บันได 10 ขั้น สู่ความสำเร็จในการผลิตมะม่วงส่งออกเมื่อเริ่มติดผล

เมื่อเริ่มติดผลขนาดหัวไม้ขีดไฟหรือเมล็ดถั่วเขียว ให้ระวังเพลี้ยไฟ และโรคจากเชื้อรา สารเคมีที่ใช้บำรุงรักษาผล เช่น สาหร่ายทะเลสกัด แคลเซียมโบรอน สารฆ่ารา และสารฆ่าแมลงใช้ตัวเดิมกับช่วงดอก พ่น 2 ครั้ง ใช้ในอัตราต่ำ เมื่อผลเท่าเมล็ดถั่วลิสงหรือเมล็ดข้าวโพด ให้ดูแลโดยใช้ส่วนผสม ต่อน้ำ 200 ลิตร ให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง สูตร 30-20-10 อัตรา 500 กรัม แคลเซียมโบรอน 100 มิลลิลิตร จิบเบอเรลลิน 2% อัตรา 20 มิลลิลิตร เพื่อขยายขนาดผล ให้สารไคโตซาน 200 มิลลิลิตร เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคพืช และเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช

นอกจากนี้ ควรให้สารฆ่าเชื้อรา เช่น แคปเทน หรือแมนโคเซบ อัตรา 500 กรัม หรือ แอนทราโคฃ 300 กรัม และให้สารฆ่าเพลี้ยไฟ เช่น คาร์โบซัลแฟน 20% EC 300 มิลลิลิตร หรือ อะบาแมคติน 100 มิลลิลิตร รวมทั้งสารฆ่าหนอนเจาะผล เช่น ไซเพอร์เมทริน 100 มิลลิลิตร จำนวน 3 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน จนถึงระยะผลเท่าไข่ไก่ (45 วัน หลังติดผล) ควรมีแหล่งน้ำให้ปุ๋ยทางดิน สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ช่วยด้านการขยายผล เมื่อผลยาว 8-12 เซนติเมตร หรือประมาณ 45-60 วัน หลังการติดผล ถึงระยะห่อผล

ก่อนห่อผล ควรตัดแต่งผล (ปลิดผล) แล้วพ่นสารเคมีฆ่าศัตรูพืช เช่น ยาป้องกันเชื้อรา เช่น แอนทราโคล 70% WP อัตรา 300 กรัม สารฆ่าเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เช่น ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 20 กรัม ร่วมกับแลมบ์ดาไซฮาโลทริน อัตรา 50 มิลลิลิตร หรือสารที่มีส่วนผสมของไทอะมิโทแซม+แลมบ์ดาไซฮาโลทริน อัตรา 150 มิลลิลิตร สารจับใบ เช่น พรีมาตรอน อัตรา 100 มิลลิลิตร หรือสารจับใบที่มีส่วนผสมของน้ำมันปิโตรเลียม พาราฟฟินิกออยล์ อัตรา 100 มิลลิลิตร

ระหว่างการห่อผล เช็ดผลให้สะอาด หากพบเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย บนผลหรือก้านขั้นผล หลังห่อผล เหลือเวลาประมาณ 40-45 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว ไม่ควรให้น้ำหรือให้ปุ๋ยทางดิน เพราะจะทำให้ผลเน่าในและตายนึ่งในตอนบ่ม ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 13-0-46 อัตรา 1,000 กรัม ผสมแคปแทนหรือแมนโคเซบ อัตรา 500 กรัม ผสมอิมิดาโคลพริด อัตรา 30 กรัม หรือคาร์บาริล อัตรา 500 กรัม/น้ำ 200 ลิตร พ่นทันทีหลังห่อผล แล้วฉีดพ่นครั้งที่ 2 ห่างกัน 7 วัน เพื่อให้มีรสหวาน ขยายผลให้โต ช่วยให้เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้นและรักษาผล ระยะผลที่โตแล้ว ควรใช้สารเคมีที่เป็นผงจะดีกว่าที่เป็นน้ำมัน

