ประเทศไทย เข้าร่วมจัดงานแสดงพืชสวนระหว่างประเทศปักกิ่ง

เอ็กซ์โป 2019 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกรมศิลปากร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานต่างๆ ในนามทีมประเทศไทย (Team Thailand) โดยได้จัดสร้างบ้านไทยภาคกลางเป็นอาคารแสดงสินค้า Thailand Pavilion และล้อมรอบด้วยภูมิทัศน์สวนไทย ภายใต้แนวคิด : The Green Way of Life, the Thai Way of Sufficiency ที่แสดงให้เห็นถึง

การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับวิถีชีวิตของคนไทยและวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและเรียบง่าย ใช้ได้จริง โดยสวนไทย จะมีการเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก ผลไม้ สมุนไพร การบริโภคในครัวเรือน และการสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ในแนวคิดซุปเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน มีการจัดเแสดงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสุขภาพ

การให้บริการข้อมูลสินค้า ข้อมูลการท่องเที่ยว และศิลปวัฒนธรรมไทย (ศูนย์แสดงสินค้าและบริการข้อมูลประเทศไทย) นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อแสดงสินค้าพืชสวนไทย รวมไปถึงการจัดกิจกรรมสัปดาห์ประเทศไทย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และกิจกรรมศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในนาม Commissioner General of Section กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมที่ทีมประเทศไทยจัดขึ้นภายใน Thailand Pavilion แบ่งเป็นการจัดนิทรรศการ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) นิทรรศการแสดงสินค้าถาวร โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก
2) นิทรรศการด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทย โดย ททท. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ
บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน)
3) นิทรรศการหมุนเวียน ภายใต้แนวคิด Quality of Thailand’s Seasonal Horticultural Products เป็นการแสดงความหลากหลายของพืชสวนไทยตามฤดูกาล โดยจัดจำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน ตลอดระยะเวลาจัดงาน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัปดาห์ประเทศไทย (Thai Week) ช่วงระหว่าง วันที่ 26 – 30 กรกฎาคม 2562 โดยช่วงเวลาจัดงาน เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของคนไทย เพื่อร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ เพื่อให้คนไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ชาวจีน ชาวต่างประเทศ ผู้เข้าชมงาน ได้ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย อีกทั้งยังมีการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม นาฏศิลป์ เทศกาลอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ อีกจำนวนมาก ณ Thailand Pavilion

สำหรับกิจกรรมการศึกษาดูงาน โดยจะนำเกษตรกร เข้าร่วมงาน 3 ช่วง ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านคุณสมบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรคัดเลือกมา ประกอบด้วย แปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer และ Young Smart Farmer
ด้าน นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับนิทรรศการถาวร นำเสนอภายใต้ธีม “Thailand Kitchen of the World: A True Source beyond Expectations” โดยจัดแสดงสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอาหารของ ผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมสาธิตการทำอาหารไทย

พร้อมแจกให้ชิมกับผู้เข้าร่วมชมงาน นอกจากนี้ ยังเผยแพร่ข้อมูลสินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูป สินค้าอาหารและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเผยแพร่ ร้านอาหารไทย และตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในรูปแบบ Digital Commercial Information Stand สำหรับสินค้าที่จัดแสดงภายในนิทรรศการถาวรนั้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เชิญชวนให้ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปที่ได้รับตรา Thai SELECT ให้เข้าร่วมการจัดแสดงสินค้า ในขณะเดียวกัน ได้ประสานและยังเชิญชวนผู้ประกอบการ หรือวิสาหกิจ

ที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เช่นกัน ซึ่งการเปิดตลาดในครั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีการแข่งขันทางการค้าสูง การสร้าง Brand awareness ถึงการเป็นครัวของโลก ของประเทศไทยจึงเป็นวิธีการสำคัญทางการตลาดที่ช่วยสร้างความมั่นใจในสินค้าจากประเทศไทยBeijing Expo 2019 จึงนับว่าเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอาหารจากประเทศไทยมากขึ้น ตลอดจนแสดงศักยภาพและส่งเสริมให้สินค้าและบริการของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้อย่างยั่งยืน

