บุญมากปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยง

บ้านพญารามจังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกหม่อนทั้งสิ้น จำนวน 2 ไร่ 2 งาน 66 ตารางวา ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ได้ผลผลิตใบหม่อน 2,000 – 3,000 ก.ก./ไร่/ปีเพื่อเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน จำนวน 7 รุ่น/ปีได้ผลผลิตเส้นไหม ประเภทไหมน้อย 5.5 กิโลกรัม/ปี และไหมเปลือกนอก 3ก.ก/ปี สำหรับใช้ผลิตผ้าไหมมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท โดยในปี 2561 มีรายได้จากการจำหน่าย ใบหม่อน 37,500 บาท/ปี เส้นไหม 11,000 บาท/ปี ดักแด้ไหม 2,000 บาท/ปี ปุ๋ยมูลไหม 5,000 บาท/ปี ชามูลไหม 5,000 บาท/ปี และผ้าไหม 84,700 บาท/ปี รวมรายได้ทั้งสิ้น 145,200 บาท/ปี

นางโยธกา เป็นผู้มีความคิดริเริ่มในหลายๆด้าน เช่น การรวมกลุ่มจัดตั้ง “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านพญาราม” เพื่อจัดทำหม่อนแปลงรวม โดยได้รับการสนับสนุนท่อนพันธุ์หม่อนจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 151 ราย มีหม่อนแปลงรวม 130 ไร่และเป็นผู้ริเริ่มจัดหาโรงเลี้ยงไหมที่เป็นของส่วนรวม โดยสร้างห้องเลี้ยงไหมวัยอ่อนจำหน่ายให้สมาชิกภายในกลุ่ม ริเริ่มให้มีการประกันราคาดักแด้ เพื่อแก้ปัญหาราคาดักแด้ตกต่ำ

นอกจากนี้ ยังเป็นคนแรกที่นำมูลไหมมาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ “ปุ๋ยมูลไหม” โดยนำมูลไหม มาอบแห้ง ก่อนส่งให้สถานีพัฒนาที่ดิน ตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหาร NPK ก่อนนำมาบรรจุถุงขายและผลิต “ชามูลไหม”โดยนำมูลไหม ไปอบแห้งและคั่วด้วยไฟปานกลาง บรรจุซองชา และส่งให้ สวทช. ตรวจวิเคราะห์หาคุณค่าและสารอาหารทางโภชนาการ พบว่า มูลไหมมีสารสำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพ ปัจจุบันกลายเป็นสินค้าเครื่องดื่มสำหรับที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโปรตีนไหม เช่น สบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู โลชั่นเซรั่ม และครีม ช่วยสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรในชุมชนสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นางโยธกา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโดยไม่ใช้สารฆ่าแมลง ยาโรยตัวไหม และปุ๋ยเคมี ดูแลจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรม ตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ช่วยลดการสะสมของโรคแมลงศัตรูพืช บำรุงรักษาดินและต้นหม่อน โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักจากมูลไหม แทนการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดสารตกค้างในดิน-รักษาสิ่งแวดล้อม และจัดทำบ่อบำบัดน้ำทิ้งจากการย้อมสี รวมทั้งใช้เศษวัสดุธรรมชาติประเภทฟางข้าว หญ้าคา ใบไม้ คลุมโคนต้นหม่อนในหน้าแล้ง เพื่อป้องกันวัชพืชและลดการสูญเสียความชื้นในฤดูแล้ง นอกจากนี้ นางโยธกามีแนวคิดประหยัดพลังงาน-ลดต้นทุนการผลิตโดย ติดตั้งตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้อบรังไหม และอบมูลไหม รวมทั้งติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการผันน้ำมาใช้ในแปลงหม่อนรวม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดสารพิษตกค้าง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการแปลงหม่อนโดยวิธีเขตกรรม โดยการตัดแต่งกิ่งหม่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของโรคและแมลงศัตรูพืชการบำรุงรักษาดินและต้นหม่อน โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนการใช้ปุ๋ยเคมีการจัดการผลพลอยได้จากการเลี้ยงไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การติดตั้งตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้อบรังไหม และอบมูลไหม การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