บันได ขั้นที่ 8 การปลิดผลและการห่อผล
ควรปลิดผลออกก่อนการห่อผล จำนวน 3 ครั้ง เพื่อกำหนดขนาดผลตามความต้องการของตลาด รวมทั้งรักษาเฉพาะผลที่มีคุณภาพไว้ ครั้งที่ 1 เมื่อผลมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ประมาณ 20 วัน หลังติดผล ให้เลือกปลิดผลที่มีลักษณะผลกะเทย ผลไม่ได้รูปทรง ผลบิดเบี้ยว ผลที่เบียดกัน อย่างไรก็ตาม ผลเหล่านี้สามารถขายได้ 13 บาท/กิโลกรัม นับเป็นผลขนาดเล็กสุดที่ปลิดออกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม

ครั้งที่ 2 ประมาณ 30 วัน ผลที่สมบูรณ์จะมีสีเขียวอ่อน ให้ปลิดผลที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ผลกะเทย ผลบิดเบี้ยว ผลสีเขียวคล้ำ สำหรับผลระยะนี้จะมีขนาดลูกปิงปองขึ้นไป เรียกว่า ลูกใหญ่ ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 3 บาท ครั้งที่ 3 ให้ซอยผลให้ห่าง กรณีช่อที่มีผลอยู่ห่างกัน เหลือไว้ไม่เกิน 2 ผล/ช่อ ให้ปลิดผลลาย ผิวที่มีรอยขีด ผลต่อช่อมากเกินไป ผลระยะนี้จะมีขนาดใหญ่ ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 3 บาท นิยมใช้ทำมะม่วงยำ

การปลิดผลให้ระวังเรื่องยางเปื้อนผลที่ไม่ตัดออก ควรปลิดผลในช่วงบ่าย เพราะจะมียางน้อยกว่าช่วงเช้า และใช้กระดาษชำระซับน้ำยางไว้ กรณีกิ่งฝากท้อง ให้ไว้ผลรอบสุดท้าย ไม่เกิน 5 ผล/ช่อ การไว้ผลต่อช่อจะอิงตลาดปลายทางเป็นหลัก หากเป็นตลาดส่งออกผลสด ต้องการผลขนาดเล็ก น้ำหนักเฉลี่ย 280-450 กรัม/ผล จะไว้ผลต่อช่อมากกว่า ตลาดส่งออกในรูปแช่แข็ง ที่ต้องการผลขนาดใหญ่ เฉลี่ย 330 กรัม/ผลขึ้นไป

การห่อผล สำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์สี่ และน้ำดอกไม้สีทอง นิยมใช้ถุงกระดาษคาร์บอน 2 ชั้น เพื่อให้สีผิวของมะม่วงขึ้นสีเหลืองดี แม้ห่อเมื่อผลแก่ ควรเลือกถุงสีน้ำตาลด้านนอก เหนียว ไม่ยุ่ยเมื่อโดนน้ำ กระดาษคาร์บอนด้านในหนา ถุงมีลวดโผล่และลวดแข็ง เมื่อพับลวดพันก้านผลแล้วไม่คลายตัวออก ลวดที่โผล่ออกมาควรจะอยู่ด้านซ้ายของถุงจะสะดวกกว่าอยู่ด้านขวา ลวดที่โผล่ออกมายาว จะดีกว่า แนะนำให้ใช้ถุงซุนฟง เพราะสามารถใช้งานได้ซ้ำถึง 5 ครั้ง ราคาเฉลี่ย 1.30 บาท/ถุง

อาจารย์ศิลป์ชัย แนะนำให้ห่อผลมะม่วงตั้งแต่ระยะขนาดไข่ไก่ ผลยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร ผลกว้าง 3 เซนติเมตร โดยตัดแต่งช่อผลก่อนห่อ หลีกเลี่ยงการห่อผลเล็ก เพราะเสี่ยงต่อการร่วงของผลได้มาก ทั้งนี้ ควรพ่นสารเคมีก่อนห่อ เทคนิคการห่อที่นิยมกันมี 2 รูปแบบ คือ

