ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงตำบลปันแต

ผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดแปลงใหญ่ผึ้งโพรงปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง บอกว่า การเลี้ยงผึ้งโพรงไทยปี 2565 ที่ผ่านมานี้ได้มีผลผลิตที่น้อยมาก เหลืออยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเทียบจากช่วงที่พีกนั้นสามารถเก็บผลผลิตได้กว่า 10 ตัน

ซึ่งมีสาเหตุจากฝนตกยาวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบจากการที่ผึ้งโพรงไม่สามารถจะแยกรังสร้างนางพญาได้ ประชากรผึ้งโพรงจึงไม่ขยายและเพิ่มรังผึ้งโพรง และประการสำคัญแหล่งอาหารผึ้งโพรง ทั้งสวนยางพารา สวนทุเรียน สวนมังคุด สวนลองกอง สวนเงาะ ดอกไม้ซึ่งเป็นอาหารของผึ้งโพรงขาดแคลนจากกระทบฝนตกยาว ปริมาณอาหารผึ้งโพรงจึงลดไปครึ่งต่อครึ่ง

“และอนาคตผึ้งโพรงยังได้รับผลกระทบกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะมีการใช้ยาเคมีฉีดจะส่งผลต่อผึ้งโพรงที่จะไปตอมกับเกสรกับดอกไม้ จะได้รับความเสียหายด้วย”

สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง แหล่งอาหารของผึ้งโพรงเปลี่ยนแปลง จะส่งผลกระทบการเลี้ยงผึ้งโพรงที่อยู่กับพื้นและผู้เลี้ยงรายย่อย หากไม่มีการพัฒนารองรับป้องกันความเสี่ยง

ทางวิสาหกิจชุมชนจึงมีแผนรองรับป้องกันความเสี่ยง โดยมีพันธมิตรเครือข่ายในพื้นที่เพื่อโยกย้ายรังผึ้งโพรงหนีฝนจากจังหวัดพัทลุง ไปยังพื้นที่สภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อการเลี้ยงยังโซนอันดามัน จังหวัดกระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอำเภอนาสาร เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตเงาะรายใหญ่ทางภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ภาวะปกติฝนแล้ง

“บริหารจัดการรองรับป้องกันวัตถุขาดแคลน ที่จะต้องสต๊อกวัตถุดิบเอาไว้เพื่อให้พอเพียงจะสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและผู้บริโภค”

คุณวีระพล บอกอีกว่า ปีที่แล้ว 2565 ในวิสาหกิจชุมชนมีประมาณ 5 ตันต่อปี ทั้งของกลุ่มที่ผลิตได้และหาซื้อจากเครือข่ายผึ้งโพรงไปยังจังหวัดต่างๆ และค่อนข้างจะหาไม่ได้ เพราะมีน้ำผึ้งโพรงรายย่อยๆ ขนาด 10 กิโลกรัม แต่ทางกลุ่มต้องการแต่ละล็อตไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัม

“ตอนนี้ยังขาดแคลนอยู่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะจากปีที่ผ่านมาหาน้ำผึ้งโพรงได้แต่ 5 ตันเศษ ซึ่งความต้องการน้ำผึ้งโพรงประมาณกว่า 10 ตันถึงสนองตอบต่อตลาดได้ ส่วนแนวทางที่จะทำเป็นอุตสาหกรรมผึ้งโพรงหรือจะส่งออกต่างประเทศ ค่อนข้างจะเป็นไปไม่ได้”

ส่วนราคาผึ้งโพรง ราคาค้าปลีกขณะนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 550-600 บาทต่อกิโลกรัมต่อขวด ราคานั้นถือว่ายังไปได้ดีและก็ดีมาตลอดทุกปี สำหรับแนวโน้มทิศทางการเลี้ยงผึ้งโพรงปี 2566 นี้ สำหรับคนที่ยังทำผึ้งโพรง ก็ต้องดูสภาพภูมิอากาศหลังเดือนมกราคม 2566 นี้เป็นต้นไป หากว่าหมดฝนแล้วเข้าภาวะแล้งยาวพืชผลไม้ได้ออกดอก ก็จะได้น้ำผึ้งโพรงที่ดี แต่หากฝนยังตกเหมือนกับปีที่แล้ว 2565 ก็จะพบกับสภาพเดิมต้องขาดแคลนน้ำผึ้งโพรงต่อ แล้วคาดว่ารายย่อยคงจะต้องทิ้งรังผึ้งโพรงไปอีก จากภาพน้ำผึ้งโพรงที่มีปริมาณนับหมื่นรังในหลายพื้นที่หลายจังหวัด

