ประเทศญี่ปุ่นจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้งานวิจัยพัฒนา

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนา “The 2nd TISTR-AIST Mini Joint Symposium” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้งานวิจัยพัฒนาระหว่าง วว. และ National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น อาทิ ความร่วมมือระหว่างประเทศและข้อเสนอแนะเพื่อความสำเร็จ การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตใน AIST เทคโนโลยีการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพของพืชสมุนไพรไทย สารละลายขั้นสูงสำหรับการวิเคราะห์ความปลอดภัยของอาหาร จุลินทรีย์ในกระบวนการบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพ เป็นต้น

โอกาสนี้ Prof. Dr. Yoshihiro Ohmiya, Director of Biomedical Research Institute (BMRI), AIST พร้อมด้วยผู้แทน AIST จาก 2 ศูนย์ ได้แก่ Biomedical Research Institute (BMRI) Bioproduction Research Institute (BPRI) และ Shimadzu Co. by Bara Scientific Co.,Ltd นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. รวมทั้งผู้แทนจากกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ได้แก่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมสมุนไพร ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ เข้าร่วมงานสัมมนา ในวันที่ 4 มีนาคม 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 5

อนึ่ง ในวันที่ 5 มีนาคม 2562 คณะผู้เข้าสัมมนา “TISTR-AIST Mini Joint Symposium” จะเข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงานอาคารเฉลิมพระเกียรติแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรพฤกษศาสตร์แห่งใหม่ของประเทศไทย ด้านนิทรรศการมหัศจรรย์พรรณไม้ (Flora Tale) และศูนย์อนุรักษ์แมลงเขตร้อน (Tropical Insect Sanctuary) ณ สถานีวิจัยลำตะคอง วว.จังหวัดนครราชสีมา

แม้ว่าปัจจุบัน “แม่สอด” เมืองหน้าด่านทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทางชายแดนตะวันตกของไทยจะกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ภาคเกษตรกรรมก็ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ โดยเฉพาะการปลูกอ้อยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 10 ปี

นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เปิดเผยว่า “จังหวัดตาก เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการส่งเสริมการปลูกอ้อยให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งยังส่งเสริมให้เป็นอาชีพกสิกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของจังหวัด โดยเฉพาะในอำเภอแม่สอดที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีการปลูกอ้อยเป็นพืชพลังงาน ทางจังหวัดจึงมีนโยบายการส่งเสริมให้เกษตรกรตัดอ้อยสด งดการเผา โดยทำงานร่วมกันกับหน่วยงานท้องถิ่น โรงงาน ชุมชน และพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมาย โดยให้ทางอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กวดขันดูแลพื้นที่การเกษตรอย่างเข้มข้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเกษตรกร ส่งผลให้ขณะนี้ พื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีการตัดอ้อยสดสะอาดเข้าหีบแล้วกว่า 98%”

ด้าน นายชัยพฤกติ์ เชียรธานรักษ์ นายอำเภอแม่สอด ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “การสร้างทัศนคติ ความเข้าใจ และกำหนดเป้าหมายร่วมกันของคนในพื้นที่แม่สอดที่ต้องการชุมชนที่สะอาด ปลอดภัย แม้จะมีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งอยู่ ทำให้เกิดความร่วมมือกันอย่างจริงจังที่จะทำให้อำเภอแม่สอดเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คนในชุมชนมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความยั่งยืนในอาชีพด้วย เพราะเชื่อว่าการปลูกฝังทัศนคติที่ดีเช่นนี้จะคงอยู่กับชุมชนไปตลอด”

นายนพพร อุปรี ผู้นำชุมชนและชาวไร่อ้อยในตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นหนึ่งในชาวไร่อ้อยต้นแบบที่ให้ความสำคัญกับการตัดอ้อยสดงดเผา โดยได้ร่วมรณรงค์สนับสนุนนโยบายภาครัฐเพื่อให้มีการตัดอ้อยสดสะอาดในหมู่บ้าน และยังนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำไร่อ้อยสมัยใหม่มาปรับใช้ในไร่อ้อยกว่า 300 ไร่ของตนเอง และถ่ายทอดแนวทางให้กับคนในหมู่บ้าน “ตั้งแต่ทำไร่อ้อยมากว่า 10 ปี ผมตัดอ้อยสดมาตลอด ไม่เคยคิดที่จะเผา ก่อนหน้านี้เคยใช้แรงงานคนตัด แต่หลายปีมานี้ได้เปลี่ยนมาใช้รถตัดแทนหลังจากได้รับการสนับสนุนจากโรงงานในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งทำให้สามารถตัดอ้อยได้สะดวกรวดเร็ว ได้อ้อยที่น้ำหนักดี หน้าดินไม่เสียหาย สามารถรักษาความชื้นของดินไว้ได้ และที่สำคัญ พี่น้องในชุมชนของเราก็จะมีสุขภาวะที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำเกษตรกรกรรมกันต่อไปได้อย่างยั่งยืน หลายคนอาจมองว่าการเผาอ้อยอาจจะทำให้เก็บเกี่ยวได้รวดเร็วและลดค่าใช้จ่ายได้ แต่อันที่จริงแล้ว การเผาอ้อยมีผลเสียมากกว่า แทบไม่ได้ช่วยลดต้นทุนเลย เพราะเมื่อเผาเสร็จแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาดินตามมาอีกมาก ในฐานะผู้นำชุมชนผมก็พยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องชาวไร่มาโดยตลอด”

เช่นเดียวกับ นายสมทรง เฮิงโม ชาวไร่อ้อยที่ปลูกและตัดอ้อยโดยใช้แรงงานตัดมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 และปัจจุบันยังใช้แรงงานในการตัดอ้อย 30 กว่าไร่มาโดยตลอด กล่าวว่า “ผมตัดอ้อยสดมาตลอด ไม่เคยเผาเลยซึ่งการตัดอ้อยสดก็ดีต่อสุขภาพของตัวเองและคนอื่นๆ ในชุมชน ราคาก็ดีกว่า แถมใบอ้อยที่เหลือในแปลงหลังจากตัดแล้ว ก็ยังช่วยรักษาหน้าดิน และเมื่อย่อยสลายแล้วก็จะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินด้วย ช่วยลดต้นทุนค่าบำรุงดินและกำจัดวัชพืช ลงได้มาก หลายคนบอกว่าอ้อยสดตัดยาก แต่ผมมองว่าไม่ต่างกัน อ้อยไฟไหม้จะเหนียว มีฝุ่นฟุ้ง ไม่ได้ตัดง่าย และที่สำคัญตัดอ้อยสดหรือเผา แรงงานก็คิดราคาค่าตัดเท่ากัน แต่อ้อยที่ตัดสดจะได้ราคาดีกว่า ผมจึงอยากให้พี่น้องชาวไร่อ้อยทุกคนหันมาตัดอ้อยสดกัน เพราะดีต่อสุขภาพของทุกคนในชุมชน ทั้งยังประหยัดและได้ราคาดีกว่าด้วย”

นายณัฐพงศ์ พูลเพิ่ม ชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ซึ่งได้ปรับรูปแบบแปลงอ้อยกว่า 80 ไร่ของตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยวด้วยรถตัดเปิดเผยว่า รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองตัดอ้อยสดมาตลอด “ผมทำไร่อ้อยมา 8 ปีแล้ว ไม่เคยเผา และได้ผลผลิตที่สดน้ำหนักดีมาตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานที่รับซื้ออ้อยได้เข้ามาช่วยเหลือหลายๆ อย่าง ทั้งปัจจัยการผลิต การกำจัดศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว และอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ทางโรงงานได้เข้ามาให้คำแนะนำอยู่เสมอและยังช่วยปรับแปลงอ้อยทั้งหมดของผมให้สามารถใช้รถตัดได้ ทำให้ช่วยประหยัดต้นทุน ประหยัดแรงงาน และไม่มีความจำเป็นต้องเผาไร่เพื่อเก็บเกี่ยว ปัญหาเรื่องมลพิษจากการเผาอ้อยจึงไม่มี ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้ช่วยชุมชนลดมลพิษฝุ่นควัน”

