื่อเปิดดินออกจะเห็นตัวกบซ่อนตัวอยู่หลุม หรือบางทีก็อยู่ในหลุมลึกลงไปเล็กน้อย ซึ่งกบจะทำดินปิดปากรูหลุมเอาไว้ ชาวบ้านในถิ่นชนบทจะรู้ดีในเรื่องนี้

ซึ่งการออกหากบหาเขียดบางวัน หากโชคดีหรือชาวบ้าน เรียกว่า “หมานๆ” หน่อยก็จะหากบได้ถึง 2-3 กิโลกรัม ก่อนนำมาประกอบอาหารคั่วแกง ผัดเผ็ด เป็นอาหารเลี้ยงสมาชิกในครัวเรือน และหากเหลือก็จะนำไปขายตามหมู่บ้าน กิโลกรัมละ 100 บาท จะขายดีมาก เพราะกบที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีรสชาติอร่อยกว่า กบ เลี้ยง ด้วยหัวอาหารทั่วไป ที่สำคัญทุกวันนี้กบตามธรรมชาติจะหากินได้ไม่ง่ายนัก ชาวบ้านบอกว่าที่พากันออกหากบหาเขียดมาขาย ก็พอได้เงินใช้ในครัวเรือน เล็กๆน้อยๆ ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆไม่มีรายได้อะไรเลย ถือว่าใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ปี 2559 ไม่ใช่ปีที่สดใสมากนักสำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรไทย จากเหตุผลภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เคยสูงถึง 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลก็ลดลงเหลือ 40-50 เหรียญ/บาร์เรล ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อตลาดส่งออกหดตัวและราคาต่อหน่วยสินค้าเกษตรลดลง โดยช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม-พฤศจิกายน 2559) ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรรวม 28,958 ล้านเหรียญสหรัฐหรือลดลง 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเฉพาะสินค้าเกษตร 3 รายการหลัก “ข้าว-ยางพารา-มันสำปะหลัง” ซึ่งครองสัดส่วน 5.4% ของการส่งออกไทย มียอดส่งออกลดลง “ยกเว้น” ข้าวที่สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นได้ 1.6% แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงทุกรายการ

สำหรับแนวโน้มการส่งออกข้าว-มันสำปะหลัง-ยางพาราในปี 2560 ยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากกลุ่มโอเปกลดกำลังการผลิตลง มีผลทำให้กำลังซื้อของประเทศผู้ผลิตน้ำมันฟื้นตัว น่าจะทำให้ราคาต่อหน่วยของการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปัจจุบันที่เฉลี่ย 35.50-36.00 บาท ซึ่งจะส่งผลดีกับราคาส่งออกสินค้าเกษตรไทย

ฟันธงส่งออกข้าว 9 ล้านตัน

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงการส่งออกข้าวในปี 2560 ว่า น่าจะทำได้ 9.0-9.5 ล้านตันจากปี 2559 ที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินเบื้องต้นว่า จะส่งออกข้าวได้ประมาณ 9.6 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณซัพพลายที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แต่ภาวะความต้องการของตลาดโลกยังไม่ดีขึ้น ดังนั้นคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ในส่วนของปริมาณซัพพลายผลผลิตข้าวที่ดีขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งรายใหญ่ผลิตเพิ่มขึ้นและมีสต๊อกคงเหลืออยู่ปริมาณมาก ขณะที่เวียดนามจะมีผลผลิตฤดูกาลใหญ่ออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคม นอกจากนี้ยังมีทั้งกัมพูชากับเมียนมาก็เริ่มส่งออกข้าวมากขึ้นด้วย

จุดที่น่าสังเกตก็คือ โดยปกติเวียดนามจะขายข้าวฤดูกาลนาปีที่จะออกเดือนมีนาคมล่วงหน้าให้กับฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย แต่ปีนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า 2 ประเทศนี้จะประมูลนำเข้าข้าว และจีนเคยสั่งซื้อข้าวเวียดนามผ่านชายแดนก็ลดลงจากปกติที่จะซื้อขายมากถึง 1.5 ล้านตัน แต่ปีที่ผ่านมาจีนซื้อไม่ถึง 1 ล้านตัน ส่งผลให้ยอดส่งออกข้าวของเวียดนามลดลงเหลือเพียง 5 ล้านตัน จากเป้าหมายที่วางไว้ 6.5 ล้านตัน