ในการผันน้ำมาใช้ในแปลงหม่อนรวม เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าใช้ไฟฟ้าการนำพืชท้องถิ่นมาย้อมผ้าไหมแทนการใช้สีเคมีการนำพืชสมุนไพรท้องถิ่นมาอบรักษาผ้าไหมแทนการใช้สารเคมีตามภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้พวงสาวแบบโบราณพื้นบ้านด้วยหม้อดิน โดยใช้เตาฟืนแทนเตาถ่านหรือเตาแก๊สเพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้ที่ผ่านมาได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น รางวัลชนะเลิศการประกวดเส้นไหมน้อยสาวมือของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯจังหวัดสุรินทร์และรางวัลชนะเลิศการประกวดเส้นไหมน้อยสาวมือระดับประเทศในงานมหกรรมไหมไทย (ปี 2550) รางวัลชมเชยในการประกวดผ้าไหมโบราณของสภาวัฒนธรรม จังหวัดสุรินทร์(ปี 2547) เป็นต้น

“จากผลงานและกิจกรรมที่ได้ทำจะเห็นได้ว่านางโยธกา บุญมาก เป็นผู้ที่มีมีความรู้ความสามารถในด้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และยังเป็นผู้นำที่มีความเสียสละ มีจิตอาสาทำงานช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ เช่น อาสาสมัครเกษตรกร (หม่อนไหมอาสา) เป็น Smart Farmer หม่อนไหม เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญารามเป็นคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองสุรินทร์เป็นเกษตรกรความคิดริเริ่มในด้านต่างๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าหม่อนไหมในหลากหลายมิติ สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้อย่างน่าชื่นชมจนทำให้ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2562 ” อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อสำหรับการซื้ออากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเครื่องจักรอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร และกลุ่มเกษตรกร 15,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีเกษตรกรซื้อโดรนสำหรับใช้ทำการเกษตรไม่ต่ำกว่า 100 ลำๆ ละ 5 แสนบาท เพื่อมาใช้ทดแทนแรงงานในการพ่นยาฆ่าแมลง หว่านเมล็ดพันธุ์ ลดต้นทุนการผลิต

“การปล่อยสินเชื่อเพื่อการซื้อโดรน จะให้กับกลุ่มสหกรณ์และเกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพ โดยคิดดอกเบี้ย 3% สำหรับกลุ่มสหกรณ์และ 4% สำหรับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งธนาคารจะเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน เพื่อใช้โดรนร่วมกัน เพราะต้นทุนค่าเครื่องค่อนข้างสูง

โดยปีก่อนมีกลุ่มสหกรณ์ขอสินเชื่อเพื่อซื้อโดรนไปแล้ว ทั้งหมด 60 ลำ วงเงิน 30 ล้านบาท โดยแต่ละราย ยืนยันว่าต้นทุนการผลิตลงจริง เพราะการใช้โดรนสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยและลดเวลาในการหว่านเมล็ดพืชได้ แม้ค่าจ้างใช้แรงงานคนตกไร่ 500 บาท แต่โดรนใช้ 600 บาท แต่โดยรวมแล้วคุ้มกว่า”

นายอภิรมย์กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในรอบปีบัญชี 2562 (1 เม.ย. 2562-31 มี.ค. 2563) ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ 7.7 แสนล้านบาท คิดเป็นยอดคงค้างที่เพิ่มขึ้น 9.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้เป็นเงินหมุนเวียนในการนำไปช่วยเหลือเกษตรกร ใน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มรายย่อย ซึ่งมีปัญหาด้านเงินทุน เช่น ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 13,000 ล้านบาท กลุ่มลูกค้าทั่วไป รวมถึงทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่วงเงิน 44,000 ล้านบาท

และกลุ่มผู้ประกอบการด้านการเกษตร กลุ่มสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนที่เป็นหัวขบวนในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต วงเงิน 38,000 ล้านบาท

