ปรงสกุล Cycas ทั่วโลกมีประมาณ 90 ชนิด กระจายพันธุ์กว้างขวาง

ในเขตโลกเก่า ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา มาจนถึงเอเชีย ออสเตรเลีย และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับสกุลปรงในไทย ปัจจุบันจำแนกได้ 12 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุล Cycas ทั้งสิ้น ได้แก่ ปรงเขา ปรงเขาชะเมา ปรงตากฟ้า ปรงทะเล ปรงเท้าช้าง ปรงปราณบุรี ปรงป่า ปรงผา ปรงสระบุรี ปรงหนู ปรงหิน และปรงเหลี่ยม

โชว์ต้นปรงพันธุ์หายาก มูลค่ากว่า 2 ล้าน

ต้นปรง เป็นพันธุ์ไม้ที่มีอายุยืนยาวถึงพันปี ทุกวันนี้ต้นปรงบางพันธุ์ก็หายาก เหลือเพียงไม่กี่ชนิด ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเดินชมสวนปรงด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะสวนนงนุชพัทยาได้รวบรวมต้นปรงพันธุ์หายากไว้มากมาย หนึ่งในนั้นคือ ต้นปรงสายพันธุ์ทวีปแอฟริกา ชื่อ Encephalartos brevifolilatus มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ปัจจุบันทั่วโลกมีปรงสายพันธุ์นี้เหลืออยู่เพียง 20 ต้น ซึ่ง 1 ในนั้นอยู่ที่สวนนงนุชพัทยาแห่งนี้นี่เอง ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่รักและชอบต้นปรงเป็นพิเศษ ต้องห้ามพลาด ควรหาโอกาสเข้ามาถ่ายรูปกับ 1 ใน 20 ต้นปรงพันธุ์หายากที่สุดในโลกให้ได้สักครั้งในชีวิต

สวนนงนุชพัทยา มีพันธุ์ปรงมากที่สุดในโลก

คุณโต้ง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน ทั่วโลกมีปรง 352 ชนิด สวนนงนุชพัทยา ได้เก็บรวบรวมพันธุ์ปรงได้ 348 ชนิด นับได้ว่า สวนปรง (Cycad Garden) ของสวนนงนุชพัทยาเป็นแปลงรวบรวมพันธุ์ปรงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดในโลก

ปัจจุบัน สวนนงนุชพัทยา เก็บรวบรวมสายพันธุ์ปรงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดในโลก ยังขาดต้นปรงอีกแค่ 4 ชนิด สวนนงนุชพัทยาก็จะมีสายพันธุ์ปรงครบทุกชนิดที่ในโลกนี้มี ที่ตรวจสอบได้ คุณโต้ง ตั้งเป้าหมายพัฒนาสวนนงนุชพัทยาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องพันธุ์ปรงอย่างแท้จริง ที่ผ่านมา สวนนงนุชพัทยา เคยใช้เป็นสถานที่ต้อนรับนักพฤกษศาสตร์จากทั่วโลกที่เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการปรงนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องสายพันธุ์ปรงและนำไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต

เดิมทีนักพฤกษศาสตร์ต้องตระเวนไปศึกษาพันธุ์ปรงในหลายประเทศ แต่วันนี้ แวะมาที่สวนนงนุชพัทยาแค่แห่งเดียว ก็มีโอกาสศึกษาสายพันธุ์ปรงได้ครบแทบทุกสายพันธุ์ ช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางได้อย่างมาก หลังจาก สวนนงนุชพัทยา ประสบความสำเร็จในการรวบรวมสายพันธุ์ปรงได้มากที่สุดในโลกนั้น สร้างประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยเรื่องพันธุ์ปรงอย่างมากทีเดียว