1. จีบรูดปากถุงไว้ตรงกลาง ข้อดีคือ มัดได้แน่น กันเพลี้ยแป้งเข้าไปในถุงได้ดีกว่าแบบพับ จุดอ่อนคือ ถุงจะยับมาก เก็บถุงไว้ใช้ต่อไม่ค่อยได้

2. พับขอบถุงทั้งสองด้านมาประกอบกันที่ตรงกลาง หรือด้านใดด้านหนึ่ง ข้อดี คือ ถุงไม่ยับ เก็บไว้ใช้งานได้ต่อไปได้ดี ห่อได้เร็ว จุดอ่อนคือ ลวดมัดไม่แน่น ประโยชน์ของการห่อผลคือ ช่วยป้องกันผลไปกระแทกกับกิ่ง ป้องกันโรคที่อยู่ในอากาศ ป้องกันแมลงที่อยู่ด้านนอกถุง ทำให้ผิวไม่ลาย เป็นสีเหลืองสม่ำเสมอ

บันได ขั้นที่ 9 การเก็บเกี่ยว
อาจารย์ศิลป์ชัย แนะนำให้นับวันเก็บเกี่ยว ประมาณ 120 วัน หลังดึงดอก เมื่อถึงกำหนดให้สุ่มเปิดดูเป็นระยะ หากพบว่า ผลมีสีผิวเรียบเนียนมีนวล อกเต็ม แก้มอูม สะดือเรียบ ปลายผลพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองมีสีเหลืองเข้มข้น ให้สุ่มเก็บผลไปลอยน้ำ ต้นละ 1 ผล ประมาณ 5 ต้น หากผลจมดิ่ง ตะแคงนิ่ง ไม่กระดก แสดงว่าเป็นผลแก่ 80-90% เหมาะสำหรับตลาดผลแช่แข็ง สามารถเก็บเกี่ยวได้เลย ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 130-140 วัน หลังดึงดอก และสามารถเก็บผลได้ต่อเนื่องถึง 15 วัน หากมีฝนตก เนื่องจากอากาศเย็น หากอากาศร้อนจัด ผลจะแก่เร็ว ระยะเก็บเกี่ยวจะสั้นลง

การเก็บเกี่ยว ควรเด็ดที่โคนช่อผล เนื่องจากเด็ดง่าย ยางไม่ไหลเปื้อนผล นำผลวางในตะกร้าทั้งถุงห่อ ขนไปโรงคัดบรรจุแล้วถอดถุง ตัดขั้วผลให้เหลือยาว 3-5 เซนติเมตร เป็นระยะที่ยางไม่ไหล พร้อมคัดแยกเกรดรอบที่ 1 เรียกว่า แยกหยาบ เกษตรกรจะคัดแยกผลที่ขายได้และผลที่ตกเกรด รอบที่ 2 จะคัดเกรดที่จะส่งขายชมรมฯ หากผลมีรอยเปื้อนให้เช็ดให้สะอาด จัดเรียงใส่ตะกร้าที่บุด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ทั้ง 4 ด้าน และรองแต่ละชั้น ตะกร้า 1 ใบ สามารถบรรจุมะม่วงได้ 3 ชั้น

ทั้งนี้ ตลาดมะม่วงแช่แข็ง ต้องการมะม่วงที่มีน้ำหนักหลังบ่ม 2 ขนาด คือ ขนาดเล็ก น้ำหนัก 280-329 กรัม ราคาต่ำกว่าขนาดใหญ่ 10 บาท ขนาดใหญ่ น้ำหนัก 330 กรัมขึ้นไป การคัดเกรดส่งออกผลสด จะคัดเป็น 4 ขนาด คือ ไซซ์ S น้ำหนัก 280-330 กรัม/ผล M น้ำหนัก 331-350 กรัม/ผล L น้ำหนัก 351-450 กรัม/ผล และ J น้ำหนัก 451 กรัมขึ้นไป เป็นขนาดที่ตลาดต้องการน้อย

