ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการสายธุรกิจสัตว์น้ำซีพีเอฟกล่าวว่า

การที่ซีพีเอฟได้รับเลือกให้เป็นผู้ผลิต OEM (Original Equipment Manufacturers) ให้กับ “Legal Sea Foods” แบรนด์ชั้นนำด้านธุรกิจภัตตาคารระดับหรูที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของชาวอเมริกัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อซีพีเอฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารที่มีมาตรฐานสูงทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย จากความชำนาญด้านการตลาดอาหารทะเลสดและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปในสหรัฐอเมริกา จะช่วยเป็นโอกาสให้ผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าและผู้บริโภคในอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย

“การได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตอาหารให้กับ Legal Sea Foods สะท้อนถึงการได้รับความเชื่อมั่นในเวทีระดับโลกของการเป็นผู้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐานสากล และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของซีพีเอฟ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอเมริกันมากขึ้นอีกด้วย” น.สพ.สุจินต์ กล่าว

ผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เลี้ยงในฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดโรค ไม่มีสารตกค้าง ผ่านกระบวนการแปรรูปจากโรงงานที่ทันสมัย ถูกสุขอนามัย และได้มาตรฐานสากล ปลาป่นที่ใช้ในสูตรอาหารมาจากแหล่งที่ได้การรับรองมาตรฐาน IFFO RS ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาอย่างยั่งยืนในระดับสากลที่ดีที่สุด ก่อนจะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ให้ได้อาหารคุณภาพปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

Legal Sea Food ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยซีพีเอฟ ในงาน Seafood Expo North America and Seafood Processing North America หรือ Boston Seafood Show 2019 งานแสดงสินค้าอาหารทะเลและกระบวนการผลิตและแปรรูปอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอเมริกาเหนือ จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์แก่ผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าส่ง ซูปเปอร์มาร์เก็ต ฟู้ดเซอร์วิส จากทั่วโลกที่มาร่วมงานนี้

ในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NAC2019) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับไม้เศรษฐกิจ รวม 12 หน่วยงาน เปิดตัว “กลุ่มพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจครบวงจร” ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจครบวงจร ให้เป็นเครื่องมือตัวใหม่ในการพัฒนาประเทศที่จะสร้างรายได้ปีละ 2-4 ล้านล้านบาท

ดร. ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทำให้โลกหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และนำไม้จากแหล่งที่จัดการอย่างยั่งยืนมาใช้ประโยชน์ ความต้องการไม้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเช่นนี้ไปอีกนาน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวลยิ่งเร่งอัตราความต้องการใช้ไม้ของโลกให้เร็วและมากขึ้น

ในขณะที่ประเทศไทยปลูกต้นไม้ได้โตกว่าเขตอบอุ่น 5-7 เท่า และภาคเกษตรของไทยกำลังประสบปัญหาหลายด้าน การปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดที่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์ไม้ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง ไม้สามารถสร้างเป็นอาคารสูงหลายสิบชั้น ผลิตเป็นเสื้อผ้า พลาสติก น้ำมัน ชิ้นส่วนเครื่องจักรกลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สารเคมีต่างๆ แม้กระทั่งใช้ในทางการแพทย์และการเสริมความงาม

ทำให้ในช่วงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจครบวงจรมีศักยภาพที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณปีละ 2-4 ล้านล้านบาท โดยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีต้องใช้เวลาในการดำเนินงานตามขั้นตอน กว่าจะถึงระดับลงมือปฏิบัติงานจริงใช้เวลา 1-2 ปี หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างคุณค่าให้กับไม้เศรษฐกิจรวม 12 แห่ง จึงได้ร่วมมือทำความตกลงว่าจะช่วยกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจครบวงจรให้บรรลุเป้าหมายปีละ 2-4 ล้านล้านบาท ให้ไปในทิศทางที่เห็นชอบร่วมกัน จากนั้นแต่ละหน่วยงานจะนำไปดำเนินการในกรอบของตนเองต่อไป

“เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับการพัฒนาไม้เศรษฐกิจที่ต่อยอดไปข้างหน้า อุตสาหกรรม ไม้เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาโดยตลอด การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับไม้เศรษฐกิจ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ 1) คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลตะวันออก 3) มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ 4) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 5) กรมป่าไม้ 6) วิสาหกิจชุมชน

ชมรมไม้กฤษณา (ไม้หอม) แห่งประเทศไทย 7) สมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ 8) สมาคมธุรกิจไม้โตเร็ว 9) สมาคมธุรกิจไม้ 10) สมาคมการค้าชีวมวลไทย 11) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ 12) สวทช. ทุกหน่วยงานจะได้ใช้ศาสตร์ที่ตัวเองมีมาทำงานร่วมกัน พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไม้เศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงสร้างมาตรฐาน การทดสอบ และการสอบย้อนกลับว่า ไม้เหล่านั้นมาจากป่าปลูกหรือไม่ เพื่อร่วมกันดูแลให้อุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

และอยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ โดยมีความร่วมมือ 5 ปี และมอบหมายให้ สวทช. เป็นฝ่ายเลขานุการกลุ่มในการทำงานร่วมกัน เชื่อว่าการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ จะส่งผลที่ดีต่อการทำงานของภาคเกษตรกร ชุมชน และประชาชนทั่วไปในการที่จะใช้ไม้เศรษฐกิจเป็นฐานสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวต่อไปในวันข้างหน้า” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ หนึ่งในภาคีร่วมลงนามขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม้ครบวงจร กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริมการผลิตไม้เศรษฐกิจในปัจจุบัน และการแก้ไขกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในเรื่องที่ให้ประชาชนปลูกไม้มีค่า ทั้งในที่ดินที่เป็นที่ดินกรรมสิทธิ์และที่ดินที่รัฐอนุญาตใช้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราจะมีพื้นที่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 60 ล้านไร่ ที่จะเป็นเป้าหมายในการปลูกไม้เศรษฐกิจ ดังนั้น จึงควรเร่งสร้างให้เกิดห่วงโซ่อุปทานของไม้เศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้กล้าไม้พันธุ์ดี

เมื่อไม้โตแล้วเป็นไม้ที่มีคุณภาพ รวมถึงความรู้ในเรื่องกระบวนการตัดไม้หลังจากที่ไม้โตแล้ว การต่อยอดพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการค้าไม้ไปยังต่างประเทศ ทั้งในส่วนไม้ท่อน ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายที่มีองค์ความรู้ในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำมาร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม้ครบวงจร

จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกัน เพราะแต่ละหน่วยงานมีจุดเด่นในแต่ละเรื่อง เช่น จุดเด่นในเรื่องเทคโนโลยีการพัฒนาสายพันธุ์ นวัตกรรมการแปรรูปไม้หรือผลิตภัณฑ์ไม้ และการสร้างมูลค่าไม้ เชื่อว่าในอนาคตหากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศที่เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากไม้มีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น

“มูลค่าของไม้มีมูลค่าด้วยตัวเอง ค่านิยมของการใช้ไม้ได้เริ่มคืนกลับมา เพราะเป็นทรัพยากรทดแทนที่ปลูกกลับมาใหม่ได้ โดยปัจจุบันความต้องการของชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป จีน เอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น มีความต้องการใช้ไม้สูงมาก ประโยชน์ที่ได้รับไม่ใช่มูลค่าของไม้ที่ได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นมูลค่าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นมูลค่าที่ช่วยสร้างอากาศให้บริสุทธิ์ ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ไม้เหล่านี้ ตอบสนองต่อตลาดโลกทั้งหมด ฉะนั้น ต้องมีเทคโนโลยีในการพัฒนาคุณภาพของไม้ เทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มที่มีมากกว่าไม้ท่อนและไม้ แปรรูป” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเสริม

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ ครั้งที่ 1 ปี 2562 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา รวมทั้งแกนนำเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลจังหวัดในพื้นที่ ได้ประมาณการไม้ผลเศรษฐกิจ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ของไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และ เงาะ พบว่า ผลผลิตในภาพรวม 7 จังหวัด เพิ่มขึ้น ยกเว้น เงาะที่ผลผลิตลดลง เนื่องจากมีพื้นที่ให้ผลลดลง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตต่อไร่ ของทั้ง 4 ชนิดพืช มีทิศทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพลำต้นสมบูรณ์พร้อมต่อการออกดอกติดผล ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ต้นปี เป็นเหตุให้ไม้ผลออกดอก ติดผล เร็วและมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อจำแนกไม้ผลแต่ละชนิด (ข้อมูล ณ 19 มีนาคม 2562) พบว่า

ทุเรียน เนื้อที่ยืนต้น 132,463 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 11.49 เนื้อที่ให้ผล 101,843 ไร่ ลดลงร้อยละ 0.43 ปริมาณผลผลิตรวม 76,065 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.34 โดยผลผลิตต่อไร่ 747 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.81

มังคุด เนื้อที่ยืนต้น 53,111 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 2.97 เนื้อที่ให้ผล 49,236 ไร่ ลดลงร้อยละ 3.39 ปริมาณผลผลิต 27,739 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.44 โดยผลผลิตต่อไร่ 563 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.05

ลองกอง เนื้อที่ยืนต้น 119,132 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 15.92 เนื้อที่ให้ผล 117,134 ไร่ ลดลงร้อยละ 14.76 ปริมาณผลผลิต 45,504 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 117.40 ผลผลิตต่อไร่ 388 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 155.26

เงาะ เนื้อที่ยืนต้น 36,213 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 12.00 เนื้อที่ให้ผล 35,869 ไร่ ลดลงร้อยละ 11.36 ปริมาณผลผลิต 19,897 ตัน ลดลงร้อยละ 3.04 ผลผลิตต่อไร่ 555 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.47

ด้าน นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) กล่าวเสริมว่า ระยะเวลาที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดทั้ง 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คาดว่าผลผลิตจะเริ่มทยอยออกตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนนี้ และออกมากสุดในเดือนสิงหาคม จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคช่วยกันสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2562

ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อติดตามสถานการณ์ไม้ผลในแหล่งผลิตที่สำคัญของแต่ละจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมวางแผนบริหารจัดการไม้ผลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน กระทบแล้งยาวอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสถานการณ์ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จะได้ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง ในช่วงกลางเดือนเมษายน ถึงปลายเดือนเดือนมิถุนายน 2562 เพื่อเตรียมวางแผนบริหารจัดการไม้ผลร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพอีกครั้งหนึ่ง นายสุธรรม กล่าวทิ้งท้าย

สุพรรณบุรีฯ – เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มมิตรผล เปิดอุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุม “Bonsucro Global Week 2019” กว่า 140 คน จากนานาประเทศทั่วโลก เผยต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืนจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยเปิดให้เยี่ยมชมการจัดการ

ไร่อ้อยสมัยใหม่แบบ “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการไร่อ้อยด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงเยี่ยมชมการบริหารจัดการโรงงานน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ รวมถึง “สุขยิ่งฟาร์ม” พื้นที่เกษตรกรรมของชาวไร่อ้อยต้นแบบที่นำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ควบคู่กับการประกอบอาชีพการปลูกอ้อยเพื่อสร้างความยั่งยืน

การศึกษาดูงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Bonsucro Global Week 2019 การประชุมด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลระดับโลกประจำปี ซึ่งมีตัวแทนองค์กรชั้นนำจากนานาประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน จัดโดย Bonsucro องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มุ่งยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั่วโลกอย่างยั่งยืน

พืชไทยที่เรารู้จัก ยังมีอีกมากมายหลายร้อยชนิด ในกลุ่มพืชผัก คือพืชที่เรานำมาประกอบอาหารหรือเป็นผักสดกิน และเป็นกลุ่มสมุนไพร คือพืชที่เรานำมาใช้เป็นยารักษาโรค ยาบำรุงร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งพืชผักหลายชนิดถูกจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรด้วย จะเรียกรวมกันว่าพืชผักสมุนไพรก็คงไม่ผิดนัก เช่น ผักชนิดนี้ ที่หลายคนรู้จักดี หลายคนรู้จักผิวเผิน และหลายคนยังไม่รู้จัก ชื่อไพเราะเพราะพริ้งว่า “พญายอ”

“พญายอ” เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ สรรพคุณสูงชนิดหนึ่ง และเป็นผักที่ชาวบ้านนิยมมากชนิดหนึ่งเช่นกัน แม้แต่ชนชั้นผู้ใหญ่ ระดับผู้นำชนชาติแต่ก่อนเก่าจนถึงปัจจุบัน ยังให้ความชื่นชมเยินยอ คาดเดาว่า คงเป็นพืชที่มีความพิเศษเป็นแน่แท้ “พญายอ” มีหลายชื่อที่เรียกกัน แต่ละพื้นถิ่น เช่น ทางเชียงใหม่ เรียก ผักมันไก่ หรือผักลิ้นเขียด ทางลำปาง เรียกพญาปล้องคำ ภาคกลางเรียกหลายชื่อ พญาปล้องดำ ก็เรียก พญาปล้องทอง ก็เรียก เสลดพังพอนตัวเมีย ก็เรียก ทางกะเหรี่ยง เรียก โผะโซ่จาง หรือ ลิ้นมังกร ที่แม่ฮ่องสอน เรียก ลิ้นงูเห่า พญายอ ก็มีอีกหลายชื่อที่เรียกกัน มีเรื่องเล่าขานต่อกันมาว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน มีการให้นามพืชชนิดนี้ว่า “พญายอ” จึงเรียกกันโดยทั่วถ้วนมาตลอด

พญายอ เป็นพืชในวงศ์ ACANTHACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus siamensis

เป็นไม้พุ่มเลื้อย สูง 1-3 เมตร ขึ้นได้ดีในสภาพดินร่วนซุย แสงแดดพอเพียง พบที่ป่าผลัดใบทั่วไป มีลำต้นกิ่งก้านสีเขียว ใบเดี่ยวสีเขียวสดถึงเขียวเข้ม ใบขอบขนาน แคบ 0.5-1.5 x 2.5-3.0 เซนติเมตร ออกตรงข้ามกัน ปลายใบ ฐานใบ 2 ข้างไม่เท่ากัน ยาวเหลื่อมกันเล็กน้อย ขอบใบเรียบ มีหยักเล็กน้อย เส้นใบนูนเห็นชัดเจน ยอดอ่อนสีเขียวอ่อนกว่าใบแก่ บ้างอาจมียอดสีเหลืองอมขาว ขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของดิน น้ำ แสง ดอกออกเป็นช่อกระจุก จากปลายยอด มี 5 ดอกย่อย กลีบรองดอกยาว ประมาณ 1 เซนติเมตร มีขนเล็กน้อย โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนล่างชูขึ้น มีขีดสีเหลือง ปลายกลีบส่วนบนโค้ง เกสรตัวผู้ 2 อัน ติดปลายกลีบส่วนบน รังไข่แบน ก้านเกสรตัวเมียคล้ายเส้นด้าย ผลเป็นผลแห้ง มี 4 เมล็ด ก้านอาจแตกเป็นริ้วรอยยาว แต่ที่แน่ๆ ไม่ค่อยออกดอกออกผลให้เห็น มีตอนกระทบความแห้งแล้งในบางที่เท่านั้น

ความเชื่อของคนที่รู้จัก พญายอ เชื่อกันว่า ถึงแม้มีรสจืดชืด แต่เป็นยาที่มีฤทธิ์ ในการรักษาโรคผิวหนัง เช่น โรคเริม งูสวัด อีสุกอีใส พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แม้แต่พิษงูเห่า ในความเป็นสมุนไพรนั้น หมอไทยรู้กันมานานแล้วว่าใช้ได้ผลดีมากกับโรคภัยต่างๆ ที่กล่าวมา จนหมอแผนใหม่ก็ให้การยอมรับ ผลจากการวิจัยทางการแพทย์ พบว่า น้ำสกัดจากใบพญายอ ใช้ต้านทานพิษงูเห่าได้ผลดีมาก ผลิตเป็นครีมพญายอ 5% รักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ เทียบได้กับยา Acyclovir แต่ครีมสมุนไพรพญายอ มีคุณสมบัติที่ดี

ใช้แล้วไม่เกิดอาการแสบ ระคายเคือง ใช้ทาแผลทุกวัน จะตกสะเก็ด หายภายใน 3-7 วัน ครีมพญายอ ยังใช้รักษาโรคงูสวัด โดยใช้ทาแผลวันละ 5 ครั้ง แผลตกสะเก็ด หายภายใน 7-10 วัน หรืออาจใช้ในรูป กลีเซอริน และทิงเจอร์ รักษาแผลงูสวัด แผลอักเสบในปากได้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ สารประกอบฟลาโวนอยด์ สกัดด้วยเหล้าโรง รักษาแผลอักเสบต่างๆ ได้ดี และอีกหลายโรคที่มักเป็นกัน เช่น ปวดหลัง ปวดเอว ไข้หวัด มีวิธีการใช้เป็นยามากมายหลายวิธี เช่น กลั่น สกัด บด ตำ หรือกินสด และเชื่อว่ามีสารออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส HSV2 ตัวก่อเกิดโรคงูสวัดนั่นเอง

พญายอ ถึงแม้ว่ารสชาติจะจืดชืด แต่ก็ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ บางคนบอกว่ากลิ่นเอียน เหม็นเขียว อย่างที่รู้กันว่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคนเรา เป็นสมุนไพรที่สุดยอดคุณค่า ปรากฏให้เห็นเด่นชัดแล้ว ด้วยการพิสูจน์ผลลัพธ์ที่มีผู้ได้รับมาแล้ว กรรมวิธีที่ทำให้เราเห็นผลถึงสรรพคุณ หลายส่วนพบได้จากการใช้เป็นยารักษาโรคภายนอก หลายส่วนเกิดจากการกินเข้าร่างกายในรูปอาหาร

การประกอบอาหารด้วยใบอ่อน ยอด ผักพญายอ เช่น แกงแคของคนเหนือ แกงอ่อมของคนอีสาน หรือการลวกเป็นผักเคียงกับน้ำพริก บางคนเคยหั่นฝอยชุบแป้งทอดกรอบ เป็นผักทอดกินเล่น หรือแกล้มน้ำพริกต่างๆ หวาน มัน อร่อย เมื่อมีการปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อผักพญายอลงท้อง ถูกย่อยนำเอาสารอาหารและเส้นใยอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ตามคุณสมบัติของพญายอ ทั้งสารอาหาร สารสมุนไพร กากเส้นใย ให้ประโยชน์อย่างมากมาย ร่างกายเรารับไปเต็มๆ

การปลูกต้นพญายอ การเตรียมดินควรปรับดินให้มีความร่วนซุย โดยผสมอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก คือมูลสัตว์ต่างๆ หรือปุ๋ยหมัก ที่เกิดจากการหมักย่อยสลายของเศษซากพืช ใบไม้ หญ้า เป็นที่ที่มีความชื้นพอสมควร ขยายพันธุ์ปลูก ด้วยการตัดกิ่งพญายอที่แก่ปานกลาง เป็นท่อนๆ ให้มีข้อประมาณ 3-4 ข้อ ต่อท่อน ลิดใบออก หรือตัดใบทิ้ง 2 ใน 3 ส่วน ปักชำลงแปลง ให้ข้อที่อยู่ด้านโคนฝังลงดิน ไม่น้อยกว่า 1 ข้อ ปักชำเป็นหลุม หลุมละ 3 ท่อน ระยะห่างหลุม 60×80 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม คลุมแปลงด้วยเศษหญ้าแห้งหรือฟาง บังแสงแดดไม่ให้โดนแดดจัดในระยะแรก จนประมาณ 2 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นการแตกยอดใหม่ ดูแลรักษา ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ประมาณ 3 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวยอดพญายอไปทำอาหาร ไปจำหน่าย ไปทำยาสมุนไพร หรือไปแปรรูปต่างๆ ได้ตามประสงค์ และไม่ควรปล่อยให้ต่างชาติเอาไปเป็นลิขสิทธิ์หาประโยชน์จากพญาไม้นี้

พญายอ ที่แตกพุ่มใบสดเงางาม เลื่อมมัน ยอดอวบอ้วน ใบพลิ้วเรียวยาว โบยพลิ้วยามต้องสายลม เป็นผักที่ชวนเด็ดกิน รูปทรงกิ่งยอดสวยงาม มีสง่าดุจนางพญาแห่งเมือง ดุจมีอำนาจบารมี ศักดิ์ศรี และคุณค่า แสวงหาปลูกเพาะไว้มุมสวน มุมบ้าน กระถางมังกร เป็นความงาม เป็นประโยชน์ แก่บ้านเรากันทั่วถ้วนทุกทิศทาง

เรื่องราวของเห็ดถั่งเช่า เมื่อก่อนถือเป็นเรื่องไกลตัว หายาก มีความเข้าใจกันว่า กว่าจะได้มาต้องฟันฝ่าอุปสรรค รอนแรมเสาะหาในถิ่นทุรกันดาร บนแผ่นดินสูงของเมืองจีน ดังนั้นมูลค่าและคุณค่าจึงสูง ด้วยเหตุนี้ คนทั่วไปจึงมิอาจเข้าถึงได้

โลกหมุนเวียนเปลี่ยนไป มีการสื่อสารที่ทันสมัย เทคโนโลยีก้าวล้ำ การศึกษารุดหน้า เห็ดถั่งเช่าเพาะได้เพาะดีในบ้านเราตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ งานเพาะของฟาร์มเห็ดถั่งเช่าเขาคิชฌกูฏ ตั้งอยู่เลขที่ 9/22 หมู่ที่ 10 ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีจุดกำเนิดของถั่งเช่าเขาคิชฌกูฏ และผลิตภัณฑ์หลากหลาย

บริษัท เมอริทไพรม์ จำกัด (ฟาร์มเห็ดถั่งเช่าเขาคิชฌกูฏ) เกิดจากกรอบแนวคิด “นวัตกรรมสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ถั่งเช่า” ด้วยเจตนารมณ์ของ ดร. อรวดี อานามวัฒน์ ที่จะพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพเชิงนวัตกรรม ควบคู่คุณธรรม เพื่อนำธุรกิจสู่ความสุข สำเร็จก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

โดยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 ในงาน “ราชมงคลรักษ์เหลืองจันท์ ครั้งที่ 16” ฟาร์มเห็ดถั่งเช่าเขาคิชฌกูฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ โครงการส่งเสริมต่อยอดนวัตกรรมการผลิตและการจัดการฟาร์มเห็ดสมุนไพรสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยเหตุที่บริษัทได้ส่งเสริมงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดถั่งเช่าสีทองและเห็ดทางการแพทย์หลายชนิด อาทิ เห็ดภู่มาลา เห็ดถั่งเช่าหิมะ เห็ดการบูร ซึ่งได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงมาจากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร มทร.ตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี อย่างต่อเนื่อง

ผลของการวิจัยและพัฒนา ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในปี 2557 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา 3 ปี ทำให้สามารถเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองที่มีคุณภาพ มีสารออกฤทธิ์สำคัญ “คอร์ไดเซปิน” (Cordycepin) ซึ่งได้รับการรับรองตรวจสอบจากสถาบันวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ว่ามีสารดังกล่าวในเกณฑ์มาตรฐาน ประกอบกับที่ฟาร์มเห็ดได้รักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง เช่น กรรมวิธี Dynamic Freeze-dry การควบคุมความปลอดภัยจากเชื้อปนเปื้อนด้วยการฉายรังสีแกมมา ฯลฯ