‘บ้านดินคำปู้จู้’ เปิดสอนทำบ้านดินแค่หลักพันเจ้าของบ้านดิน

คำปู้จู้ ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา กล่าวว่า การสร้างบ้านดินประหยัดงบประมาณได้กว่า ร้อยละ 50 มีหลายฝ่ายสนใจและอยากเรียนรู้เรื่องการทำบ้านดิน ดังนั้น ทางบ้านดินคำปู้จู้จึงได้เปิดคอร์สเรียนบ้านดิน บ้านง่ายๆ ของคนยากๆ ค่าเรียนหลักพันสร้างบ้านหลักล้าน ซึ่งจะทำให้รู้ถึงวิถีการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงอย่างแท้จริง

ครูจุ้ย กล่าวต่อว่า หลักสูตร มี 3 รุ่น ประกอบด้วย 1. เรียนออนไลน์สดๆ 8 วัน ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก กลุ่มปิด 2. เรียนพร้อมลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อความมั่นใจ ที่บ้านดินคำปู้จู้ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ และ 3. เรียนสดพร้อมลงมือปฏิบัติ ครั้งละ 10 วัน จนเป็น แต่ละรุ่น รับ 20-25 คน โดยมีวิทยากรที่มีความรู้มาแนะนำทักษะ สอนตั้งแต่ฐานรากถึงหลังคา ทุกเทคนิคที่จะทำให้การทำบ้านดินง่ายและงาม วัสดุที่ใช้ เช่น ดิน แกลบ น้ำ ทราย ที่หาได้ง่ายในพื้นที่

พิจิตร – นายอานนท์ จุนพรรณ เกษตรกรชาวนาบ้านท่ากระดาน หมู่ที่ 7 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร เผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำนา ขณะนี้เข้าสู่ฤดูแล้งน้ำไม่เพียงพอทำนา ดังนั้น จึงลดพื้นที่ทำนาปรัง หันไปปลูกพืชน้ำน้อยแทน โดยนำแตงโมกินรีมาปลูก ซึ่งเป็นพืชอายุสั้น ตนเองมี 15 ไร่ แบ่งปลูกแตงโม 7 ไร่ โดยใช้เวลาแค่ 60 วัน ก็เก็บผลผลิตตัดแตงโมขายได้เฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 2 หมื่นบาท ขณะนี้แตงโมผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด ขายในราคาหน้าสวนตั้งแต่กิโลกรัมละ 5-7 บาท แล้วแต่คุณภาพ และขนาดของผล สร้างรายได้แก่เกษตรกรในช่วงหน้าแล้งนี้เป็นอย่างดี

นายอานนท์ กล่าวว่า นอกจากนี้พื้นที่โดยรอบของตำบลหนองปลาไหล เกษตรกรต่างก็ปรับเปลี่ยนจากทำนาปรังหันมาปลูกแตงโมกันมากกว่า 5 พันไร่ เนื่องจากสภาพดินเหมาะสมแก่การปลูกแตงโมพันธุ์กินรีเป็นอย่างดี และมีพ่อค้าคนกลางมารับไปขายอีกทอดหนึ่ง

ในโลกนี้มีแมลงอยู่ราว 1 ล้านสายพันธุ์หรือชนิด แต่สามารถจัดกลุ่มที่ใกล้เคียงกันได้เพียง 31 ลำดับ (ออเดอร์) เท่านั้น อย่างเช่น ตัวต่อ, ผึ้งและมด ถูกจัดอยู่ในลำดับเดียวกัน นั่นคือ “ ลำดับไฮเมน็อปเทรา ” แต่แมลง 1 ตัวที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ กลับแปลกไปจากแมลงอีก 1 ล้านชนิดที่เคยพบเห็นกันมา จนต้องจัดอยู่ในลำดับแยกต่างหาก เป็นลำดับที่ 32 และมีเพียงแมลงชนิดนี้ตัวเดียวเท่านั้นในลำดับนี้

ศาสตราจารย์กิตติคุณ จอร์จ ปัวนาร์ จูเนียร์ นักกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เป็นผู้ค้นพบมันอยู่ในสภาพถูกกักอยู่ในก้อนอำพันอายุ 100 ล้านปี พบที่หุบเขาฮูกอว์งในประเทศพม่า ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ว่า “ เอทีโอคาเรนัส เบอร์มานิคัส ” (Aethiocarenus burmanicus) แต่หลายคนเรียกมันว่าแมลงอีที เพราะหน้าตาคล้ายคลึงกับมนุษย์ต่างดาวอีทีในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่มนุษย์จินตนาการขึ้นนั่นเอง