“การเลี้ยงผึ้งโพรง เป็นอาชีพเสริมที่มีรายได้ที่ดี จะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี” คุณไพรวัลย์ ชูใหม่ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง บอกว่า ภาพรวมน้ำผึ้งโพรง จังหวัดพัทลุง ที่ผ่านจากช่วงที่สภาพภูมิอากาศและผลไม้สมบูรณ์ดีมาก สามารถจัดเก็บน้ำผึ้งได้กว่า 10 ตันต่อปี เป็นเงินค้าส่งประมาณ 3,600,000 บาท และถ้าเป็นค้าปลีกประมาณ 6 ล้านบาท

เห็นได้ว่าผึ้งโพรงสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมที่ดีได้ และหากเป็นอาชีพหลักก็ทำได้ แต่จะต้องเลี้ยงผึ้งโพรงและอุ้งควบคู่ไปด้วย โดยผึ้งโพรงประมาณ 100 รัง และอุ้งไม่ต่ำกว่า 300 รัง โดยแต่ละรังมีผลผลิตมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3 กิโลกรัมต่อปี ส่วนราคา เช่น ค้าส่ง 300 บาทต่อกิโลกรัม และค้าปลีก 500 บาทต่อกิโลกรัม มูลค่าค้าส่งประมาณกว่า 360,000 บาทต่อปี ถ้าค้าปลีกมีมูลค่าประมาณ 600,000 บาทต่อปี

“ปัจจัยสำคัญที่ผันแปรที่สุดในการเลี้ยงผึ้งโพรงไทย คือสภาพดินฟ้าอากาศ การใช้สารเคมี และต้องมีความพร้อมเรื่องแหล่งอาหารไว้รองรับด้วย”

คุณไพรวัลย์ บอกอีกว่า สภาพอากาศจะส่งผลต่อแหล่งอาหารของผึ้งโพรง เพราะหากฝนตกยาวนานจะขาดแหล่งอาหาร ผู้เลี้ยงจะต้องเตรียมความพร้อมในการสำรองอาหารไว้ เช่นปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพด ฯลฯ และหากขาดแคลนจริงๆ แล้วก็นำกล้วยสุกต่างๆ สำหรับกล้วยนั้นเป็นน้ำผึ้งในผลไม้ ฟรักโทส มาจัดวางไว้ให้ผึ้งโพรงได้บริโภค และยังสามารถป้องกันผึ้งโพรงอพยพได้

แต่สวนที่น่าเลี้ยงผึ้งโพรงได้และป้องกันความเสี่ยงได้ จะเป็นสวนปาล์ม สวนหมาก สวนมะพร้าว เพราะฝนตกก็ออกผลผลิต สามารถเป็นอาหารของผึ้งโพรงที่ดี คุณเรืองชัย วัจนสาร อายุ 69 ปี ข้าราชการวัยเกษียณ ดำเนินชีวิตบนแนวคิด “เป็นครูตลอดชีวิต-จิตอาสา” โดยใช้ที่ดินทำกิน 15 ไร่ของตัวเอง เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสาน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ในชื่อ “เกษตรผสมผสานบ้านห้วยทรายทอง” เปิดโอกาสให้มีเกษตรกร ประชาชนที่สนใจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเยี่ยมชมงานได้ตลอดทั้งปี

ที่ผ่านมา ครูเรืองชัยจับมือกับภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช กศน.ตำบลทุ่งใส กศน.อำเภอสิชล สำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กับร่วมจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้และร่วมจัดการเรียนการสอน แนะแนว บริการข่าวสาร ระบบฐานข้อมูลด้านแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ มีความพร้อมในการเผยแพร่ความรู้ด้านการทำการเกษตร การเลี้ยงโคขุน การเลี้ยงปลาน้ำจืด การปลูกปาล์มน้ำมัน การปลูกหญ้าเนเปียร์ และการทำพืชหมักอาหารสัตว์ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจมาเรียนรู้ศึกษาดูงาน