บันได ขั้นที่ 10 การคัดบรรจุและการขนส่ง
ทางชมรมฯ จะคัดเกรดมะม่วง โดยกำหนดระยะมะม่วงแก่ 75-80% เมื่อคัดแยกแล้วจะนำมาบรรจุใส่ตะกร้าหูเหล็ก ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองตะกร้าทั้ง 4 ด้าน วางผลมะม่วงเอาหัวเอียง ประมาณ 30 องศา วาง 3 ชั้น แต่ละชั้น รองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ตะกร้าแต่ละใบ สามารถบรรจุน้ำหนัก 26 กิโลกรัม (น้ำหนักมะม่วงอย่างเดียว 23 กิโลกรัม)

หลังจากนั้น จะขนส่งตะกร้ามะม่วงบรรจุใส่รถบรรทุกสี่ล้อ รับน้ำหนักได้ 119 ตะกร้า/คัน โดยวางซ้อนกันได้ 5 ชั้น คลุมด้วยผ้าใบกันฝน นิยมขนส่งตอนกลางคืน เพื่อส่งสินค้าถึงโรงงาน ไม่เกินเที่ยงวันของวันถัดไป เมื่อสินค้าถึงปลายทาง ทางโรงงานจะนำมาแยกมะม่วงตามรหัสสมาชิกแล้วชั่งน้ำหนักผู้ผลิตแต่ละราย คิดราคามะม่วงตามน้ำหนักปลายทาง สินค้าจะถูกส่งคืน หากไม่ได้มาตรฐาน ทางชมรมฯ จะเป็นผู้กำหนดแผนการขนส่งสินค้าไปยังบริษัทส่งออกแบบแช่แข็ง มีการทำประกันสินค้าตามมูลค่าสินค้าแต่ละเที่ยว บริษัทจะคัดสินค้าและส่งออกแบบแช่แช็งอีกรอบ

มะนาว เป็นพืชที่ปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ถ้าต้องการให้เจริญเติบโตและคุณภาพดี ควรปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก และควรเลือกพื้นที่ปลูกใกล้แหล่งน้ำ

การรู้จักสภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม กิ่งพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา จึงเป็นส่วนสำคัญในการปลูกมะนาวให้ได้ผลดี ส่วนใหญ่การปลูกมะนาว นิยมปลูกจากกิ่งตอน ดังนั้น กิ่งตอนก่อนที่จะนำมาปลูก ควรได้รับการชำเสียก่อน เพื่อให้กิ่งพันธุ์ตั้งตัวเจริญเติบโตแข็งแรงพร้อมที่จะนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้

กิ่งที่ได้จากการชำและพร้อมที่จะนำลงหลุม ควรนำมาตัดแต่งกิ่งออกเสียบ้าง ให้เหลือเพียงส่วนน้อย เพื่อลดการระเหยของน้ำ และจะทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น หากกิ่งพันธุ์ที่ได้มามีลักษณะไม่สมบูรณ์ ควรเลี้ยงไว้ระยะหนึ่งจนกว่าจะแข็งแรง ถ้ากิ่งพันธุ์มีโรคติดมา ควรตัดออกทิ้งไป เพื่อไม่ให้โรคระบาดเข้ามาในสวนได้ และควรเตรียมกิ่งพันธุ์สำรองไว้เผื่อต้นตาย จะได้ซ่อมทันที เพื่อให้ต้นมะนาวเติบโตทันกัน

อย่างไรก็ตาม การเลือกกิ่งพันธุ์ที่ดี ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เช่น ปลูกเพื่อการค้า ปลูกไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน เช่น พันธุ์แป้นพิจิตร 1 ทนต่อโรคแคงเกอร์ ส่วนพันธุ์ตาฮิติ ผลใหญ่ น้ำมาก และไม่มีเมล็ด เป็นต้น