เอ. เบอร์มานิคัส ที่พบเป็นเพศเมีย ลำตัวแบนบอบบาง ส่วนที่เด่นก็คือส่วนหัวของที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหันด้านฐานออก พร้อมลูกตาโปน 2 ด้านส่วนยอดเชื่อมต่อกับส่วนคอ ต่างกับแมลงทั่วไปที่พบในเวลานี้ที่มีหัวซึ่งส่วนฐานของสามเหลี่ยมเชื่อมต่อกับส่วนคอ ซึ่งทำให้เจ้าแมลงอีทีตัวนี้มีความสามารถในการมองแบบ 180 องศา เมื่อหันหัวไปด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนคอพบต่อมผลิตสารเคมี ซึ่งเชื่อว่าน่าจะใช้เพื่อขับไล่ศัตรู

ศาสตราจารย์ปัวนาร์เชื่อว่า เอ. เบอร์มานิคัส น่าจะใช้ชีวิตอยู่ตามรอยแยกของตอไม้ กินหนอน ปลวก และเห็ดราเป็นอาหาร มันสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว สันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะเป็นเพราะไม่เหลือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของมันนั่นเอง

เชียงราย – นางสาวผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย เผยว่า ปัจจุบัน จังหวัดเชียงรายมีการค้าชายแดนกับประเทศจีนผ่านมณฑลยูนนาน จีนตอนใต้ด้วยมูลค่าปีละมหาศาล โดยเฉพาะการค้าทางเรือแม่น้ำโขงล่าสุดรัฐบาลกลางของจีน พัฒนาเส้นทางคมนาคมด้วยนโยบายเบ็ดเสร็จทางเดียว หรือ One Belt One Road เพื่อมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจจีนตอนใต้ในเขต 3 มณฑล คือ มณฑลยูนนาน มณฑลเสฉวน และมณฑลกุ้ยโจว มีการพัฒนาท่าเรือเมืองกวยเหล่ย เมืองท่าหน้าด่านในแม่น้ำโขงของจีนตอนใต้ อยู่ในเขตมณฑลยูนนานให้เป็นช่องทางพิเศษช่องทางเดียวที่จะใช้เพื่อการขนส่งสินค้าประเภทแช่แข็ง อาหารทะเล ผักสดและผลไม้ทุกชนิด ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยงบประมาณกว่า 63.5 ล้านหยวน หรือประมาณ 350 ล้านบาท เนื้อที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร รองรับอาหารแช่แข็งถึง 3,800 ตัน ที่อุณหภูมิต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียส หมุนเวียนอาหารแช่แข็งได้ปีละประมาณ 150,000 ตัน ฯลฯ

โครงการดังกล่าวของจีนจะแล้วเสร็จในวันที่ 31 มกราคมนี้ คาดว่าจะเปิดใช้งานในราวต้นเดือนมีนาคม 2560 เพื่อเตรียมเปิดใช้งานและจะส่งผลต่อการขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปัจจุบันมีคู่ค่าสำคัญคือท่าเรืออำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ของประเทศไทย

ล่าสุดทางการจีนแจ้งขอให้ฝ่ายไทยเร่งดำเนินการรองรับด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะที่ท่าเรือแม่น้ำโขงเชียงแสน แห่งที่ 2 และท่าเรือเอกชนต่างๆ เพื่อรองรับตู้คอนเทนเนอร์ปรับอุณหภูมิยาว 40 ฟุต ให้มีลานพักและสามารถขนถ่ายขึ้นลงเรือ ซึ่งทางหอการค้าในฐานะกรรมการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภาครัฐและเอกชน เสนอข้อมูลนี้ต่อผู้ว่าราชการรับทราบแล้ว สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา และพิจารณาแก้ไขระบบที่ยังไม่รองรับอย่างเร่งด่วน เตรียมจัดประชุมหน่วยงานที่รับผิดชอบ

หนองคาย – นายสุชาติ นพวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ต้องการให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้จากการทำเกษตร ทำนา เลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงโควากิว จะทำให้เพิ่มมูลค่าให้กับโค จากโคพื้นเมืองธรรมดาจะกลายเป็นโคพันธุ์ดีที่ตลาดต้องการ ขายได้ราคาสูงขึ้น จัดสรรงบประมาณให้ส่วนหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำเพิ่มหลักความรู้ทางวิชาการให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการเลี้ยงแพะนั้น เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้เป็นอย่างดี มีตลาดรองรับ ประเทศเพื่อนบ้านต้องการบริโภคเนื้อแพะสูง ตัวหนึ่งอยู่ที่ 2,300-2,500 บาท ใช้เวลาเลี้ยงสั้น จัดหาแพะแม่พันธุ์ให้เกษตรกรอีก 21 ตัว

