บาทแข็งกดส่งออกข้าวติดลบ ม.ค.ลดฮวบ 16.7% คาด ก.พ.ยวบต่อ

ผู้ค้ากุมขยับแข่งขันปท.คู่แข่งยากขึ้นรายงานข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แจ้งผลการส่งออกข้าวเดือนมกราคม 2561 ว่า มีปริมาณ 961,859 ตัน เพิ่มขึ้น 16.8% เทียบเดือนมกราคมปี 2560 แต่ติดลบ 16.7% จากเดือนธันวาคม 2560 มีมูลค่า 474 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 15,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.9% เทียบเดือนเดียวกันปี 2560 และติดลบ 13.8% จากเดือนธันวาคม 2560 ซึ่งมีการส่งออกปริมาณ 1,154,219 ตัน และมูลค่า 17,870 ล้านบาท สาเหตุที่ส่งออกลดลงจากเดือนก่อนหน้ามีปัจจัยจากค่าเงินบาทแข็งค่า

ส่งผลราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ทำให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการซื้อ ส่งออกได้รวม 146,822 ตัน ลดลง 32.9% จากเดือนก่อน ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิคุณภาพดียังส่งไปตลาดประจำ เช่น สหรัฐ จีน ฮ่องกง เป็นต้น ส่วนปลายข้าวหอมมะลิส่งไปยังประเทศแคมเมอรูน มอริเตเนีย กินี เป็นต้น ขณะที่การส่งออกข้าวนึ่งมีปริมาณ 308,999 ตัน ลดลง 18.3% จากเดือนก่อนหน้า ตลาดหลักคือเบนิน แอฟริกาใต้ บังกลาเทศ แคเมอรูน เป็นต้น

ข่าวแจ้งว่า สมาคมคาดการณ์เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาการส่งออกจะลดลงจากเดือนมกราคม หรือประมาณ 800,000 ตัน มีประเทศผู้นำเข้าสำคัญ คือ อินโดนีเซีย เนื่องจากปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังกดดันต่อ ทำให้การส่งออกมีอุปสรรคมากขึ้น จากราคาข้าวไทยคงอยู่ระดับสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ประกอบกับอุปทานข้าวหอมมะลิในตลาดมีปริมาณจำกัด จึงยิ่งทำให้ราคายังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งราคาข้าวหอมมะลิ 100% ปีการผลิต 2560/61 ที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประกาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ราคาอยู่ที่ 1,135 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 650 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน ส่วนกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 880 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน

ข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ ผู้ส่งออกยังคงมีสัญญาส่งมอบทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่งที่ต้องส่งมอบให้ผู้ซื้อทั้งจากการค้าปกติและจากการที่ผู้ส่งออกไทยประมูลได้ เช่น ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น บังกลาเทศ ประกอบกับหลายประเทศในแถบแอฟริกาที่นำเข้าทั้งข้าวขาวใหม่และข้าวเก่า และข้าวนึ่ง เช่น เบนิน แอฟริกาใต้ ยังคงนำเข้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตลาดประจำที่นำเข้าข้าวหอมมะลิฤดูใหม่ เช่น สหรัฐ ฮ่องกง จีน ยังคงนำเข้าข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากสภาพอากาศที่เริ่มแห้ง ทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงทั้งในเขตประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ทางการจีนลดปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหงลง จากเดิมเคยปล่อยน้ำกว่า 1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เหลือเพียง 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดสันดอนทราย โขดหินโผล่ขึ้นหลายจุด โดยเฉพาะช่วงมองป่าแหลวเขตชายแดนระหว่างประเทศลาวกับเมียนมา ก่อนถึงชายแดนจีน ซึ่งเป็นจุดที่มีความกว้างและตื้นที่สุด ส่งผลกระทบต่อเรือบรรทุกสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้เรือหลายลำเกยตื้นติดสันดอนทราย ต้องช่วยกันชักลากให้แล่นผ่านได้

นางสาวผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มลดลงมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากทางการจีนควบคุมการระบายน้ำให้น้อย ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือขนาดใหญ่ ส่วนเรือขนาดเล็กและเรือท่องเที่ยวที่กินน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ยังไม่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีการระบายน้ำเพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเริ่มเพิ่มระดับขึ้นคาดว่าอีกประมาณ 2-3 วัน จะสามารถเดินเรือได้สะดวกขึ้น

นายสุรนาถ ศิริโชติ ผู้อำนวยการสำนักเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบัน แม่น้ำโขงมีระดับน้ำเฉลี่ย 2.02-2.40 เมตร โดยวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา วัดได้ 2.38 เมตร ถือเป็นปริมาณน้ำที่น้อย หากเทียบในอดีตก่อนการสร้างเขื่อน ระดับน้ำอยู่ประมาณ 6-8 เมตร ปัจจัยทำให้น้ำโขงลดลงส่วนหนึ่งมาจากการควบคุมน้ำของทางการจีน อีกส่วนมาจากสภาพภัยแล้งที่ฝนไม่ตกทั้งต้นเขื่อนและท้ายเขื่อน ทำให้น้ำสาขาที่จะไหลลงน้ำโขงน้ำน้อย หรือแห้งขอด ทำให้ปริมาณน้ำโขงลดน้อยลงไปด้วย แต่การสร้างเขื่อนมีผลดี ที่น้ำแม้จะไม่สูงมากนักแต่ก็ไม่แห้งมากนัก ทำให้มีน้ำใช้ตลอดปี

“สิ่งที่อยากให้ดำเนินการคือ แจ้งปริมาณการปล่อยหรือกักน้ำให้ประเทศใต้เขื่อนทราบเพื่อวางแนวทางการจัดการใช้น้ำโขงอย่างถูกต้อง เพื่อไม่กระทบการเดินเรือ ภาคการเกษตร และการอุปโภคปริโภค” นายสุรนาถ กล่าว

ด้านแม่น้ำโขง ฝั่งบ้านนาโนน ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ พบบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งพังริมแม่น้ำโขง นำรถแบ๊กโฮพร้อมเครื่องมือเร่งก่อสร้างเขื่อน หลังน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะลดลงเรื่อยๆ หลังเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง บริษัทผู้รับเหมาจึงเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดสัญญา สำหรับโครงการดังกล่าว จังหวัดบึงกาฬได้รับจัดสรรงบประมาณจากกรมโยธาธิการและฝังเมือง เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง มีความยาวตลอดแนวแม่น้ำโขง ระยะรวมกว่า 120 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการกัดเซาะตามแนวชายฝั่งแล้ว และเพิ่มแหล่งท่องเที่ยว ออกกำลัง เป็นจุดพักผ่อน สามารถรองรับนัก ท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศเมืองบริเวณริมแม่น้ำโขงได้ตลอดฤดูกาลและส่งเสริมให้เป็นพื้นที่นันทนาการสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

จังหวัดชุมพร ตั้งอยู่ทางตอนบนสุดของภาคใต้ บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก มีเนื้อที่มากเป็นอันดับ 4 ของจังหวัดในภาคใต้ เป็นจังหวัดแรกของภาคใต้ตอนบนฝั่งอ่าวไทย ที่มีรูปพื้นที่เรียวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ มีที่ราบตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ความยาวถึง 222 กิโลเมตร นอกจากนี้มีเทือกเขาภูเก็ต และเทือกเขาตะนาวศรีเป็นแนวกั้นเขตแดนธรรมชาติ มีพื้นที่ป่าครอบคลุมทุกอำเภอทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายเลน และป่าพรุ เฉพาะที่ประกาศเป็นเขตป่าสงวนฯ 25 ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 4 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง และวนอุทยานอีก 1 แห่ง ทำให้จังหวัดชุมพรมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามได้รับความนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวหลายแห่ง

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกกลุ่มชุมพรฟ้าใหม่ได้รับมอบหมายจาก พล.ต. กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้เดินทางไปสำรวจเส้นทางขึ้นสู่ “จุดชมวิวดอยตาปัง” บนยอดเขาทะลุ ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่ได้รับความนิยม