ส่วนด้านเงินฝากมีเป้าหมายเพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาท จากการออกสลากออมทรัพย์ เงินฝากแบบมีกรมธรรม์และสวัสดิการ กองทุนทวีสุข เป็นต้น และคาดมีกำไร 8,719 ล้านบาทลดลงจากปีก่อน 1 พันล้านบาท เนื่องจากมีมาตรการพักชำระเงินต้นช่วยเหลือเกษตรกร 2.9 ล้านราย

ส่วนแผนการทำงานที่เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ จะมีแผนการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังจากมีมาตรการชำระหนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้สูงขึ้น โดยจะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพเพาะปลูกในสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้ง ข้าว อ้อย มันสำปะหลังและข้าวโพด ซึ่งจะต้องมีมาตรการดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้ ผลผลิตที่ออกมามีประสิทธิภาพขณะที่เกษตรกรจะมีรายได้สูงขึ้น

“ปีบัญชี 2562 จะขับเคลื่อนภายใต้แผนการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติ โดยมุ่งเน้นการปรับการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การใช้โดรนเพื่อการเกษตร การปลูกพืชโดยระบบน้ำหยด การผสมปุ๋ยใช้เอง เป็นต้น การเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับพื้นที่และความต้องการของตลาด เช่น เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น การพัฒนาสหกรณ์การเกษตรและผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงด้านการตลาด รวมถึง ธ.ก.ส. ยังมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนภายใต้หลัก โกกรีน โดยมีเป้าหมายสนับสนุนชุมชน 400 ชุมชน พื้นที่กว่า 40,000 ไร่”

“ส้มโอทับทิมสยาม” เป็นไม้ผลประจำถิ่นของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เพราะมีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือเนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีเนื้อสีแดงเข้ม (สีทับทิม) รสชาติหวาน หอม นุ่ม น่ารับประทาน ปัจจุบันปลูกมากกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก จำหน่ายได้ราคาสูง ประมาณ ผลละ 200-300 บาท เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอทับทิมสยามมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตไม่ต่ำกว่าไร่ละ 100,000 บาท ทีเดียว

ปัจจุบัน “ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัดระยอง เจ้าของสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามแปลงใหญ่ 100 ไร่ คือ กำนันประยุทธ์ พานทอง หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “กำนันตุ๊ก” เจ้าของรางวัลกำนันยอดเยี่ยม (กำนันแหนบทอง) เล่าเกี่ยวกับเทคนิคการปลูก ดูแล และช่องทางการจำหน่ายส้มโอสายพันธุ์ทับทิมสยามในภาคตะวันออก ให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพในระดับส่งออกให้ฟังได้อย่างน่าสนใจ

กำนันตุ๊ก รักอาชีพเกษตรกรรม เขามีสวนทุเรียนแปลงใหญ่ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองไปแล้ว 10,000 ต้น สำหรับ “สวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นในช่วง 2 ปีหลังนี้เอง กำนันตุ๊กทุ่มเงินทุนหลักล้าน ( ไม่รวมค่าที่ดิน ) ทำสวนส้มโอทับทิมสยาม 100 ไร่ ในพื้นที่ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมุ่งเป้าผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามส่งออกไปขายตลาดจีน

กำนันตุ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการลงทุนในครั้งนี้ว่า เกิดจากพื้นที่ทำการเกษตรส่วนหนึ่งมีสภาพเป็นที่ลุ่ม น้ำกร่อย เหมือนอย่างปากพนัง กำนันตุ๊กจึงตัดสินใจลงทุนปลูกส้มโอพันธุ์นี้ โดยเดินทางไปซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามทั้งหมดมาจากอำเภอปากพนัง ในราคากิ่งละ 250 บาท จำนวนกว่า 3,000 ต้น นำมาปลูกในพื้นที่ 100 ไร่ ในระยะห่าง 7×7 เมตร ปลูกส้มโอได้จำนวน 150 ต้น ต่อไร่ โดยวางแผนเก็บผลผลิตส่งขายตลาดจีน ภายใน 2 ปีข้างหน้า