ด้าน นายนัฐพงษ์ เทศนา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ กล่าวว่า ศึกษาข้อมูลว่าการเลี้ยงแพะ เลี้ยงง่าย โตเร็ว ชักชวนเพื่อนบ้านเลี้ยง ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากจังหวัดหนองคาย ซึ่งแม้ว่าขณะนี้จะเลี้ยงอยู่ไม่มาก แต่ก็มีพ่อค้าชาวลาวมาติดต่อขอซื้ออย่างต่อเนื่องผลิตให้ไม่ทัน คาดว่าการเลี้ยงแพะจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริมที่ดีแก่ครอบครัวได้

โรงสีขาดสภาพคล่องหนัก ถูกแบงก์กรุงไทยเข้มงวดปล่อยเงินกู้แพ็กกิ้งสต๊อก-ตั๋ว P/N หลังพบ NPL พุ่ง จากวงเงิน 70,000 ล้านบาท หวั่นขาดเงินซื้อข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด 3 เดือนนี้อีก 9 ล้านตันข้าวเปลือก ด้านนายก ส.โรงสีข้าว ดิ้นทำหนังสือถึงพาณิชย์-คลัง ขอให้ช่วยแก้ปัญหา หากแบงก์ยังไม่ปล่อยกู้ หนี้ดีที่มีอยู่ก็จะกลายเป็นหนี้เสียทั้งหมด

โรงสีข้าว หนึ่งในกลไกสำคัญของอุตสาหกรรมข้าวครบวงจรในประเทศ กำลังตกอยู่ในสถานะลำบาก เมื่อสถาบันการเงินในประเทศหันมาใช้มาตรการเข้มงวดในการปล่อยกู้ ส่งผลให้โรงสีขาดสภาพคล่องในการซื้อข้าวเปลือกนาปรังและมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบถึงราคาข้าวเปลือก

นายเกรียงศักดิ์ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ประสานกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ขอทราบความชัดเจนหลัง สมาคมโรงสีได้ทำหนังสือถึง น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ช่วยแก้ปัญหาธนาคารกรุงไทยปรับเปลี่ยนนโยบายการให้และใช้วงเงินชนิดตั๋วระยะสั้น (ตั๋ว P/N) หรือแพ็กกิ้งสต๊อก (ตั๋ว P/N) ที่เคยให้กับผู้ประกอบการโรงสีข้าว “ลดลง” โดยไม่แจ้งล่วงหน้า

สาเหตุที่ธนาคารกรุงไทยลดหรือยกเลิกวงเงินแพ็กกิ้ง/ตั๋วใช้เงินเป็นเพราะปีที่ผ่านมาโรงสีมีปัญหาหนี้ค้างชำระในกลุ่มโรงสีที่ซื้อข้าวหรือประมูลข้าวสารจากสต๊อกรัฐไว้ในราคาสูงประสบปัญหาราคาข้าวภายในประเทศปรับตัวลดลง 30-40% จากราคาตลาด เช่น ซื้อ/ประมูลมาตันละ 12,000 บาท ราคาร่วงเหลือ 10,000 บาท หรือหากขายข้าวออกจะขาดทุนทันทีตันละ 2,000 บาท จึงต้องเลือกว่าจะซื้อข้าวมาเติมให้ครบมูลค่าที่หายไปหรือคืนเงินชดเชยส่วนต่าง

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ธนาคารก็เหมาเข่งไม่อนุมัติให้วงเงินกับโรงสีรายใหม่ แถมตัดวงเงินโรงสีรายเดิมที่ยังใช้ไม่เต็มวงเงิน ทำให้โรงสีไม่กล้านำเงินไปคืนเพราะกลัวจะไม่ได้วงเงินแพ็กกิ้งรอบใหม่ ส่งผลให้โรงสีกลุ่มหนึ่งขายข้าวแล้วกอดเงินสดเอาไว้ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่ขายข้าว แต่กอดสต๊อกไว้ยอมเสียดอกเบี้ยเงินกู้ถึง 7% แต่ทั้งหมดนี้หากโรงสีไม่ดำเนินการชำระหนี้ภายใน 3 เดือน หนี้ดีก็จะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงสีทั้งระบบ อาจจะทำให้โรงสีไม่มีสภาพคล่อง และมีผลกระทบต่อการซื้อข้าวเปลือกนาปรังปี 2560 จำนวน 9 ล้านตันที่จะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนนี้”

อย่างไรก็ตาม โรงสีส่วนหนึ่งพยายามเปลี่ยนแหล่งเงินแพ็กกิ้งใหม่แทนธนาคารกรุงไทย “แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก” เนื่องจากธนาคารกรุงไทยเป็นแหล่งเงินที่ปล่อยให้กับโรงสีทั่วประเทศในสัดส่วนถึงร้อยละ 50 คิดเป็นวงเงินกว่า 60,000 ล้านบาท