ทุกวันนี้ สวนนงนุชพัทยา ใส่ใจดูแลรักษาสายพันธุ์ปรงที่มีอยู่ด้วยความรอบคอบและตั้งใจ ขยายพันธุ์ต้นปรงให้ได้มากที่สุด โดยส่งต้นไปปลูกบนดอยที่ภาคเหนือเพื่อทำเมล็ด และใช้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเนิร์สเซอรี่ปลูกอนุรักษ์และรวบรวมสายพันธุ์ต้นปรงให้ได้นับแสนต้น ไม่ได้ตั้งใจจะทำเพื่อค้าขายหรือจัดสวนอย่างเดียว คุณโต้งต้องการปลูกขยายพันธุ์ต้นปรงให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะแหล่งปลูกรวบรวมสายพันธุ์ปรงที่มากที่สุดในโลก ในวันนี้หากใครเปิด Google Maps เช็กหาแหล่งปลูกต้นปรง Google Maps จะชี้เป้ามาที่ประเทศไทยว่าเป็นแหล่งปลูกรวบรวมพันธุ์ปรงมากที่สุดในโลก ที่นี่เป็นความภาคภูมิใจของสวนนงนุชพัทยาว่า เราคือ เบอร์ 1 ของโลกอย่างแท้จริง

ผมจำได้ว่า สมัยเมื่อสี่ห้าสิบปีก่อน ส้มเขียวหวานตามตลาดบ้านนอกของภาคกลางเป็นผลไม้ราคาถูกมากๆ บ้านเรากินกันเป็นประจำ โดยเลือกซื้อลูกที่ยิ่งกระดำกระด่าง เป็นฝ้า เพราะจะยิ่งมีรสหวานแหลมอมเปรี้ยวกว่าลูกที่ผลสวยๆ เอามาคั้นน้ำกินก็สดชื่น ผมชอบเอาใส่ในถาดทำน้ำแข็ง ได้ก้อนส้มเย็นจัดเป็นน้ำแข็งอมเล่นชุ่มคอ คลายร้อนได้ดีมาก

พอโตขึ้นมา ส้มเขียวหวานกลายเป็นแพงอย่างน่าตกใจ แถมผลการสุ่มตรวจส้มในท้องตลาด จากเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่าง ThaiPAN ก็พบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แล้วว่า ส้ม ครองอันดับหนึ่งมาตลอด พบการตกค้างของสารเคมีพิษในระดับสูงแทบทุกตัวอย่างที่เก็บ แถมใครเคยไปแถวสวนส้มในบางอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ย่อมจะสัมผัสรับรู้ถึงกลิ่นผิดปกติในอากาศได้ชัดเจน

ความกังวลนี้ยิ่งมีอยู่มากในกลุ่มองค์กรรณรงค์อาหารปลอดภัย ดังเช่นโครงการกินเปลี่ยนโลก Food4change ที่ได้พยายามเสาะหา “ส้มอินทรีย์” (organic) ปลอดสารเคมีตกค้างในสวนเมืองไทย และในที่สุดก็ได้รวบรวมข้อมูล (เท่าที่พบในเวลานี้) ว่ามีส้มอย่างน้อย 5 สวน ที่เจ้าของพยายามหันมาปลูกและดูแลด้วยกระบวนการเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ คือ

สวนส้มสายน้ำผึ้งไร้ควัน อำเภอแม่แจ่ม เชียงใหม่ (คุณสุทัศน์ ยงศักดิ์วัฒน์ โทร. (063) 178-9466)

กลุ่มปลูกส้มโชกุน อำเภอพะโต๊ะ ชุมพร (คุณจรัสศรี อินทรสุวรรณ โทร. (095) 018-5830)

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพื่อเศรษฐกิจ อำเภอทุ่งช้าง น่าน (คุณบุญเหลื่อม จันต๊ะวงษ์ โทร. (083) 940-9508) ที่น่าสนใจคือ เมื่อเย็นวันที่ 18 ธันวาคม 2563 มีการชวนพูดคุยกันเรื่องส้มๆ โดยกลุ่มคนทำสวนส้มอินทรีย์ ในงาน “มหาส้มมุทร” ออกร้านจำหน่ายสินค้าประมงทะเลพื้นบ้านและส้มอินทรีย์ ที่สวนครูองุ่น ปากซอย 3 สุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ

ความรู้เกี่ยวกับส้มอินทรีย์นี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของคนรักส้ม แล้วก็รักสุขภาพตัวเอง ที่จะได้กลับมากินส้มอย่างเต็มปากเต็มคำอีกครั้ง ผมเลยจะขอสรุปบางส่วนมาเล่าตามความเข้าใจของผมเองให้ฟัง โดยเฉพาะส่วนที่ คุณพศิน อุดมพันธุ์ สวนส้มเชียงใหม่, คุณบุญเหลื่อม จันต๊ะวงศ์ สวนส้มน่าน, คุณกัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์ สวนส้มปทุมธานี ได้คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันครับ

ส้มพันธุ์ที่ปลูกกันมาก ที่มีชื่อต่างๆ กัน ที่จริงก็คือส้มเขียวหวาน เพียงแต่ทางภาคใต้ เรียกส้มโชกุน ทางภาคเหนือ เรียกส้มสายน้ำผึ้ง ทางน่าน อากาศเย็นทำให้ผิวส้มเหลือง จึงเรียกส้มสีทอง ส่วนพันธุ์เก่าแก่ คือพันธุ์บางมดนั้นเป็นต้นเค้าเดิมที่คนนำไปปลูกเพาะพันธุ์กระจายอยู่ในพื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศ เช่น พันธุ์เขียวดำเนิน ที่ปลูกอยู่ที่สวนปทุมธานี ก็คือส้มบางมดที่เอาพันธุ์ไปจากอำเภอดำเนินสะดวก ราชบุรี

ความแตกต่างทางกายภาพระหว่างส้มเหล่านี้ อยู่ที่ดินฟ้าอากาศที่ปลูกเป็นสำคัญ เฉพาะเรื่องพันธุ์ส้มดั้งเดิมนี้ คงมีเรื่องให้สืบค้นไปได้อีกมากนะครับ เพราะเรามักรู้กันอยู่แค่ว่า บางมดเป็นแหล่งปลูกส้มอร่อย แต่ถ้าดูในเอกสารเก่าๆ มีชื่อพันธุ์ส้มมากมายที่เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักกันแล้ว เช่น ส้มเทพรส เป็นต้น จึงน่าจะมีการเสาะหาพันธุ์ดั้งเดิมกันต่อไปครับ

ความที่ส้มมีระยะการเก็บเกี่ยวยาวนานร่วม 10 เดือน จึงมีปัญหาศัตรูพืชค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดี คำบอกเล่าของคนทำสวนส้มมายาวนานตรงกันที่ว่า สมัยก่อนดินดี อากาศดี จึงไม่ต้องใช้ยาเคมีฉีดพ่นในปริมาณมากเท่าทุกวันนี้ สาเหตุมาจากดินเริ่มเสื่อมคุณภาพ โรคแมลงเพิ่มขึ้น ต้องฉีดยาเพิ่ม แต่กลับเป็นว่าสถานการณ์ยิ่งแย่ลงทุกทีๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ปลูกในเนื้อที่ 100-200 ไร่ นั้น จำเป็นต้องใช้สารเคมีอย่างเต็มที่ทุกระยะ เพื่อรักษาสภาพผลส้มให้สมบูรณ์ที่สุด

คุณบุญเหลื่อม ตั้งข้อสังเกตว่า ในภาคเหนือ หากเป็นสวนขนาดเล็ก เนื้อที่ราว 4-5 ไร่ จะใช้ยาเคมีน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การเลือกซื้อส้มจากชาวบ้านเกษตรกรที่ทำสวนส้มขนาดเล็กจึงพอจะเลี่ยงสารเคมีในส้มได้ระดับหนึ่ง

ส่วนคุณพศิน สารภาพว่า ช่วงแรกปลูกส้มด้วยวิธีเคมีเต็มรูปแบบ ความที่รู้ว่า ตนใช้ “ยา” มากแค่ไหน ถึงกับไม่ยอมให้ลูกๆ เข้าสวน ไม่ให้คนที่บ้านกินส้มเด็ดขาด จนกระทั่งลูกๆ มารบเร้าขอพาเพื่อนนักเรียนไปเที่ยวสวนหลายครั้งเข้า จึงตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีโดยเด็ดขาดในที่สุด

คนทำสวนส้มอินทรีย์ล้วนเคยทำเคมีมาแล้วทั้งสิ้น สาเหตุที่ทำให้เปลี่ยนใจนั้นคล้ายคลึงกัน

คุณกัลย์ทิพา บอกว่า ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ เป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ ติดเชื้อง่าย เพราะว่าดินในสวนเต็มไปด้วยสารเคมีพิษ เลยคิดได้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตคงจะไปไม่รอด จึงเลิกใช้สารเคมีทั้งหมดทันที ปรากฏว่า ภายใน 1 ปี ต้นส้มแข็งแรงขึ้นมาก เช่นเดียวกับคนปลูก ส่วนปัญหาศัตรูพืช ก็ใช้น้ำปลาหมักรดกำจัดหนอนชอนใบได้อย่างเด็ดขาด โดยผลผลิตของสวนไม่ลดลงแต่อย่างใด

คุณพศิน นั้น หลังจากยอมให้ลูกๆ เข้าสวนได้แล้ว ก็กินส้มที่ตนปลูกได้อย่างสบายใจ สุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกเลย

ส่วนที่น่าน สวนของคุณบุญเหลื่อมเองมีขนาด 10 ไร่ คุณบุญเหลื่อม บอกว่า ตนคิดถึงทั้งสุขภาพของตัวเอง ของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมที่ควรจะดีขึ้นของจังหวัดน่าน ซึ่งพื้นที่ปลูกส้มเคมี/อินทรีย์ของน่านยังอยู่ที่ 6,000/300 ไร่ คุณบุญเหลื่อมยังได้แนะวิธีป้องกันแมลงวันทอง ศัตรูร้ายในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลส้มว่า ให้ใช้แกลลอนเปล่าใส่กากน้ำตาลที่ทางสำนักงานเกษตรแจก ผสม “ปลาร้า” เอาไปตั้งวางไว้ตามจุดต่างๆ แมลงวันทองจะตามกลิ่นเข้าไปตอม แล้วก็ติดอยู่กับกับดักเหนียวๆ นี้ นอกจากนั้น ก็เอาไปทาบนแผ่นวัสดุ ปักไว้เป็นระยะทุก 10-15 เมตรรอบๆ สวน วิธีนี้จะกำจัดแมลงวันทองได้อย่างเด็ดขาด

คงไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่า คนที่รู้ดีที่สุด ว่าสวนส้มคือผืนดินอาบยาพิษขนาดไหน ก็คือชาวสวนส้มนั่นเอง

คนปลูกส้มที่เปลี่ยนใจจากสวนเคมีมาเป็นอินทรีย์ เปลี่ยนวิถีและวิธีทำสวน ยอมแบกรับภาระความยุ่งยากในขั้นตอนการผลิตเพิ่มขึ้น จึงควรได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มการเปลี่ยนแปลงจากภายในตนเอง ที่จะส่งผลไพศาลต่ออนาคตของลูกหลานอย่างแท้จริง

ผมสังเกตว่า ความรู้สึกต่อสภาพแวดล้อมที่ทุกคนพูดเหมือนกันหมด คือ “แต่ก่อนดินดี น้ำดี อากาศดี เดี๋ยวนี้ไม่ดีแล้ว” จนเป็นเหตุให้จำต้องหันมาใช้สารเคมี แต่เรื่องนี้ จะว่าไปมันก็แปลกนะครับ ผมเคยได้ยินเพื่อนที่คุ้นเคยกับสวนส้มบางมดดี พูดอย่างเดียวกันนี้มานานตั้งกว่า 20 ปีแล้ว