ขณะที่ นายสมคิด แจ่มจำรัส ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายไร่ โรงงานแม่สอดพลังงานสะอาด กล่าวว่า “สำหรับการส่งเสริมการปลูกอ้อยในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว และได้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตเอทานอล เพื่อนำวัตถุดิบอ้อยเข้าสู่กระบวนการผลิตพลังงานทดแทนเป็นเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.5 นอกจากนั้น ยังมีการผลิตไฟฟ้าจากชานอ้อย ซึ่งเป็นการนำผลพลอยได้จากการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในรูปแบบของเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยเป้าหมายในการผลิตเอทานอล ภายใต้การดำเนินงานโดยบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ปัจจุบัน มีอัตราการผลิตเอทานอล 240,000 ลิตร ต่อวัน สามารถรองรับผลผลิตอ้อยในพื้นที่ได้ปริมาณ 700,000 ตัน ต่อปี และโรงงานได้ดำเนินการส่งเสริมการปลูกอ้อยและการตัดอ้อยสด มาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ด้วยการนำเทคโนโลยีและการจัดการในไร่อ้อยมาใช้อย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับศักยภาพของท้องถิ่น โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ตัดอ้อยสด อาทิ การถ่ายทอดองค์ความรู้และอบรมเรื่องประโยชน์และวิธีการตัดอ้อยสดให้กับชาวไร่ การสนับสนุนการใช้เครื่องจักรการเกษตรขนาดใหญ่ เช่น รถตัดอ้อย รวมถึงการปรับรูปแบบแปลงให้เหมาะสมกับรถตัด การตรวจวัดและติดตามคุณภาพการตัดอ้อยสดในแปลง การรณรงค์ และประชาสัมพันธ์ชาวไร่เรื่องการตัดอ้อยสดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ระดับจังหวัดและท้องถิ่น”

ด้านสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่กำลังเร่งผลักดันมาตรการแก้ปัญหาการเผาอ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า “เราได้มีโอกาสลงมาดูต้นแบบความสำเร็จในการลดอ้อยไฟไหม้ที่แม่สอด จะเห็นได้ว่าจากเดิมที่พื้นที่อำเภอแม่สอดเองก็มีปัญหาเรื่องการเผาอ้อยเพื่อเก็บเกี่ยว แต่วันนี้ทุกภาคส่วนสามารถจัดการแก้ไขปัญหาให้ลดลงได้แล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความร่วมมือทั้งจากฝั่งภาครัฐ ภาคเอกชน

ภาคสังคมและชุมชน สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หากทุกคนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง แม้พื้นที่แม่สอดจะยังมีจำนวนอ้อยไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ แต่เราเชื่อว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยเห็นความสำคัญร่วมกันในเรื่องการงดเผาอ้อย ส่วนหนึ่งมาจากการกระตุ้นจากทางฝ่ายโรงงาน ที่ได้ส่งเสริมความรู้ ชี้แจงถึงผลกระทบ และอีกฝ่ายหนึ่งที่สำคัญคือหน่วยงานภาครัฐ ที่ได้เข้ามากำหนดมาตรการควบคุมที่ชัดเจนและเคร่งครัด ทั้งนี้ ทาง สอน. จะนำเอาแนวทางของแม่สอดโมเดลไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย เพื่อช่วยลดปัญหาอ้อยไฟไหม้ และสร้างความยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรต่อไป”

จากการสร้างทัศนคติที่ดีร่วมกันของคนในพื้นที่ สู่ความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคมและชุมชน ส่งผลให้พื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีการตัดอ้อยสดสะอาดเข้าหีบกว่า 98% สูงสุดในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสุขภาวะที่ดีในชุมชน และพัฒนาให้จังหวัดตากเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ชาดีที่สุด คือ ชาผลิตจากใบชาอ่อน เครื่องมือในการเก็บใบชาที่ดีที่สุดคือ มือมนุษย์ และต้องเป็นมนุษย์ผู้หญิง เป็นเช่นนี้มานานนับพันปี

ตำราชาเขาบอกว่า มีชาทั่วโลกกว่า 3,000 ชนิด แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดมาจากต้นชาชนิดเดียวกัน ไม่ว่าจะชาจีน ชาอินเดีย ชาศรีลังกา ชาญี่ปุ่น ชาอังกฤษ แตกต่างเพียงที่วัฒนธรรมการดื่ม ที่นำไปสู่การผลิต การชง การปรุงแต่งรสที่แตกต่าง