“การลงทุนทำสวนส้มโอทับทิมสยามในครั้งนี้ ใช้เงินลงทุนหลักล้าน การปลูกส้มโอทับทิมสยามแต่ละต้นใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องขายสินค้าได้ราคาเท่ากับส้มโอปากพนัง แค่ขายได้กิโลกรัมละ 50-100 บาท ผมก็พอใจแล้ว เพราะส้มโอทับทิมสยามจะให้ผลผลิตปีละ 2 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 14,000บาท ต่อตัน สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน หลังจากนั้น ก็เก็บผลกำไรแบบเต็มๆ การลงทุนทำสวนส้มโอทับทิมสยามมีโอกาสสร้างผลกำไรที่ดี คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว” กำนันตุ๊ก กล่าวในที่สุด

อากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนเงาะเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง มักพบได้ในระยะที่ต้นเงาะสร้างช่อดอกและเริ่มติดผลอ่อน เริ่มแรกจะพบผงสีขาวหรือสีเทาอ่อนคล้ายแป้งเกาะบนช่อดอกและตามร่องขนของผลเงาะ ทำให้ต้นเงาะติดผลน้อยหรือไม่ติดผล กรณีที่ต้นเงาะติดผลจะมีผลขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ ผลหลุดร่วงง่ายหรือทำให้ผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ หากเป็นโรคราแป้งในระยะผลโต จะทำให้ขนที่ผลแห้ง แข็ง ผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ขนกุด เรียกว่า เงาะขนเกรียน สำหรับในระยะที่ผลเงาะกำลังสุก ส่วนที่มีเชื้อราปกคลุมจะมีสีซีดกว่าปกติ อาจพบอาการของโรคได้ที่ส่วนยอดและใบ หากอาการรุนแรงจะทำให้ใบอ่อนร่วง

สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคราแป้ง ให้เกษตรกรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งทรงพุ่มต้นเงาะให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อเป็นการลดความชื้นในทรงพุ่ม และลดแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว เกษตรกรควรนำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง

กรณีพบการระบาดของโรคราแป้ง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชสารซัลเฟอร์ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรหยุดพ่นสารก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 15 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารในช่วงที่ดอกเงาะบานหรือเริ่มติดผลอ่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร สำหรับสารซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้เกิดอาการไหม้ที่ช่อดอกและผลอ่อนได้

ข้อดีของการปลูกผักสวนครัวแบบผสม คือไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จะเลือกปลูกที่ไหนก็ได้ขอเพียงแต่มีดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่ผักแต่ละชนิดมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ผู้ปลูกจึงต้องอาศัยทักษะบริหารจัดการวิธีปลูกแบบหมุนเวียนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ก็สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

คุณสำรวย แตงขาว บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 3 ตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ความจริงแล้วชายผู้นี้เป็นคนทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งปลูกมะพร้าวแห่งใหญ่ แต่กลับมายึดอาชีพปลูกผักขาย ด้วยการตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ที่มีแหล่งดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ มีถนนสะดวกต่อการสัญจร มีแหล่งความเจริญที่มีผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันมากเพื่อหาทำเลปักหลักปลูกผักขาย

กระทั่งล่าสุดตอนนี้กลับมาปักหลักยังพื้นที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ที่มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเคยปลูกผักขายมาแล้วเป็นเวลานานกว่า 7 ปีได้เงินทุนเป็นล้าน ส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี

ปรับพื้นที่ยกแปลงปลูกเป็นร่อง

ผักที่ปลูก ได้แก่ คะน้า ขึ้นฉ่าย ผักชี พริก มะระจีน ซึ่งผักเหล่านี้ล้วนได้รับความสนใจจากตลาดผู้บริโภค ลักษณะการปลูกแบบยกร่องสวน โดยจะปรับพื้นที่ดินจากเดิมให้เป็นร่องสวนที่มีขนาดแต่ละแปลงกว้าง 3-3.5 เมตร ยาว 80 เมตร

