ประกาศเตือนฉบับที่4 “อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทย

วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 4 เตือนเรื่อง“อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย “

ประกาศดังกล่าวระบุว่า ในช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2559 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมแรงเกิดขึ้น หลังจากนั้นอากาศจะเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส โดยจะเริ่มมีผลกระทบบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกจะมีผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง คลื่นบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งระมัดระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง สำหรับชาวเรือขอให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2559 พายุดีเปรสชั่นบริเวณด้านตะวันตกของประเทศเวียดนามตอนล่าง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะเข้าปกคลุมประเทศกัมพูชา หลังจากนั้นและจะมีกำลังอ่อนลง ซึ่งส่งผลให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจะมีฝนเกิดขึ้นได้ในระยะนี้

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมครูศิลป์โคราช ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มครูสอนศิลปะ นักเรียน และนักศึกษาของสถาบันการศึกษา 90 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะ “พระประทีปส่องแผ่นดิน สืบศิลป์อาลัยพ่อ” เพื่อถวายความอาลัย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเริ่มจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 25 พ.ย.นี้ ที่ห้างสรรพสินค้าคลังพลาซ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครนครราชสีมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานนิทรรศการมีการจัดแสดงผลงานศิลปกรรมทุกแขนงทั้งภาพวาด งานปั้น และงานพิมพ์ อาทิ ภาพเขียน ภาพวาดสีน้ำมัน ภาพลายเส้นจากสีอะครีลิค ศิลปะจากเม็ดทราย และผลงานศิลปกรรมอื่นๆ อีกมากมายรวมจำนวน 989 ผลงาน ซึ่งทุกผลงานถูกศิลปินชาวจังหวัดนครราชสีมาสร้างสรรค์ เป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อแสดงถึงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ซึ่งนิทรรศการศิลปะนี้ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมอย่างใกล้ชิด

พร้อมกัน “เทกแอ๊กชั่น” ครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการช่วยเหลือกลุ่มชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำเหลือตันละไม่กี่พันบาท

คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติช่วยเหลือตามโครงการ “จำนำยุ้งฉาง” ที่ตันละ 9,500 บาท พร้อมแจกแถมเงินสดอีกชุดใหญ่ทั้งเพิ่มค่ายุ้งฉางตันละ 1,500 บาท และเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็นค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพอีกตันละ 2,000 บาท

รวมแล้วชาวนาจะได้เงินค่าจำนำยุ้งฉางตันละ 13,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีภาครัฐและเอกชนอีกส่วนหนึ่งเข้ามาร่วมด้วยช่วยชาวนาในรูปแบบต่างๆ เริ่มจาก กระทรวงพาณิชย์ โดย นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ร่วมมือกับภาคเอกชนขายข้าวออกสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดูดซับผลผลิตข้าวหอมมะลิออกจากตลาดให้มากที่สุด ซึ่งในส่วนของตลาดในประเทศจะส่งเสริมการขายผ่านออนไลน์ และตลาดปกติ เพื่อรองรับผลผลิตข้าวของกลุ่มเกษตรกร เช่น จะร่วมกับ ปตท. 1,464 สถานี และบางจาก เปิดพื้นที่ให้ชาวนาขายข้าว

ขณะเดียวกันจะร่วมกับ สมาคมข้าวถุง จัดส่งข้าวให้กับห้างค้าปลีกทั่วประเทศนำไปเป็นของแถม และได้ประสานกับสมาคมวินาศภัย ซื้อข้าว 25,000 ตัน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ลูกค้า รวมทั้งรณรงค์บริโภคข้าวครั้งใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาบริโภคข้าวหอมมะลิในประเทศ และซื้อข้าวมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่

นอกจากนี้จะประสานไปยังพาณิชย์จังหวัดให้จัดตลาดนัดข้าวเปลือกจำนวน 102 ครั้ง ใน 42 จังหวัดที่มีผลผลิตข้าวออกมามาก เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้พบปะ

รวมถึงจะร่วมกับ ห้างเทสโก้โลตัส ที่มีสาขากว่า 6,900 สาขาทั่วโลก นำข้าวหอมมะลิไทยไปวางจำหน่าย และจะประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์การบริโภคข้าวหอมมะลิไทย

นอกจากนี้พาณิชย์ยังสนับสนุนให้กลุ่มชาวนาที่มีศักยภาพ หรือมีลูกหลานที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ สามารถจำหน่ายข้าวได้เองทั้งขายตรงหรือขายออนไลน์ โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจดทะเบียนการค้า