“ผมขอให้ธนาคารกรุงไทยเลือกพิจารณาให้แพ็กกิ้งออกตั๋วเป็นรายกรณี อย่าเหมารวมธุรกิจโรงสีทั้งหมด เพราะหากโรงสีไม่มีสภาพคล่อง เราก็จำเป็นต้องซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาตามกำลังที่มีอยู่ หรือมีน้อยก็ซื้อได้น้อย แต่เราก็พยายามเร่งรอบการซื้อข้าวเร็วและขายข้าวให้เร็วขึ้น เพื่อนำเงินหมุนเวียนกลับไปซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาต่อไป” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวกล่าวว่า ความเข้มงวดในการให้แพ็กกิ้งของธนาคารจะส่งผลกับราคาข้าวเปลือกและราคาข้าวสารแน่นอน โดยโรงสีจะถูกสถานการณ์เร่งให้ซื้อข้าว ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งขายให้กับผู้ส่งออก ในขณะที่ผู้ส่งออกเองก็รู้สัญญาณว่า ปีนี้โรงสีไม่สามารถเก็บสต๊อกข้าวไว้ได้นาน ดังนั้นโรงสีก็จะถูก “กดราคา” รับซื้อข้าวสารจากผู้ส่งออกและต้องลดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาลง

ดังนั้นจึงมองว่า แนวโน้มราคาข้าวนาปรังปีนี้น่าจะปรับลดลงจากราคาปัจจุบัน กล่าวคือ ราคาเปลือกข้าวขาวตันละ 7,600-8,000 บาท สีเป็นข้าวขาว 5% ตันละ 11,700 บาท และเป็นข้าวนึ่งตันละ 12,100 บาท ข้าวเปลือกมะลิจะอยู่ที่ตันละ 8,500-11,000 บาท สีเป็นข้าวสารหอมมะลิตันละ20,000 บาท

เข้มงวดแพ็กกิ้งผู้ส่งออก

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันการเงินได้เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการพิจารณาให้แพ็กกิ้งเครดิต/แพ็กกิ้งสต๊อกกับผู้ประกอบการส่งออกเช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการโรงสีข้าวเพราะถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจข้าวเช่นเดียวกันกับโรงสีแต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระและเครคิตของผู้ส่งออกข้าวแต่ละรายด้วย ทำให้ปัญหานี้ยังไม่กระทบกับการส่งออกข้าว

“สำหรับการรับซื้อข้าวจากโรงสีได้กำหนดราคารับซื้อข้าวสารตามราคาตลาดเราจะไม่ใช้เหตุผลนี้มาปรับลดราคารับซื้อ”

หนี้โรงสีทำ NPL กรุงไทยพุ่ง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า ธนาคารมียอดปล่อยกู้ให้กับกลุ่มโรงสีสูงถึง 70,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นธนาคารรายใหญ่ที่ปล่อยกู้ ปรากฏหลังจากที่กลุ่มโรงสีข้าวในฐานะลูกหนี้ธนาคารไม่สามารถชำระคืนหนี้ให้แก่ธนาคารและกลายเป็นลูกหนี้เสียที่ตกชั้นNPL (หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารทำก็คือ แยกกลุ่มลูกหนี้โรงสีข้าวและพิจารณาศักยภาพของแต่ละราย ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่ากลุ่มโรงสีข้าวรายใหญ่จะมีอำนาจจต่อรองที่สูงกว่า ส่วนรายเล็กบางรายที่เข้ามาทำส่งออกด้วยก็จะดูวินัยว่า ซื้อข้าวมาแล้วมีการผ่องถ่ายออกไปรวดเร็วเพื่อหมุนเวียน และมีคอร์ใหม่เข้ามามีเงินหมุนซื้อได้ สต๊อกโล่ง ธนาคารก็จะเข้าไปปล่อยกู้เพิ่มให้

“เราจะเน้นปล่อยกู้ให้เฉพาะโรงสีข้าวที่เอาเงินไปซื้อข้าวจากชาวนาเพิ่มเพราะต้องการให้เงินนี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแต่ถ้าเป็นโรงสีข้าวที่เอาเงินกู้เพื่อไปจ่ายคืนหนี้คนอื่น ทางเราจะไม่ปล่อยกู้ ดังนั้นธนาคารจะมีการพิจารณาละเอียดก่อนจะปล่อยเงินกู้ออกไปให้แต่ละราย เพราะช่วงที่ผ่านมาที่เราปล่อยกู้กลุ่มโรงสีข้าวมาก ทุกรายวิ่งเข้ามาที่กรุงไทยกันหมด เรามีหมดทั้งรายใหญ่รายกลาง รายเล็ก จนทำให้พอร์ตสินเชื่อโรงสีข้าวสูงถึง 70,000 ล้านบาท ทำให้เราปล่อยสินเชื่อโรงสีข้าวกระจุกตัวสูงถึง 57% ของอุตสาหกรรมนี้แล้ว ทะลุเพดานที่กำหนดไว้ 50% ไปแล้ว” นายผยงกล่าว