สวนผักแบบผสมของคุณสำรวยดูแลปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยแบบผสมเช่นกัน โดยมีทั้งปุ๋ยสูตรและอินทรีย์ เริ่มด้วยการใส่ปุ๋ยคอกชนิดเม็ด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยมูลวัว มูลหมู มูลไก่ แล้วแต่ว่าจะหาซื้อชนิดใดได้ก็ใช้แบบนั้น นำไปใส่ไร่ละ 40-100 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยหมัก ลงในแปลงปลูก ผสมให้เข้ากันด้วยการไถพรวน จากนั้นหว่านปูนขาวแปลงละ 5 กระสอบ ขนาดกระสอบละ 20 กิโลกรัมเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้ฟางคลุม ก่อนที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์จะหาซื้อตามร้านเกษตรที่เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นนั้น โดยใช้เกณฑ์การเลือกซื้อจากยี่ห้อที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นเจียไต๋หรือศรแดง เป็นต้น คุณสำรวยใช้วิธีเลือกเมล็ดพันธุ์ด้วยการศึกษาข้อมูลคุณสมบัติจากผู้ผลิตก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาด ความแข็งแรง ความทนทานต่อโรค/แมลง จำนวนผลผลิต พร้อมกับไปดูของจริงจากแปลงปลูกของชาวบ้านในพื้นที่เพื่อประกอบการตัดสินใจ อย่างผักชีต้องเลือกแบบที่มีต้นเขียว แข็งแรง ขนาดต้นใหญ่ ทนต่อโรคและสภาพอากาศ อีกทั้งยังต้องปลอดภัยไม่เน่าเสียระหว่างขนส่ง

แปลงปลูกผักมีจำนวนทั้งหมด 8 แปลง แบ่งประเภทผักที่จะปลูกไปตามแปลงต่างๆ ด้วยการคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นหลักก่อน เพราะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดราคาขาย อย่างในช่วงนั้นถ้าตลาดต้องการผักคะน้าก็จะปลูกสัก 2-3 ร่อง ที่เหลือปลูกผักที่มีความต้องการรองลงมา อย่างกวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย เป็นต้น

สำหรับปุ๋ยเม็ดที่คุณสำรวยใช้เป็นปุ๋ยสูตรจำนวน 2 ชนิดเป็นหลัก คือสูตร 15-0-0 เพื่อเพิ่มแคลเซียมทางราก และสร้างความแข็งแรงให้กับต้น กับสูตร 25-7-7 เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต การสร้างยอด เพิ่มขนาดและน้ำหนัก

การปลูก

ถ้าเป็นผักใบจะใช้วิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงที่เตรียมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างกวางตุ้งหว่านเมล็ดพันธุ์จนเก็บผลผลิตเวลา 30 วัน หลังจาก 7 วัน ให้หว่านปุ๋ยสูตร 15-0-0 จำนวน 4-5 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วรดน้ำ จากนั้นอีก 7 วันให้หว่านปุ๋ยสูตร 25-7-7 จำนวน 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วรดน้ำ ในกรณีที่ผักไม่สวยถูกใจอาจจะหว่านปุ๋ยสูตร 15-0-0 อีกเล็กน้อย ในช่วงก่อนเก็บผลผลิต 7 วัน แล้วเมื่อครบ 30 วันจึงตัดผลผลิตเก็บขาย

ในกรณีที่ไม่ใช่ผักใบแล้วเป็นผักแบบเถาไม้เลื้อย อย่างมะระจีนหรือถั่วฝักยาว การปลูกต้องใช้วิธีเพาะเมล็ดต้นพันธุ์ในถาดหลุมก่อน แล้วใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน จึงย้ายไปปลูกในแปลงที่สร้างค้างเตรียมไว้ ทั้งนี้ จะต้องปรับปรุงดินพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมแล้วโรยปูนขาวเสียก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก ทั้งนี้ ไม้และอุปกรณ์บางอย่างที่นำมาทำเป็นค้างเมื่อเสร็จจากการเก็บผลผลิตแต่ละรุ่นแล้วอาจนำกลับมาใช้ได้อีกโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

คุณสำรวย บอกว่า ผักแต่ละชนิดจะปลูกซ้ำแปลงเดิมต่อเนื่องกันไม่ได้ เพราะอาจจะมีการสะสมโรคในดิน ดังนั้น จึงต้องปลูกหมุนเวียน อีกทั้งแปลงที่เก็บผลผลิตไปแล้วจะกำจัดวัชพืชใบไม้ออก ก่อนตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วจึงกลับมาเริ่มปรับปรุงดินเพื่อปลูกผักรอบต่อไป ขณะเดียวกัน จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของผักแต่ละชนิดในเรื่องปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ อากาศ รวมถึงความต้องการของตลาดเพื่อต้องการให้ผักมีราคาขายที่สูง