ทั้งนี้ หลังจากมีกิ่งพันธุ์แล้ว ควรเลือกกิ่งที่ปราศจากโรคแคงเกอร์ เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่รุนแรงต่อระบบการปลูกมะนาวมากที่สุด การเลือกพื้นที่ปลูก มะนาวสามารถขึ้นได้ในพื้นที่เกือบทุกชนิด โดยจะปลูกในดินเหนียว ดินทราย ดินร่วนปนทราย หรือดินลูกรัง ก็ขึ้นได้ทั้งนั้น ปลูกได้ตั้งแต่ที่ดอนจนถึงที่ลุ่ม แต่ที่สำคัญต้องระบายน้ำดี เนื่องจากมะนาวไม่ชอบน้ำขัง การที่จะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดี และให้ผลผลิตดีนั้น การปลูกในพื้นที่ที่มีดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุมาก ความเป็น กรด-ด่าง ประมาณ 5.5-6.0

เมื่อเลือกพื้นที่ได้แล้ว จำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ให้โล่งเตียน เพื่อสะดวกในการเตรียมหลุมปลูก และการปรับสภาพโครงสร้าง และคุณสมบัติของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของมะนาว โดยทั่วไปพื้นที่ปลูกมะนาว มี 2 ลักษณะ คือ พื้นที่ดอนและพื้นที่ลุ่ม ซึ่งการเตรียมพื้นที่จะต่างกัน

การปลูกแบบที่ดอน

พื้นที่ดอน ได้แก่ พื้นที่ที่ใช้ปลูกพืชไร่ทั่วไป มีลักษณะเป็นเนินหรือที่ราบสูง ไม่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่มักเป็นดินร่วน ดินทราย ดินร่วนปนทราย หรือดินลูกรัง ซึ่งมีการระบายน้ำดี หากมีน้ำเพียงพอ มักจะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นประปราย การเตรียมพื้นที่ปลูกจำเป็นต้องรื้อถอนออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะขอบแปลง เพื่อเป็นไม้กันลม ไถดินอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกไถดะให้ได้ดินก้อนโตและรอยไถที่ลึก ตากดินทิ้งไว้จนแห้ง จึงไถแปรย่อยดินให้ละเอียดยิ่งขึ้น

ในกรณีดินปลูกมีอินทรียวัตถุอยู่น้อย ควรปรับปรุงดินด้วยการทำปุ๋ยพืชสด โดยการปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วผี ถั่วลาย ให้ทั่ว เมื่อดอกบานไถกลบ ทำเช่นนี้หลายๆ ครั้ง จนเห็นว่าดินมีสภาพดีเพียงพอ นอกจากนี้ควรตรวจสภาพความเป็นกรดและด่างของดิน ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5.6-6.0 ถ้าดินเป็นกรด ใส่ปูนขาวในอัตราที่เหมาะสมเพื่อปรับสภาพดิน

ในที่ดินบางแห่ง อาจมีชั้นหินอยู่ตื้นๆ หรือบางแห่งอาจมีหินดินดานได้ เมื่อฝนตกน้ำจะซึมลงลึกไม่ได้ ซึ่งทำให้น้ำท่วมหน้าดินอย่างรวดเร็ว หรือไหลลงสู่ที่ต่ำหมด และเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำที่อยู่ในชั้นดินที่ลึกๆ จะซึมผ่านชั้นดินดานขึ้นมาชั้นบนได้ยาก ทำให้มะนาวเกิดการขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว และอาจทำให้ต้นมะนาวโค่นล้มได้ง่าย เพราะระบบรากตื้น สภาพดินดานมักเกิดจากการไถพรวนตื้นๆ เพื่อปลูกพืชไร่หรือพืชอายุสั้นติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ทำให้ดินที่อยู่ใต้ระดับรอยไถจับตัวกันเป็นชั้นดินแห้งหรือชั้นดินดาน ดังนั้น ควรมีการไถพรวนระเบิดหน้าดินด้วยไถสิ่ว เพื่อให้ชั้นดินดานแตกตัวเสียก่อน จะทำให้น้ำไหลซึมลงไปเก็บกักไว้ในดินชั้นล่างได้ และเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำจะกลับซึมขึ้นมาสู่ผิวดินเป็นประโยชน์