ดังนั้นยอดส่งออกข้าวของประเทศไทยในเดือนมกราคมน่าจะอยู่ระหว่าง 500,000-600,000 ตัน จากปกติ 700,000-800,000 ตัน จากเหตุผล 1) ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่ ๆ เข้ามา ดังนั้นผู้ส่งออกไทยจึงเหลือเพียงส่งมอบข้าวให้เอกชนฟิลิปปินส์ในลอต 280,000 ตันที่กำลังจะหมด ส่วนตลาดจีนยังไม่สามารถตกลงราคาขายข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) ลอตที่ 2 อีก 100,000 ตันได้ การส่งออกข้าว G to G จึงหยุดชะงักชั่วคราว ขณะเดียวกันตลาดข้าวเอกชนจะเริ่มหยุดการซื้อขายในวันที่ 12 มกราคมก่อนเทศกาลตรุษจีน และจะหยุดยาวไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จึงจะมีคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งอาจจะชนกับข้าวเวียดนามที่ออกสู่ตลาดช่วงนั้นพอดี

2 ปัจจัยบวกหนุนส่งออกมันเส้น

ด้าน นายสมบูรณ์ วัฒนวานิชย์กุล นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกมันเส้นไปตลาดจีนในปี 2560 มีโอกาสที่จะได้ปริมาณ 6 ล้านตันเท่ากับปี 2559 หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อย เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการส่งออกมันเส้นในปีนี้ได้เปลี่ยนไปจากปีก่อน กล่าวคือ ปีนี้ปริมาณสต๊อกข้าวโพดรัฐบาลจีนลดลงเหลือ 200 ล้านตัน “ต่ำกว่า” ปีก่อนที่มีมากถึง 250 ล้านตัน อีกทั้งซัพพลายผลผลิตข้าวโพดฤดูกาลใหม่น่าจะลดลงจากปีก่อน เพราะรัฐบาลจีนไม่มีมาตรการอุดหนุนรับซื้อข้าวโพดแล้ว ประกอบกับรัฐบาลจีนประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแอลกอฮอล์เป็น 30% จากปีก่อนที่มีอัตรา 5% ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับการส่งออกมันเส้นของไทย เพราะราคาแอลกอฮอล์จีนขยับขึ้นไปสูงถึงตันละ 5,000 หยวน จากปีก่อนที่อยู่ประมาณ 4,000 หยวน

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ขณะนี้ราคาส่งออกของมันเส้นไทยปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยราคา FOB ลดลงต่ำกว่า 170 เหรียญ/ตัน ทั้งที่ตลาดมีแนวโน้มจะเติบโต เนื่องจากผู้ส่งออกมันเส้นโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจีนคาดการณ์ว่าผลผลิตหัวมันสำปะหลังของไทยจะออกมามากในช่วงนี้ถึงเมษายน 2560 อีก 70% หรือราว 21 ล้านตัน ซึ่งอาจจะมีผลให้ราคาลดลง ดังนั้นกลุ่มผู้ส่งออกมันเส้นจีนที่เข้ามาตั้งบริษัทรับซื้อมันเส้นในไทยจึงกำหนดราคาส่งออกมันเส้น “ถูก” ล่วงหน้าไว้ มีผลทำให้การตั้งราคารับซื้อหัวมันสดต่ำลง

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ กำหนดมาตรการที่ชัดเจนว่า จะดึงซัพพลายมันสำปะหลังออกจากตลาดอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาหัวมันลดลงไปอีก

ราคายางขยับ-รับตลาดโลก

ส่วนสถานการณ์ส่งออกยางพาราในช่วง 11 เดือนแรก แม้ว่าในแง่ปริมาณและมูลค่าจะยังลดลง (ตาราง) แต่ทว่า “ราคายาง” เริ่มปรับตัวดีขึ้นนับจากเดือนพฤศจิกายน 2559 และขึ้นไปสูงสุดถึง กก.ละ 80 บาทในกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่การส่งออกยางในปี 2560 จะปรับตัวดีขึ้น

ปัจจัยสำคัญเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักนำเข้ายางจากไทยปีละ 2 ล้านตัน “เริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้าง” ประกอบกับสต๊อกยางที่เคยสูงกว่าระดับปกติ 150,000 ตัน ลดลงเหลือประมาณ 50,000 ตัน จึงทำให้ความต้องการนำเข้ายางของประเทศผู้ใช้มีมากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มกลับสู่ภาวะขาขึ้น ส่งผลให้ราคายางธรรมชาติปรับขึ้นตาม

ขณะที่ปริมาณการผลิตยางในประเทศไทยกลับลดลง segerpark.net จากภาวะอากาศแปรปรวนเกิดฝนตกหนักในภาคใต้หลายระลอก จำนวนแรงงานกรีดยางลดลงไปมาก เพราะแห่ไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมแทน เพราะมีรายได้ต่อวันดีกว่ารายได้จากการกรีดยางในช่วงราคายางขาลง

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีแรงกดดันราคายางจากภาวะการแบกรับสต๊อกยางพาราเก่าของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงรับซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2555 เตรียมเปิดประมูลยางรอบใหญ่ 310,000 ตันในกลางเดือนมกราคมนี้ อาจทำให้ราคายางในประเทศตกลงบ้าง แต่ภาพรวมยังประเมินว่า ราคายางในครึ่งปีแรกของปีนี้ “ไม่น่าจะต่ำกว่า กก.ละ 60-65 บาท” เพราะมาตรการภาครัฐที่เข้าช่วยเหลือก่อนหน้านี้เริ่มส่งผลบวก ไม่ว่าจะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางปีละ 400,000 ไร่ การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ชาวสวนไปประกอบอาชีพอื่นในวงเงินรายละไม่เกิน100,000 บาท แต่ความฝันที่ชาวสวนจะเห็นราคายางเกิน กก.ละ 100 บาทหรือพีกสุดแบบปี 2554 ที่เคยขึ้นไปถึง กก.ละ 184 บาท ยังมีความเป็นไปได้น้อยมาก

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 49 เรื่อง“ฝนตกหนักถึงหนักมากภาคใต้ตอนบน และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย”

ประกาศดังกล่าวระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าอ่าวมะตะบันและประเทศเมียนมาในวันนี้ (10 ม.ค. 60) และจะอ่อนกำลังลงในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งต่อไปอีก 1 วัน ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนลดลง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และปริมาณฝนที่ตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ต่อไปอีก 1 วัน และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงยังคงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

ประกาศ ณ วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
ประกาศฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายของเหตุการณ์นี้ ฟื้นธุรกิจ “สวนส้ม” เชียงใหม่-กำแพงเพชร ราคาดีจูงใจรับซื้อหน้าสวน กก.ละ 40-50 บาท เกษตรกรเผยควบคุมโรคกรีนนิ่งที่เคยระบาดได้อยู่หมัดแล้ว คาดปี”60 พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น 20% ด้านไร่ส้มชาญลดา เมืองชากังราวเฮ ราคาพุ่ง ผลผลิตส้มเขียวหวานเพิ่ม 50% ชี้รายใหม่แห่ปลูกแทนพืชเศรษฐกิจอื่นราคาตกต่ำเชียงใหม่คุมโรคกรีนนิ่งได้แล้ว

นายครรชิต ตติปาณิเทพ เจ้าของสวนส้ม ช.เจริญ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ธุรกิจสวนส้มสายน้ำผึ้งของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดใน 3 อำเภอคือ ฝาง แม่อาย และไชยปราการ เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น และคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากเกิดปัญหาโรคแมลงในสวนส้ม หรือโรคกรีนนิ่ง (Greening Disease) ที่ระบาดในส้มมาตลอดกว่า 10 ปี ซึ่งเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,500 ราย ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการดูแลรักษา และทยอยเลิกทำสวนส้มและหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ส่งผลให้พื้นที่ปลูกจากเดิม 100,000 ไร่ ลดเหลือราว 40,000 ไร่