“จุดชมวิวดอยตาปัง” ยอดเขาทะลุ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองชุมพรลงไปทางทิศใต้ประมาณ 70 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอสวีไปทางทิศตะวันตกประมาณ 35 กิโลเมตร สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของตำบลเขาทะลุเป็นภูเขาสูงสลับที่ราบ เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสวีหนุ่ม แม่น้ำสายสำคัญของชาวสวี ซึ่งมีภูเขาสูงและมีรูทะลุกลางภูเขามองเห็นในระยะไกลและโดดเด่นมาก กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของตำบล “เขาทะลุ” ที่สำคัญ “จุดชมวิวดอยตาปัง” สามารถชมทิวทัศน์ดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก และทะเลหมอกที่แสน งดงามในยามเช้า รวมถึงเขาทะลุที่มองเห็นในระยะไกลอีกด้วย

ทีมงาน “ชุมพรฟ้าใหม่” ที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ มี สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม แกนนำกลุ่มชุมพรฟ้าใหม่ พร้อม พนม เพชรจร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เขาทะลุ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่ป้องกัน อบต.เขาทะลุ ประเสริฐ ภักดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลเขาทะลุ และอาสาสมัครซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ เดินทางขึ้นไปสำรวจเส้นทางขึ้นสู่ดอยตาปัง การเดินทางใช้บริการรถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Four Wheels) หรือรถประเภทออฟโรด (Off Road) ของชาวบ้านในการเดินทาง เนื่องจากเส้นทางจากพื้นราบขึ้นสู่ยอดเขาเป็นถนนดินลูกรังที่ค่อนข้างลาดชัน เสียค่าบริการเที่ยวละ 500 บาท รถ 1 คัน สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 10 คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที นอกจากสามารถชมวิวทะเลหมอกจากดอยตาปังบนยอดเขาทะลุในยามเช้าได้แล้ว ยังมีอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด ชิมกาแฟ “เขาทะลุ” กาแฟขึ้นชื่อของชุมพร ซึ่ง สมโภชน์ สุขแก้ว ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลเขาทะลุ เปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวได้แวะชิม และเลือกซื้อกาแฟและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากกาแฟ เช่น กาแฟสำเร็จรูป ผงกาแฟ ขัดผิว ชากลิ่น

ตัวแทนทีมงาน “ชุมพรฟ้าใหม่” เล่าว่า วัตถุประสงค์ของการสำรวจเส้นทางในครั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณปรับปรุงเส้นทางให้มีความสะดวกสบายในการเดินทางขึ้นสู่ดอยตาปังให้มากขึ้น รวมทั้งสำรวจว่ามีพื้นที่ใดบนดอยตาปังที่สามารถปรับปรุงเป็นจุดกางเต๊นท์ได้ เพื่อผลักดันให้จุดชมวิวดอยตาปังและเขาทะลุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอสวีและจังหวัดชุมพรต่อไป

สำหรับความเป็นมาของบ้านเขาทะลุ มีเรื่องเล่าสืบมากว่า 200 ปี ว่ามีผู้เฒ่าสองคนชื่อ “ตาคงขาว” และ “ตาคงดำ” หลบหนีเจ้าหน้าที่จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาอาศัยในตำบลเขาค่าย ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของตำบลเขาทะลุ ต่อมาจึงขยายพื้นที่เข้ามาบริเวณที่ราบรอบๆ เขาทะลุ จากนั้นเริ่มมีประชาชนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200 คน กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่คือ ชุมชนบ้านเขาทะลุ กระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นตำบลเขาทะลุ ซึ่งเดิมอยู่ในเขตจังหวัดระนอง แต่ด้วยการคมนาคมไม่สะดวกจึงถูกโอนมาอยู่ในเขตอำเภอสวี จังหวัดชุมพร