ผลผลิตที่เก็บได้แต่ละครั้ง อย่างคะน้าได้ประมาณ 1,000-1,200 กิโลกรัม ส่วนมะระจีนได้ผลผลิตสูงเป็นที่พอใจ แล้วต้นทุนไม่มาก เพียงมีต้นทุนค่าค้างและอุปกรณ์ซึ่งสามารถเก็บไว้ใช้งานได้อีก ทั้งนี้ ผลผลิตมะระจีนจะเก็บได้คราวละ 30-40 ครั้ง ต่อรอบ จะได้ผลผลิตกว่าพันกิโลกรัม

คุณสำรวย ชี้ว่า ต้นทุนการปลูกผักส่วนมากจะหนักไปในเรื่องการป้องกันโรค/แมลงมากกว่าอย่างอื่น เพราะผักอ่อนไหวต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปจนทำให้เกิดโรค/แมลงเข้ามาทำลาย

สำหรับการกำหนดราคาขายผักแต่ละชนิดจากสวน คุณสำรวย ชี้ว่า เมื่อคำนวณต้นทุนบวกกำไรแล้วถ้าพ่อค้ารับซื้อพอใจก็ตกลงซื้อ-ขายกัน เนื่องจากเห็นว่าทางผู้ผลิตไม่มีต้นทุนค่าขนส่ง โดยเฉลี่ยราคาขายทั่วไป อย่างถั่วฝักยาวกิโลกรัมละ 30 บาท คะน้ากิโลกรัมละ 20 บาท มะระจีนกิโลกรัมละ 20 บาท จะขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับในสวนเพื่อนำไปขายต่อที่ตลาดไทและสี่มุมเมือง

“ผักที่ปลูกแต่ละอย่างต้องดูจากความต้องการของตลาดก่อน เพื่อให้มีราคาสูง จะต้องตรวจสอบจากตลาดผักหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่กาญจนบุรี ตาก หรือสุพรรณบุรี หรือแม้แต่จะต้องดูจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ก่อนว่ามีผักชนิดใดที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ออกมาขายมาก ซึ่งอาจมีการปลูกกันมาก หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรปลูกเพราะจะทำให้ล้นตลาด ราคาตก” คุณสำรวย กล่าว

การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือ ผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน

คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา

อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวแล้ว พวกเขาจะได้รับผลกระทบโดยตรงทันที แล้วจะอยู่กันอย่างไร

กำหนดกิจกรรมในสวนเกษตรผสมผสาน
ทุกชนิดต้องเป็นอินทรีย์เท่านั้น
คุณจินดา มีพื้นที่อยู่จำนวน 19 ไร่ ได้จัดสรรแบ่งพื้นที่การปลูกพืชชนิดต่างๆ รวมถึงยังได้ขุดบ่อเลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่ด้วย แล้วยังทำนาข้าวเหนียวนาปี พันธุ์ กข 6 จำนวนพื้นที่ 17 ไร่ ข้าวในนาของคุณจินดาปลูกเน้นความเป็นอินทรีย์ตั้งแต่เริ่มแรกที่ต้องดูแลบำรุงดินก่อนปลูกข้าวตามฤดูกาล โดยไม่มีการเผาตอซังแต่จะไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด แล้วปล่อยเศษฟางข้าวไว้กลางทุ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยในดิน อีกทั้งได้นำถั่วลิสงที่ชาวบ้านเก็บเกี่ยวแล้วนำมาเข้ากระบวนการทำปุ๋ยหมัก แล้วผสมกับฟางข้าว ขี้วัว ขี้ไก่ เศษใบไม้ ใส่ลงในดิน

แนวทางนี้ทำให้ข้าวในนาของคุณจินดาได้ผลผลิตครั้งละประมาณ 250 ถุง (ถุงละ 42 กิโลกรัม) เขาบอกว่า เป็นผลผลิตที่สูงเพราะปลูกแบบอินทรีย์ด้วยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และต่างจากชาวบ้านแหล่งอื่นที่มักเผาตอซัง แล้วบ่นว่าได้ผลผลิตน้อย