ส่งผลให้ธนาคารกรุงไทยมีปัญหาลูกหนี้โรงสีข้าวเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้เสียสูงเป็นอันดับหนึ่งโดยระดับ NPL สูงเฉลี่ยเท่ากับ NPL รวมของธนาคารที่อยู่ระดับ 3.97% (ข้อมูลสิ้นปี 2559) โดยปีที่แล้วถือเป็นปีที่ธนาคารมีหนี้ NPL เพิ่มสูงเกือบ 20% ซึ่งจะมาจากกลุ่มโรงสีข้าวเช่นกัน

กสิกรมองปล่อยกู้โรงสีเสี่ยงสูง

นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วงปี 2559 ที่ผ่านมาธนาคารระมัดระวังและเข้มงวดในการเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มโรงสีข้าว และปีนี้ธนาคารก็ยังไม่ลดความเข้มงวดลง จาก 2 ปัจจัยด้วยกันคือ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง กับปัญหาการปล่อยสินเชื่อในอดีต

“ปัญหาเกิดจากความไม่ชัดเจนของการตรวจสต๊อกและการระบายข้าวของภาคธุรกิจนี้ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่การพิจารณาสินเชื่อไม่สะท้อนการประกอบธุรกิจที่แท้จริง ดังนั้นปีนี้ธนาคารจึงเพิ่มการระมัดระวังมากขึ้น จากการมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ในการเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบก่อนปล่อยสินเชื่อว่า มียอดขายและส่งมอบเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สต๊อกข้าวเป็นอย่างไร ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มโรงสีข้าวค่อนข้างต่ำเพียง 2% ของพอร์ตสินเชื่อคงค้างของธุรกิจรายใหญ่ที่ปัจจุบันมีพอร์ตคงค้างอยู่ที่ 510,000 ล้านบาท ในขณะที่ NPL ของกลุ่มโรงสีข้าวเชื่อว่าอยู่ต่ำกว่า 1.5%

ขณะที่นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มโรงสีข้าวที่เป็น SMEs ประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนเพียง 2.1% ของพอร์ตสินเชื่อ SMEs รวมที่อยู่ 650,000 ล้านบาท ส่วนการปล่อยกู้ใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มโรงสีข้าวในแต่ละปีมีมูลค่าค่อนข้างต่ำ เนื่องจากกลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ธนาคารต้องเข้าไปปล่อยสินเชื่อและธนาคารมองว่า ธุรกิจโรงสีข้าวยังเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 นายอัตรา ชัยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา เปิดเผยว่าสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลาเพาะพันธุ์ลูกปลาขี้ตังและลูกปลากะพงขาวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงนี้จะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังและเลี้ยงปลาขี้ตังในกระชังที่ประสบอุกทกภัยในพื้นที่จ.สงขลา ปัตตานีและ จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้สั่งจองพันธุ์ปลาเข้ามาเป็นจำนวนมากจนผลิตไม่ทัน

นายอัตราเปิดเผยว่า สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา เร่งผลิตลูกปลาขี้ตังและลูกปลากะพงขาวสนองความต้องการตลาด ขณะนี้มีลูกปลาสามารถออกสู่ตลาดจำหน่ายหลายแสนตัว หากเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยต้องการจองคิวลูกปลา ทางสถาบันฯจะพิจารณาจัดคิวให้ได้รับปลาในคิวต้นๆก่อน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้รับลูกปลาไปเลี้ยง

“จากนี้อีก 10 วัน จะมีลูกปลากะพงขาวที่จะออกได้ประมาณ 5 – 6 แสนตัว และเพาะสำรองไว้ 1.6 ล้านตัว ส่วนปลาขี้ตังมีอยู่ประมาณ 5 แสนตัว ประมาณ 20 วัน พร้อมจำหน่ายได้” นายอัตรา กล่าว

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวบรรยากาศบนยอดดอยภูชี้ฟ้า ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางขึ้นไปเพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวและความสวยงามของทะเลหมอกในยามเช้ากันอย่างคึกคัก ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวเย็นเฉลี่ยที่ 9-18 องศาเซลเซียส ยังส่งผลทำให้มีทะเลหมอกลอยตต่ำในฝั่งของประเทศลาว โดยมีพระอาทิตย์ทอแสงผ่านซอกเขาออกมาให้ชม อย่างสวยงาม สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ต่างพากันเก็บภาพเป็นที่ระลึก