การปลูกแบบที่ลุ่ม

พื้นที่มักจะเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงในฤดูฝน ตามปกติจะมีระดับน้ำใต้ดินสูง ส่วนใหญ่มักเป็นที่นามาก่อน มักจะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ดินเหนียวจัดระบายน้ำยาก จึงต้องมีการยกระดับดินให้สูงกว่าพื้นที่ราบโดยทั่วไป โดยทำเป็นร่องปลูก จะทำให้รากต้นไม้ปลูกกระจายได้ลึก ระหว่างแปลงดินเป็นร่องน้ำ สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้และขณะเดียวกันเป็นช่องทางระบายน้ำ โดยมีคันดินรอบแปลงปลูกทั้งหมด เพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมและรักษาระดับน้ำตามต้องการได้

การยกร่องเพื่อปลูกมะนาว

การไถปรับพื้นที่ นิยมทำกันในหน้าแล้ง ส่วนใหญ่ใช้รถแทรกเตอร์ ขนาด 3-5 ผาล ไถปรับพื้นที่ให้เรียบ ทำคันโอบล้อมพื้นที่ทั้งหมด อาจใช้รถตักดินขนาดใหญ่หรือจ้างคนแทงดินขึ้นเป็นคันโอบ ความกว้างของคันโอบหรือคันล้อม ประมาณ 6-8 เมตร ซึ่งสามารถนำรถยนต์เข้าไปบรรทุกผลผลิตได้
การไถแหวก นิยมใช้รถแทรกเตอร์ไถ เป็นแนวทางตามเชือกที่ขึงไว้หรือแนวโรยปูนขาว จากนั้นจึงขุดแทงร่องตามแนวที่ไถไว้

การแทงร่องหรือซอยร่อง นิยมใช้แรงงานคนมากกว่ารถตักดิน เพราะร่องที่ได้จะมีดินที่ฟูไม่ทึบแน่น ขนาดของแปลงดินหลังร่องนิยมทำกว้าง ประมาณ 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร และก้นร่องน้ำกว้างประมาณ 0.5-0.7 เมตร แล้วตากดินให้แห้ง 1-2 เดือน จนเม็ดดินแห้ง (เรียกกว่าดินสุก) จึงทำประตูระบายน้ำเข้าออก นิยมทำด้วยท่อคอนกรีต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว (30.5 เซนติเมตร) ซึ่งยังขึ้นกับขนาดสวน แล้วจึงระบายน้ำเข้าท่วมแปลงให้ระดับน้ำสูงกว่าแปลงดิน ประมาณ 10-20 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้ดินยึดตัวดีขึ้น และเป็นการฆ่าเชื้อโรคและแมลงที่อยู่ในดินด้วย จากนั้นระบายน้ำออกจนดินเริ่มแห้ง (หมาด) ถ้าดินเป็นกรดให้โรยใส่ปูนขาวตามอัตราที่กำหนดตามความเป็นกรดด่างของดิน ปกติให้ใส่ปูนขาวก่อนปลูกต้นไม้ ประมาณ 1 เดือน แล้วจึงวัดระยะหลุมปลูก

ระยะปลูกที่เหมาะสม สะดวกต่อการปฏิบัติจัดการสวน คือ ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว เท่ากับ 5×5 หรือ 6×6 เมตร การเตรียมหลุมปลูกต้นมะนาว ควรขุดหลุมให้มีขนาด กว้าง ยาว และลึก ประมาณ 80 เซนติเมตร หาเศษใบไม้ใบหญ้าหรือเศษฟางเก่าๆ ผุเปื่อยใส่รองก้นหลุม อัดให้แน่นหนาประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อให้ช่วยซับน้ำที่รดลงไปเก็บไว้ ให้มีความชุ่มชื้นแก่รากมะนาว ชั้นถัดขึ้นมาใส่ปุ๋ยคอก หนาประมาณ 15 เซนติเมตร อาจใส่ปุ๋ย 20-10-20 ประมาณ 2 ช้อนแกง ผสมลงไปด้วย เพื่อเป็นแหล่งธาตุอาหารแก่ราก กิ่งต้นพันธุ์ที่ใช้ควรผ่านการนำไปชำในกระบะเพาะชำ หรือลงถุงชำ ระยะหนึ่ง ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังตัดกิ่งตอนที่ออกรากดี จะช่วยลดอัตราการตายหลังปลูกลงได้มากกว่าการตัดกิ่งตอนมาปลูก ก่อนที่จะวางกิ่งพันธุ์ลงในหลุม ต้องกรีดถุงพลาสติกออก แล้วจึงวางกิ่งให้อยู่ตรงกลางหลุม

