บางกอกแอร์เวย์สจึงจัดกิจกรรมปลูกต้นมะพร้าวเพื่อเกาะสมุย

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการรักษ์โลก ดูแลโลก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน และเยาวชนในพื้นที่เกาะสมุย และพื้นที่ใกล้เคียงช่วยกันอนุรักษ์ต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเกาะสมุย

“กิจกรรมครั้งนี้ นอกจากประชาชน และนักเรียนในเกาะสมุย และพื้นที่ใกล้เคียงจะได้ร่วมกิจกรรมปลูกมะพร้าวแล้ว เกษตรกร และประชาชนยังจะได้รับหน่อมะพร้าวน้ำหอมจำนวน 1,000 หน่อเพื่อนำกลับไปปลูกที่บ้านของตัวเองด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศต้อนรับเทศกาลปีใหม่ จ.ตรัง จนถึงขณะนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางแห่เที่ยวชมทุ่งปอเทือง ที่ทาง อบต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง ปลูกไว้ ณ จุดบริการนักท่องเที่ยว ถนนตรัง-สิเกา-ควนกุน ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง เนื้อที่กว่า 2 ไร่ ซึ่งชูช่อดอกเหลืองอร่ามบานสะพรั่งระหว่างเดินทางจากจังหวัดตรังไปยังจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และยังเป็นจุดบริการห้องน้ำ สาธารณะที่สะอาดและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่แวะพักและแวะเข้าห้องน้ำอีกด้วย

นายพีรพนธ์ ลังเมือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว กล่าวว่า ทาง อบต.เขาไม้แก้ว ปลูกต้นปอเทืองบนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ โดยปลูกต้นปอเทืองก่อนเพื่อปรับสภาพหน้าดิน สร้างออกซิเจนในดิน และต้องการเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของจังหวัดตรัง และมีศูนย์บริการท่องเที่ยวที่ได้รับการสนับสนุนของกรมการท่องเที่ยว ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดบริการต้อนรับนักท่องเที่ยวไปสู่ฝั่งอันดามัน ใน 5 จังหวัดกลุ่มอันดามัน

“ทั้งนี้ อายุต้นปอเทืองประมาณ 3 เดือน ออกดอกบานไปจนถึงช่วงปีใหม่ และจะปลูกต้นทานตะวันต่อ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวช่วงวันสงกรานต์ต่อไป โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ได้แวะชม ถ่ายภาพ เซลฟี่ กับทุ่งปอเทือง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักเรียนนักศึกษา คนทำงาน ผู้สูงอายุ เป็นที่สนใจของผู้คนที่ผ่านไปมา โดยทาง อบต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา ยินดีต้อนรับ นอกจากนี้ในพื้นที่ตำบลเขาไม้ แก้วยังมีแหล่งท่องเที่ยว อีกหลายที่ ได้ดำเนินการพัฒนา ไว้รองรับนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมอีกด้วย” นายพีระพล

นับเป็นข่าวดีที่สุดในรอบหลายปีสำหรับราคายางพาราที่กระเตื้องขึ้น ทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง คนรับจ้างกรีดหลายล้านคน รวมไปถึงนายหัว นายทุน พ่อค้ายางยิ้มได้ มีกำลังใจขึ้นอีกโข หลังจากเจอสภาพราคายางดิ่งเหว 3 โล 100 กลายเป็นภาพที่ดูเหมือนว่าเป็นพืชที่ไร้อนาคตซะแล้ว

เหตุการณ์นั้นทำเอาผู้คนในวงการยางพาราเดือดร้อนสาหัส หลายชีวิตตกสวรรค์ จากคนเคยรวย ใช้จ่ายเงินมือเติบ กลายมาเป็นคนแบกหนี้ หลายชีวิตต้องอดทนรอคอยราคายางจะดีขึ้นสักวัน

หลายชีวิตปรับตัวกันอลหม่าน ลูกหลานไม่มีเงินเรียนต่อก็เยอะ หลายชีวิตพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันไปปลูกพืชแบบผสมผสาน และเลี้ยงสัตว์