ปลูกพืชสวนครัวไว้ข้างบ้าน

นอกจากนั้น สวนแห่งนี้ยังปลูกพืชสวนครัว ได้แก่ พริก ข่า ตะไคร้ หรือไม่เว้นแม้แต่พืชกินใบ อย่างกะหล่ำปลี ผักกาดดอก ซึ่งเป็นพืชที่เหมาะกับช่วงอากาศหนาว ดังนั้น จึงวางแผนปลูกพืชเหล่านี้ด้วยการเพาะไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วนำไปปลูกในพื้นที่ทำนาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วในช่วงปลายปี

อีกส่วนของพื้นที่สวนเกษตร NOVA88 คุณจินดาได้ทำเป็นสวนมะนาวพันธุ์ตาฮิติ มีทั้งแบบปลูกลงดินกับปลูกในวงบ่อ เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการเปรียบเทียบการเจริญเติบโต การให้ผลผลิต และความทนทาน โดยมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 80 ต้น ระยะปลูก 4 เมตร ต้นพันธุ์เป็นกิ่งตอน มีอายุปลูก 8 เดือน และยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของมะนาวพันธุ์ตาฮิติ คือออกดอกติดผลตลอดปี โดยไม่ต้องใช้สารเร่ง มีการดูแลบำรุงต้นมะนาวและดินด้วยปุ๋ยคอก แกลบ ผสมกับมูลวัว มูลควาย นอกจากนั้น จะให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และฉีดน้ำสมุนไพรไล่แมลงปีละ 1 ครั้ง และใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง

เจ้าของสวนบอกเหตุผลที่ต้องปลูกมะนาวพันธุ์นี้ เพราะต้องปลูกร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งจะมีผลกับการตลาด เนื่องจากมีภาคเอกชนมารับซื้อแบบทำสัญญารายปีกันในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เหมาะสมเพราะเป็นการเฉลี่ยราคาทั้งปี

ส่วนไก่ที่เลี้ยงมี 2 พันธุ์ คือ ไก่พื้นเมือง และไก่พันธุ์ประดู่หางดำ มีรวมกันทั้งหมด 100 กว่าตัว เป็นประดู่หางดำจำนวน 48 ตัว ทั้งนี้ ไก่ทั้งหมดจะปล่อยให้หากินตามธรรมชาติกับให้อาหารจากผักกะหล่ำปลี ผักบุ้ง กล้วย มาต้มผสมกับรำ มีบ่อปลาจำนวน 4 บ่อ เลี้ยงปลาสวาย ปลาจะละเม็ด และปลานิล แล้วนำพืชผักมาใช้เป็นอาหารปลา นอกจากนั้น มีรายได้เป็นรายปีอยู่กับสวนยูคาลิปตัสจำนวนหมื่นกว่าต้น บนเนื้อที่ 30 กว่าไร่

เดินตามแนวทางนี้แทบไม่ต้องใช้เงิน
จึงมีเหลือออม
ชุมชนของคุณจินดาไม่มีตลาดหรือร้านค้า อีกทั้งยังมีความเป็นอยู่แบบชาวชนบท ซึ่งชาวบ้านแต่ละครัวเรือนมักทำเกษตรกรรมไว้บริโภคในครัวเรือนโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ ด้วยเหตุนี้แต่ละครัวเรือนจึงมักทำเกษตรแบบผสมผสาน ขณะเดียวกัน ถ้ามีผลผลิตมากเกินก็มักส่งเข้าไปขายในตลาด

คุณจินดา เผยว่า วิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้ถือเป็นความพอเพียง ครอบครัวของเขาแทบจะไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงแต่อาจมีรายได้เกี่ยวกับวัสดุปรุงกับข้าว อย่าง กะปิ น้ำปลา น้ำตาลทราย ผงชูรส เท่านั้น ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่มาก แล้วไม่ต้องซื้อบ่อย จึงมีความเป็นอยู่แบบพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน