ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง จำกัด กล่าวว่า

การมาร่วมเวทีเจรจาผู้ซื้อพบผู้ขายระหว่างประเทศไทยและคณะนักธุรกิจจากประเทศอินเดีย โดยมีการยางแห่งประเทศไทย และสถานฑูตไทยประจำกรุงนิวเดลีเป็นองค์กรหลักในการประสานงานครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสทางการตลาดให้กับสถาบันเกษตรกรยกระดับจากการดำเนินธุรกิจต้นน้ำ เป็นการพัฒนาสถาบันสู่กลางน้ำ ด้วยการแปรรูปผลผลิตของตัวเองให้มีมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง ได้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเป็นหลัก จะอยู่ในรูปของยางแผ่นดิบ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน และไต้หวัน ซึ่งที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตประมาณเดือนละ 1,200 ตัน รวมทั้ง ยังมีการส่งขายภายในประเทศ โดยโรงงานจะรับซื้อไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อย่างมาสด้า หรือฟอร์ด

นายประชา กล่าวเพิ่มเติม ตลาดยังคงมีความต้องการใช้ยางอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์กองทุนฯ บ่อทอง จึงได้มีการขยายกิจการ โดยการสร้างโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นยางแท่ง STR 20 คาดว่าจะรับซื้อยางก้อนถ้วยในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก โดยกำลังการผลิตของโรงงานขั้นต่ำประมาณ 3,000 ตันต่อเดือน เป้าหมายการเปิดตลาดใหม่ครั้งนี้ เน้นการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เพื่อนเกษตรกรชาวสวนยางด้วยกัน แต่จะไม่มีการผูกขาด เพราะหากที่ไหนรับซื้อยางก้อนถ้วยในราคาสูง

แต่ละสหกรณ์หรือกลุ่มสถาบันเกษตรกรสามารถขายผลผลิตของตัวเองได้ตามความต้องการ ล่าสุดทางสหกรณ์กองทุนฯ บ่อทอง จำกัด ได้มีการตกลงกับสหกรณ์กองทุนฯ หนองหัวช้าง จำกัด เพื่อรับซื้อผลผลิตยางก้อนถ้วยในการแปรรูปยางแท่ง STR 20 เรียบร้อยแล้ว และคาดว่า ในช่วงกลางเดือนกันยายนเป็นต้นไป จะร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย จ.บึงกาฬ เชิญผู้นำเกษตรกรของแต่ละพื้นที่ในจ.บึงกาฬ และในพื้นที่ภาคอีสานใกล้เคียงมาหารือร่วมกันในการรวบรวมผลผลิตยางก้อนถ้วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และเมื่อได้มีโอกาสมีพบปะพูดคุยกับคณะนักธุรกิจสมาคมผู้ผลิตยางล้อในประเทศอินเดีย จะเป็นการเปิดโอกาสในการขยายหรือพัฒนาธุรกิจของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยต่อไป

นวัตกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งวันนี้นักวิจัยมีความสุขมากขึ้น เมื่อภาคเอกชนและภาครัฐร่วมกันทำงานภายใต้นโยบาย “ประชารัฐรักสามัคคีฯ” นำไอเดียของนักวิจัยมาต่อยอด โดยล่าสุดให้สนับสนุนและเปิดตัวเครื่องสีข้าว 2 แบบ คือ เครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน หรือแบบพกพา และเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน อันเป็นผลงานของ รศ.ดร. ศักดา อินทรวิชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมงาน ที่สามารถนำไปใช้กับร้านในชุมชนเพื่อหารายได้อีกต่อหนึ่ง นับเป็นวิธีคิดของภาครัฐและภาคเอกชนอันจะนำมาซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมของนักวิจัย

รศ.ดร. ศักดา อินทรวิชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าให้ฟังถึงแนวคิดนวัตกรรมเครื่องสีข้าวทั้ง 2 แบบ ที่นำมาสู่การต่อยอดในนโยบาย “ประชารัฐรักสามัคคีฯ” ว่า มาจาก 3 แนวคิด คือ หนึ่ง ต้องการให้เกษตรกรมีเครื่องสีข้าวไว้ใช้เอง สอง เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพให้เกษตรกร และ สาม ให้แต่ละครัวเรือนสามารถมีเครื่องสีข้าวไว้ใช้

จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำมาสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์เครื่องสีข้าวออกมา 2 แบบ คือ แบบที่ 1 เครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน เหมาะสำหรับครัวเรือนทั่วไป มีกำลังความสามารถในการสีข้าวเปลือกได้ครั้งละ 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งจะได้ปริมาณข้าวสวย 2 มื้อ โดยตั้งราคาขายเครื่องละ 20,000 บาท เท่านั้น และ แบบที่ 2 เป็นเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน สามารถสีข้าวเปลือกได้ถึง 20 กิโลกรัม ราคาขายเครื่องละ 30,000 บาท

“เครื่องสีข้าวทั้ง 2 ตัว แปลงร่างมาจากเครื่องสีข้าวครัวเรือน แต่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น โดยมีจุดเด่นเน้นให้รองรับสายพันธุ์ข้าวทุกสายพันธุ์ มีตะแกรง 3 ตะแกรง รองรับข้าวสายพันธุ์หลักในไทย ได้แก่ ข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว ซึ่งมีขนาดเม็ดข้าวใหญ่ ป้อม และเปลือกแข็ง, ข้าวขนาดมาตรฐาน อย่างข้าวหอมมะลิ จากทางภาคอีสาน และข้าวเม็ดเล็ก เปลือกบาง อย่างข้าวสังหยด โดยรูปลักษณ์ของเครื่องสีข้าวที่ได้รับการต่อยอดครั้งนี้ ได้รับทุนวิจัยจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มาดูแลเรื่องงบฯ ในการดีไซน์หน้าตาเครื่องสีข้าวให้ทันสมัย และดูแลเรื่องต้นทุนการผลิตเครื่องสีข้าวให้สามารถทำราคาได้ไม่แพง และสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับ (Premium) เพราะรูปลักษณ์เครื่องสีข้าวเหมาะไว้ประจำในครัวเรือน หรือใช้ในชุมชนก็ได้” รศ.ดร. ศักดา เล่าให้ฟังถึงนวัตกรรมเครื่องสีข้าว

ดร. ศักดา ยังเล่าอีกว่า การทำงานพัฒนานวัตกรรม “เครื่องสีข้าว” เป็นความร่วมมือจาก 3 ส่วนใหญ่ๆ เรียกว่า 3 ประสาน คือ ในฝั่งของ บมจ. ไทยเบฟฯ, ฝั่งประชารัฐรักสามัคคีฯ และฝั่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นโยบายของภาครัฐจับนวัตกรรมของนักวิจัยมาเชื่อมโยงกับเกษตรกรในระดับรายบุคคล ผ่านนวัตรกรรม “เครื่องสีข้าว” ครัวเรือนทั้ง 2 รูปแบบ

รศ.ดร. ศักดา อธิบายว่า นวัตกรรมเครื่องสีข้าวมีทั้งแบบขนาดที่เหมาะกับครัวเรือน และเหมาะกับขนาดของคอนวิเนียนสโตร์ หรือร้านค้าในชุมชน นับเป็นนวัตกรรมที่ส่งผ่านข้าวเปลือกไปยังผู้บริโภค และผู้บริโภคสามารถรับประทานข้าวสดได้ตามปริมาณที่ต้องการจากเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก

กว่าเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน หรือแบบพกพา และเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน จะมีหน้าตากะทัดรัดอย่างที่เห็นนี้ ใช้เวลาการพัฒนาและต่อยอดมาครบ 10 ปี โดยนับถอยหลังก่อนหน้านี้เพียง 1 ปี ในช่วงกลางปี 2558 รศ.ดร. ศักดา ได้เปิดตัวผลงานวิจัยนวัตกรรมเครื่องสีข้าวชุมชน-120 รุ่นที่ 3 มีราคาเพียง 80,000 บาท ประหยัดกว่าเครื่องสีข้าวที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปถึง 100,000 บาท โดยเป็นเครื่องสีข้าว 3 in 1 สีได้ทั้งข้าวกล้อง ข้าวสารขาว และข้าวซ้อมมือ มีตัวเครื่องหนัก 350 กิโลกรัม ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร สูง 2 เมตร ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2.2 กิโลวัตต์ 220 โวลต์ 15 แอมแปร์ สีข้าวเปลือกได้ 100 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง มีประสิทธิภาพกะเทาะข้าวเปลือก 80% ทำให้ได้ปริมาณข้าวรวม 60-65%

การวิจัยพัฒนาเครื่องสีข้าวชุมชน-120 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลือกให้เป็นเครื่องจักรกลเกษตรในโครงการเกษตรศาสตร์ เทิดพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชา โดยผลิตเครื่องสีข้าวดังกล่าวจำนวน 120 เครื่อง มอบให้กับมูลนิธิพระดาบสและชุมชนเกษตรกรนำไปใช้สีข้าวเปลือกให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยได้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากมูลนิธิสวิตา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ รศ.ดร. ศักดา นั้น เริ่มต้นวิจัยเครื่องสีข้าวเป็นก้าวแรกอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2546 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “โครงการวิจัยพัฒนาเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก” ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่จัดตั้งโครงการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องสีข้าวที่เหมาะสม (Appropriate Rice Mill) ต่อสภาพพื้นที่และการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรไทย โดยผลงานชิ้นแรกของโครงการ คือ “ตุ๊ก ตุ๊ก สีข้าว” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตุ๊ก ตุ๊ก สีข้าว” มีราคาจำหน่ายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 300,000 บาท เป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็กแบบเคลื่อนย้ายได้ ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ทั้งในเขตเมืองและชนบทห่างไกล โดยใช้ได้ทั้งเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กำลังม้า กระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 15 แอมแปร์ หรือกับเครื่องยนต์ขนาด 5 กำลังม้า สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า

สำหรับการส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) ได้ประชุมงานเป็นครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยใช้พื้นที่ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดประชุมความคืบหน้าบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ครอบคลุมพื้นที่ระยะที่ 1 จำนวน 5 จังหวัด รวมทั้งหมด 6 วาระ ซึ่งมี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั่งหัวโต๊ะการประชุม ในตำแหน่ง หัวหน้าทีมภาครัฐ และหัวหน้าโต๊ะจากทีมภาคเอกชน คือ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ในตำแหน่งหัวหน้าทีมภาคเอกชน โดยเรื่องเครื่องสีข้าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในวาระที่ 5 เรื่องเพื่อพิจารณา “การเชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกร ในโครงการสีข้าว มี คุณประวิช สุขุม เลขานุการร่วมภาคเอกชน เป็นผู้ดูแลหัวข้อการพิจารณา

ในการประชุมมีเนื้อหา วัตถุประสงค์โครงการสีข้าว ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกร คือ 1. เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาวผ่านการพัฒนาเครื่องสีข้าวสำหรับผู้บริโภค (Food Service และครัวเรือน) ให้สามารถขัดสีข้าวได้ในเวลาและปริมาณที่ต้องการ 2. สร้าง supply chain ข้าวเปลือกอบแห้งเพื่อรองรับเครื่องสีข้าว 3. สร้างช่องทางการขายใหม่ให้กับชาวนา สามารถขายข้าวได้ตรงกับผู้บริโภคในราคาที่สูงขึ้น และ 4. เป้าหมายในการนำออกตลาดภายในปีนี้

ทั้ง คุณมีชัย วีระไวทยะ กรรมการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด และผู้อาวุโสในที่ประชุมดังกล่าว ได้อุดหนุนเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน จำนวน 60 เครื่อง เพื่อบริจาคให้โรงเรียนต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นการจุดประกายให้กับการเชื่อมโยงเรื่องการสีข้าวไปยังผู้บริโภคที่เป็นเยาวชน ให้เกิดการเรียนรู้และซึมซับจากนวัตกรรมของนักวิจัยไทยที่มุ่งมั่นคิดค้นมาถึง 1 ทศวรรษ

เพราะฉะนั้น จากจุดเล็กๆ ของนักวิจัยไทย นำมาสู่การพัฒนาต่อยอดให้กับนโยบายระดับประเทศ โดยเฉพาะ “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีฯ” ที่ภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันนำนวัตกรรม “เครื่องสีข้าว” พัฒนาชาวนา ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังอันสำคัญของประเทศไทยมาช้านาน ให้มีชีวิตที่อยู่ดี กินดี อย่างมีความสุข ทัดเทียมกับอาชีพอื่นๆ ในสังคมไทย และสิ่งที่ได้กลับคืนมาเป็นอานิสงส์ในทางอ้อม คือเยาวชนไทยจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและชาวนา ผ่านนวัตกรรม “เครื่องสีข้าว”

วันที่ 15 ก.ย. ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “พายุ “ราอี” (Rai)” ฉบับที่ 21 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชั่น“ราอี” (RAI) ได้เคลื่อนจากบริเวณภาคเหนือตอนล่าง เข้าไปปกคลุมด้านตะวันตกของภาคเหนือแล้ว คาดว่าหย่อมความกดอากาศต่ำนี้จะเคลื่อนออกไปปกคลุมปะเทศเมียนมา และจะอ่อนกำลังลงแล้วจะสลายตัวไปในที่สุด

ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือมีฝนลดน้อยลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ในบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย และตาก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 19 กันยายน 2559 และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมวางแผนข้าวครบวงจร ว่า เพื่อพิจารณาลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังปี 2560 ที่จะเริ่มปลูกในเดือน พ.ย.-ธ.ค.2559 ลดลงอีกประมาณ 1 ล้านไร่ เหลือพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 6 ล้านไร่ทั่วประเทศ จากแผนการผลิตเดิมกำหนดพื้นที่เพาะปลูกไว้ประมาณ 7 ล้านไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตข้าวลง 1 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณผลผลิตรวมข้าวนาปรังทั่วประเทศจากที่ประมาณการไว้ 5 ล้านตัน เหลือเพียง 4 ล้านตันทั่วประเทศ

เบื้องต้นแผนการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง คาดว่าจะใช้โครงการเดิมที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ โครงการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชหลากหลาย เป้าหมายประมาณ 3 แสนไร่ และเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นปลูกข้าวโพดอีกประมาณ 7 แสนไร่ จากเดิมกำหนดไว้ที่ 5 แสนไร่ ซึ่งชาวนาที่เปลี่ยนใจเพาะปลูกหรือเข้าโครงการทั้งปลูกพืชอื่นและข้าวโพด รัฐบาลจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อเป็นการจูงใจประมาณไร่ละ 2,000 บาท หรือคิดเป็นงบประมาณรวมทั้งโครงการปลดพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศประมาณ 2,000 ล้านบาท

“สำหรับการจูงใจชาวนาให้ไปทำเกษตรอื่นในที่ประชุม ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะถ้ามีน้ำชาวนาก็เลือกทำนา ถ้าไม่มีแรงจูงใจอย่างอื่น เพราะชาวนาส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าการเปลี่ยนไปทำอาชีพอย่างอื่น ทั้งปลูกพืชอื่นหรือปลูกข้าวโพดจะมีกำไรมากกว่าการทำนาข้าวเท่าไหร่ ”

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ คณะกรรมการแผนข้าวครบวงจรได้เตรียมเสนอแผนการลดพื้นที่การปลูกข้าว ด้วยการให้ปัจจัยการผลิต 2,000 บาทต่อไร่ เสนอให้ที่ประชุม นบข.พิจารณา เนื่องจากวงเงินดังกล่าวอาจจะไม่เพียงพอ พร้อมกับให้ นบข.สั่งการหรือบังคับให้กระทรวงพาณิชย์หาตลาดรับซื้อผลผลิตจากโครงการนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะข้าวโพดที่ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำเข้าอยู่มาก

เทสโก้ โลตัส ขานรับนโยบายประชารัฐโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” ทุ่มรับซื้อ 100,000 กิโลกรัม ร่วมผลักดันเศรษฐกิจภาคใต้ ตลอด ต.ค.เดือนแห่งการบริโภคลองกอง

15 กันยายน 2559—เทสโก้ โลตัส ขานรับนโยบายคณะทำงานพัฒนาเศษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ร่วมขาย “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” ช่วยเกษตรกรเพิ่มช่องทางจำหน่ายลองกองคุณภาพจาก ยะลา นราธิวาส ปัตตานี ประมาณ 100,000 กิโลกรัม เพื่อจำหน่ายภายในร้านค้าของเทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ ตลอดเดือนแห่งการบริโภคลองกอง 1-31 ตุลาคมนี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อผลไม้คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา และสนับสนุนเกษตรไทย

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส เป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ คณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท และผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ จัดขึ้นในเดือนตุลาคม ซึ่งมีการรณรงค์ส่งเสริมให้เป็นเดือนแห่งการบริโภคลองกอง

“ในปีนี้ เทสโก้ โลตัส รับซื้อลองกองคุณภาพจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 100,000 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมากว่า 10 เท่าตัว โดยนอกจากจะเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้แล้ว ยังเป็นการนำผลไม้คุณภาพสูง ราคาย่อมเยา มาให้ลูกค้าเทสโก้ โลตัส สามารถเลือกซื้อได้ โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งใน 22 โครงการเทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ โดยนอกจากเทสโก้ โลตัส จะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรไทยแล้ว เรายังถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพและการจัดการผลผลิตทางการเกษตรตามมาตรฐานสากลให้กับเกษตรกร เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงสุด”

นางสาวสลิลลา กล่าวอีกว่า ทุกปี ลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ซึ่งเมื่อคณะทำงานได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น โดยรณรงค์ส่งเสริมให้เดือนตุลาคม เป็นเดือนแห่งการบริโภคลองกองของจังหวัดชายแดนใต้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยชาวสวนลองกองที่มีผลผลิตออกมามากในช่วงฤดูกาล ให้กระจายสินค้าได้มากขึ้น ขณะที่ลูกค้าประชาชนที่ชื่นชอบการรับประทานลองกองคุณภาพก็สามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้นเช่นกัน สำหรับผู้สนใจหาซื้อลองกองคุณภาพจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ที่เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการ ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือจากคณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท และผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความมั่นคง ความสงบสุข และการกินดี อยู่ดีของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกลองกองสามารถกระจายผลผลิตได้

สำหรับโครงการนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกลองกองเข้าร่วมโครงการ 5,960 รายจากจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 71,891 รายซึ่งคิดเป็น 8% ของจำนวนเกษตรกร คิดเป็นผลผลิตทั้งสิ้น 3,244 ตัน หรือประมาณ13% ของปริมาณผลผลิตลองกองทั้งหมดในจังหวัดชายแดนได้ โดยจังหวัดปัตตานีมีเกษตรกรเข้าร่วม 1,730 ราย ผลผลิต 693.24 ตัน จังหวัดยะลา 981 ราย ผลผลิต 551.70 ตัน และจังหวัดนราธิวาส 3,249 ราย ผลผลิต 1,998.79 ตัน

วันที่ 16 กันยายน นายอลงกาญจน์ มณีรัตน์ เกษตรอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ขณะนี้พบการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวในนาข้าวของเกษตรกรบางพื้นที่ ทางสำนักงานจึงขอแจ้งพี่น้องเกษตรกรเฝ้าระวังโรคเพลี้ยกระโดดหลังขาว โดยให้ออกสำรวจแปลงนาของตนเองหากพบการระบาดให้รีบแจ้งมายังสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ลาน้อย โดยด่วน ลักษณะของเพลี้ยกระโดดหลังขาว เป็นแมลงจำพวกปากดูด ตัวเต็มวัยบริเวณปีกจะมีจุดดำที่กลางและปีก และมีแถบสีขาวตรงส่วนนอกระหว่างฐานปีกทั้งสอง ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลถึงสีดำลำตัวสีเหลือง มีแถบสีขาวเห็นชัด มีทั้งชนิดปีกสั้นและปีกยาวจะวางไข่ในใบและกาบใบข้าว เพศเมียสามารถวางไข่ได้ 300-500 ฟอง ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่บริเวณกอข้าวมีชีวิตอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์

โดยปีนี้ นาข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ ต.แม่ลาน้อย 5 หมู่บ้าน ไดแก่ หมู่ 1 บ้านแม่ลาน้อย หมู่ 9 บ้านทุ่งสารภี หมู่ 2 บ้านป่าหมาก หมู่ 5 บ้านวังคัน และหมู่ 7 บ้านแม่งะ เกษตรกรที่ได้ผลกระทบกับเพลี้ยกระโดดหลังขาวในนาข้าว ประมาณ 305 ราย พื้นที่การระบาด 1,545 ไร่

สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้นได้มอบสารชีวภัณฑ์”บิวเวอร์เรีย”ให้ผู้นำหมู่บ้านไปแจกจ่ายเกษตรกรที่ประสบภัย และเสนอคณะกรรมการ ระดับอำเภอช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเหตุศัตรูพืชระบาด เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือ ได้แจ้งไปยังจังหวัดเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณการจัดซื้อสารเคมี/สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันและกำจัดโรค และแนวทางต่อไปคือต้องสำรวจพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรที่เสียหายโดยสิ้นเชิง โดยทางอำเภอจะแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าตรวจสอบในพื้นที่นาข้าวที่เสียหายโดยทั้งหมดเพื่อจะของบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรเป็นค่าชดเชยตามระเบียบหลักเกณฑ์ พ.ศ.2546 ต่อไป

มันสำปะหลังร่วงหนักในรอบ 10 ปี ราคารับซื้อมันสด 1.30 บาท/กก. ตกต่ำสุด ๆ สมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โร่ร้องผู้ว่าฯโคราชเร่งหาทางออกด่วน ด้านตัวแทนเกษตรกรระบุขายต่ำกว่าต้นทุน ขาดทุนยับ ชี้มาตรการรัฐมุ่งแก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่ช่วยแก้ปัญหาเดือดร้อนตอนนี้

นายธีระชาติ เสยกระโทก เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอหนองบุญมาก ครบุรี และเสิงสาง ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ขอให้หามาตรการแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำโดยเร่งด่วน พร้อมนำข้อเรียกร้องของเกษตรกรในพื้นที่เสนอไปยังรัฐบาล เพื่อลงมาแก้ปัญหาเช่นเดียวกับที่มีนโยบายช่วยเหลือชาวนาอยู่ในขณะนี้

สำหรับราคารับซื้อมันสดหน้าโรงงานในขณะนี้ ผู้ประกอบการรับซื้อจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 1.30 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 1.90 บาท แสดงว่าเกษตรกรขายขาดทุนกิโลกรัมละ 60 สตางค์ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือก่อนหน้านี้ แต่เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า เพราะแท้จริงแล้วเกษตรกรต้องการราคารับซื้อรวมต้นทุนอยู่ที่ 2.30 บาท เพื่อให้มีกำไรบ้าง

นายธีระชาติ กล่าวอีกว่า สมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการรับซื้อมันสำปะหลัง เพื่อขอความร่วมมือในการรับซื้อขั้นต้นที่ราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนของเกษตรกรที่เชื้อแป้ง 25% และบวกกำไรให้เกษตรกรอย่างน้อยร้อยละ 10 โดยขอให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