หลายชีวิตถอดใจโค่นยางทิ้ง เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วยหอมทอง หลายชีวิตต้องทิ้งไร่ทิ้งสวนหันไปทำอาชีพอื่นก็มี

หลายชีวิตก็ดิ้นรน มีการรวมกลุ่มกันลงทุน ลงแรงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่ายาง เช่น ยางเครพ ยางล้อรถยนต์และอุปกรณ์ ยางปูพื้นสนามกีฬา กระเบื้องมุงหลังคา ของใช้ในบ้าน

ที่ฮอตฮิตก็คือ หมอนยางพารา แต่ที่เดินหน้าทำกันได้ส่วนหนึ่งก็เพราะได้แรงหนุนจากหน่วยงาน และสถาบันการศึกษาเพราะต้องใช้ทั้งทุนและเทคโนโลยี จึงจะผลิตโปรดักต์ต่าง ๆ ออกมาได้

ขณะที่รัฐบาลก็ปลุกกระแสให้หน่วยงานรัฐในกระทรวงต่าง ๆ หันมาใช้ยางพาราให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ ไม่ใช่พึ่งตลาดส่งออกทั้ง 100% โดยเฉพาะการทำถนนยางพารา สนามกีฬา-ลู่วิ่ง ทางจักรยาน สนามเด็กเล่น

แต่เอาเข้าจริง สิ่งเหล่านี้ก็ขยับเขยื้อนกันได้น้อยมาก พอนานวันไป ความสนใจของผู้บริหารประเทศและผู้คนก็หายไปด้วย ในฝั่งเกษตรกร ส่วนใหญ่ก็ปรับตัวและอยู่กับมันได้ แบบมีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้นไปก่อน เจ้าของสินค้าต่าง ๆ ก็โอดโอย เจอหางเลขยอดขายลดวูบไปด้วย กระทั่งปีนี้ราคายางค่อย ๆ โงหัวไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทะลุ 60-70-80 บาท/กิโลกรัม

วันนี้ชาวสวนยางโล่งใจในระดับหนึ่ง เพราะหากเทียบกับพืชเศรษฐกิจส่งออกตัวอื่น เช่น ข้าว ตอนนี้ชาวนาก็อยู่ในภาวะอกตรม แม้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิจะขยับขึ้นจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 8-9 บาท/กิโลกรัม มันสำปะหลังอยู่ที่ 3 บาทกว่า/กก. ยางพาราตีตื้นดีขึ้นเรื่อย ๆ ทำสถิตินิวไฮ หัวใจพองโตกันไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559

โดยราคาประมูล ณ ตลาดกลางอำเภอหาดใหญ่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ดีดทะลุ 80.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบขึ้นไปอยู่ที่ 77.25 บาท/กก. น้ำยางสด (ณ โรงงาน) 66.50 บาท/กก. และราคาส่งออก FOB กรุงเทพฯ 85.70 บาท/กก. ส่วนยางก้อนถ้วยอยู่ที่ 30-35 บาท/กก.

แม้จะมีหลายปัจจัยบวกที่ดันราคายางให้สูงขึ้นมาต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตอีกแล้ว ตัวเร่งที่สำคัญก็คือ ยางขาดตลาด เพราะภาวะอากาศแปรปรวน ร้อน-แล้ง-ฝนชุก-น้ำท่วม อีกทั้งสต๊อกยางของจีนและญี่ปุ่นลดลงและความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น

แต่…ข่าวดีนี้ก็อยู่ได้แค่ไม่กี่สิบชั่วโมง เพราะคล้อยหลังอีกเพียง 3 วัน ราคายางก็ผันผวนร่วงลงมา 4-5 บาท/กก.

ข้อมูลอีกด้านจากผู้ค้ายาง วิเคราะห์ว่า เป็นกลยุทธ์ของขาใหญ่ที่ปลุก-ปั่นให้ราคายางขึ้นลงเพื่อเก็งกำไร นี่มิใช่ครั้งแรก เพราะราคายางในปีนี้ขึ้น-ลงไม่เสถียรในลักษณะ “ฟันปลา” มาตลอด เป็นการดัดหลังให้พ่อค้ามือรอง หรือพ่อค้ารายย่อยเร่งปล่อยสินค้าที่ตุนอยู่ในมือออกมา ทุนใหญ่ก็เข้ามาช้อนซื้อ ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง

นอกจากนี้ยังมีแรงส่งมาจากพลังทุนนอก เพราะระบบการค้ายางเปลี่ยนไปหลังจากจีนเปิดให้มีการซื้อขายเสรี จึงมีเอกชนจีนบุกเข้ามาซื้อยางโดยตรงจากสถาบันเกษตรกร และพ่อค้ายางในท้องถิ่นของไทยมากขึ้น ตัดวงจรผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ครองตลาดมานานหลายสิบปี

ราคายางที่ปรับขึ้นจึงยังไม่อาจวางใจได้ แต่ตอนนี้ก็ถือว่ายางพาราเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยเติมกำลังซื้อที่ซบเซาได้ทันเวลาพอดี เพราะมาตรการชะลอการขายข้าว ขายมันสำปะหลัง สิ้นมนต์ขลัง ขณะที่มนุษย์เงินเดือนก็ถูกลดโอที โบนัส และลดพนักงานเป็นระลอก รับเศรษฐกิจปีระกา

หากราคายังยืนได้ระดับนี้ ไม่ขึ้นลงวิบวับ ชาวสวนยางก็จะมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว การจับจ่ายก็จะคล่องขึ้น ผู้ผลิตสินค้า ร้านค้าต่าง ๆ ก็จะพลอยได้อานิสงส์กันถ้วนหน้า ยิ่งกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ เสียอีก

แสงไฟระยิบระยับประดับบนต้นไม้สองข้างทาง ผู้คนสวมเสื้อผ้าหนาๆ ออกมาดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืน บันทึกห้วงเวลาแห่งความงดงามท่ามกลางอากาศหนาวเย็น หิมะโปรยปรายในเวลากลางวัน ราวกับฉากในภาพยนตร์รักแสนโรแมนติก นี่คือบรรยากาศในช่วงก้าวย่างเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ของ “ฟุกุชิมะ” จังหวัดริมชายฝั่งทางตะวันออกของญี่ปุ่น ซึ่งมีประชากรกว่า 3 แสนคน

ชาวบ้านยังมีรอยยิ้มและกำลังใจดี แม้ว่าจะผ่านห้วงเวลาอันยากลำบากจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ นับแต่ปี 2011 เป็นต้นมา กระทั่งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมและพฤศจิกายนปีนี้ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตนับพัน ยังไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล วันนี้ ทุกสิ่งยังคงเดินหน้า ความร่วมมือด้านต่างๆ กระชับแนบแน่น หนึ่งในนั้นคือการ “สร้างแบรนด์” วัฒนธรรมอาหาร “โคริยามะ” เมืองสำคัญในจังหวัดดังกล่าว คือแถวหน้าของภารกิจนี้

กินปลาคาร์พกันไหม ? อาจดูเป็นคำถามแปลกประหลาด เพราะในจินตนาการของคนไทย สัตว์น้ำชนิดนี้คือ เจ้าตัวสีส้มหัววุ้นที่ว่ายเวียนไปมาในอ่างปลาแสนสวย ทว่าจริงๆ แล้ว ปลาคาร์พมีหลากหลายสายพันธุ์ ที่สำคัญได้แก่ โกลเด้น คาร์พ, เรด คาร์พ และแบล็ก คาร์พ ซึ่งพันธุ์ท้ายสุดนี้เอง ที่ถูกนำมาปรุงอาหารสุดพิเศษ ปลาคาร์พพันธุ์นี้ สีเทาออกดำ ตัวค่อนข้างใหญ่ ช่วงวัยที่เหมาะสมคือเมื่ออายุได้ 2-3 ปี นับเป็นอาหารท้องถิ่นที่ชาวเมืองภาคภูมิใจ

“โชกัสสึโซ” (SHOGATSUSO) ร้านอาหารที่ดีที่สุดร้านหนึ่งของเมือง มีเมนูปลาคาร์พชั้นเลิศ เด่นสุดยกให้ “ซาชิมิคาร์พ” เนื้อนุ่มแต่หนึบแบบกำลังดี รับประทานคู่ขิงบด ซอสถั่วเหลืองและมิโซะ

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นอีกมากมาย อาทิ เท็มปุระคาร์พ พร้อมเห็ดชิตาเกะ หรือเห็ดหอมทอดรสกลมกล่อม, หนังปลาคาร์พทอดกรุบกรอบ รวมถึงเมนูผัด อารมณ์คล้ายๆ ผัดเปรี้ยวหวาน ซึ่งนำเนื้อปลาไปทอดจนเหลืองชวนรับประทาน แล้วราดด้วยน้ำซอสรสละมุน

ทุกจานเสิร์ฟด้วยรอยยิ้มของเจ้าของร้านในชุดประจำชาติ

เมนูปลาคาร์พ รับประทานกันในโอกาสพิเศษ ราคาสูงกว่าอาหารทั่วไป แต่ถ้าลองคำนวณดูแล้ว ไม่ถึงขั้นสูงลิ่วจนเอื้อมไม่ไหว เพราะตกแค่หลักพันบาทไทยเท่านั้น อย่างชุดอาหารกลางวัน จ่าย 3,000 เยน อร่อยเลอค่า’โคริยาม่า ซากุระ คาร์พ’

ปัจจุบันความนิยมรับประทานปลาชนิดนี้ เริ่มแพร่หลายมากขึ้น เพราะนอกจากอร่อยลิ้น ยังเลอค่าทางโภชนาการ เพราะช่วยปรับสมดุลเลือด บำบัดโรคเบาหวาน ป้องกันต้อหิน ตีต่อผู้ป่วยโรคโรคไต บรรเทาอาการโรคข้อ รวมถึงอีกหลายโรคของผู้หญิง และยังช่วยเพิ่มน้ำนมให้คุณแม่อีกด้วย

ความรู้เรื่องเนื้อปลาคาร์พมีคุณค่าเป็น “ยา” นี้ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อวิทยาการก้าวหน้า จึงพบว่าเนื้อปลาคาร์พ 50 กรัม ให้พลังงาน 85.5 กิโลแคลอรี ประกอบด้วยโปรตีน วิตามินเอ บี 1 บี 3 บี 5 วิตามินอี และดี ยังมีแคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

เนื้อปลาคาร์พโคริยามะมีสีชมพูระเรื่อราวกับดอกซากุระ เพราะได้รับการดูแลอย่างดีในน้ำที่มีคุณภาพ การให้อาหาร และกระบวนการเลี้ยงที่พิถีพิถัน มีการวางแผนอนาคตระยะยาวแบบเป็นลำดับขั้นไปจนถึงปี 2023 เตรียมสถาปนาแบรนด์เนม “โคริยาม่า ซากุระ คาร์พ” ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพัฒนาอย่างจริงจัง จัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ แข่งขันดีไซน์แพคเกจ ไม่เพียงเท่านั้น ยังจับมือกับฮังการี โดยเชิญเชฟมาเวิร์กช็อปเมนูปลาคาร์พอีกด้วย เรียกได้ว่า รสชาติดี มีอนาคต

‘ฟุกุฮารุกะ’เทพนิยายแห่งความหวาน

จากแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เขยิบมาสู่ผืนแผ่นดินอันเป็นที่ราบเวิ้งว้างสุดสายตา มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นแผ่กิ่งก้านไร้ใบในฤดูหนาว รอวันกลับมาผลิใบอีกครั้ง ราวกับภาพเขียนแขวนผนังในแกลลอรี่ศิลปะ

ทว่า ในภาพฉากโทนสีทึมเทานั้น หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะมองเห็นพื้นที่เพาะปลูกที่เขียวขจีไปด้วยพืชพรรณ หนึ่งในนั้นคือ “ไร่อุเนะเมะ” ของคุณลุงอิโต โตชิมิ วัย 72 ปี ซึ่งขึ้นชื่อด้วยสตรอเบอรี่พันธุ์ฟุกุฮารุกะสุดหวานฉ่ำ

คุณลุงเล่าว่า เริ่มบุกเบิกไร่แห่งนี้เมื่อปี 2006 บนพื้นที่ 125 เฮกเตอร์ มี “กรีนเฮาส์” ปลูกสตรอเบอรี่ 3 หลัง นอกจากนั้นยังปลูกพืชผักอีกหลายชนิด อาทิ ถั่วเหลือง แตงกวา มะเขือเทศและหัวหอม เป็นต้น แม้จะเพิ่งทำไร่สตรอเบอรี่ แต่ตระกูลคุณลุงทำการเกษตรมานานหลายชั่วอายุคน สั่งสมประสบการณ์จากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น

“สตรอเบอรี่ในโลกนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ความโดดเด่นของพันธุ์นี้คือ ความหวาน และรสสัมผัสของเนื้อที่นุ่มละมุนลิ้น แต่จะเป็นยังไง ต้องลองชิมดูเอง” คุณลุงอธิบายพร้อมยิ้มอ่อนโยน

มาถึงตรงนี้ คุณโตชิฮิโร่ วัย 42 ปี ลูกชายแท้ๆ เสริมว่า พันธุ์ทั่วไปจะมีความเปรี้ยวและหวาน สัดส่วน 50-50 พูดง่ายๆ ว่าหวานอมเปรี้ยว แต่พันธุ์นี้มีความหวานมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ความเปรี้ยว 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าหวานสุดสุด

กว่าจะได้ผลผลิตชั้นเยี่ยมขนาดนี้ ต้องดูแลเอาใจใส่ในรายละเอียดแทบทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่น้ำที่ใช้ก็ต้องมีคุณภาพ ไหนจะอากาศซึ่งมีผลกระทบอย่างยิ่ง โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23-25 องศาเซลเซียส และต้องไม่ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ไม่เช่นนั้นสตรอเบอรี่จะไม่เติบโต เมื่อไหร่ที่อุณหภูมิลดลงต่ำเกินไป จะมีการปล่อยลมอุ่นๆ เข้ามาทางถุงลมพลาสติกที่ทำเป็นท่ออยู่ทั่วไร่ คล้ายๆ กับเป็นฮีตเตอร์นั่นเอง

ภูมิปัญญา ผึ้งน้อยบอกอุณหภูมิ

นอกจากท่อลมอุ่นที่ช่วยประคบประหงมสตรอเบอรี่น้อยๆ แล้ว จะสังเกตเห็นลังไม้สี่เหลี่ยมซ้อนชั้น สิ่งที่อยู่ในนั้นคือฝูงผึ้ง ซึ่งตั้งใจเลี้ยงไว้บอกอุณหภูมิ เมื่อไหร่ที่ฝูงผึ้งชวนกันบินขึ้นสู่เพดานกรีนเฮาส์ แสดงว่าอุณหภูมิสูงเกินไป ต้องเร่งแก้ไขให้พอเหมาะ นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันชาญฉลาดที่เกิดจากการสังเกตธรรมชาติรอบตัว

อย่างไรก็ตาม การที่ทางไร่ไม่ใช้ระบบอัตโนมัติใดๆ จึงไม่สามารถสร้างผลผลิตจำนวนมากๆ ได้ แต่นั่นก็ทำใหสตรอเบอรี่ทุกผลที่นี่ช่างเป็นดังของขวัญล้ำค่า เพราะผ่านมือของชาวไร่ ที่ทุ่มเทด้วยหัวใจอย่างแท้จริง ในแต่ละวันจะมีสตรอเบอรี่ผลสวยให้ผู้คนได้ลิ้มรสวันละ 70 กล่อง กล่องละ 350 กรัม ในราคากล่องละ 630 เยน แต่ในช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาสและปีใหม่ จะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย

เสียดายที่ทางไร่ยังไม่พร้อมรับนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม หรือชิมที่ไร่โดยตรง แต่สามารถซื้อได้ในตลาดท้องถิ่นของเมืองโคริยามะ โดยยังไม่มีการส่งออกนอกประเทศ เพราะผลิตได้ไม่มาก อีกทั้งหนึ่งในคุณสมบัติเด่น คือเนื้อที่นุ่มละมุน กลับกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการขนส่ง แต่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้

“ก่อนหน้านี้ ทางไร่เคยส่งออกสตรอเบอรี่ไปประเทศจีน แต่เป็นพันธุ์อื่น ส่วนพันธุ์นี้ยังส่งออกไม่ได้ เพราะผลิตได้ไม่มากนัก และเนื้อนุ่มมาก ต้องออกแบบแพคเกจให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นจะเสียหายระหว่างขนส่งได้ เพราะเนื้อนุ่มมาก” คุณโตชิฮิโร่กล่าว ดังนั้น ใครอยากชิมต้องมาเยี่ยมเยือนเมืองแห่งนี้ด้วยตัวเอง รับรองว่าคุ้มค่า

พลาดมาทั้งชีวิต ? มากินสตรอเบอรี่ให้ถูกวิธีกันเถอะ !

เยี่ยมชมไร่อันงดงามกันแล้ว ได้เวลาทดลองเก็บผลบอบบางน่าทะนุถนอม ชาวไร่ตัวจริง อธิบายพร้อมทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ให้ใช้อุ้งมือค่อยๆ ช้อนใต้ขั้วแล้วค่อยๆ ดึงอย่างเบามือ อย่ากระชากหรือปลิดจากขั้วด้วยนิ้วมือ เดี๋ยวผลจะช้ำ ส่วนการดื่มด่ำกับความหวานฉ่ำของผลสตรอเบอรี่ที่ถูกต้อง คือ เริ่มกัดจากโคนซึ่งติดกับขั้ว เนื่องจากเป็นส่วนที่หวานน้อยกว่าส่วนอื่น เพื่อเก็บส่วนที่มีค่าที่สุดไว้ตอนท้าย นั่นก็คือ ส่วนปลายซึ่งหวานสุดสุด

สตรอเบอรี่ไร่นี้เมื่อเก็บแล้วพร้อมหม่ำได้ทันที เพราะไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลงทุกชนิด นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าแห่งเมืองโคริยามะ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารที่เป็นทั้งศาสตร์ ศิลป์ และภูมิปัญญา เป็นดินแดนเปี่ยมเสน่ห์ที่น่าเดินทางไปเยี่ยมเยือนทุกฤดูกาล

ออนเซ็น-เรียวกัง

อีกหนึ่งอย่างที่พลาดไม่ได้เมื่อเยี่ยมเยือน ฟุกุชิมะ คือ “น้ำพุร้อน” (ออนเซ็น) ซึ่ง ดีต่อสุขภาพ คลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส สละความเขินอายแล้วเปลือยเปล่าเข้าสัมผัสบบรรยากาศห้องอาบน้ำรวมในวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงโรงแรมแบบญี่ปุ่นซึ่งเรียกว่า “เรียวกัง” ซึ่งมีที่พักค้างคืนนับสิบแห่งที่ต่างก็ล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

วันที่ 27 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ของเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พบว่ามีนักท่องเที่ยวที่นิยมชมชอบการท่องเที่ยว เเบบเชิงอนุรักษ์และธรรมชาติ เดินทางมาเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ชื่อ จังเกิ้ลรูท 360 องศา ซึ่งเป็นจุดชมวิวบนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตร สามารถมองเห็นวิวเกาะสมุยแบบรอบด้านแบบ 360 องศา และยังมองเห็นเกาะพะงัน หมู่เกาะอ่างทอง และหมู่เกาะทะเลใต้ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งบนยอดเขานี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์และเย็นสบาย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังได้เรียนรู้การทำอาหารไทย เช่นสอนให้นักท่องเที่ยวได้ทำส้มตำรับประทานเอง และได้เรียนรู้วิถีไทยด้วยการขูดมะพร้าว

นายภูมิพงศา บุญต่อ เจ้าของจังเกิ้ลรูท 360 องศา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เกาะสมุยเที่ยวได้ทั้งปีไม่ได้มีดีที่ทะเลเพียงอย่างเดียว และที่จังเกิ้ลรูท 360 องศา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในจุดที่มีสวนผลไม้หลากหลายชนิดที่ขึ้นชื่อระดับประเทศ และยังเป็นจุดที่เห็นวิวทะเลได้รอบเกาะสมุย 360 องศา นอกจากนี้ ในบางช่วงยังเห็นทะเลหมอกที่สวยงามมาก ซึ่งเราจะมองทะเลได้ 2 ทะเล คือทะเลอ่าวไทย และทะเลหมอก

วันที่ 27 ธันวาคม สถานการณ์แม่น้ำยมในพื้นที่จังหวัดพิจิตร เริ่มแห้งขอด โดยเฉพาะตำบลรังนก อำเภอสามง่าม ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ระดับน้ำแม่น้ำยมลดระดับลงอย่างรวดเร็ว น้ำแห้งขอดเป็นช่วงๆ จนสามารถมองเห็นทราย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเศษระดับน้ำแม่น้ำยมยังล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนประชาชน พื้นที่ทางการเกษตร เส้นทางในการสัญจร แต่หลังระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วประกอบกับมีการพองฝายยางเพื่อชะลอการไหลของน้ำในพื้นที่อำเภอสามง่ามซึ่งเป็นพื้นที่ตอนบนส่งผลให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจนใกล้แห้งขอด

รายงานระบุเพิ่มว่า สำหรับแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักหนึ่งใน 4 สาย ของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งประกอบด้วย แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ที่ผ่านมาแม่น้ำยมในเขตจังหวัดพิจิตรจะประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก เนื่องจากไม่มีประตูระบายน้ำ ไม่มีระบบชลประทานไว้กักเก็บมีเพียงฝายยาง ซึ่งกักเก็บน้ำได้เพียงเล็กน้อยจำนวน 3 แห่ง ทำให้แม่น้ำยมยังคงประสบปัญหาภัยแล้งน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งหากแม่น้ำยมจังหวัดพิจิตร มีประตูน้ำ จะสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ในการอุปโภค-บริโภคของประชาชน และสัตว์เลี้ยง และการเพาะปลูกในพื้นที่การเกษตร รวมถึงเป็นการบรรเทาความเสียหายในอุทกภัยของแม่น้ำยม ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงฤดูน้ำหลาก

นายสมยศ แสงมณี ชลประทานพิจิตร กล่าวว่า poipetsix.co.uk แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่ประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากเนื่องจากไม่มีระบบในการบริหารจัดการน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาโดยได้ข้อสรุปในการสร้างอาคารบังคับน้ำจำนวน 4 แห่ง ในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร–พิษณุโลก คือโครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม จังหวัดพิษณุโลก โครงการประตูระบายน้ำท่าแห อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โครงการประตูระบายน้ำบ้านวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร และโครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเชื่อมั่นว่าหลังก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งการอุปโภคบริโภค การทำการเกษตร ระบบนิเวศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ควบคู่กับการดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการในการก่อสร้างต่อไป

“เหยี่ยวตีนแดง” เป็นเหยี่ยวปีกแหลมอพยพ ขนาดเล็ก จะผ่านประเทศไทยในฤดูกาลอพยพต้นหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม

เหยี่ยวหลายแสนตัวจากไซบีเรีย จีนและมองโกเลียจะย้ายถิ่นหนีอากาศหนาวเย็น เหยี่ยวหลายร้อยตัว ที่จัดว่าเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดข้างต้น จะเดินทางผ่านสามเหลี่ยมทองคำ มุ่งหน้าข้ามเทือกเขาแดนลาว ไปประเทศเมียนมาและอินเดียเพื่อแวะพักซักซ้อมตระเตรียมร่างกาย ก่อนจะเหินฟ้าหาญกล้า บินข้ามมหาสมุทรอินเดียแถวๆ ทะเลอารเบีย เพื่อไปขึ้นฝั่งที่ทวีปแอฟริกา แล้วเดินทางต่อไปอาศัยในฤดูหนาวที่ประเทศแอฟริกาใต้

ในอดีตนักดูนกไทยจะต้องเดินทางไปเฝ้ารอเหยี่ยวตีนแดงบนดอยลาง หรือทางเลี่ยงเมืองฝาง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของเหยี่ยวตีนแดงตัวเล็กแต่ใจใหญ่ บางปีอาจจะพบหลายร้อยตัว แต่ปีนี้มีรายงานน้อยตัว นอกนั้น จะพบได้ประปรายที่วัดพระธาตุดอยคำ จ.เชียงใหม่ และพวกพลัดหลงจากฝูงหลัก แทนที่จะบินเฉียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ กลับบินลงใต้มาเรื่อยๆ สร้างความตื่นเต้นในฐานะเหยี่ยวหายาก เช่น แหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี เขาเรดาร์ หรือเขาดินสอ

ปีนี้ทัพของเหยี่ยวตีนแดงมาช้า เหมือนกับลมหนาวจากประเทศจีน มีรายงานพบรายตัวที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และดงเหยี่ยวดำปากพลี จ.นครนายก แต่กลับไม่พบเห็นที่เขาเรดาร์หรือเขาดินสอเลย หรืออาจจะหลงหูหลงตาก็เป็นได้ เพราะหลังจากมีรายงานพบเหยี่ยวตีนแดงรายตัวแล้ว นักถ่ายภาพนกกลุ่มใหญ่ที่โชคดีก็พบฝูง 7 ตัว รวมเหยี่ยวเพศผู้ที่ไม่เคยมีรายงานพบนอกภาคเหนือเลย ถึง 2 ตัว ที่เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี แถมโชว์บินจับแมลงชีปะขาวกินกลางอากาศ หรือ aerial feeding ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของเหยี่ยวปีกแหลม อาทิ เหยี่ยวเคสเตรล เหยี่ยวฮอบบี้

หลังจากฝูงพลัดหลงที่เขื่อนศรีนครินทร์ ไม่กี่วันต่อมา นักดูนกสิงคโปร์ก็รายงานเข้ามาว่าพบเหยี่ยวตีนแดง วัยเด็ก 1 ตัว ที่ประเทศปลายสุดของคาบสมุทรมลายูอีกด้วย แต่ตัวที่สร้างความสุขให้นักดูนก ถ่ายภาพนกในเมืองกรุง นาน 1 สัปดาห์ เป็นเหยี่ยวตีนแดง เพศเมีย 1 ตัว ที่หลงมาถึงดงเหยี่ยวดำ ปากพลี แม้ว่าจะโดนพี่ใหญ่เจ้าถิ่น เช่น เหยี่ยวดำพันธุ์ไทย ไล่ตี ไล่ต้อนบ้าง แต่อาศัยรูปลักษณ์ปราดเปรียว ว่องไว เหยี่ยวดำตัวใหญ่ๆ บินไล่ไม่ทัน นางตีนแดงจึงวนเวียนอยู่ที่ปากพลีนานกว่าเขาใหญ่ ที่คนเขียนก็พลาด ไม่มีโอกาสตามไปดูเพราะมีภารกิจสำรวจเหยี่ยวด่างดำขาวที่ปางฮุ้ง เวียงหนองหล่ม

น่าแปลกว่าปากพลีมีรายงานเหยี่ยวตีนแดงติดต่อกัน 2 ปีแล้ว ปีกลายเป็นเหยี่ยววัยเด็ก หากปีนี้เป็นเหยี่ยวเต็มวัยเพศเมีย ก็หวังว่าปีหน้า อาจจะมีเหยี่ยวเพศผู้ตัวงามๆ ซึ่งหายากที่สุดสำหรับนักดูนกไทย โผล่มาที่แหล่งชมเหยี่ยวใกล้กรุง เช่น ดงเหยี่ยวดำปากพลี อีกให้ครบ 3 ปีติดต่อกัน ถ้าธรรมชาติจะจัดสรรให้ครับ