หรือจะให้ย้อนไปไกลกว่านั้นก็ได้ ในหนังสือประติทินบัตรแลจดหมายเหตุ เดือนมกราคม พ.ศ. 2433 มีคำกลอนกล่าวถึงตำบลที่เกิดผลไม้อย่างดี ตอนหนึ่งมีว่า

“..ซ่มเขียวหวานบางมดรศเปนจอม เดี๋ยวนี้ย่อมสูญทรามเพราะน้ำเคม

ราษฎรขุดคลองทำนาเกลือ น้ำจึงเหลือไหลล้นค่นเค่ม

ต้นก็ตายคลายรศเพราะดินเคม ถึงอย่างนั้นรศยังเค่มภอรับประทานฯ”

เมื่อลองนึกเปรียบเทียบสัดส่วนของเวลาและเรื่องเล่า ก็ดูเหมือนเราต่างตกอยู่ใน “ตำนานแห่งความเสื่อมถอย” อย่างแท้จริง คือความรู้สึกต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวในแต่ละยุคสมัย เหมือนมันมีแต่ขาลง อดีตเรืองรองถูกเอามาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆ ที่ถ้านับเหตุการณ์ในประติทินบัตรฯ เป็นอดีตของคนอีกหลายๆ ชั่วอายุหลังจากนั้น คนรุ่น พ.ศ. 2433 เอง เขาก็ยังรู้สึกว่า แผ่นดินได้เริ่ม “เสื่อมรส” ไปก่อนหน้านั้นแล้วด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ร่วมในการพูดคุยเรื่องส้มๆ ในวันนั้น ที่ว่า การปลูก การซื้อพืชผักผลไม้ ตลอดจนผลผลิตประมงอินทรีย์ (organic) นั้น หากเรามองไปไกลๆ ย่อมคือการปลูก การซื้ออนาคตที่ดีของสภาพแวดล้อมโลกกลับคืนมาด้วยเช่นกัน ดังนี้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงปัญหา มุ่งแก้ไขอย่างมีสติ ก็อาจทำให้เรื่องเล่าอันเป็นตำนานแห่งความเสื่อมถอยนี้ ค่อยๆ เลือนราง กระทั่งหมดไปจากความทรงจำของเราในสักวันหนึ่งก็เป็นได้

ข้อมูล : สมาคมทุเรียนแห่งประเทศไทย (Thai Durian Association : TDA) ปี 2562 ไทยส่งออกผลผลิตทุเรียน 682,720 ตัน มูลค่ารวม 51,161.9 ล้านบาท และในปี 2563 ส่งออก 7 เดือนแรกมีผลผลิตส่งออก 515,002 ตัน มูลค่า 54,840.5 ล้านบาท เทียบกับปี 2562 ทุเรียนราคาดีแม้ปริมาณทุเรียนจะน้อยกว่าแต่มูลค่าสูงกว่า ปริมาณทุเรียนไทยส่งออก 97.9% ส่งไป 3 ประเทศ คือ จีน 357,492 ตัน หรือ 71.3% ฮ่องกง 72,951 ตัน หรือ 14.5% และเวียดนาม 60,650 ตัน หรือ 12.1% และข้อมูล : ผู้ประกอบการที่ส่งทุเรียนไปจีน ทุเรียนไทยครองใจผู้บริโภคชาวจีนได้มากที่สุด ปริมาณที่ส่งไปจีนนั้นมีเพียง 30% ตลาดความต้องการยังเติบโตได้อีก 70%