ครูเรืองชัยชักชวนกลุ่มวัยรุ่นในชุมชนที่ว่างงานเข้ามาทำงานในแหล่งเรียนรู้ โดยรับจ้างเก็บผัก รับจ้างกั้นอวนล้อมรอบบ่อปลาเพื่อป้องกันสัตว์ที่จะมากินปลาในบ่อที่เลี้ยงไว้ โดยครูเรืองชัยอบรมให้ความรู้และสอนวิถีความเป็นอยู่ตามบริบทของสภาพแวดล้อมในชุมชน และสอนให้เห็นความสำคัญถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การทำการเกษตรโดยไม่พึ่งสารเคมี สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ทำให้กลุ่มวัยรุ่นมีความรู้ มีรายได้ให้กับครอบครัว ไม่มั่วสุมกับยาเสพติด ส่งผลให้ชุมชนเกิดการพัฒนา เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนใกล้เคียง และประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้

ภายในแหล่งเรียนรู้ “เกษตรผสมผสานบ้านห้วยทรายทอง” ประกอบด้วย

การปลูกผักสวนครัว บริเวณรอบบ้านปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษมากมาย ทั้งพริกขี้หนู โหระพา มะเขือ มะละกอ ถั่วพู ปลูกดอกดาวเรืองบริเวณแปลงผักเพื่อไล่แมลงศัตรูพืช พืชผักเหล่านี้ มีแม่ค้ารับซื้อผลผลิตทุกวัน

การเลี้ยงโคขุน มีการเลี้ยงโคโดยปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่องบริเวณรอบๆ พื้นที่ เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยงโค ครูเรืองชัยเป็นแกนนำวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์ผู้เลี้ยงโคตำบลทุ่งใส และเป็นผู้จัดการแปลงใหญ่แพะและโคเนื้อ อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้การดูแลของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอสิชล

การปลูกดูแลสวนปาล์มน้ำมัน ครูเรืองชัยใช้ปุ๋ยคอกจากมูลวัวในการบำรุงต้นปาล์ม เมื่อมีการเปลี่ยนน้ำในบ่อปลา น้ำที่เปลี่ยนทิ้งก็นำมารดต้นปาล์มกับผักสวนครัวบริเวณรอบบ่อปลา ทำให้ต้นปาล์มเจริญเติบโตออกผลผลิตอย่างเต็มที่

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ครูเรืองชัยนำผัก ผลไม้ หรือเศษอาหารเหลือทิ้ง 1 ส่วน + กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน ผสมเข้าด้วยกันทิ้งไว้ 7 วันจนน้ำหมักเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ มีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ก็นำไปใช้งานได้ แต่หากน้ำหมักมีสีน้ำตาลอ่อนและกลิ่นบูดแสดงว่าใส่น้ำตาลไม่พอ ต้องเพิ่มปริมาณกากน้ำตาลลงไปอีก กลิ่นบูดจะค่อยๆ หายไป หมักต่อไปเรื่อยๆ ครูเรืองชัยตวงน้ำหมักใส่ขวดหรือภาชนะเก็บบริเวณที่มืดในห้อง อุณหภูมิปกติ สามารถเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี นำมาใช้ปลูกผักสวนครัวและสวนปาล์มน้ำมัน

การเลี้ยงปลาน้ำจืด ครูเรืองชัยเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม และปลาดุกในบ่อดิน โดยมีการจัดระบบน้ำอย่างดี พร้อมดูแลป้องกันการเกิดโรค ที่นี่ให้อาหารปลาแบบอาหารเม็ด ฟางหมัก และใช้เปลือกผลไม้สีเหลือง เช่น เปลือกมะละกอ เปลือกทุเรียน เป็นอาหารเลี้ยงปลา