นายบันเทิง เครือวงศ์ ประธานสมาคมเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่าการท่องเที่ยวในระยะนี้ภูชี้ฟ้ายังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเลือกที่จะมาพักผ่อนเนื่องจากมีสภาพหนาวเย็น ประกอบกับยังมีทะเลหมอกให้ชมโดยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 300 ถึง 1000 คน ซึ่งนักท่องเที่ยวยังคงจะเป็นปรากฏการณ์ทะเลหมอกไปถึง กลางเดือนหรือปลายเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อ 3 ก.พ. ดิ อินดีเพนเดนต์รายงานผลงานวิจัยของนักมานุษยวิทยาอเมริกัน ค้นพบพฤติกรรมแปลกของกลุ่มลิงชิมแปนซีกลุ่มหนึ่ง ที่ฆ่าและกินร่างลิงชิมแปนซีอีกตัว ซึ่งเคยเป็นผู้นำเผด็จการของกลุ่ม

นางจิลล์ พรูซต์ ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าได้ค้นพบพฤติกรรมของกลุ่มลิงชิมแปนซีที่น่าสะพรึงกลัวมาก คลิปที่บันทึกภาพได้ ปรากฏร่างลิงที่ชื่อว่า ฟูดูโก เป็นหัวหน้าเก่าของกลุ่มลิงฟอนโกลี เชื่อว่าถูกโค่นล้มจนหนีลี้ภัยจากกลุ่มมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี กระทั่งถูกสมาชิกในกลุ่มฆ่าและกินอดีตหัวหน้ากลุ่มเป็นเวลาร่วม 4 ชั่วโมง แม้ว่าฟูดูโกสามารถแยกตัวออกจากกลุ่มและอาศัยอยู่โดยลำพังเป็นเวลานานแต่ลักษณะเช่นนี้พบไม่บ่อยนัก ซึ่งนักวิจัยระบุว่าที่ผ่านมายังไม่เคยพบว่ามีลิงตัวไหนที่สามารถอยู่ได้เองเป็นเวลานาน

นอกจากนี้นักวิจัยยังเคยเฝ้าติดตามและแกะรอยพฤติกรรมลิงชิมแปนซีพบว่าบางครั้งกลุ่มลิงก็มีการพบปะกันอย่างลับๆ กับกลุ่มพันธมิตรบ้างในบางครั้ง นักวิจัยยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมกลุ่มลิงชิมแปนซีถึงมีพฤติกรรมแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่จากการติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นค้นพบว่าทำไมสัตว์อื่นๆ นอกจากมนุษย์ถึงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว อีกทั้งเข้าใจว่าทำไมลิงชิมแปนซีถึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นเข้าไปทำลายสิ่งแวดล้อมของลิงทำให้พวกมันมีนิสัยที่โหดร้ายมากขึ้นและกลุ่มลิงปรับเปลี่ยนนิสัยให้ต้องต่อสู้และเอาชนะพวกเดียวกันมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมามักจะเป็นการสูญเสียของลิงวัยเจริญพันธุ์ หรือลิงวัยรุ่น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหลือเชื่อครั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าฟูดูโกต้องการที่จะกลับเข้ามาสู่กลุ่มเดิมของมัน ซึ่งศ.พรูซต์ กล่าวว่า ถ้ามันทำตัวนอบน้อมกว่านี้มันอาจจะมีโอกาสได้กลับเข้าไปใหม่ได้ แต่มันกลับโดนฆ่าตายเพราะแสดงความก้าวร้าวเสียมากกว่า

ทั้งนี้ กลุ่มของลิงชิมแปนซีวัยรุ่นที่รุมทึ้งซากอดีตหัวหน้า เพราะอาจรู้สึกหวาดกลัวเช่นเดียวกับสมาชิกอื่นๆ ภายใต้ยุคของฟูดูโก และเมื่อกลุ่มลิงวัยรุ่นมีจำนวนมากขึ้นและมีพละกำลังที่พร้อมกว่า จึงเป็นไปได้ว่าฟูดูโกถูกฆ่าต่อหน้าลิงกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอดีตเผด็จการตัวนี้ เพื่อข่มขวัญลิงอื่นๆ ให้กลัวเกรงบารมีของผู้นำใหม่ ปัจจุบันนักวิจัยได้นำร่างฟูดูโกไปฝังและจะขุดขึ้นมาเพื่อวิจัยกระดูกของมันในภายหลัง

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกาและอินเดีย เปิดเผยว่า การเจ็บป่วยปริศนาที่ส่งผลให้เด็กกว่า 100 คนในตอนเหนือของอินเดียต้องเสียชีวิตลงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการกินลิ้นจี่ขณะท้องว่าง ซึ่งเป็นเวลามากกว่า 2 ทศวรรษ ที่มีเด็กๆ หลายรายในรัฐพิหารต้องป่วยด้วยอาการชักและหมดสติ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเสียชีวิต และแพทย์ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้