ก่อนหน้านี้ อาจารย์นิพนธ์ บัวแก้ว นักวิชาการท้องถิ่นในพื้นที่ตำบลเขาทะลุ เคยเพิ่มเติมข้อมูลไว้เมื่อ วันที่ 31 มีนาคม 2552 ว่าตาคงขาว กับตาคงดำ สองผู้เฒ่าที่เข้ามาบุกเบิกพื้นที่บ้านเขาทะลุ ถือเป็นต้นกำเนิดสกุล 2 สกุล นั่นคือ ตาคงขาวใช้นามสกุล หีตคีรี ส่วนตาคงดำใช้นามสกุล ศิลปกุล ปัจจุบันลูกหลานของผู้เฒ่าทั้งสองคนยังอาศัยอยู่ในตำบลเขาทะลุ และใช้นามสกุลสองสกุลนี้อยู่มาก ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตำบลเขาทะลุ” เนื่องจากในตำบลมีภูเขาสูงที่มีรูทะลุตรงกลาง สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลและมีความโดดเด่นมาก ผู้คนจึงเรียกชื่อตำบลตามลักษณะของภูมิประเทศที่ถือเป็นเอกลักษณ์ว่า “ตำบลเขาทะลุ” มาจนถึงปัจจุบันนี้

ปัจจุบัน ตำบลเขาทะลุมีอาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับตำบลทุ่งระยะ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ด้านทิศตะวันตก ติดอำเภอละอุ่น จ.ระนอง ด้านทิศตะวันออกติดตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร และด้านทิศใต้ ติดตำบลเขาค่าย อำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีจำนวนประชากร 11 หมู่บ้าน 7,548 คน 1,643 หลังคาเรือน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ ชอบผจญภัย หากสนใจเดินทางขึ้นไปสัมผัสทะเลหมอกดอยตาปังบนยอดเขาทะลุ สามารถติดต่อสอบถามเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ นายก อบต.เขาทะลุ โทร. (089) 469-6045 หรือผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลเขาทะลุ ยกหูโทร.หาได้ทันที ที่หมายเลข (082) 812-5856

“การลองผิดลองถูกหลายๆ วิธี ไม่ว่าจะเป็นการลดแลกแจกแถม เพื่อให้คนในหลายอาชีพ หลายพื้นเพ รู้จักสินค้า พร้อมรับฟังความคิดเห็นแล้วนำคำติชมมาปรับปรุงแก้ไข โดยอาศัยความผิดพลาดให้เป็นครูสอนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เริ่มแรกคือการทำปลากะพงบางบ่อ เพราะคิดว่ามีสูตรปลาสลิดบางบ่ออยู่แล้วคงทำได้ไม่ยาก แต่ปรากฏว่าลักษณะของเนื้อปลาไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับปรุงและพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน”

คือแนวคิดของ วุฒิชัย แป้นถึง เจ้าของแบรนด์ปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุง สมุทรเชฟ (Samutr Chef) ทายาทรุ่นที่ 2 ของฟาร์มปลากะพงราชาวดี ที่ได้เข้ามาสืบทอดกิจการต่อจากครอบครัว ที่ทำมากว่า 25 ปีแล้ว

วุฒิชัย เล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า หลังจากเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2558 เริ่มหันมาทำฟาร์มอย่างจริงจัง มีความคิดที่จะพัฒนาฟาร์มกะพงราชาวดีกว่า 150 ไร่ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นข้าราชการ แต่ตนคลุกคลีอยู่กับปลากะพงมาตั้งแต่เด็ก รับรู้กระบวนการการผลิตของปลากะพงตั้งแต่ไข่ปลาเริ่มฟักตัว จนกระทั่งมาเป็นอาหารอยู่บนจาน ฉะนั้นจึงตั้งความหวังไว้ว่าจะทำให้ปลากะพงของจังหวัดสมุทรปราการเป็นสินค้าแบรนด์หรูเทียบชั้นกับปลาแซลมอน หรือปลาหิมะให้ได้

ปัจจุบัน การพัฒนาแบรนด์อยู่ในช่วงทดลองฝากขายตามห้างสรรพสินค้า Tops Supermarket ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรบินสัน ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, มาร์เก็ตเพลส นางลิ้นจี่, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเซ็นทรัล พระราม 2 ซึ่งได้เริ่มคิกออฟตลาดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยยังคงพัฒนาแพ็กเกจจิ้งควบคู่กันไปด้วย โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในไตรมาสที่ 1-2 ปี 2561 จะสามารถผูกสัญญากับห้างสรรพสินค้าได้ และอาจจะเพิ่มสาขาจัดจำหน่ายให้มากขึ้น ส่วนไตรมาสที่ 3-4 วางแผนไว้ว่าจะขยายการตลาดไปยัง Max Value, Food Land, Food Villa และ Gourmet Market ให้ได้