ครูเรืองชัยแนะนำการเลี้ยงปลากินพืชแบบลดต้นทุนโดยใช้ฟางข้าวและหญ้าหมัก เป็นอาหารเลี้ยงปลาน้ำจืดทั้งบ่ออนุบาลและบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ซึ่งเทคนิคนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในประเทศจีน อินเดีย ฯลฯ เพราะการทำฟางและหญ้าหมักทำให้เกิดอาหารตามธรรมชาติหลายชนิดในบ่อเลี้ยงปลา เช่น โรติเฟอร์ ไรแดง หนอนแดง และแบคทีเรีย นอกจากนี้ ฟางข้าวมีธาตุอาหารประเภทโปรตีน 3.44% ไขมัน 1.88% เยื่อใย 37.48% ปริมาณเถ้า 12.30% ฟอสฟอรัส (P2O5) 0.11% เมื่อนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาจึงช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนต่ำในการเลี้ยงปลา

ครูเรืองชัยได้เรียนรู้วิธีทำฟางและหญ้าหมัก จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครศรีธรรมราช ซึ่งวิธีการทำไม่ยุ่งยากอะไร สำหรับบ่ออนุบาลลูกปลา เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาสลิด ฯลฯ สำหรับการทำฟางหรือหญ้าหมัก เริ่มจากตากบ่อ โรยปูนขาวก่อน จึงค่อยนำฟางข้าว หญ้าสดหรือแห้งใส่ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์ชนิดต่างๆ ในอัตรา 100-120 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือนของมูลสัตว์แห้ง เป็นมูลไก่หรือมูลวัวก็ได้ และฟางแห้งต่อปุ๋ยมูลสัตว์เท่ากับ 1 : 1 หากใช้หญ้าสดควรใส่ปูนขาวผสมลงไปด้วยสักเล็กน้อย หลังจากนั้น ใส่ฟางแห้งสลับกับมูลสัตว์เป็นชั้นๆ ที่มุมบ่อเลี้ยงปลาทั้ง 4 ด้านหรือเป็นกองๆ รอบบ่อเลี้ยงปลาและใส่น้ำลึกประมาณ 20 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมื่อน้ำในบ่อเปลี่ยนเป็นสีชาจึงเพิ่มระดับน้ำลงไปเป็น 50-60 เซนติเมตร รอไปอีก 3-5 วัน จึงนำลูกปลามาปล่อยลงบ่อ

กรณีบ่อเลี้ยงปลาขุน ระหว่างการเลี้ยงปลาสามารถใส่ฟางหมักและปุ๋ยได้เดือนละครั้ง ในปริมาณ 100-120 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีนี้ช่วยให้มีอาหารตามธรรมชาติ เช่น โรติเฟอร์ ไรแดง หนอนแดง ฯลฯ ให้ปลาที่เลี้ยงในบ่อมีอาหารธรรมชาติอย่างเพียงพอ กรณีเลี้ยงปลาเบญจพรรณ ประเภทปลานิล ปลาจีน ปลาตะเพียน ปลาสวาย ฯลฯ เกษตรกรควรให้อาหารปลาสำเร็จรูปหรืออาหารเสริมหรือพืชสด ร่วมกับการให้ฟางหมักแบบวันเว้นวัน ช่วยให้ปลาเติบโตดี

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาศึกษาดูงานเกษตรผสมผสานบ้านห้วยทรายทอง ได้เห็นสภาพจริงของการทำการเกษตรแบบผสมผสาน การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพและปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ หากใครสนใจศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ “เกษตรผสมผสานบ้านห้วยทรายทอง” ติดต่อ ครูเรืองชัย วัจนสาร ได้ที่บ้านเลขที่ 134/3 หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เบอร์โทร. 082-288-0179

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าวจาก กศน.ตำบลทุ่งใส กศน.อำเภอสิชล มูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช

แม้จะไม่มีความรู้เรื่องการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และไม่เคยทำอาชีพเกษตรกรรมมาก่อน แต่ด้วยความมุมานะพยายามเรียนรู้บวกกับการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้วันนี้ คุณภูดิศ หาญสวัสดิ์ หรือ คุณเอก เจ้าของ “บ้านสวน สานฝัน” บ้านหนองไฮ ตำบลบ้านหัน อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ในระยะเวลาไม่กี่ปี โดยมีรางวัลการันตีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ประธานยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) จังหวัดขอนแก่น ในฐานะต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ สืบสานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของกรมส่งเสริมการเกษตร และรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับภาค ประจำปี 2561 ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

