ประจวบฯ ตั้งเป้า 26 แห่ง หน่วยงานรัฐไร้ถังขยะ

นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการประเมินสำนักงานไร้ถังขยะของส่วนราชการ 26 แห่ง โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทส.จ.) ได้ชี้แจงรายละเอียดโครงการ หลักเกณฑ์ แนวทางการประเมินสำนักงานไร้ถังขยะและเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก เพื่อจัดทำตัวชี้วัดการประเมินประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ภายในหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“หลังจากนี้หน่วยงานราชการต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการขยะมูลฝอยตั้งแต่ต้นทาง ตามแนวทางหลักการชุมชนไร้ถังขยะ ตามแนวทางของวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น สถาบันพระปกเกล้า เพื่อจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายในสำนักงานส่วนราชการให้มีปริมาณลดลงร้อยละ 50 หรือมีสภาพแวดล้อมของพื้นที่สำนักงานต้องไม่มีถังขยะ เนื่องจากที่ผ่านมา ทส.จ.ได้ดำเนินการขยายผลแนวคิดชุมชนไร้ถังขยะในโรงเรียน 48 แห่ง และชุมชนอีก 57 แห่ง ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ” นายพงษ์พันธ์ กล่าว

ที่ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ นายสุเมธ ถือแก้ว นายพเยาว์ กลิ่นสุคนธ์ นายอุ่นเรือน ทองทา และ นายขันชัย บางโม้ แกนนำกลุ่มชาวบ้าน หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 9 ตำบลวังแดง นำลายมือชื่อพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของชาวบ้าน ตำบลวังแดง ตำบลหาดสองแคว ตำบลบ้านแก่ง อำเภอตรอน ตำบลท่าสัก ตำบลบ้านดารา อำเภอพิชัย รวม 763 ราย ยื่นต่อ นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อแสดงเจตจำนงในการคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มนายทุน จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ตำบลวังแดง เนื่องจากหากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ จะเกิดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งมลพิษ ฝุ่นละออง หมอกควัน เสียงดัง น้ำเสียจากโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะนาข้าวที่ปลูกในรอบข้างจะได้รับผลกระทบหนัก หากมีละอองหรือฝุ่นตกใส่ใบ ต้นข้าวจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงแดดได้ จะทำให้ได้ผลผลิตน้อย

นายสุเมธ กล่าวว่า เหตุที่ต้องยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์โดยตรงนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยยื่นหนังสือถึงศูนย์ดำรงธรรมทั้งของอำเภอตรอน และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ก็เงียบหายไปไม่มีอะไรคืบหน้า ต่อมาได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ลงนามอนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว ยิ่งทำให้ชาวบ้านเกิดความวิตกอย่างยิ่งที่จะต้องรับกับมลพิษที่จะเกิดขึ้นภายหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ได้แจ้งกับแกนนำชาวบ้านที่ไปยื่นหนังสือว่า ยังไม่มีการลงนามอนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าอย่างใด และหลังจากรับหนังสือแล้ว สั่งการให้ปลัดหน้าห้องทำหนังสือถึงอุตสาหกรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีหากก่อสร้างแล้ว ผลกระทบจะเกิดหรือไม่ และมีประชาชนกลุ่มใดบ้างได้รับผลกระทบ

ย้อนรอยไปกว่า 80 ปี ขนมจีนน้ำยาบ้านประโดก ซึ่งเป็นชื่อของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใน ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบเป็นอาชีพหลัก สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทุกเช้าตรู่จะนำขนมจีนน้ำยาใส่กระเชอหู ภาชนะที่มีรูปร่างเหมือนกระบุงทำด้วยไม้ไผ่ หาบขึ้นรถโดยสารไปวางขายในเมืองโคราช

ด้วยรสชาติและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของขนมจีนน้ำยาบ้านประโดก การผลิตแต่ละขั้นตอนมีความประณีตพิถีพิถัน ทั้งวัตถุดิบ เครื่องปรุง กรรมวิธีการผลิตรักษา จะมีสูตรเฉพาะต่างจากขนมจีนน้ำยาทั่วไป เส้นขนมจีนเป็นสูตรโบราณ แปรรูปจากแป้งข้าวเจ้า นำมาตำให้เหนียวแล้วโรยเป็นเส้นในน้ำเดือด จึงมีรสชาติต่างจากขนมจีนแป้งสด เส้นจะเหนียว เนื้อนุ่ม รสอมเปรี้ยวเล็กน้อยและสีขาวไม่มีกลิ่น แต่ไม่สามารถเก็บรักษาได้นาน จึงจำเป็นต้องขายให้หมดภายในวันเดียว

ส่วนน้ำยาสูตรโบราณใช้วิธีต้มพริกและใช้เนื้อปลาช่อน ที่ปัจจุบันราคาปลาช่อนค่อนข้างสูง จึงปรับเปลี่ยนใช้เนื้อปลาดุกแทน แต่ก็ไม่ทำให้รสชาติต่างจากเนื้อปลาช่อนมากนัก หากเป็นเนื้อสัตว์เมนูเด็ด คือแกงไก่ชนิดแกงแดง ซึ่งใส่เลือดไก่พร้อมทั้งเครื่องในไก่ที่มีกึ๋น ตับ ผูกกับไส้ไก่เป็นพวง และยังมีตีนไก่ ปีกไก่ ทำให้แกงไก่ชนิดแกงแดง เป็นที่นิยมไม่แพ้น้ำยาปลา ทำให้ขนมจีนบ้านประโดก เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป สร้างชื่อเสียงให้ท้องถิ่น ล่าสุด ได้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถผลิตขนมจีนอบแห้ง พร้อมน้ำยากึ่งสำเร็จรูป จัดบรรจุใส่แพ็กเกจส่งไปขายต่างประเทศ จึงเป็นที่ชื่นชอบโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคในสังคมอาเซียน

วัชรินทร์ พัดเกาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หมื่นไวย บอกว่า ดังนั้น เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านรักและหวงแหนในอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่นและสืบสานศิลปะวัฒนธรรม อนุรักษ์ประเพณีขนมจีนประโดกให้เป็นสินค้าของดีของเมืองโคราช และเสริมช่องทางการตลาดแก่กลุ่มผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป และตลาดประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนอย่างยั่งยืน อบต.หมื่นไวย จึงร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรมเทศกาลขนมจีนประโดก ครั้งที่ 10 ระหว่าง วันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ ที่สวนสุขภาพชุมชนบ้านประโดก

“ภายในงานมีกิจกรรมการแสดงวิถีชีวิตการทำขนมจีนประโดก ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซุ้มขนมจีน 9 หมู่บ้าน นำเสนอขนมจีนเมนูเด็ดหลากหลายรูปแบบไม่ซ้ำกัน ชมการแข่งขันจับเส้นขนมจีน แข่งทำน้ำยาปลา แข่งนวดแป้งลีลา แข่งตำซั่วโคราช ประกวดจัดหาบขนมจีนลีลา และประกวดนางงามขนมจีน คาดตลอดทั้ง 5 วัน 5 คืน จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติมาร่วมอย่างคับคั่ง ทำให้มีเงินหมุนเวียนสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ อบต.หมื่นไวย โทร. (044) 293-006”

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนล่าสุดของไทยในไตรมาส 3/2560 ชะลอลง มาอยู่ที่ 78.3% ต่อจีดีพี จากระดับ 78.4% ต่อจีดีพี ในไตรมาส 2/2560 โดยอาจกล่าวได้ว่า การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนดังกล่าว ยังคงเป็นผลมาจากการที่ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือน เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าการเติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Nominal GDP) อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้ว่ายอดเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนของสถาบันรับฝากเงินและสถาบันการเงินอื่นๆ จะขยับขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ในไตรมาส 3/2560 มาที่ 11.76 ล้านล้านบาท (จากที่ขยายตัวเพียง 3.1% ในไตรมาสที่ 2/2560) ตามการขยายตัวเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยหลายประเภท อาทิ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต ตลอดจนสินเชื่อเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์