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีโครงการสนับสนุนลูกหลานชาวนาขายข้าวทางออนไลน์ให้ผู้ซื้อโดยตรง แต่มีข่าวปล่อยทำนองว่าทำไม่ได้เนื่องจากผิดกฎหมายการค้า ทำให้พาณิชย์ต้องรีบออกมายืนยันว่าทำได้

“ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าออนไลน์ ซึ่งผลการตรวจสอบปรากฏว่า สามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเกษตรกรที่ต้องการขายข้าว ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เนื่องจากไม่เข้าตามคำนิยามของผู้ประกอบพาณิชยกิจซึ่งหมายถึง การประกอบการค้าขายเป็นอาชีพปกติ” นางอภิรดีกล่าวและว่า

“ประกอบกับประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 93 ยกเว้นการจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับพาณิชยกิจของกลุ่มเกษตรกรด้วย ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการขายข้าวเองทางออนไลน์ ซึ่งปกติการค้าขายทางออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่เนื่องจากการขายข้าวของเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร ไม่เข้านิยามตามพ.ร.บ. ทะเบียนพาณิชย์ จึงไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เช่นกัน”

รมว.พาณิชย์ บอกอีกว่า กระทรวงยินดีสนับสนุนและส่งเสริมชาวนาและกลุ่มชาวนาในการค้าข้าวผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ โดยมีหลายหน่วยงานของกระทรวงที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหลักสูตรพัฒนาความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจทำการค้าออนไลน์อยู่แล้ว รวมทั้งยังมีระบบสนับสนุนที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องรู้ เช่น ระบบการชำระเงิน ระบบโลจิสติกส์ และระบบบริหารจัดการสินค้า เป็นต้น

ในส่วนของภาคเอกชนอื่นๆ เช่น นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอความร่วมมือไปยังสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในแต่ละพื้นที่ให้หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้วยกลไกที่มีอยู่ตามความเหมาะสมให้ได้มากที่สุด อาทิ การหาเครื่องมือเครื่องจักรช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตของชาวนา เพื่อช่วยลดต้นทุน และช่วยหาช่องทางการทำตลาดเพื่อกระจายการขายข้าวให้ได้มากขึ้น

ส่วนที่เป็นเนื้อเป็นหนังและเดินหน้าชัดเจนไม่พ้น 2 ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันของไทยทั้งบางจากปิโตรเลียม และปตท.

โดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐ ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยจัด “โครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา” ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ ให้เกษตรกรสามารถนำข้าวสารมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนสามารถซื้อขายข้าวสารได้สะดวกยิ่งขึ้น

เกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชุมชน โรงสีข้าวชุมชน หรือโรงสีข้าวสหกรณ์ สามารถติดต่อเพื่อนำข้าวสารมาวางจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในพื้นที่ของตนเอง ขณะนี้ทราบว่ามีเจ้าของปั๊มน้ำมันในจังหวัดบุรีรัมย์ และร้อยเอ็ดได้ติดต่อชาวนาในพื้นที่ นำข้าวสารมาวางขายที่ปั๊มบ้างแล้ว

นายเทวินทร์บอกอีกว่า ปตท. จะเพิ่มช่องทางอื่นๆ โดยจะประสานกับเครือข่ายทางธุรกิจและเกษตรกรเพื่อนำข้าวสารมาจำหน่ายในบริเวณอาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคาร เอเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถนนวิภาวดี ให้แก่พนักงาน ปตท. และบริษัทในกลุ่ม รวมทั้งข้าราชการในกระทรวงพลังงาน ตลอดจนผู้มาติดต่อทั่วไป

ปตท. ยังมีแผนรับซื้อข้าวสารจากชาวนาเพื่อมามอบแทนของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วน นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากได้ร่วมสนับสนุนนโยบายรัฐบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะราคาข้าวตกต่ำโดยเร่งด่วน ด้วยการรับซื้อข้าวหอมมะลิเกรดดีจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยตรงมาจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เบื้องต้นกว่า 100 แห่ง

“บางจากฯ รับซื้อข้าวจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 32-35 บาท แต่นำมาจำหน่ายลดราคาให้ประชาชนเพียงกิโลกรัมละ 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. เป็นต้นไป สำหรับเกษตรกรต่างจังหวัดสามารถติดต่อนำข้าวมาจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ในพื้นที่ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเปิดให้สมาชิกบัตรบางจากสามารถใช้คะแนนสะสม 300 คะแนน (รวมค่าจัดส่งให้ถึงบ้าน) ต่อการแลกข้าวหอมมะลิ 1 กิโลกรัม สมาชิกบัตรบางจากที่สนใจร่วมช่วยเหลือเกษตรกรติดต่อผ่านสายด่วนที่ โทร. 1651”