นอกจากนี้ เขายังทำงานจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคมในหลายบทบาท อาทิ เป็นอาสาสมัครการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (อสปก.) เป็นครูบัญชีอาสา อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น และเป็นประธานกลุ่มข้าว 3D (อร่อยดี ปลอดภัยดี สุขภาพดี) ตำบลบ้านหัน อำเภอโนนศิลา และเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเกษตรและการทำบัญชีครัวเรือนให้หน่วยงานต่างๆ และที่บ้านของเขายังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ประจำตำบลบ้านหันด้วย

คุณภูดิศ หาญสวัสดิ์ เกิดและเติบโตใน กทม. จบปริญญาโท จากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานหลายบริษัทในเมืองหลวง กระทั่งแต่งงานกับภรรยา ซึ่งเป็นสาวขอนแก่น เมื่อปี 2556 จึงตัดสินใจมาทำอาชีพเกษตรกรรมที่จังหวัดขอนแก่น ในเนื้อที่ 15 ไร่

จากที่ไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรมาเลย แต่ได้ศึกษาเรียนรู้จากพ่อแม่ของฝ่ายหญิงและเรียนรู้จากอินเตอร์เน็ต ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติ ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 400,000 บาท โดยจัดสรรที่ดินเป็น 4 ส่วน คือ

บ่อน้ำ เพื่อใช้กักเก็บน้ำและเลี้ยงสัตว์
น้ำไว้บริโภคในครัวเรือน
ปลูกพืชแบบผสมผสาน และ
เป็นที่อยู่อาศัย
เริ่มแรกเขาปลูกผักปลอดสารและเลี้ยงปลา ส่งขายในหมู่บ้านและตามร้านค้าต่างๆ ต่อมาเลี้ยงกบ เนื่องจากเห็นว่ามีตลาดรองรับ และได้แปรรูปกบเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมทั้งแปรรูปพืชผักผลไม้ต่างๆ ล่าสุดเพาะเห็ดตระกูลนางฟ้า และนางรมด้วย ซึ่งกบถือเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่ง และเป็นกิจกรรมเด่น เพราะเป็นการเลี้ยงกบแบบครบวงจร การเลี้ยงกบในบ่อดินดีที่สุด เพราะทำให้กบผิวสวย โรคน้อย แข็งแรง โตไว อย่างไรก็ตาม ก็มีบ่อกึ่งดิน กึ่งปูน บ่อปูน และกระชังลอยน้ำด้วย เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาตามสภาพพื้นที่ของแต่ละราย

ปัจจุบัน บ้านสวน สานฝัน มีผลผลิตหลากหลาย มีรายได้หลายแสนบาทต่อปี อาทิ กบดิ่งพสุธา (กบย่างรมควัน) กบแปรรูปแช่แข็ง (เน้นส่งออก) เพิ่มมูลค่าจากกิโลกรัมละ 80-90 บาท เป็น 1,500 บาท นอกจากนี้ ยังมีหนังกบตากแห้ง กบแช่แข็ง ส่งออกลาว มีกบยัดไส้ และกบแดดเดียวด้วย ทั้งยังจำหน่ายทั้งกบเล็ก กบเนื้อ และกบพ่อแม่พันธุ์ รวมทั้งจิ้งหรีดคั่ว ซึ่งที่ผ่านมามีรายได้จากกบ เฉลี่ยปีละ 220,000 บาท โดยขายทั้งที่สวน และส่งตามร้านค้าต่างๆ ในพื้นที่ รวมทั้งขายในออนไลน์ทางเฟซบุ๊ก “บ้านสวน สานฝัน”

การเลี้ยงกบแบบครบวงจรจะขยายพันธุ์เพื่อขายลูกกบด้วย สำหรับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์เพาะเลี้ยงเอง ฟูมฟักอย่างดี จากลูกกบในฟาร์ม เมื่ออายุได้ 4 เดือน จะคัดเพศเก็บทั้งกบเพศผู้และเพศเมียไว้อย่างละ 50 ตัว จากนั้นจะแยกเลี้ยงต่างหากจากกบเนื้อ โดยแยกใส่กระชัง และแยกเลี้ยงกบเพศผู้กับกบเพศเมียออกจากกัน โดยกบที่พร้อมและสามารถเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้นั้น ทางฟาร์มเลี้ยงจนกระทั่งมีอายุ 12 เดือนขึ้นไปเท่านั้น