ญี่ปุ่น นิยมดื่มชาเขียว ชาญี่ปุ่นจึงเป็นชาเขียว จีนชอบชาอูหลง ชาจีนส่วนใหญ่จึงเป็นอูหลง อังกฤษดื่มชาดำ แต่อังกฤษดันไม่มีชาเป็นของตัวเอง ต้องซื้อจากทั่วโลก สมัยเป็นเจ้าอาณานิคมก็นำเข้าจากประเทศอาณานิคมของตัวเอง โดยกำหนดให้ผลิตออกมาเป็นชาดำแบบที่ตัวเองชอบ

ชาศรีลังกา อยู่ในประเภทนั้น ชาศรีลังกาเป็นชาดำ เพราะอังกฤษเป็นคนริเริ่ม อังกฤษเรียกศรีลังกาว่า ซีลอน (Ceylon) ชาศรีลังกาจึงถูกโลกรู้จักว่า ชาซีลอน แม้กระทั่งบัดนี้ แม้ประเทศจะเปลี่ยนชื่อจากซีลอนมาเป็นศรีลังกา ตั้งแต่ ปี 2515

ชาซีลอน น่าจะมีมาเนิ่นนานเต็มที เพราะภูมิอากาศและภูมิประเทศเหมาะสมยิ่ง แต่ถ้านับจากที่อังกฤษจับมาทำเป็นอุตสาหกรรม คือปลูกกันเป็นไร่ขนาดใหญ่ใช้คนหลายร้อยคน ผลิตส่งไปขายให้คนอังกฤษดื่ม ก็น่าจะราวร้อยห้าสิบปีมาแล้ว

ชาซีลอน แบ่งเป็นสามกลุ่มตามพื้นที่ปลูก ที่จัดกันว่ายอดคือ ชาที่ปลูกอยู่บนความสูง 4,000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล เรียกว่า Udarata มีพื้นที่ปลูกราว 19% ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ กลุ่มที่สอง ปลูกในระดับ 2,000-4,000 ฟุต เรียกว่า Medarata ส่วนใหญ่ปลูกในเมืองแคนดี้ หรือราว 32% ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ กลุ่มสุดท้ายปลูกในระดับต่ำกว่า 2,000 ฟุต เรียกว่า Pahatharata ได้แก่ ชาที่ปลูกแถบ Sabaragamuwa และ Ruhuna มีพื้นที่ปลูกราว 49%

การผลิตชาเริ่มจากการเก็บยอดชา เก็บเพียงยอดกับ 2 ใบอ่อนเท่านั้น และต้องเป็นผู้หญิงเก็บ เพราะมีความนุ่มนวลกว่าผู้ชาย เก็บแล้วต้องรีบส่งไปโรงงาน จากนั้นนำไปตาก ทั้งตากผึ่งตามธรรมชาติ 12-17 ชั่วโมง และผึ่งในห้องอุณหภูมิสูงบนตะแกรงที่มีพัดลมเป่าลมผ่าน 10-14 ชั่วโมง ยอดชาสด 18 กิโลกรัม จะได้เหลือยอดชาแห้งจากจุดนี้ราว5 กิโลกรัม

ปริมาณ 18 กิโลกรัม นี่ใช้เป็นมาตรฐานการคิดค่าแรงให้คนงานเก็บชาด้วย คือ ถ้าเก็บได้วันละ 18 กิโลกรัม จะได้ค่าจ้างราว 120 บาท แต่ถ้าเก็บได้ต่ำกว่านั้นเจอค่าแรงโหดแค่ 60 บาท คือไม่ว่าจะได้เท่าไรหากไม่ถึง 18 กิโลกรัม ก็ได้ค่าแรงครึ่งเดียว

คนงานชาจึงยังยากจน ไม่เคยรุ่งเรืองไปตามชื่อเสียงของชาซีลอนที่กระจายไปทั่วโลกใบชาที่ตากแล้วจะนุ่มและยืดหยุ่น จะถูกนำไปนวด 20-30 นาที จากนั้นนำไปหมัก ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของการทำชาดำ การหมักจะทำให้ใบชาปลดปล่อยกลิ่น สี และรสชาติที่เข้มข้นออกมา เปลี่ยนสีของใบจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล ระดับของการหมักตัดสินโดยสีและกลิ่นหอมของใบชา

จากนั้นจึงนำใบชาไปอบแห้ง ผ่านเครื่องอบแบบหมุน ประมาณ 20-25 นาที เริ่มต้นที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และสิ้นสุดที่อุณหภูมิ 93-105 องศาเซลเซียส เป็นอันเสร็จ

ชาชั้นดีจะบอกแหล่งผลิตของตนเอง และเน้นความเป็น single origin คือแหล่งไหนแหล่งนั้นไม่ปะปนกัน แต่ต่อมาก็มีคนเอาชาหลายแหล่งมาผสมกัน เขาอ้างว่ามันได้รสดีขึ้นอีก ก็ว่ากันไป

ปัจจุบัน ชาศรีลังกาส่งออกปีละหลายหมื่นล้านบาท มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กว่าล้านคน การส่งเสริม ควบคุม และกำกับดูแลชาอยู่ภายใต้คณะกรรมการชาแห่งชาติ รับรองมาตรฐานด้วยตราสัญลักษณ์สิงโต ซึ่งคุ้นตาไปทั่วโลก

ผู้ผลิตชาขนาดใหญ่ของศรีลังกา จะบริหารจัดการแบบธุรกิจสากล มีแปลงปลูกชาขนาดหมื่นไร่ มีโรงงานครบวงจร บางส่วนส่งชาไปประมูลขายในตลาดกลางที่เมืองโคลัมโบ บางส่วนผลิตภายใต้แบรนด์ผู้อื่น บางส่วนส่งออกเองภายใต้ชื่อของตนเอง

แต่รายไหนก็ไม่ใหญ่และโด่งดังเท่าชาดิลมาห์ (Dilmah) ชาเจ้าแรกของโลกที่เจ้าของเป็นผู้ผลิตเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปลูก-เก็บเกี่ยว-ผลิต-บรรจุ-วางจำหน่าย และเป็นเจ้าใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก อายุแบรนด์ไม่ถึง 30 ปี แต่มาเร็วมาแรง ที่สำคัญที่สุดคือ เมอร์ริล เจ.เฟอร์นานโด เจ้าของชาเป็นคนศรีลังกา เขาเป็นคนศรีลังการุ่นแรกๆ ที่ได้รับเลือกให้ร่ำเรียนเรื่องชา หลังจากที่ความรู้นี้อยู่ในมือเจ้าอาณานิคมมานาน

เมอร์ริล เฝ้าดูอุตสาหกรรมชาอยู่ในมือเจ้าอาณานิคมที่ไม่สนใจว่าชื่อเสียงของประเทศต้นทางจะเป็นอย่างไร พวกเขาซื้อชามาถูกๆ จากทั่วโลก เอามาเทปนกันแล้วขายในนาม ชาซีลอน ร่ำรวยกันไปโดยไม่เคยสนใจชีวิตคนทำงานในไร่ชา หรือคนศรีลังกา

เมอร์ริล อยากเห็นคนของเขามีชีวิตที่ดีขึ้น เขาใช้เวลาหลายสิบปีล้มลุกคลุกคลานท่ามกลางความสำเร็จของคนอื่น ทนผลิตชาภายใต้แบรนด์ของคนอื่น ให้คนอื่นได้เสียงชื่นชมว่าเป็นเจ้าของชาชั้นดีของโลก

ปี 2531 เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในอุตสาหกรรมชาศรีลังกา เมอร์ริลสร้างแบรนด์ชาภายใต้ชื่อ Dilmah มาจากการผสมชื่อลูกชาย 2 คน คือ Dilhan กับ Malik เมอร์ริล กลายเป็นผู้ปลูกชารายแรกของศรีลังกาที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง แบรนด์อื่นอาจผลิตชาโดยการผสมชาที่ได้จากหลายประเทศ แต่ดิลมาห์มีจุดยืนคือ การใช้ชาจากแหล่งปลูกเดียวกันเท่านั้น จึงถือเป็นชาซีลอนแท้

ดิลมาห์ ยังคงกรรมวิธีในการผลิตแบบดั้งเดิม นั่นคือ การเก็บยอดอ่อนใบชาด้วยมือ ผลิตและบรรจุทันทีที่แหล่งปลูก ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ชาสดใหม่

ในประเทศที่คนยังยากจน และด้อยพัฒนา ดิลมาห์เป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ4 มีนาคม 2562 – ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดงานเสวนาและนิทรรศการ “สืบสานภูมิปัญญาไทย ด้วยสมุนไพรท้องถิ่น” ณ ห้องประชุม สกว. ซึ่งจัดโดยงานจัดการความรู้และสื่อสารสังคม สกว. เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ที่มีสมุนไพรเป็นองค์ประกอบจากงานวิจัย ตลอดจนสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรไทยสู่การจำหน่ายในเชิงพาณิชย์และการรักษาทางการแพทย์ อีกทั้งยกระดับมาตรฐานการทำวิจัยและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อำนวยการกองสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวระหว่างการเสวนาว่า แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564) กำหนดเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของภูมิภาคอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า

และมีมูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ยังไม่สามารถเติบโตได้เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี จึงต้องมีนวัตกรรมที่จะช่วยให้ประเทศก้าวหน้าและมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ต้องทำการตลาดให้คนทั่วโลกเห็นประเทศไทยในอีกมุมหนึ่งว่าเรามีสมุนไพรที่มีคุณภาพและหลากหลาย รวมถึงมีระบบสนับสนุนที่ดี หัวใจของการขับเคลื่อนจึงต้องมีแผนแม่บทและการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แม้ สกว.จะให้ทุนพัฒนายาเป็นจำนวนมากแต่ยังขายไม่ได้เพราะกฎระเบียบยังไม่เปิด คณะกรรมการนโยบายระดับชาติจะต้องกำหนดกฎหมายใหม่เพื่อรองรับกติกาที่เหมาะสมกับประเทศมากขึ้น

ขณะที่ นางสุนันทา โรจน์เรืองไร หัวหน้าโครงการฟื้นฟูศรัทธาต่อการรักษาโรคหวัด โรคกระเพาะด้วยสมุนไพรพื้นบ้านของ ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ระบุว่าเพื่อแก้ปัญหาคนในชุมชนไม่รู้จักการใช้ยาสมุนไพรในการลดรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย จึงร่วมกันยกระดับสมุนไพรพื้นบ้านเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรอินทรีย์ที่สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนฐานรากขับเคลื่อนได้ นอกจากทำอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง แต่จุดอ่อนของท้องถิ่น คือข้อควรระวังในการใช้ยาในระดับชาวบ้าน เช่น กลุ่มยาที่มีผลออกฤทธิ์ข้างเคียงกับโรคสำคัญอย่างโรคหัวใจ รวมถึงการสนับสนุนใช้สมุนไพรในครัวเรือนที่มีงานวิจัยรองรับเพื่อให้เกิดความมั่นใจ

นายชุติพงศ์ กอร์ปอริยจิต ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท กุยลิ้มฮึ้ง-ปราชญา จำกัด ซึ่งได้รับการส่งต่อตำรับยาจากรุ่นสู่รุ่นที่เน้นการรักษาความสมดุลของการเจ็บป่วยและอวัยวะในร่างกาย และนำเข้าสมุนไพรจากหลายประเทศ กล่าวว่า การคัดเลือกตำรับยาเพื่อทำงานวิจัยเกิดจากความต้องการทางการตลาด โดยพบว่าคนอยู่ในสภาวะเครียดกันมาก ส่งผลต่อการหมุนเวียนโลหิตในสมอง รวมถึงตำรับเกี่ยวกับการขับสารพิษซึ่งจะช่วยให้ลำไส้ใหญ่ทำงานดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังมีปัญหาด้านการสื่อสารเพราะตำรับยาค่อนข้างเข้าใจยาก หากคนไข้มีความซับซ้อนของอาการเจ็บป่วยก็จะมีทีมแพทย์แผนจีนให้การวินิจฉัยและให้คำปรึกษา ปัจจุบันคนนิยมหันมาใช้แพทย์ตะวันออกและแพทย์ทางเลือกมากขึ้น เพราะเข้าใจง่าย ราคาถูกกว่า และมีมาตรฐานรองรับ ซึ่งการพิสูจน์เพื่อกำหนดหลักฐานทำได้ค่อนข้างยากแต่โชคดีที่ได้นักวิจัยด้านการแพทย์มาช่วยเรื่องการขึ้นทะเบียน ซึ่งตนเองมองว่าทุกคนต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง การยกระดับสมุนไพรจึงต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