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรขายข้าวให้กับผู้บริโภคได้โดยตรงในราคาที่เหมาะสม กรณีข้าวที่รับซื้อมาจำหน่ายไม่หมด บางจากจะนำไปมอบให้โครงการอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนในชุมชนรอบโรงกลั่นบางจาก รวมทั้งมีแผนนำข้าวหอมมะลิมาเป็นของสมนาคุณลูกค้าด้วย

ขณะที่ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และกระทรวงอื่นๆ หลายแห่ง จัดพื้นที่ให้พนักงานหรือข้าราชการที่เป็นลูกหลานชาวนา สามารถนำข้าวมาขายให้เพื่อนพนักงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

งานนี้ถือเป็นการรวมพลัง “ประชารัฐ” ครั้งใหญ่ เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่กำลังจะขาดใจตายกับราคาข้าวที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณี นายไกรสร กองฉลาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้โฟสเฟชบุ๊กต่อต้านทางเอกชน จะนำเข้าพันธุ์มันฝรั่งมาให้ชาวบ้านปลูกที่ภูทับเบิก อ.หล่มเก่า โดยประกันราคารับซื้อผลผลิต ซึ่งมีการใช้สารเคมีมากรวมทั้งและยังมีทำสัญญาผูกมัดชาวบ้านทุกทาง ขณะเดียวกันยังขัดแย้งกับแนวทางการส่งเสริมให้ปลูกผักปลอดภัย โดยการลดละเลิกการใช้สารเคมี ที่จังหวัดกำลังเร่งขับเคลื่อนอยู่

ล่าสุด บนเฟชบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ “ไกรสร กองฉลาด” ซึ่งเป็นเฟชบุ๊ก ส่วนตัวของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ก็ได้ความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อมีการโพสข้อความแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวชนิดนี้ และยังมีการพาดถึงหน่วยงานของรัฐบางแห่งในทำนองที่ว่า ไม่รู้จักถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถนัดหลอกแต่ชาวบ้านให้ปลูก พอปลูกแล้วไม่เคยขายได้สักอย่าง นอกจากนี้นายไกรสรยังให้สร้างกระแสอย่ากินมันฝรั่งทอดกรอบทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โดยนายไกรสรโพสต์ข้อความว่า ในที่สุดก็เปิดหน้าออกมาแล้วครับ เดินเครื่องเต็มตัว พืชเชิงเดี่ยว ทฤษฎีปฏิวัติเขียว อาบแผ่นดิน น้ำ อากาศด้วยยาพิษ ซ่อนดาบภายใต้สัญญาลวงโลก กินรวบเกษตรกรไทย โดยมีหน่วยงานของรัฐที่ไม่เคยรู้จักเรื่องราวของผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถนัดหลอกแต่ชาวบ้านให้ปลูก พอปลูกแล้วไม่เคยขายได้สักอย่าง เป็นกองหนุน ช่วยกันสร้างกระแสครับ อย่ากินมันฝรั่งทอดกรอบทำลายสิ่งแวดล้อม กินรวบชาวบ้านครับ ช่วยแชร์กันเยอะๆ ครับ “มันชั่ว มันเลว อย่ากินมันเลย”

นายไกรสร ยังแสดงความเห็นเพิ่มเติม ภายหลังจากมีบรรดาแฟนคลับและมีผู้มีความเห็นคล้อยตามกับแนวทางของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วยว่า “มันฝรั่งพันธุ์แอตแลนติคที่ปลูก ต้องนำเข้า มันอ่อนแอต่อโรคแมลงมากครับ อยากได้เยอะๆ กระหน่ำใช้ปุ๋ย ยา สารเคมีของบริษัท สรุปมันรวยตั้งแต่ขายปุ๋ยยาแล้วครับ แล้วสิ่งแวดล้อมล่ะครับ ฝรั่งมันไม่สนหรอกครับไม่ใช่อเมริกาบ้านมัน รวยมันก็กลับบ้าน พวกเราก็ส่งมอบเขาหัวโล้น แม่น้ำที่ไม่มีน้ำ ดินอาบยาพิษ อากาศที่อบอวลด้วยยาฆ่าแมลงให้ลูกหลานเราครับ สร้างกระแส มันเฮงซวย อย่ากินมันเลย”

นอกจากนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ยังหยิบยกเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่มาโพสต์เพิ่มเติมอีกด้วย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 เมื่อเวลา 07.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวภายหลังเปิดพื้นที่ตลาดขายข้าวให้กับชาวนาที่นำข้าวมาขายให้กับประชาชนโดยตรงแล้วว่า รถเกี่ยวข้าวที่กำลังทำการรับจ้างเกี่ยวข้าวให้กับชาวนาในเขตพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ อยู่ในขณะนี้นั้น ตนได้สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประชุมปรึกษาหารือเพื่อหามาตรการเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินค่ารถเกี่ยวข้าวให้ชาวนาศรีสะเกษ