จากภาพรวมของตลาดปลากะพงในประเทศไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2 พันล้านบาท/ปี หรือตีเป็นปลากะพง เฉลี่ยเกือบ 20 ล้านกิโลกรัม ต่อปี และพบได้มากที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และสุราษฎร์ธานี ส่วนสมุทรปราการนั้นมีอยู่ไม่กี่เจ้า

เขาจึงมองว่า การจะทำผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและน่าจดจำ จึงได้เลือกใช้กลยุทธ์สีน้ำเงิน หรือ Blue Ocean Strategy มาพัฒนาเป็นแบรนด์ Samutr Chef เป็นการแสวงหาทะเลแห่งใหม่ แทนที่จะมุ่งลอกเลียนแบบเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งหลักการที่สำคัญคือ ไม่เน้นอุปสงค์หรือลูกค้ากลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะเน้นสร้างอุปสงค์หรือความต้องการของผู้บริโภคขึ้นมาใหม่ ภายใต้การตลาดแบบใหม่

วุฒิชัย บอกว่า กรรมวิธีการแล่ก้างออกจากเนื้อปลากะพงทั่วไป จะทำให้เนื้อส่วนท้องที่เป็นพังผืดติดอยู่กับก้าง และมีคุณค่าทางอาหารรสชาติอร่อยเสียไป ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีความรวดเร็ว ง่ายต่อการจัดจำหน่ายในปริมาณที่มาก แต่ Samutr Chef ใช้การวิธีการดึงออกด้วยมือ เพราะต้องใช้ความประณีตเพื่อมุ่งไปยังตลาดพรีเมี่ยม โดยมีทีมงานในฟาร์มเพียงแค่ 6 คน และปัจจุบันได้มีการวิจัย เครื่องจักรทุ่นแรงในการถอดก้างปลาโดยไม่เสียเนื้อส่วนท้อง กับคณะวิศวกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจา

“ยอมทำอะไรที่ยาก เพื่อให้ลูกค้าได้อะไรที่ง่ายและดี ปลาที่ดีต้องมีความสด ปกติปลากะพงถ้าแช่แข็งจนมีน้ำแข็งเกาะ รสชาติจะเปลี่ยน แต่ไม่ใช่กับผลิตภัณฑ์นี้ รับรองว่ารสไม่มีเปลี่ยนแน่นอน สามารถแช่แข็งได้ถึง 2 ปี ตราบใดที่แช่ด้วยอุณหภูมิ ลบ 18 องศาเซลเซียส”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แบรนด์ Samutr Chef ที่วางขายคือ ปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุง สนนราคาที่ชิ้นละ 169 บาท แม้จะแพงกว่าราคาปกติตามท้องตลาด แต่ วุฒิชัย ยืนยันว่าคุณภาพที่ได้มานั้นคุ้มราคา โดยเฉพาะความสะดวกที่ลูกค้าจะได้รับ เนื่องจากปลากะพงไร้ก้างพร้อมปรุงนี้ สามารถนำไปประกอบอาหารได้เลย ตั้งแต่ เข้าไมโครเวฟ ทำข้าวต้มปลา ทอดราดน้ำปลา ไปจนถึงเมนูต่างประเทศ เช่น สเต๊กปลากะพงโรยพริกไทยดำ หรือแม้กระทั่งเมนูญี่ปุ่นอย่างกะพงย่างซอสมิโซะ พร้อมชูจุดเด่น ในเรื่องของ ความสด รับประกันเก็บรักษาด้วยความเย็นตลอดจนถึงมือผู้บริโภค