ดร.สมพลนาท สัมปัตตะวนิช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ยังไม่มีกลไกใดที่เน้นเรื่องข้อบ่งชี้ในการใช้ยา ซึ่งการพัฒนายาของตะวันตกค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ศูนย์ SISP ของศิริราชมีพันธกิจในการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตเพื่อพัฒนายาใหม่และการแพทย์แม่นยำ รวมถึงพัฒนาบุคลากรเพื่อตอบปัญหาดังกล่าว หลักสำคัญของการแพทย์แม่นยำ คือการใช้ยาตรงเป้าหมายได้ผลสัมฤทธิ์ ผลการศึกษาพบว่าสิบอันดับยาขายดีที่สุดในโลกเป็นยาแผนปัจจุบันของตะวันตก

แต่น่าแปลกใจว่าแม้จะมีข้อบ่งชี้ชัดเจนแต่การนำไปใช้กลับไม่ได้ผลทั้งหมด จึงเกิดคำถามว่าใครจะใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ปัญหาการขึ้นทะเบียนยามักติดปัญหาเชิงคลินิก แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการคือ ประสิทธิภาพของข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ตนเองจึงมุ่งศึกษาฤทธิ์ของยาแบบมุ่งเป้าในระดับโมเลกุล ซึ่งน่าจะขยายผลใช้กับสมุนไพรเชิงเดี่ยวของไทยได้จำนวนมาก ตลอดจนพัฒนาไบโอเซ็นเซอร์การตัดต่อพันธุกรรมให้กับเซลล์เพาะเลี้ยง เพื่อดูฤทธิ์ทางชีวภาพได้อย่างจำเพาะ โดยนำภาพถ่ายการออกฤทธิ์เป็นรายวินาทีมาเปรียบเทียบหน้าตายาได้หลายตำรับเพื่อหาความแตกต่าง ซึ่งสามารถต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ในระดับแชมเปี้ยนได้ ทั้งนี้ ไทยเป็นฐานผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายรวมทั้งเวชภัณฑ์ที่มีโอกาสค่อนข้างมากในตลาด จึงต้องผลักดันนวัตกรรมตั้งแต่ฐานข้อมูล การกำหนดตลาด มองร่วมกันจากหลายภาคส่วน

ด้าน นายศุภสิทธิ์ ปราชญาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เซลล์ดีเอ็กซ์ จำกัด กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการทำสตาร์ทอัพไบโอเทคที่สหรัฐอเมริกา จึงสนใจเทคโนโลยีของศิริราชด้านโอมิกส์เชิงระบบและเซลล์ไลน์ไบโอเซ็นเซอร์ เพราะเห็นช่องทางในการต่อยอดงานด้านสมุนไพรที่จะเดินหน้าไปทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การทดสอบฤทธิ์ การควบคุมการผลิต รวมถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ จึงได้ก่อตั้งบริษัท เซลล์ดีเอ็กซ์ เพื่อทดสอบสารออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีของนักวิจัย ซึ่งตนเองมองว่าไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก ถ้านำความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และเภสัชวิทยาเชิงระบบที่มีการวางแผนงานและข้อมูลที่ชัดเจนก็จะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ

ในโอกาสนี้ สกว.ได้จัดแสดงผลงานจากการวิจัย ประกอบด้วย สมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสมุนไพรอินทรีย์ ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงฟ้าทลายโจรแห้งอินทรีย์และเพชรสังฆาตอินทรีย์ ซึ่งผ่านมาตรฐาน IFOAM และนำส่งแก่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, ผลิตภัณฑ์จากเมืองสปาน้ำพุร้อน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โดยคณะวิจัยจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประกอบด้วย สบู่กาแฟเขียว มาส์กกาแฟแบบลอกออกได้