“มาตรการของรัฐบาลที่ออกมานั้น เป็นมาตรการระยะยาว walkoffbalk.com แต่สิ่งที่เกษตรกรต้องการตอนนี้คือ ต้องขายมันสำปะหลังให้ได้กำไร ไม่ใช่ขายต่ำกว่าทุน ซึ่งหากรัฐบาลไม่กำหนดราคาขั้นต่ำให้ผู้ประกอบการช่วยรับซื้อ เพราะมาตรการก่อนหน้านี้ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบนั้นเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ 3% แต่ไม่ได้กำหนดให้ต้องซื้อจากเกษตรกรในราคาที่กำหนด ล่าสุดเกษตรกรหลายจังหวัดจะเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐ ขอให้ผู้ประกอบการซื้อมันในราคาที่เกษตรกรไม่ขาดทุน”

ด้านนายพรชัย อุดมทรัพย์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอครบุรี กล่าวว่า อำเภอครบุรี เป็นอำเภอที่ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทย และโคราชมีผลผลิตถึง 1 ใน 4 ของประเทศ ปัจจุบันเกษตรกรเดือดร้อนมาก ราคามันสำปะหลังตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี รวมทั้งพบว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ประกอบการกดราคาโดยให้เหตุผลว่าเปอร์เซ็นต์แป้งไม่ถึง ทำให้ในบางพื้นที่จำหน่ายได้กิโลกรัมละไม่ถึงบาท ทำให้ขาดทุนทั้ง ๆ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุราคาต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.90 บาท แต่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยที่ 1.30 บาท จึงต้องการให้รัฐบาลลงมาดูแลเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังด้วย

“นโยบายของรัฐบาลที่ให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพหันไปปลูกพืชชนิดอื่นนั้นตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เนื่องจากพื้นที่อำเภอครบุรีไม่เหมาะที่จะปลูกพืชชนิดอื่นแม้จะปลูกพืชชนิดอื่นได้ก็จะทำให้พืชชนิดนั้นราคาตกต่ำลงไปอีก จึงอยากให้ทางจังหวัดรับทราบปัญหาเพื่อเสนอไปยังรัฐบาลให้ลงมาแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรอย่างเร่งด่วนต่อไป”นายพรชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านายวิเชียรจันทรโณทัยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการบริหารจัดการตลาดมันสำปะหลัง ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2559 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนโรงงานแป้งมันสำปะหลัง สภาเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา และผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งการประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปถึงแนวทางแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ

ทั้งนี้ได้เตรียมเชิญผู้ประกอบการโรงแป้งมันสำปะหลังและเกษตรกรมาประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อกำหนดราคารับซื้อหัวมันใหม่ในราคาที่ไม่ต่ำกว่าต้นทุนเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้โดยจะแจ้งไปยังแม่ทัพภาคที่ 2 ให้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และในการประชุมครั้งหน้าจะเชิญฝ่ายทหาร หรือ คสช.เข้าร่วมรับฟังปัญหา พร้อมหาแนวทางแก้ไขต่อไป สำหรับแนวทางบริหารจัดการตลาดมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2559/2560 ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อเร็ว ๆ นี้มีจำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยแก่เกษตรกร มีเงินเหลือสามารถนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาการผลิต ตลอดจนเป็นค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน

2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด3.โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลังเพื่อสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และ 4.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสด มันเส้นจากเกษตรกร หรือแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 19 กันยายน หลังจากช่วงระยะนี้มีฝนตกชุกตลอดสัปดาห์ทั้งใน จ.พิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง เช่นที่ จ.สุโขทัย ส่งผลทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำยมสายเก่าที่ไหลผ่านคลองบางแก้วบ้านบางแก้ว หมู่ 3 ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีระดับน้ำสูงขึ้นกว่า 5 เมตร หลังจากพายุฝนเข้ามาติดต่อกันเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นก็ทำให้แม่น้ำยมสายเก่าแห่งนี้เพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่พื้นที่ต่ำริมตลิ่งบางส่วน แต่ก็มีชาวบ้านในพื้นที่ได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสออกจับปลาแม่น้ำมาที่ว่ายมาจาก จ.สุโขทัย มาตามลำน้ำยมสายเก่าสู่ จ.พิษณุโลก เป็นรายได้จุนเจือครอบครัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