นี่เป็นอีกการพัฒนาของคนรุ่นใหม่ ที่หันมาสืบทอดกิจการของครอบครัว และพยายามสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโตไปได้ในอนาคต การให้ความสำคัญในการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตอกย้ำชัดขึ้นเมื่อ “กรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์” ได้พาคณะสื่อมวลชนไทยไปดูงาน BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2561 ณ เมืองเนิร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหญ่สุดของโลก

ตลาดโลกโต 90 พัน ล.เหรียญ

ภายในงาน BIOFACH 2018 ได้มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวอ้างอิงถึงรายงานผลการสำรวจสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสถาบันวิจัยเกษตรกรรมอินทรีย์ (The Research Institute of Organic Agriculture : FiBL) และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM) ของปี 2016 ว่า

ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลก รวม 57.8 ล้านเฮกตาร์ โดยมี 3 อันดับ ประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์มากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย 27.1 ล้านเฮกตาร์ อาร์เจนตินา 3.0 ล้านเฮกตาร์ และจีน 2.3 ล้านเฮกตาร์

ขณะที่ทั่วโลกมีจำนวนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รวมกันประมาณ 2.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่าปี 2015 ร้อยละ 12.8 โดย 3 อันดับ ประเทศที่มีจำนวนผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มากที่สุด ได้แก่ อินเดีย 835,000 คน ยูกันดา 210,352 คน และเม็กซิโก 210,000 คน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเกษตรอินทรีย์ ทั่วโลกปัจจุบันเติบโตขึ้นมูลค่าเกือบ 80-90 พันล้านเหรียญสหรัฐ

กรมการค้าภายใน นำ 22 บ.ลุยยุโรป

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการเยี่ยมชมบู๊ธต่างๆ ภายในงานว่า ปัจจุบัน สินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมียอดการเติบโตอยู่ที่ 20% และมีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึง 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 800 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 1,900 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.07 ของมูลค่าตลาดโลก ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก

“กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าร่วมงาน BIOFACH เป็นครั้งที่ 15 แล้ว โดยปีนี้ได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 22 รายไปเปิดคูหา (Thailand Pavilion) มีทั้งผู้ผลิตข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผัก และผลไม้กระป๋อง เครื่องแกงสำเร็จรูป ซอสปรุงรส ผลิตภัณฑ์ชาจากใบหม่อน น้ำตาลมะพร้าว ฯลฯ มาเข้าร่วมงาน

โดยการจัดงาน 4 วัน มีผู้เข้าร่วมงาน 2,535 บริษัท และมีผู้เข้าชมกว่า 51,453 ราย จาก 129 ประเทศ ใช้พื้นที่แสดงสินค้า 71,400 ตารางเมตร และใช้พื้นที่จัดกิจกรรมพิเศษ 3,064 ตารางเมตร

อย่างไรก็ตาม ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH ทางผู้จัดการงานจะมีการคัดเลือกเฉพาะรายที่ได้รับการรับรองตราสินค้าออร์แกนิกในระดับสากล ตามที่กำหนดไว้ อาทิ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ IFOAM, มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ EU (EU ORGANIC Program) และ USA (Nop-Natural ORGANIC Program) โดยสินค้าที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ (organic product) และที่สำคัญงานนี้เป็นการแสดงสินค้าเพื่อการเจรจาธุรกิจเท่านั้น ไม่มีการจำหน่ายปลีกของสินค้าต่างๆ

การขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทำให้กรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) บริษัท เนิร์นแบร์ก แมสเซ่ จำกัด หรือ NM ผู้จัดงาน BIOFACH โดย MOU ดังกล่าวมุ่งสร้างความร่วมมือในการจัดงานแสดง และจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่องาน Organic Expo-BIOFACH Southeast Asia และ NATURAL EXPO Southeast Asia ในประเทศต่าง ๆ ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 12-15 กรกฎาคม 2561

โดยจะมีการเชิญชวนผู้ประกอบการต่างชาตินอกภูมิภาคอาเซียนมาเข้าร่วมเจรจาธุรกิจและแสดงสินค้า ถือเป็นครั้งแรกของภูมิภาค คาดว่าจะมีจำนวนผู้ซื้อจากต่างประเทศมากขึ้น จากความเข้มแข็ง