ล่าสุด ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อย่าง The Lancet ได้อธิบายถึงกรณีดังกล่าวว่ามาจากพิษของผลไม้นั่นเอง โดยงานวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นเป็นเด็กยากจนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคซึ่งเป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ ทำให้พวกเขาเก็บลิ้นจี่ที่ร่วงในสวนมากิน

ซึ่งลิ้นจี่นั้นประกอบด้วยสารที่ยับยั้งความสามารถในการสร้างกลูโคสของร่างกาย ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเด็กลดลงไปอีก จากระดับที่ต่ำอยู่แล้วเพราะพวกเขาไม่ได้กินอาหาร ซึ่งหากเป็นอาหารเย็นก็จะทำให้พวกเขาตื่นกลางดึก ก่อนจะชัก หมดสติ และเกิดภาวะสมองบวม

โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบเด็กป่วยที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน Muzaffarpur ในรัฐพิหาร ระหว่างเดือน พ.ค-ก.ค. 2014 เทียบกับเด็กในแถบแคริบเบียนที่เกิดภาวะสมองบวมและชักคล้ายๆ กัน แต่กรณีเด็กในแถบแคริบเบียนนั้นมีสาเหตุมาจากการกินผลไม้ที่ชื่อว่า ackee ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารพิษชื่อไฮโปไกลซิน (Hypoglycin) ซึ่งสารดังกล่าวจะไปยับยั้งการสร้างกลูโคสของร่างกาย โดยจากการทดสอบพบลิ้นจี่ก็มีสารดังกล่าวด้วย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงได้ประกาศแจ้งเตือนผู้ปกครอง ให้ตรวจสอบให้ดีว่าเด็กเล็กกินอาหารเย็นก่อนกินลิ้นจี่ รวมถึงต้องจำกัดปริมาณการกินลิ้นจี่ของเด็กๆ ด้วย เมื่อ 3 ก.พ. ดิ อินดีเพนเดนต์รายงานผลงานวิจัยของนักมานุษยวิทยาอเมริกัน ค้นพบพฤติกรรมแปลกของกลุ่มลิงชิมแปนซีกลุ่มหนึ่ง ที่ฆ่าและกินร่างลิงชิมแปนซีอีกตัว ซึ่งเคยเป็นผู้นำเผด็จการของกลุ่ม

นางจิลล์ พรูซต์ ศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าได้ค้นพบพฤติกรรมของกลุ่มลิงชิมแปนซีที่น่าสะพรึงกลัวมาก คลิปที่บันทึกภาพได้ ปรากฏร่างลิงที่ชื่อว่า ฟูดูโก เป็นหัวหน้าเก่าของกลุ่มลิงฟอนโกลี เชื่อว่าถูกโค่นล้มจนหนีลี้ภัยจากกลุ่มมาเป็นเวลานานถึง 5 ปี กระทั่งถูกสมาชิกในกลุ่มฆ่าและกินอดีตหัวหน้ากลุ่มเป็นเวลาร่วม 4 ชั่วโมง แม้ว่าฟูดูโกสามารถแยกตัวออกจากกลุ่มและอาศัยอยู่โดยลำพังเป็นเวลานานแต่ลักษณะเช่นนี้พบไม่บ่อยนัก ซึ่งนักวิจัยระบุว่าที่ผ่านมายังไม่เคยพบว่ามีลิงตัวไหนที่สามารถอยู่ได้เองเป็นเวลานาน

นอกจากนี้นักวิจัยยังเคยเฝ้าติดตามและแกะรอยพฤติกรรมลิงชิมแปนซีพบว่าบางครั้งกลุ่มลิงก็มีการพบปะกันอย่างลับๆ กับกลุ่มพันธมิตรบ้างในบางครั้ง นักวิจัยยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมกลุ่มลิงชิมแปนซีถึงมีพฤติกรรมแปลกประหลาดเช่นนี้ แต่จากการติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นค้นพบว่าทำไมสัตว์อื่นๆ นอกจากมนุษย์ถึงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว อีกทั้งเข้าใจว่าทำไมลิงชิมแปนซีถึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นเข้าไปทำลายสิ่งแวดล้อมของลิงทำให้พวกมันมีนิสัยที่โหดร้ายมากขึ้นและกลุ่มลิงปรับเปลี่ยนนิสัยให้ต้องต่อสู้และเอาชนะพวกเดียวกันมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมามักจะเป็นการสูญเสียของลิงวัยเจริญพันธุ์ หรือลิงวัยรุ่น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหลือเชื่อครั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าฟูดูโกต้องการที่จะกลับเข้ามาสู่กลุ่มเดิมของมัน ซึ่งศ.พรูซต์ กล่าวว่า ถ้ามันทำตัวนอบน้อมกว่านี้มันอาจจะมีโอกาสได้กลับเข้าไปใหม่ได้ แต่มันกลับโดนฆ่าตายเพราะแสดงความก้าวร้าวเสียมากกว่า