การเปิดตัวของสมาคมทุเรียนไทย (TDA) หัวข้อ “บทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อนธุรกิจทุเรียนไทย” ของ คุณภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทยและการเสวนา หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ทุเรียนไทยในสงครามทุเรียนโลก” ของบริษัทส่งออกทุเรียนไปจีน ใน “งานพืชสวนก้าวหน้า ครั้งที่ 16 (HORTEX’ 2020) และงานมหานครผลไม้ Fruitpital Fair 2020” จัดโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 สะท้อนปัญหา อุปสรรค จากระบบการขนส่ง การแข่งขันจากเพื่อนบ้านมาเลเซีย เวียดนาม ปริมาณทุเรียนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคตลาดจีนเปลี่ยนไป สิ่งที่ต้องเริ่มทำตั้งแต่ฤดูกาลนี้ การปรับตัวของเกษตรกร ผู้ส่งออก การบริหารจัดการระบบขนส่ง เพื่อให้ตลาดทุเรียนไทยยั่งยืนในตลาดทุเรียนโลก

ขนส่งติดหนึบด่านโหย่วอี้กวน…เร่งเปิดด่านตงซิน

คุณภานุศักดิ์ กล่าวถึงปัญหาที่ควรวางแผนเตรียมทำการตลาดทุเรียนโลก 3-4 ข้อ คือ 1. ปริมาณทุเรียนที่เพิ่มขึ้นมากจะมีผลต่อราคา จากพื้นที่ปลูกทุเรียนและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในเพื่อนบ้าน รวมทั้งไทยได้ขยายเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตอนนี้ไทยยังโอกาสดีที่ส่งผลสดเข้าจีนได้ประเทศเดียว ถ้าประเทศอื่นๆ นำเข้าผลสดได้ ราคาทุเรียนอาจจะลดลงหรือต่ำกว่าการผลิต 2. ระบบการขนส่งปัญหารถติดที่ด่านโหย่วอี้กวน ต้องแก้ไขเร่งด่วนเปิดด่านตงซินก่อนฤดูกาลผลไม้ปี 2564 คือ เส้นทาง R12 ที่นิยมใช้ในการขนส่งมากที่สุด และเส้นทาง R3 เชียงของผ่านลาว

ต่างไปติดที่ด่านโหย่วอี้กวนจุดเดียวกัน ทำให้ใช้เวลาขนส่งถึง 10 วัน จาก 4-5 วัน ผลไม้เกิดความเสียหาย ทุเรียนซื้อไปกิโลกรัมละ 200 บาท ขายได้ 20-30 บาท และยังทำให้ตู้คอนเทรนเนอร์หมุนเวียนไม่เพียงพอ ค่าเช่าตู้แพงขึ้น 3. ปัญหาคุณภาพทุเรียนไทย บางครั้งตัดอ่อน มีหนอนเจาะ ราดำ ต้องทำคุณภาพเพื่อแข่งขันกับมูซันคิงและทุเรียนเวียดนาม และ 4. การประชาสัมพันธ์รัฐบาลไทยสนับสนุนในระดับนานาชาติน้อยมาก ต่างจากมาเลเซียโปรโมตมูซันคิงทั้งในและต่างประเทศยกให้เป็นทุเรียนพรีเมี่ยม

“เวียดนาม มีชายแดนติดจีน ลาว ปี 2564 จะเปิดเส้นทางรถไฟความเร็วสูงไปคุนหมิง อนาคตมาเลเซียจะพัฒนาท่าเรือขนส่งไปจีน เป็น HUB ใหญ่สุดในอาเซียน ถ้ามาเลเซียนำผลสดเข้าได้จะได้เปรียบการขนส่งทางเรือที่ใกล้กว่าแหลมฉบัง ไทยต้องเร่งเปิดด่านตงซินให้ทันฤดูกาลนี้” คุณภานุศักดิ์ กล่าว