ที่มีส่วนผสมของกาแฟเชอร์รี่ สารกลุ่มโพลีฟีนอล ได้แก่ คาเฟอีนและฟลาโวนอยด์ ตลอดจนสารสกัดมะหาด ชะเอม และกรดโคจิก รวมถึงครีมนวดน้ำพุร้อนเค็ม ครีมนวดน้ำพุร้อนและโลชั่นน้ำตกร้อน ด้วยคุณสมบัติของน้ำตกร้อนด้านความงามมาผสมผสานกับกาแฟเชอร์รี่ สารสกัดจากมะหาด ชะเอม กรดโคจิก และแก่นฝาง, ซีรั่มเสริมการงอกของเส้นผมจากสารสกัดจากแสมทะเล โดย ศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ น.ส.วรอนงค์ พฤกษากิจ ที่ช่วยชะลอการหลุดร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยผลการทดสอบในอาสาสมัครที่มีภาวะผมร่วงแบบพันธุกรรมในเพศชายเป็นเวลา 4 เดือน พบว่าบริเวณที่ตอบสนองต่อสารสกัดส่วนใหญ่ คือบริเวณกลางศีรษะซึ่งเกิดการหลุดร่วงต่อจากด้านหน้าเหนือหน้าผาก

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมานตอนบน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแม่บ้านขายของในสถานท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำ วอนรัฐช่วย เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำหมานตอนบน ได้เกิดแห้งขอดและแห้งมากที่สุดในรอบ 32 ปี หลังจากการสร้างอ่างเก็บน้ำมา ชาวบ้านใน 4 หมู่บ้าน ในตำบลน้ำหมานได้รับผลกระทบนักท่องเที่ยวหาย แพล่องไม่ได้ ด้านเกษตรขาดน้ำอย่างหนัก พืชรอแห้งตาย อ่างเก็บน้ำหมาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาภูมิภาคจังหวัดเลย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวล่องแพที่เคยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบันไร้นักท่องเที่ยว ชาวบ้านขาดรายได้

นางดอกไม้ เกตกรม อายุ 52 ปี ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มแม่บ้านล่องแพบ้านโป่งเบี้ย ต.น้ำหมาน อ.เมือง จ.เลย ได้เผยว่า ตั้งแต่ได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นมา ปีนี้ถือว่าแล้งที่สุดในรอบ 32 ปี น้ำแห้งมาก ปกติทุกปีน้ำแห้งแต่ก็ไม่แห้งมากเท่าปีนี้ ในขณะนี้ชาวบ้านที่ทำเกษตรหวังพึ่งอ่างเก็บน้ำก็ไม่ได้ ด้านล่างน้ำในหมู่บ้านไม่มีน้ำเลย คูคลองแห้งขอดหมด แม้ชาวบ้านปลูกแก้วมังกรที่เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย แก้วมังกรยังจะยืนต้นตาย ส่วนด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะมาล่องแพก็ลำบาก นักท่องเที่ยวต้องเดินลงจากฝั่งถึงแพ ต้องเดินขึ้นลงไกลกว่า 50-60 เมตร ทำให้ขึ้นยากลงยาก แถมทิวทัศน์เมื่อน้ำแห้งก็ขาดความสวยงาม กลุ่มแม่บ้านที่ได้รวมตัวกันทำแพบริการนักท่องเที่ยว และทำกับข้าวขายให้นักท่องเที่ยว ต่างขาดรายได้ นักท่องเที่ยวหาย

“จึงอยากจะวอนรัฐช่วย อย่างน้อยขอทำฝนเทียมให้มาตกที่ต้นน้ำอ่างเก็บน้ำ ขอให้น้ำในอ่างเพิ่มอีกนิดการล่องแพจะได้สะดวกขึ้น เรียกนักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวอีกครั้ง ทุกวันนักท่องเที่ยวมาพอเห็นระดับน้ำก็กลับเลย เนื่องจากขาดความสวยงาม และยังลำบากในการขึ้นลงแพอีกต่างหาก ปกติเมื่อน้ำเต็มอ่างจะสวยมาก แถมจังหวัดยังคงสูบน้ำไปทำประปาอีก แต่ห้ามเกษตรกรใช้น้ำ จึงทำให้น้ำแห้งลงทุกวัน การล่องแพที่อ่างก็หยุดลงและคงจะปิดเป็นตำนาน” นางดอกไม้ กล่าว