การปลูก ควรจัดรากให้แผ่ออกไปโดยรอบในลักษณะไม่หักพับ สมัคร GClub V2 เมื่อวางกิ่งต้นลงหลุมแล้ว ค่อยๆ โรยดินกลบไปจนมิด ควรกลบให้ดินพูนสูงขึ้น เพื่อป้องกันการแช่ขังของน้ำในปากหลุม และกดดินรอบต้นให้แน่นพอสมควร แล้วรดน้ำ เพื่อให้เม็ดดินกระชับราก ควรปักไม้หลักผูกยึดลำต้น เพื่อป้องกันการโยกคลอน

ควรปลูกตอนต้นฤดูฝน ฉะนั้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนผู้ปลูกจะต้องปรับพื้นที่ให้เรียบ หรือทำเป็นคันร่องนูนแบบหลังเต่าเพื่อไม่ให้น้ำขังในช่วงฝนตกชุกและช่วยระบายน้ำออกได้โดยเร็ว

ระยะปลูก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินอุดมสมบูรณ์ควรใช้ระยะ 6×6 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 44 ต้น หากดินไม่อุดมสมบูรณ์ ควรพูนดินให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้น้ำขังในช่วงฝนตกชุก และช่วยระบายน้ำออกได้โดยเร็ว

แต่ปัจจุบันมีวิธีการปลูกที่แตกต่างไปตามสภาพของพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้มะนาวเกิดโรคได้ง่าย เช่น การขึ้นลูกฟูกสูง การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เป็นต้น

การดูแลรักษาการให้น้ำ ช่วงปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้ง (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้ว การให้น้ำสามารถเว้นระยะนานขึ้น หลังจากมะนาวออกดอกและกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก

การให้ปุ๋ย ต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว แบ่งการใส่ปุ๋ย ดังนี้

บำรุงต้น ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16
สร้างตาดอก ใช้ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 9-24-24
บำรุงผล ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16
ปรับปรุงคุณภาพ ใช้ปุ๋ย สูตร 13-13-21
ส่วนปริมาณการใส่ปุ๋ย ประมาณ 1 กิโลกรัม/ต้น/ครั้ง

การพรวนดินดายหญ้า ในฤดูฝนวัชพืชมักจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ถากถางออกเสียบ้างเป็นครั้งคราวก็จะไปแย่งอาหารต้นมะนาวได้ ฉะนั้น ควรดายหญ้าสัก 1-2 ครั้ง ในฤดูฝนก่อนใส่ปุ๋ยตอนปลายฤดูฝน จำเป็นอย่างยิ่งต้องพรวนดินดายหญ้า สุ่มโคนต้นเพื่อช่วยเก็บความชุ่มชื้นในดินไว้ เพราะไม่มีฝนตกมากนักในฤดูหนาวและฤดูร้อน

การปลิดดอก ในระยะ 1-2 ปี นับจากวันปลูก ถ้าหากต้นมะนาวออกดอกในช่วงนี้ควรจะปลิดทิ้ง เพราะต้นมะนาวยังเล็กไม่มีกำลังพอที่จะเลี้ยงทั้งต้นและลูก ถ้าหากปล่อยให้ติดลูกต้นมะนาวอาจจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร หรือจะโทรมตายเร็วกว่าเท่าที่ควร ดังนั้น ควรจะให้ต้นมะนาวติดผลได้เมื่ออายุ 3 ปี