ขายออนไลน์รุ่ง ตลาดเปลี่ยนนิยมไซซ์เล็ก ลูกละ 2-3 กิโลกรัม

คุณสุวัฒน์ รักทองสุก ผู้บริหารบริษัท เลิศ โกลบอล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำการค้ากับจีน และ ผู้จัดการตลาดออนไลน์ในหางโจว เซี่ยงไฮ้ กรุงเทพมหานคร ตลาดทุเรียนในจีนเป็นตลาดใหญ่มาก ทุเรียนไทยมีเท่าไรไม่พอขาย ช่วงโควิด-19 มีผลกระทบด้านราคา ตลาดช่วงต้นๆ เล็กน้อย แต่ต่อมาจีนมีกำลังซื้อเหมือนเดิม ตลาดยังไปได้ดี จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP ของจีนเพิ่มสูงขึ้น จากติดลบ 6.8% ขึ้นมาเป็น 3.2% 4.6% ตัวเลขผลไม้ไทยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจออนไลน์ สินค้ากลุ่มอาหารถึง 57.1% (รวมทุเรียน) ได้รับความนิยมสูงสุด การแข่งขันทุเรียนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องดูพฤติกรรมความนิยมการบริโภคของจีน ต้องการทุเรียนจากไทย หรือ “ไท่กั๋ว” ที่มีคุณภาพถูกสุขลักษณะ สด ใหม่ ไม่มีสารพิษ ไม่มีไวรัสโควิด-19

“ผู้บริโภคยุคใหม่ Gen Y นิยมซื้อทุเรียนออนไลน์มากขึ้น โควิด-19 ทำให้เดินทางเข้ามาไทยต้องถูกกักตัว 14 วัน แต่สามารถซื้อออนไลน์ ออฟไลน์ได้ จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในจีนสูงถึง 900 ล้านคน และกดไลก์ E-Commerce ถึง 265 ล้านคน ทุเรียนออนไลน์ต้องสร้างจุดขาย ทำให้ผู้บริโภคสนใจเพิ่มขึ้นนอกจากคุณภาพ เช่น เรื่องราว เนื้อหาของทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ที่รสชาติอร่อย เป็นของแปลกของล้ำค่าหายาก” คุณสุวัฒน์ กล่าว

คุณเจียวหลิง พาน กรรมการผู้จัดการบริษัท GClub รอยัล ฟาร์ม กรุ๊ป จำกัด ผู้ค้าทุเรียนออนไลน์ในจีน กล่าวว่า ทุเรียนยังเป็นผลไม้ที่มีอนาคตในตลาดจีน ทำทุเรียนออนไลน์ส่งจีนปีที่ 7 ที่ผ่านมา 2-3 ปี พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปนิยมทุเรียนไซซ์เล็ก ลูกละ 2-3 กิโลกรัม ไม่เกิน 4 กิโลกรัม เนื่องจากราคาถูกกว่าทุเรียนลูกใหญ่และสังคมเป็นครอบครัวเล็กๆ และนิยมรับประทานทุเรียนหลากหลายพันธุ์ อย่างพันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 10 นวลทองจันทร์ ลูกค้าตอบรับดีมาก ขนาดลูกไม่ใหญ่ คุณภาพสม่ำเสมอ เนื้อสีสวย สีส้ม เหลืองรสชาติดี ต่างจากที่เคยนิยมหมอนทองไซซ์ใหญ่ ลูกละ 5-6 กิโลกรัม บางครั้งเจอตัดอ่อนปัจจุบันขายยาก การทำออนไลน์มีแพลตฟอร์มสมาชิกเพิ่มขึ้นๆ

การทำออนไลน์จะสร้างกิมมิกที่น่าสนใจ เพิ่มช่องทางการขาย เข้าไปในสวนทำ Story ทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ต่างจากหมอนทองที่ปลูกกันมากแต่คุณภาพมาตรฐานไม่สม่ำเสมอ ปีนี้ทำตลาดออนไลน์ได้เพียง 200 ตู้ เพราะทุเรียนคุณภาพมีน้อย ล้งแย่งกันซื้อ และยังต้องซื้อผ่านคนกลาง คาดว่าปีหน้าส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณ 500 ตู้ ทุเรียนคุณภาพลูกเล็กทำตลาดจีนง่าย ลูกละ 4-5 กิโลกรัมขายยาก การเหมาสวนมีลูกเล็กจำนวนมากจะได้ราคาดี ราคาทุเรียนลูกเล็กเดิมกิโลกรัมละ 30-40 บาท ได้ราคาถึง 100 บาท ชาวสวนต้องปรับตัวทำไซซ์ตามตลาดผู้บริโภค รวมทั้งคุณภาพ ต่อไปจะซื้อโดยตรงกับชาวสวนที่มีใบรับรองมาตรฐาน GAP โดยลูกค้าตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ทุกกล่อง