ซึ่งจากการประชุมแล้ว ที่ประชุมมีมติว่าให้กำหนดคิดค่ารถเกี่ยวข้าวได้ในราคาไม่เกินไร่ละ 600 บาท เนื่องจากว่าเป็นราคาที่เหมาะสม ไม่ให้มีการเรียกเก็บเงินค่ารถเกี่ยวข้าวสูงมากไปกว่านี้อย่างเด็ดขาด แต่หากว่านาบริเวณใดต้นข้าวจมน้ำ ทำให้เกิดความยากลำบากในการเกี่ยวข้าว ก็จะอนุญาตให้เพิ่มค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวเพิ่มขึ้นตามสมควร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้รถเกี่ยวข้าวฉวยโอกาสขึ้นราคาค่ารถเกี่ยวข้าวในช่วงที่ราคาข้าวเปลือกกำลังมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยรถเกี่ยวข้าวในเขตพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 3,000 คัน และห้ามไม่ให้มีการแซงคิวกันอย่างเด็ดขาด เพราะว่าหากข้าวออกมาพร้อมกันจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับราคาข้าวตกต่ำลงได้

ด้านนายสำรอง เผื่อแผ่ อายุ 65 ปี ชาวบ้านหมู่ 2 ต.สะพุง อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนทำนาปีนี้จำนวน 10 ไร่ โดยเสียค่าใช้จ่ายในการทำนา ทั้งค่าพันธุ์ข้าว ค่ายาฆ่าแมลง ค่าปุ๋ย ค่าปั่นข้าว ค่าแรงงาน รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นประมาณไร่ละ 3,800 บาท แต่ปรากฏว่า ปีนี้ฝนทิ้งช่วง ทำให้ไร่นาของตนมีต้นหญ้าขึ้นในนาจำนวนมาก ส่งผลให้ผลผลิตได้ข้าวไม่มากเท่าที่ควร และขณะนี้กำลังทำการเกี่ยวข้าวโดยเสียค่าใช้จ่ายไร่ละ 600 บาท โดยเมื่อนำเอาข้าวเปลือกไปขาย จะมีการรับซื้อข้าวเปลือกเพียง กก.ละ 6 บาท และจะมีการหักค่าความชื้นอีกด้วย ทำให้ตนขายข้าวได้เงินรวมแล้วประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ ขาดทุนไปไร่ละ 800 บาท อย่างไรก็ตามตนและครอบครัวก็ต้องทำนาต่อไปเช่นเดิม เนื่องจากว่าการทำนาเป็นอาชีพที่ทำมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว หากจะทำให้ชาวนามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ยากลำบากเกินไปนั้น ราคาข้าวเปลือกจะต้องมีราคาอยู่ที่ กก.ละ 11-12 บาท ตนจึงอยากขอให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวเปลือกราคาตกต่ำให้มีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมโดยด่วนด้วย

ที่ จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 10.00 น.วันที่ 7 พ.ย.นี้ นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง จะเดินทางไปเป็นประธานเปิดขายข้าวจากชาวนาสู่ผู้บริโภคโดยตรง ณ ตลาดทุ่งเกวียน ริมถนนพหลโยธินสายลำปาง-เชียงใหม่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง โดยข้าวซื้อ3 แพค มีสิทธ์จับรางวัล ตู้เย็น พัดลม หม้อหุงข้าว ได้ด้วย

นายสุวัฒน์ กล่าวว่า ให้ชาวนารวมกลุ่ม ผลิตข้าว ประชารัฐหาลูกค้า หรือออเดอร์ให้ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ขายได้ขอแบ่งปันกำไร 2-5 เปอร์เซ็นต์ ชาวนาลำปางขายตรงให้คนลำปาง ที่เหลือค่อยขายตามตลาด จับแมทชิ่งคนซื้อคนขาย เหมือนพาณิชย์เอาสินค้าไปโรดโชว์จัดตลาดผู้ซื้อผู้ขายใน จ.ลำปาง จะมีการขายข้าวโดยตรงจากชาวนาถึงมือประขาชนโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่วนการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปสิ่งที่ต้องรู้ คือจำนวนกลุ่มที่ผลิตข้าวขาย ประเภทข้าวที่จะขาย ปริมาณข้าวที่จะมีขาย ราคาที่อยากขาย หน่วยงานไหนรับผิดชอบ นอกจากนั้น ภาครัฐ เอกชน โรงงาน ตลอดจนข้าราชการ พนักงาน ขอข้อมูล จำนวนข้าวที่ต้องการ ประเภทข้าว ราคาที่ซื้อ ส่งถึงที่หรือไปรับเอง เป็นต้น จะได้จำหน่ายขายข้าวตามต้องการ

ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวต่อไปว่า ให้ประชารัฐ หรือสหกรณ์ นำไปขายเป็นต้น โดยส่วนราชการต้องทำงานจริงจังมาทำร่วมกัน ประชุมหารือบ่อยๆ ในช่วงแรกๆ ลำปางทำ ลำปางกิน เหลือค่อยขายตามตลาด ตามศาสตร์พระราชา

นายสุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาด จ.ลำปาง ได้แก่ข้าวเหนียวสันป่าตอง ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้ ความชื้น 28-30% ตันละ 7,200-7,300 บาท ความชื้น 25-27% ตันละ 7,400-7,500 บาท ความชื้น 14.5% ตันละ 10,500-11,000 บาท ผลผลิตของเกษตรกรในจังหวัดส่วนใหญ่ความชื้นประมาณ 28-30% สำหรับข้าวหอมมะลิผลผลิตยังไม่ออกสู่ตลาด โรงสียังไม่เปิดรับซื้อ คาดการณ์ว่าอาจจะมีการทยอยเข้าสู้ตลาดช่วงกลาง-ปลายเดือน พ.ย.นี้เป็นต้นไป สำหรับจุดจำหน่ายทั่วไป ขณะนี้มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวคุณภาพ และเกษตรกรทำนาบ้านเหล่า จำหน่ายข้าว ณ ปั้ม ปตท.สาขาเถิน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตข้าวซ้อมมือบ้านนาเวียง อ.เกาะคา ร่วมจำหน่าย ณ ปั๊ม ปตท. ภัตรานคร อ.เกาะคา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลวอแก้ว อ.ห้างฉัตร จำหน่ายข้าวในงานมอเตอร์โชว์ จัดโดย หอการค้าจังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 4-13 พ.ย. 59 ณ ลาน ศูนย์การค้าเซนทรัล สาขาลำปาง และที่ตลาดทุ่งเกวียน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ประชาชนชาวลำปาง หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถรับซื้อข้าวลำปางไปเป็นของฝากได้

หลายคนคงตั้งใจจะมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ก็อาจจะยังงงๆ หรือหลงเส้นทางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกันบ้าง มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้เตรียมพร้อมให้กับทุกคน

เราสามารถเดินทางมายังสนามหลวงได้หลายเส้นทางแต่ขอแนะนำทางที่สะดวกที่สุดคือเส้นทางจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดยมาลงที่จุดนัดพบใหญ่คือบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์แล้วก็เดินทางมาตามทางเรื่อยๆเพื่อเข้าสู่ท้องสนามหลวง

จุดตรวจเพื่อความปลอดภัย

ก่อนที่จะได้เข้าไปยังสนามหลวงนั้นก็จะต้องเช็กความปลอดภัยกันเสียก่อนจากหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ให้เดินข้ามสะพานช้างโรงสีก็จะเจอจุดตรวจสิ่งที่ต้องเตรียมคือคนไทยก็ชูบัตรประชาชนส่วนชาวต่างชาติก็ยกพาสปอร์ตพร้อมเดินผ่านเครื่องตรวจให้เจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋าถ้าไม่มีสิ่งที่ต้องสงสัยก็เดินผ่านไปได้สบายๆเลยพอผ่านจุดตรวจนี้ยังไม่หมดยังต้องผ่านอีกจุดตรงหนึ่งที่ต้องผ่านเดินผ่านพระแม่ธรณีไปทางขวาหน่อยก็จะเจอทางเข้าเราก็ทำแบบเดียวกันกับจุดแรกเลยประตูทางนี้เข้าไปจะไปเจอกับโซนเต็นท์แจกอาหารคนก็อาจจะเยอะสักหน่อย(ประตูทางเข้าด้านอื่นก็ตรวจแบบนี้เช่นเดียวกัน)

ทางไปสักการะพระบรมศพ-วัดพระแก้วก็ทางเดียวกัน

อย่างที่บอกไปด้านบนว่าเมื่อผ่านจุดตรวจตรงสะพานช้างโรงสีแล้วก็จะเจออีกจุดตรวจหนึ่งสำหรับนักเที่ยวหรือประชาชนที่อยากจะมาสักการะนั้นให้ใช้เส้นทางเดียวกันคือให้เดินเรียบผ่านหน้าศาลฎีกามา(นักท่องเที่ยวที่จะชมวัดพระแก้วใช้ทางนี้ทางเดียวนะจ๊ะ)ประชาชนที่มาสักการะก็เดินตรงมาเรื่อยๆมองทางขวาไว้จะเห็นทางเข้าออกก็ให้ข้ามถนนไปอีกฝั่งก็จะเจอเจ้าหน้าที่แนะนำวิธีการเข้าคิวถวายสักการะตลอดเส้นทาง
นักท่องเที่ยวคนไทย/ต่างชาติก็ให้เดินไปถึงศาลหลักเมืองเลยโดยคนไทยสามารถเข้าชมวัดพระแก้วได้ที่ประตูสวัสดิโสภาที่อยู่ด้านข้างตรงข้ามกระทรวงกลาโหมส่วนชาวต่างชาติก็ให้เดินไปเข้าที่ประตูวิเศษไชยศรี