ช่วงเวลาการเพาะพันธุ์นั้น เริ่มเพาะตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมของทุกปี โดยจะเพาะในบ่อปูน ขนาด 3×3 เมตร นำพ่อพันธุ์ 7 ตัว และแม่พันธุ์ 5 ตัว (เนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าตัวผู้อาจจะขี่หลังกันเอง) หากบางครั้งอุณหภูมิน้ำสูง (น้ำอุ่น) ก็จะใส่น้ำแข็งช่วย เพื่อให้น้ำเย็นขึ้น กบจะไข่ช่วงตี 4 – ตี 5 ของคืนนั้น ช่วงเช้าจะพบแพไข่กบอยู่เต็มบ่อ จากนั้นตักพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ออก แยกพักไว้ (จะเพาะจากพ่อแม่พันธุ์ชุดเดิมได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์)

อีก 2 วัน ไข่กบก็จะฟักเป็นตัว ช่วงนี้ยังไม่ให้อาหาร หลังจากไข่ฟักเข้าวันที่ 3 ถึงจะให้อาหารเป็นไข่แดงต้มสุก 8-10 ฟอง ต่อวัน ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 3 จะเริ่มให้อาหารลูกกบแบบเม็ดเล็กพิเศษ

หลังจากผ่านไป 1 เดือน ลูกกบจะหดหาง ออกขาครบที่ 4 ขา เปลี่ยนเป็นให้อาหารกบ เบอร์ 1 ผสมไข่ไก่ กล้วยน้ำว้าสุก และนมสด (อาหารกบ 1 กิโลกรัม + ไข่ไก่ 1 ฟอง + กล้วยน้ำว้าสุก 1 ลูก + นมสด 2 ช้อนโต๊ะ) เป็นสูตรเฉพาะที่ฟาร์ม เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร วิตามิน และภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้สามารถเริ่มจำหน่ายลูกกบได้หลังผ่านไป 45 วัน ตัวละ 2 บาท

วิธีทำกบยัดไส้

สำหรับเทคนิคการเลี้ยงกบให้ได้คุณภาพ มีหลายปัจจัย คือ

1.ต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อทุกๆ 1-2 วัน เพราะความสะอาดของบ่อและน้ำมีส่วนสำคัญที่สุดของการเจริญเติบโต และการป้องกันโรค

2.ต้องคัดขนาดลูกกบทุกๆ 7 วัน เพราะลูกกบจะโตไม่พร้อมกัน ลูกกบตัวใหญ่จะกินลูกกบตัวเล็กกว่า และจะตายทั้งคู่

3.อัตราการเลี้ยงลูกกบ ตารางเมตรละ 200 ตัว หลังจากคัดแยกขนาดทุกๆ 7 วัน จะได้ลูกกบบ่อละ ประมาณ 100 ตัว เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 2 ซึ่งความหนาแน่นจะมีความสมดุลไม่แออัด กบไม่เครียด กินอาหารเก่ง โตไว

เนื่องจากตลาดภาคอีสาน นิยมบริโภคกบเนื้อตัวไม่ใหญ่ ประมาณ 8-10 ตัว ต่อกิโลกรัม เลี้ยงกบแค่เพียง 3 เดือน ก็ส่งขายตลาดได้ โดยขายส่งกิโลกรัมละ 80 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท

นอกจากนี้ ในช่วงปลายฤดูฝน yourplanforthefuture.org เป็นช่วงที่กบเนื้อมีมาก จึงได้นำมาแปรรูปเป็นกบดิ่งพสุธา (กบแดดเดียว) และกบยัดไส้อีกด้วย สำหรับการทำกบดิ่งพสุธา หรือกบแดดเดียว เป็นเมนูถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการคัดเลือกกบเนื้อขนาดเล็ก ประมาณ 30 ตัว ต่อกิโลกรัม นำไส้และเครื่องในออก ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด 2 ครั้ง คลุกเคล้าเครื่องเทศ ประกอบด้วย พริกไทยป่น เกลือ รากผักชี จะไม่ใส่น้ำปลาและผงชูรส นำกบที่ได้ไปผึ่งแดดบนวัสดุตากในมุ้งเขียวกันแมลง เพียงแค่ 1 แดด เท่านั้นเพราะกบตัวเล็กมาก หากตากนาน เนื้อกบจะแห้งคล้ายกระดาษ รับประทานไม่อร่อย