ทั้งนี้ กลุ่มของลิงชิมแปนซีวัยรุ่นที่รุมทึ้งซากอดีตหัวหน้า เพราะอาจรู้สึกหวาดกลัวเช่นเดียวกับสมาชิกอื่นๆ ภายใต้ยุคของฟูดูโก และเมื่อกลุ่มลิงวัยรุ่นมีจำนวนมากขึ้นและมีพละกำลังที่พร้อมกว่า จึงเป็นไปได้ว่าฟูดูโกถูกฆ่าต่อหน้าลิงกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอดีตเผด็จการตัวนี้ เพื่อข่มขวัญลิงอื่นๆ ให้กลัวเกรงบารมีของผู้นำใหม่ ปัจจุบันนักวิจัยได้นำร่างฟูดูโกไปฝังและจะขุดขึ้นมาเพื่อวิจัยกระดูกของมันในภายหลัง

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกาและอินเดีย เปิดเผยว่า sbobetsix.com การเจ็บป่วยปริศนาที่ส่งผลให้เด็กกว่า 100 คนในตอนเหนือของอินเดียต้องเสียชีวิตลงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการกินลิ้นจี่ขณะท้องว่าง ซึ่งเป็นเวลามากกว่า 2 ทศวรรษ ที่มีเด็กๆ หลายรายในรัฐพิหารต้องป่วยด้วยอาการชักและหมดสติ ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเสียชีวิต และแพทย์ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้

ล่าสุด ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์อย่าง The Lancet ได้อธิบายถึงกรณีดังกล่าวว่ามาจากพิษของผลไม้นั่นเอง โดยงานวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นเป็นเด็กยากจนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคซึ่งเป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ ทำให้พวกเขาเก็บลิ้นจี่ที่ร่วงในสวนมากิน

ซึ่งลิ้นจี่นั้นประกอบด้วยสารที่ยับยั้งความสามารถในการสร้างกลูโคสของร่างกาย ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเด็กลดลงไปอีก จากระดับที่ต่ำอยู่แล้วเพราะพวกเขาไม่ได้กินอาหาร ซึ่งหากเป็นอาหารเย็นก็จะทำให้พวกเขาตื่นกลางดึก ก่อนจะชัก หมดสติ และเกิดภาวะสมองบวม

โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบเด็กป่วยที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลใน Muzaffarpur ในรัฐพิหาร ระหว่างเดือน พ.ค-ก.ค. 2014 เทียบกับเด็กในแถบแคริบเบียนที่เกิดภาวะสมองบวมและชักคล้ายๆ กัน แต่กรณีเด็กในแถบแคริบเบียนนั้นมีสาเหตุมาจากการกินผลไม้ที่ชื่อว่า ackee ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารพิษชื่อไฮโปไกลซิน (Hypoglycin) ซึ่งสารดังกล่าวจะไปยับยั้งการสร้างกลูโคสของร่างกาย โดยจากการทดสอบพบลิ้นจี่ก็มีสารดังกล่าวด้วย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงได้ประกาศแจ้งเตือนผู้ปกครอง ให้ตรวจสอบให้ดีว่าเด็กเล็กกินอาหารเย็นก่อนกินลิ้นจี่ รวมถึงต้องจำกัดปริมาณการกินลิ้นจี่ของเด็กๆ ด้วย คอลัมน์ Smart SMEs โดย วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

สวัสดีครับ ปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเองยังไม่ฟื้นตัว แต่ผมก็ยังเชื่อว่าจากแผนและนโยบายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ จะทำให้ประเทศไทยก้าวผ่านไปได้ นโยบายหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น สตาร์ตอัพ ที่สนใจการทำธุรกิจด้านการเกษตร

สืบเนื่องจากการคาดการณ์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization-FAO) พบว่าภายในปี พ.ศ. 2593 หรืออีก 33 ปีจากนี้ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,600 ล้านคน จากประมาณ 7,400 ล้านคนในปัจจุบัน ทำให้โลกมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 70 และอีกปัญหาใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งภาคเกษตรกรรมต้องเผชิญกับภาวะดังกล่าว ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรลดลง และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลกในอนาคต

ดังนั้นหากกลุ่มนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัพ สามารถคิดพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรกรรมรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาช่วยยกระดับความสามารถของเกษตรกรไทยให้เพิ่มผลผลิตรองรับความต้องการของตลาด สร้างฐานตลาดใหม่ ส่งออกสู่ต่างประเทศ สร้างความแข็งแกร่งเพื่อพร้อมก้าวไปสู่การเป็น Smart Farmer