มาถึงแล้วรีบเข้าคิวถวายสักการะพระบรมศพดีกว่า

พอถึงจุดเข้าแถวไปสักการะก็เดินตามเส้นทางไปได้เลยจะมีเจ้าหน้าที่คอยบอกตลอดทางเดินไปเรื่อยๆก็จะต้องเบี่ยงทางซ้ายไว้พอใกล้จะถึงจุดรอคอยเจ้าหน้าที่จะให้ตั้งแถว4แถวยืนต่อคิวกันแบ่งกันเป็นกลุ่มสักกลุ่มละ100คนได้เจ้าหน้าที่ก็จะพาไปยังเต็นท์นั่งรอเพื่อเข้าคิวรอเดินเจ้าไปยังพระบรมมหาราชวังทางประตูมณีนพรัตน์แต่ก่อนที่จะมาเข้าคิวขอแนะนำให้เช็กเสื้อผ้ารองเท้าให้เรียบร้อยก่อนจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

แนะนำให้มาวันธรรมดาถ้ามาก่อน8โมงเช้าก็จะรอคิวไม่นาน2-3ชม.ถ้ามาหลังจากนั้นก็อาจจะต้องรอสัก4-5ชม.ส่วนใครสะดวกมาวันเสาร์-อาทิตย์ก็อาจจะรอนานสักนิดมาก่อน 8 โมง ใช้เวลาเข้าคิวไม่เกิน 5 ชม. หลักจากนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเห็นจะ 6-7 ชม. ได้

เสื้อผ้า รองเท้าทำผมเรามีบริการหมด

คนไหนที่แต่งตัวมาไม่เรียบร้อยมีความจำเป็นจริงๆ หาชุดไม่ได้ ก็จะมีเต็นท์บริการให้ ตั้งอยู่ทางทิศใต้บริเวณด้านวัดมหาธาตุ แถบนี้จะมีให้บริการอยู่หลายจุดอยู่เหมือนกัน

ถ้าจะยืมชุดหรือรองเท้าก็ให้ใช้บัตรปชช.ไปแลก ส่วนคนใครที่อยากจะตัดผมเกล้าผมก็มีบริการเช่นเดียวกัน เต็นท์อยู่ติดกันเลยลงชื่อรอคิวแปปเดียวก็จะมีทรงผมสวยๆ กันแล้ว เตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนถวายสักการะกับโซนอาหาร(N)

เรียกได้ว่ามาแบบจัดเต็มกับโซนอาหารที่จัดไว้ทางทิศเหนืองของสนามหลวงจะมีเต็นท์อาหารแจกโดยรอบโซนทิศเหนือเลยมีทั้งขนมน้ำอาหารอยากจะกินอะไรก็ไปต่อเข้าคิวกันนะจ๊ะอย่างแซงกันเด็ดขาดแต่ก็ต้องอดทนรอกันสักนิดเพราะคิวยาวมากจริงๆอ่ออีกอย่างคือเริ่มมีการแบ่งรอบการแจกอาหารเป็นรอบๆแล้วนะก็ต้องดูเวลากันให้ดีๆไม่งั้นอาจจะต้องรอไปอีกหลายชั่วโมงจะมากินก่อนหรือหลังสักการะพระบรมศพก็ได้นะเพราะมีแจกเรื่อยๆไม่หมดส่วนทางทิศใต้นั้นก็มีเต็นท์อาหารแจกเหมือนกัน แต่อาจจะน้อยกว่าสักนิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นพื้นที่โล่งให้ได้เดิน นั่งพักกัน

อาหารพระราชทานที่ต้องกินสักครั้ง

นอกจากโซนอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้แล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์นำอาหารขนมผลไม้และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชนซึ่งตั้งอยู่ท้างทิศใต้ของสนามหลวงตรงข้ามกับประตูมณีนพรัตน์

ด้านพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุพระราชทานข้าวเหนียวไก่ทอดณรถเคลื่อนที่ของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากสภากาชาดไทยซึ่งจอดอยู่ริมรั้วด้านหน้ากรมศิลปากร