หลังจากนั้นนำกบแดดเดียวมาบรรจุในถุงซีลสุญญากาศ พร้อมกับใส่วัสดุดูดความชื้น สินค้าเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติการทำกบดิ่งพสุธามีต้นทุนสูงโดยกบสด 5 กิโลกรัม จะได้กบดิ่งพสุธา 1 กิโลกรัม เมื่อบวกกับค่าแรงตัดแต่งและบรรจุภัณฑ์ จึงตั้งราคาขายปลีกอยู่ กิโลกรัมละ 1,500 บาท

ทั้งนี้กบดิ่งพสุธาสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู อาทิ นำไปทอด รับประทานได้ทันที หรือนำไปทำเป็นน้ำพริกกบ วิธีการทำเช่นเดียวกันกับน้ำพริกปลาทู แต่ต้องนำกบดิ่งพสุธาไปทอดให้สุกเสียก่อน

ส่วนการทำกบยัดไส้ ถือเป็นเมนูอาหารโบราณของภาคอีสานที่ห่างหายจากท้องถิ่นประมาณ 10-15 ปี จนกระทั่งกลางปี 2560 มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในเรื่องทั่วๆ ไป และได้พูดถึงเมนูกบยัดไส้ จึงเกิดความสนใจ และเริ่มหาข้อมูล ประกอบกับช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีโอกาสไปส่งกบเนื้อให้เครือข่ายที่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก็ทำเมนูกบยัดไส้ขาย จึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวิธีการทำซึ่งกันและกัน

ตั้งโรงงานปลาร้าบอง

ก่อนที่จะทำขาย ได้ทดลองทดสอบหลายครั้งจนได้รสชาติที่ลงตัว โดยจะใช้กบ ขนาด 8-10 ตัว ต่อกิโลกรัม นำเครื่องในออก ลอกหนัง ตัวหัว ตัดขาหน้าและขาหลัง นำหัวและขามาสับรวมกับหมูบดติดมัน ปรุงรสด้วยพริกแกงคั่ว ใบมะกรูดซอย ข่าซอย และมะพร้าวขูด จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ยัดกลับเข้าไปในตัวกบอีกครั้ง นำไปนึ่งไฟอ่อนประมาณ 20 นาที

ขั้นตอนสุดท้าย คือ การนำไปอบรมควัน (สร้างตู้อบขึ้นเอง) หรือย่างบนเตาย่างไฟอ่อนๆ ซึ่งจะทำให้กบยัดไส้แห้งรับประทานง่าย อีกทั้งยังหอมกลิ่นรมควัน คล้ายๆ ไส้กรอกรมควัน หรือเบคอนรมควัน ขายเป็นตัว ตัวละ 20 บาท โดยทำเป็นแพ็กขนาดเดียว คือ 5 ตัว 100 บาท

นอกจากนี้ ผลผลิตในสวนยังมีข้าวสามสี ข้าวหมากหวาน แจ่วปลาร้าบองสุก แบรนด์ MINE agrifood มะเขือเทศเชื่อม หน่อไม้ดอง และอื่นๆ รวมทั้งผักผลไม้ปลอดสาร 100% ทุกวันนี้ มีเงินเก็บ รายได้มั่นคง วันละ 1,000 บาท แปลงเกษตรแบบผสมผสาน อยากกินอะไร ชอบกินอะไร ก็นำมาปลูก มีชาวบ้านในชุมชน ต่างตำบล ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด มาแวะเวียนอยู่เป็นระยะ เป็นแปลงเกษตรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรอินทรีย์ ปรับเปลี่ยนเป็นแปลงตัวอย่างให้ชุมชนหันมาทำเกษตรไม่ใช้เคมี