“ตลาดจีน 98% เป็นทุเรียนไทย อนาคตถ้ามาเลเซีย เวียดนาม เข้าผลสดได้จะเป็นคู่แข่งสำคัญ หากปริมาณทุเรียนในตลาดจีนเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรไม่ให้ราคาตก การตลาดต้องนำการผลิต ชาวสวนผู้ผลิตต้องปรับตัว ตลาด และตลาดออนไลน์เป็นเทรนด์กำลังมาแรงแต่ต้องบวกด้วยคุณภาพ” คุณเจียวหลิง กล่าว

คุณโหยว จื้อเฉียง ผู้บริหาร บริษัท นิรันดร์ อินเตอร์เนชั่นแนลเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า จากปริมาณทุเรียนที่ส่งไปในจีนตอนนี้มีเพียง 30% จึงต้องเพิ่มปริมาณการซื้อเพราะโอกาสการขยายตลาดที่ยังเติบโตได้มีอยู่ถึง 70% ปี 2564 เป้าหมายจะเพิ่มปริมาณการส่งออกเป็นเท่าตัว จาก 4,000 ตู้ เป็น 8,000 ตู้ แต่ต้องควบคุมคุณภาพ คัดเลือกตัวแทนสาขาผู้รับซื้อต้องมี GMP และเกษตรกรต้องมีใบรับรอง GAP เป็นหลักสำคัญ และรับซื้อไซซ์ A/B ขนาดน้ำหนัก 2-6 กิโลกรัม ต่อลูก เน้นรูปทรงสวย 3 พูครึ่งขึ้นไป และความแก่ 75-85% แต่ปีที่ผ่านมาได้เริ่มรับซื้อขนาดเล็กลง 1.2-1.7 กิโลกรัม ต่อลูกเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปริมาณน้อย ปีนี้จะรับซื้อปริมาณเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด

ชะนียกระดับเทียบหมอนทอง เน้นตัดแก่

เนื้อเหนียว สีทอง รสชาติหวานมัน

คุณรัชวลัญช์ แซ่หยาง ผู้จัดการบริษัท ฟู่ซิน สยามอินเตอร์ฟรุต ซึ่งทำธุรกิจค้าส่งในจีน กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคทุเรียนจีนเปลี่ยนไปจากความนิยมหมอนทองสูงสุด ชะนีที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมของไทยเป็นอันดับ 2 ระยะเวลา 2-3 ปี มานี้ตลาดนิยมชะนีสูงขึ้นเกือบเท่าตัว จากที่ไม่มีคนรู้จัก ด้วยจุดเด่น สีสวยสีทอง เนื้อหนียว รสชาติหวานมันใกล้เคียงมูซันคิง เนื่องจากตัดแก่ 80% ทำให้ราคาชะนีพุ่งขึ้นเกือบเท่าหมอนทอง บริษัทส่งเข้าตลาดจีนจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “พาโกดา” (pagoda) วางจำหน่ายตลาดชั้นหนึ่ง 4,000 กว่าสาขา ราคาสูง เพราะมีการรับประกันคุณภาพ ทุเรียนชะนีไปถึงผู้บริโภคด้วยรสชาติอร่อย หากได้รับการประชาสัมพันธ์แบบมูซันคิง จะมีโอกาสทำการตลาดกว้างขึ้น เป็นโอกาสของเกษตรกรที่จะหันไปปลูกชะนีเพิ่มขึ้น ไม่ได้มุ่งแต่หมอนทองอย่างเดียว