กินเสร็จก็ทิ้งให้เป็นที่จิตอาสา-จนท.กทม.เต็มใจให้บริการ

จุดทิ้งขยะมีมากกว่าในแผนที่แน่นอนจะมีรอบๆสนามหลวงทั้งสองฝั่งไม่ต้องกลัวว่าจะหาที่ทิ้งไม่เจอกินเสร็จปุ๊บเดินไปทิ้งปั๊บก็จะได้รอยยิ้มและคำขอบคุณจากจิตอาสาด้วยหรือถ้าใครหาจุดทิ้งไม่เจอก็ไม่ต้องกังวลจะมีจิตอาสาเดินถือถุงขยะคอยอำนวยความสะดวกให้ตามทางเลยเรียกได้ว่ามาบริการกันถึงที่แบบนี้ใครยังทิ้งไม่ถูกที่ต้องขอตีแรงๆสักทีสองที

เดินกันเหนื่อยๆแวะนวดผ่อนคลายก็ดีเหมือนกัน

เต็นท์นวดผ่อนคลายที่เห็นจะมีอยู่2ฝั่งฝั่งประตูทางเข้าจากพระแม่ธรณีเดินเจ้ามาปุ๊บก็จะเจออยู่ทางด้านซ้ายอีกฝั่งจะอยู่แถวประตูทางเข้าออกตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เจ้าหน้าที่เต็มใจให้บริการกันทุกคนพี่เขาบอกว่าเรามีความรู้ความสามารถด้านนี้อย่างเดียวก็อยากจะมาทำอะไรตอบแทนในหลวงท่านบ้าง

รถสุขา-สุขาน๊อกดาวน์scgใช้บริการสบายอุรา

หมดกังวลกับการเข้าห้องน้ำเพราะมีจุดให้บริการหลักๆในสนามหลวงอยู่คือ
-ทางทิศเหนือติดโซนอาหารบริเวณกองอำนวยการมีรถสุขาให้บริการอยู่หลายคัน
-ทางทิศใต้เดินไปทางเดียวกับที่เข้าคิวสักการะพระบรมศพจะเห็นรถสุขาจอดเรียงอยู่ทางขวามือ
-ทางทิศใต้ฝั่งวัดมหาธาตุมีทั้งรถสุขาและสุขาน๊อกดาวน์ของเอสซีจีให้บริการแยกชาย-หญิง-ผู้พิการอย่างชัดเจน(สุขาเอสซีจีจะอยู่ถัดจากรถสุขามานิดหน่อยดูรูปในแผนที่ประกอบ)

กองอำนวยการจุดศูนย์รวมทุกอย่าง

จุดนี่เป็นจุดที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมทุกอย่างไว้ทั้ง
-จุดบริการผู้สูงอายุ
-จุดรับแจ้งเหตุ1899จะมีเต็นท์จนท.ให้บริการรับแจ้งของหายคนหายก็สามารถมาแจ้งได้ที่นี่
-จุดแจ้งความจำนงพักค้างคืนคนที่มาจากต่างจังหวัดแล้วเข้าสักการะพระบรมศพไม่ทันก็สามารถมาลงทะเบียนพักค้างคืนของกทม.ได้มีสถานที่ให้พักอยู่2แห่งคือบ้านพักอิ่มใจรองรับคนได้ 60-70 คน และอาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดง รองรับได้ 500 ถึง 600 คน โดยนำบัตรประชาชนมาลงทะเบียนไว้พอถึงเวลานัดหมายก็จะมีรถมารับพาไปยังที่พัก-มาส่งยังท้องสนามหลวงส่วนที่พักสนามม้านางเลิ้งก็เช่นเดียวกันซึ่งที่พักแต่ละที่ก็จะแยกโซนชาย-หญิงมีห้องอาบน้ำให้ด้วย
-จุดบริการยืมวีลแชร์-รถเข็นเด็กผู้สูงอายุสามารถมาทำเรื่องยืมได้และจะมีจิตอาสาคอยช่วยเข็นรถวีลแชร์บริการ
-จุดนั่งพักที่เป็นเต็นท์โล่งมีเก้าอี้เรียงรายไว้สามารถเข้าไปนั่งพักก่อนที่จะไปทำอย่างอื่นได้

ไม่ต้องกังวลว่าจะแบตหมด-สัญญาณไม่มี

ทางผู้ให้บริการเครื่องข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง3ค่ายต่างพร้อมใจกันมาให้บริการตั้งจุดชาร์ตแบตและปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตเต็มพิกัดเต็มพื่นที่รอบสนามหลวงแต่ถ้าใครกังวลอาจจะนำแบตสำรองของตัวเองมาใช้ก็ได้

อุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้ตำรวจ-เจ้าหน้าที่พยาบาล

ทั้งจุดตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตำรวจและจุดพยาบาลก็มีอยู่โดยรอบเช่นกันมีอะไรสงสัยก็สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เจ้าหน้าที่ใจดีมากๆคุณพี่ตำรวจบอกว่าส่วนใหญ่ก็จะมาถามทางกันส่วนคนที่ไม่สบายเวียนหัวจะเป็นลมจะมีเต็นท์พยาบาลอยู่แล้วก็มีจิตอาสาเดินแจกแอมโนเนียตลอดและยังมีจิตแพทย์ให้บริการปรึกษาวัดความดันฟรีอีกด้วย

ทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็ได้เวลากลับบ้านกัน

ทุกคนสามารถเดินออกไปทุกประตูแล้วเดินไปยังจุดจอดรถShuttlebusได้ตามสะดวกระหว่างทางก็ยังมีน้ำแจกแต่ขอแนะนำให้ออกทางประตูฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะจุดนี้มีมอเตอร์ไซค์บริการรับ-ส่งฟรีไม่ได้มีจุดเดียวนะฝั่งทางออกตรงแม่พระธรณีก็มีด้วยเช่นกันนั่งรถฟรีออกไปแล้วก็หารถต่อกลับบ้านกันตามสะดวกเลย

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.59 เวลา 10.00 น. นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี kodiakcamera.com ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร สั่งการให้นางอรนุช ชัยชาญ หัวหน้ากลุ่มการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รักษาราชการแทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย นางสาวกมลวรรณ กำแหง หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพิจิตร และผู้แทน กกล.รส.จว.พ.จ. ได้เดินทางมาเยี่ยมนางอุบล ปั้นแปลก อายุ 42 ปี ภรรยาผู้เสียชีวิต คือนายศุภกิจ ปั้นแปลก อายุ 43 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.วังสำโรง อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอใต้ต้นไม้บริเวณนา สาเหตุการฆ่าตัวตายเกิดจากความเครียดจากภาระหนี้สินจากการกู้สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด โดยการใช้ที่ดินจำนองเป็นเงินจำนวน 800,000 บาท และหนี้สินจากการกู้ยืมเงินทุนหมู่บ้านจำนวน 50,000 บาท

1.สมาชิกในครอบครัว ปัจจุบันมีสมาชิกในครอบครัว จำนวน 5 คน ประกอบด้วย

1.1 นางอุบล ปั้นแปลก อายุ 42 ปี อาชีพทำนา ภรรยาผู้เสียชีวิต

1.2 นายระทม ปั้นแปลก อายุ 72 ปี บิดาผู้เสียชีวิต

1.3 นายเอ นามสมมุติ อายุ 18 ปี บุตรชายผู้เสียชีวิต กำลังศึกษาระดับชั้น ปวส.1 สาขาช่างยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ กรุงเทพฯ

1.4 ด.ญ.บี ปั้นแปลก อายุ 3 ปี 8 เดือน กำลังศึกษาอยู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.วังสำโรง อ.บางมูลนาล

1.5 นางสาวซี ปั้นแปลก อายุ 21 ปี บุตรติดผู้เสียชีวิตกับภรรยาคนแรก กำลังศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขา รปศ. ม.ราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กรุงเทพฯ 2.การประกอบอาชีพครอบครัว มีรายได้จากการทำนา จำนวน 90 ไร่ (เป็นของตนเอง 55 ไร่ เช่า 35 ไร่) ได้ผลผลิตจากการทำนาเป็นข้าว จำนวน 45 เกวียนต่อปี รายได้ต่อปีโดยไม่หักต้นทุน ประมาณ 250,000-300,000 บาท

รายจ่ายในครอบครัว ประกอบด้วย -ค่าเทอมให้นายเอ บุตรชาย ปีละ 30,000 บาท

-ค่าเทอมให้นางสาวซี บุตรสาวติดภรรยาเดิม ปีละ 20,000 บาท

-ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแต่เดิมผู้เสียชีวิตเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ในเบื้องต้น สนง.พมจ.พิจิตร ได้พิจารณาให้การช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน (กรณีพิเศษ) จำนวน 5,000 บาท และบ้านพักเด็กและครอบครัว มอบเงินสงเคราะห์เด็กในครอบครัวขาดแคลน จำนวน 1,000 บาท ทั้งนี้ สนง.พมจ.พิจิตร จะดำเนินการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเงินกองทุนคุ้มครองเด็ก ซึ่งจะได้นำรายละเอียดเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนคุ้มครองเด็กต่อไป และได้ช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุในสภาวะยากลำบาก จำนวน 2,000 บาท ในส่วนของหนี้สินจะดำเนินการประสานสหกรณ์การเกษตรบางมูลนากเพื่อขอผ่อนผันการชำระหนี้สิน