แต่มูลค่าจีดีพี ณ ราคาประจำปี ที่เติบโตเร่งขึ้นถึง 6.0% YoY (เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี) มาอยู่ที่ประมาณ 15.02 ล้านล้านบาท ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้? มาตรวัดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทย? ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 7 ไตรมาสที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สินเชื่อรายย่อยหลายประเภท ที่มีสัญญาณขยายตัวได้ดีในช่วงไตรมาส 4/2560 อาจช่วยหนุนให้ยอดคงค้างของเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน (หนี้ครัวเรือน) ในไตรมาส 4/2560 ขยายตัวได้ประมาณ 4.0% YoY ขยับสูงขึ้นต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ไตรมาส ทำให้ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2560 มีโอกาสทรงตัว หรือขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่กรอบประมาณ 78.3-78.5%

สำหรับปี 2561 นั้น คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีมีโอกาสขยับลงมาอยู่ที่กรอบประมาณ 77-78% ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยปี 2561 ขยายตัวในกรอบ 3.5-4.5% โดยแม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับจีดีพีในปี 2561 ยังมีโอกาสลดต่ำลงต่อเนื่องเป็นปีที่สาม เนื่องจากอัตราการขยายตัวของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจประจำปี (Nominal GDP ซึ่งมีผลของราคาสินค้าที่มีทิศทางขยับขึ้น) อาจยังคงอยู่สูงกว่าการขยายตัวของหนี้ครัวเรือน

อย่างไรก็ดี ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนที่ยังคงขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามแนวโน้มสินเชื่อและทิศทางเศรษฐกิจในภาพรวม ยังคงเป็นสัญญาณที่ตอกย้ำว่า ภาระหนี้สินยังเป็นประเด็นที่เปราะบางของครัวเรือนบางกลุ่ม โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีภาระผูกพันกับหนี้หลายก้อน รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มีการก่อหนี้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในบริบทนี้ ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน

สภาผู้ส่งออกจี้ชะลอขึ้นค่าแรงออกไปอีก 1 ปี ให้ผู้ประกอบการปรับตัว หวั่นค่าบาทแข็งฉุดมูลค่าส่งออกปีนี้หายไป 5,000 ล้านเหรียญ 3 อุตสาหกรรมเสี่ยงเสียหายจากค่าแรง กกร.ชี้ค่าเงินบาทผันผวน เดือนเดียวแข็งค่าถึง 4% จากปีก่อนทั้งปีรวม 10%

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า การส่งออกธันวาคม 2560 มีมูลค่า 19,741 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.6% ส่งผลให้ทั้งปีที่ผ่านมามีมูลค่า 236,694 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.9% สูงสุดในรอบ 6 ปี โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.9% การส่งออกปี 2561 คาดว่าจะเติบโต 5.5% มูลค่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จีดีพี จะขยายตัวที่ 4%

ปัจจัยเสี่ยงคือค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่งผลให้ค่าบาทแข็งขึ้น ปีนี้บาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 2.85% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ มาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะนโยบาย American First ของสหรัฐอเมริกา

“ผลกระทบค่าเงินบาทแข็ง และปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อาจส่งผลให้สูญเสียรายได้จากการส่งออก ประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.5% ของมูลค่าการส่งออก อาจทำให้การส่งออกเติบโตลดลง เหลือแค่ 3.5%” นางสาวกัณญภัค กล่าว

การปรับค่าแรงที่จะมีผลในวันที่ 1 เมษายน นี้ คาดว่า ผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และไก่สดแช่เย็น-แช่แข็งแปรรูป รัฐบาลควรชะลอการปรับขึ้นค่าแรงออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการได้ปรับตัว เป็นโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรใหม่

นายปรีดี ดาวฉาย กก.ผจก.ใหญ่ธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.มีความกังวลต่อการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วในระยะเพียง 1 เดือน ที่ผ่านมา จากช่วงเดือนมกราคม 2561 แข็งค่าถึง 4% จากปีที่ผ่านมาแข็งค่า 10% แต่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาอ่อนค่าลง สะท้อนค่าบาทมีความผันผวนค่อนข้างสูง กระทบ ขีดความสามารถการแข่งขันผู้ส่งออกไทย การคาดการณ์ ค่าเงินบาทระยะข้างหน้าให้มีความแม่นยำได้ลำบาก

พะเยา – นพ. วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการเตรียมการด้านสาธารณสุขรองรับผลกระทบต่อสุขภาพจากภาวะหมอกควัน และบรรยายพิเศษ? นโยบายการดำเนินงานด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือกับผลกระทบต่อสุขภาพ จากภาวะหมอกควันในระยะวิกฤต ปี 2561? จัดโดย สนง.สสจ.พะเยา ที่โรงแรมวีซี อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันต้องบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในรูปแบบประชารัฐ

ด้าน นพ. ไกรสุข เพชระบูรณิน นพ. สสจ.พะเยา กล่าวว่า จากวิกฤตปัญหาหมอกควันภาคเหนือที่จะเกิดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ซึ่งเกิดตั้งแต่ปี 2545 พบว่า 9 จังหวัด ในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน และตาก มีฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM10 เกินมาตรฐานที่ 120 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร สาเหตุหลักเกิดจากไฟป่า การเผาพื้นที่เกษตร และการเผาวัชพืชริมทาง ก่อให้เกิดฝุ่นละออง เถ้า และเขม่าควัน สู่บรรยากาศ ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ความกดอากาศสูง ทำให้อากาศปิด ฝุ่นละอองไม่แพร่กระจายและแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน

จากรายงานเฝ้าระวังโรคของ สน.ป้องกันควบคุมโรค ที่ 1 เชียงใหม่ ที่เฝ้าระวังโรคใน 4 กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ได้แก่ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ และกลุ่มโรคตาอักเสบ พบปี 2560 มีอัตราป่วยสูงขึ้นกว่าทุกปี ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิดที่อัตราป่วย 10,348.02 ต่อประชากรแสนคน อัตราป่วยของกลุ่มโรค ตาอักเสบทั้งหมด 790.79 ต่อประชากรแสนคน และกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจทั้งหมดมีอัตราป่วย 6,004.42 ต่อประชากรแสนคน อัตราป่วยสูงกว่าในปี พ.ศ. 2559 ดังนั้น ประชาชนต้องให้ความร่วมมืองดเผาอย่างเด็ดขาด

ยะลา – พล.ร.ต. สมเกียรติ ผลประยูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานประชุมเครือข่ายโคเนื้อประชารัฐชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเกษตรดี มีกำไร ที่ศอ.บต. อ.เมือง จังหวัดยะลา ว่า ได้เดินหน้าเรื่องของการพัฒนาโครงการเมืองต้นแบบมากว่า 1 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีคาดหวังให้ภาคใต้เป็นเมืองปศุสัตว์เพื่อบริโภคในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และเพื่อการส่งออก ซึ่งทำในลักษณะของภาคเกษตรผสมผสาน

ด้าน นายทวิชาติ จุลละพราหมณ์ ผช.ผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดยะลา กล่าวว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบฯ ให้เกษตรกรเลี้ยงโคเพื่อเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ ได้คัดเลือกเกษตรกรไปซื้อโคพันธุ์ดีจากสหกรณ์ กรป.กลาง โพนยางคำ ซึ่งจะเลี้ยงอยู่ที่บ้านป่าหวัง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ใช้เวลาเลี้ยง 3-4 เดือน และจะนำไปขายได้ในช่วงเทศกาลถือศีลอดในเดือนรอมฎอนของพี่น้องมุสลิม และในช่วงกุรบาน ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม

ช่วงสัปดาห์นี้ทุกภาคของประเทศไทยต่างมีอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณภูเขาที่มีอากาศหนาวจัด หมอกและน้ำค้างลงในตอนเช้า ทำให้ประชาชนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจเกิดมีอาการเป็นไข้แบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ หนาวสั่น คัดจมูก เจ็บคอ และมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ ซึ่งอาการจะรุนแรงและป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา ทั้งนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แนะนำว่าหากมีอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ปอดอักเสบ ซึ่งอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

นายชาญยุทธ พรหมประพัฒน์ ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา แนะนำว่า กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โรคภูมิแพ้ และผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ควรดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ทั้งนี้ สามารถนำหลักการดูแลสุขภาพตามสุขบัญญัติ 10 ประการ มาใช้เป็นแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ดังนี้ 1. สวมเสื้อผ้าให้หนามากพอ เป็นเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ หรือเสื้อโค้ต และควรสวมหมวก ถุงเท้า เพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย ให้พกผ้าห่มติดกระเป๋า ก่อนนำเสื้อหนาวมาสวมใส่อาจมีไรฝุ่นติดมา ให้นำมาซักให้สะอาดและตากให้แห้ง 2. ไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ หลอด ชาม ช้อน 3. กินอาหารปรุงสุกร้อนๆ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆ คลายหนาว ไม่ดื่มน้ำเย็นจัด 4. ล้างมือก่อนหลังกินอาหารและหลังการขับถ่ายให้สะอาด โดยพกเจลล้างมือติดตัวไปด้วย 5. ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อยืดเส้นยืดสายในยามเช้าปรับสมดุลสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย

นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่า กคช.มีแผนจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่กู้สถาบันการเงินไม่ผ่านมากู้เงินจากกองทุนดังกล่าวแทน โดยยังไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ย เบื้องต้นจะของบประมาณจากภาครัฐมาดำเนินการประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นกองทุนเกิดเป็นรูปธรรมได้ไม่เกินปลายปี 2561 แน่นอน

นายธัชพล กล่าวว่า ปัจจุบัน กคช.ได้พัฒนาดัชนีเศรษฐกิจชุมชน แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ชุมชนผู้มีรายได้น้อย และ 2. ชุมชนการเคหะแห่งชาติ ซึ่งจะประกาศทุกเดือนหรือเดือนเว้นเดือน โดยผลล่าสุด พบว่า ดัชนีอยู่ที่ 47.40 ดีกว่าดัชนีเศรษฐกิจฐานราก สะท้อนเห็นว่าหากนโยบายลงไปถึงชุมชนและตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้ จะส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนมากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรออกนโยบายมุ่งเน้นรายละเอียดมากขึ้น เช่น นำเงินไปลงทุนในชุมชนเพื่อทำตลาดประชารัฐ หรือพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชน จะส่งผลต่อความพึงพอใจมากกว่าการกระจายเงินออกไปทั่วชุมชนจนเห็นผลไม่ชัดเจน

นายธัชพล กล่าวว่า กคช.ที่ดำเนินการมา 45 ปี ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยแล้ว 724,985 ยูนิต โดยปี 2561 เน้นพัฒนาการดำเนินงาน 4 ด้าน คือ 1. การบูรณาการทำงาน 2. สร้างกลไกการเงินให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น กองทุนช่วยเหลือผู้ที่อยากซื้อบ้านแต่กู้ธนาคารไม่ผ่าน 3. สร้างที่อยู่อาศัยเป็นรายกลุ่ม เช่น บ้านกตัญญู เน้นกลุ่มข้าราชการ 4. เน้นนวัตกรรมการก่อสร้าง ทั้งความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยี ร่วมมือกับเอกชน เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลุ่มเอสซีจี กลุ่มทรูฯ เป็นต้น

นอกจากนี้ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย 10 ปี หรือปี 2559-2568 ได้แก่ 1. โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง 20,292 ยูนิต 2. โครงการบ้านเคหะประชารัฐ ปี2561 ตั้งเป้าหมายขาย 13,301 ยูนิต 3. โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยของหน่วยงานรัฐ 2 โครงการ ที่ จังหวัดสงขลา และ จังหวัดปัตตานี รวม 606 ยูนิต 4. โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินการแล้ว 34,394 ยูนิต ขณะนี้ก่อสร้างแล้ว 13,119 ยูนิต 5.

โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2 ระยะ คือ โครงการประชานิเวศน์ 3 จำนวน 556 ยูนิต และโครงการลำลูกกา คลอง 2 จำนวน 820 ยูนิต ระยะ 2 คือโครงการบริเวณเคหะชุมชนร่มเกล้า 3,000 ยูนิต อยู่ระหว่างการศึกษาให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน (พีพีพี) 6. โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อเช่าอีก 6,948 ยูนิต 7. โครงการที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุที่มีรายได้ปานกลาง ในพื้นที่คลองหลวง 1 และ 2 จังหวัดปทุมธานี 360 ยูนิต พื้นที่ ตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 360 ยูนิต และพื้นที่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 360 ยูนิต 8. โครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ มี 6 โครงการ รวม 30,000 ยูนิต

วันที่ 25 ธันวาคม 2560 พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช กรรมการและผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผน มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ และรองประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ พลเอก ธงชัย สาระสุข ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ร่วมกันจัดโครงการ “มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ รำลึก 13 ปี ร้อยตำรวจตรี คุณพุ่ม เจนเซน” กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)