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝาย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น จัดตั้งเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2522 สมาชิกแรกตั้ง17 คน สมาชิกปัจจุบัน 114 คน

ประธานกลุ่มคือ นางบุญสิน ราษฎร์เจริญผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่ม
สมาชิกกลุ่มฯ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม แต่รายได้ไม่เพียงพอในการดำรงชีวิต เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำและเกิดวิกฤติภัยแล้งทำนาไม่ได้ผลดี บางส่วนจึงอพยพแรงงานไปทำงานรับจ้างก่อสร้างที่กรุงเทพมหานคร จึงได้มีการรวมตัวกันและจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เพื่อต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับครอบครัวและชุมชน แรกเริ่มทำกิจกรรมทอผ้าไหมเป็นหลักเนื่องจากสมาชิกกลุ่มฯ มีภูมิปัญญาและมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทุกครัวเรือนโดยมีเจ้าหน้าที่เคหกิจเกษตร เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม

อมา ในปี 2524 สมาชิกกลุ่มฯ รับฟังข่าวจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า พระราชวังสวนจิตรลดา ให้ประชาชนผู้ที่สนใจไปขอรับเส้นไหมที่พระราชวังสวนจิตรลดา สมาชิกกลุ่มฯ จำนวน 5 คน จึงไปขอรับเส้นไหม และได้เส้นไหมมาคนละ 10 กิโลกรัม จากนั้นก็ทอเป็นผ้าผืนมามอบคืนให้โครงการส่วนพระองค์ฯ ตามเงื่อนไข ท่านผู้หญิง สุประภาดา เกษมสันต์ เกิดความประทับใจจึงได้รับซื้อทั้งหมด พร้อมกับให้เงินทุนเพื่อไปใช้ในการทอผ้า ปลูกหม่อน และเลี้ยงไหม คนละ 15,000 บาท รวม 75,000 บาท จากนั้น กลุ่มฯ ได้ดำเนินกิจกรรมผลิตเส้นไหมดิบและทอผ้าไหมเป็นผืนส่งพระราชวังสวนจิตรลดา และ ได้รับเลือกเป็นสมาชิกมูลนิธิส่งเสริม ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ปัจจุบัน กลุ่มฯ ดำเนินกิจกรรมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมครบวงจรด้วยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับเทคโนโลยีและภูมิปัญญาสมัยใหม่ๆ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์โดยการทอผ้าไหมมัดหมี่ลายต่างๆ ด้วยความประณีตวิจิตรบรรจง มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะลายแคนแก่นคูณ ลายผ้าไหมประจำจังหวัดขอนแก่น อีกทั้งมีลายผ้าไหมมัดหมี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านหัวฝายตั้งชื่อว่า “ลายหมี่น้ำพอง” และมีกิจกรรมต่างๆ อีก เช่น การสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน ปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ และการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน เป็นต้น

กลุ่มฯ จัดแบ่งโครงสร้างหน้าที่การบริหารอย่างชัดเจน มีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน มีการสืบทอดทายาทจากรุ่นไปสู่รุ่น มีการรวมหุ้นจากสมาชิกกลุ่มฯ เพื่อนำมาใช้เป็นทุนในการทำกิจกรรม ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่เป็นอย่างดี จนสามารถยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่สมาชิกกลุ่มฯ ครัวเรือน และชุมชน ทั้งนี้ กลุ่มฯ ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางการดำเนินกิจกรรมจนประสบความสำเร็จ

ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน

โครงสร้างการบริหารงานของกลุ่ม
– กลุ่มมีโครงสร้างการบริหารงานของกลุ่มชัดเจน มีคณะกรรมการบริหารกลุ่ม จำนวน 13 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก มีวาระ 2 ปี ประธานกลุ่มมีความเสียสละ อดทน มีทัศนคติที่ดี มีความเข้าใจในด้านการบริหาร มีแรงบันดาลแนวคิดในการพัฒนากลุ่มยึดมั่นในความดีและทำงานเพื่อชุมชนบริหารตามหลักธรรมมาธิบาล ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการและสมาชิก

– มีคณะกรรมการกลุ่มย่อยที่บริหารกิจกรรมต่างๆ มีการแบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ ฝ่ายการผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ฝ่ายช่าง นอกจากนี้ ยังมีคณะทำงานกิจกรรมย่อยต่างๆ เช่น กิจกรรมเลี้ยงไหมวัยอ่อน กิจกรรมผลิตเส้นไหมดิบ กิจกรรมทอผ้าไหม กิจกรรมออมทรัพย์ กิจกรรมเพาะเห็ด กิจกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไหม กิจกรรมปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ (กิจกรรมแปลงรวม) จำนวน 15 ไร่ เป็นต้น ซึ่งแต่ละฝ่ายมีความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่แตกต่างกัน และมีคณะกรรมการที่ปรึกษากลุ่ม มีระเบียบข้อบังคับกลุ่ม วัตถุประสงค์ชัดเจน และสามารถดำเนินกิจกรรมบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้อย่างชัดเจน

ความสามารถในการสื่อสาร ถ่ายทอด และขยายผล
– ส่งเสริมและจัดให้สมาชิกเข้ารับการอบรมจากภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อนำความรู้มาถ่ายทอดและพัฒนากระบวนการผลิตและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพที่ได้มาตรฐาน

– สมาชิกได้เข้าอบรมเพิ่มความรู้ในเรื่องต่างๆ จะต้องกลับมาถ่ายทอดความรู้ต่อให้สมาชิก และนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน

ระบบเอกสาร มีความโปร่งใส ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้ ได้แก่
– รายงานการประชุมกลุ่ม/ทะเบียนสมาชิก
– ระบบการเงิน-การบัญชี (ได้รับคำแนะนำจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น)
– ระบบการปฏิบัติงานของสมาชิกและกลุ่ม
– ระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม
– สมุดฝากเงินของสมาชิก
– ทะเบียนรายการวัตถุดิบ/พัสดุ

การแบ่งผลประโยชน์จากกิจกรรมกลุ่ม ดังนี้
– สมทบกองทุน ร้อยละ 40
– ปันผลตามหุ้น ร้อยละ 20
– ค่าตอบแทนผู้ดูแลศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 20
– ตอบแทนคณะกรรมการ ร้อยละ 10
– สวัสดิการสมาชิกและสาธารณะประโยชน์ ร้อยละ 10 การเจริญเติบโต และความมั่นคงทางฐานะการเงินของกลุ่มปัจจุบัน
– ทุนเรือนหุ้น 106,080 บาท
– เงินฝากออมทรัพย์ของกลุ่ม 81,944 บาท
– เงินทุนหมุนเวียน 1,410,910 บาท
– ทรัพย์สินทั้งหมด 1,106,200 บาท
– รายได้เฉลี่ยของสมาชิก 148,600 บาท/คน/ปี
– บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน

สมาชิกกลุ่มฯ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกลุ่มอย่างแท้จริง โดยเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม ดังนี้

– ประชุมคณะกรรมการทุกเดือน เพื่อพัฒนาปรับปรุงและแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน

– ประชุมคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มฯ ทุกเดือน เพื่อรายงานผลการดำเนินงานและพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน

– ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีละ 1 ครั้ง เพื่อการวางแผนพัฒนากลุ่ม จ่ายเงินปันผล และเลือกตั้งคณะกรรมการ

– ประชุมวาระจร เพื่อแก้ไขปัญหาและตัดสินใจเร่งด่วน

– ได้รับการพัฒนาศักยภาพตามความถนัดของแต่ละคน อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันส่งผลให้มีบทบาทที่สำคัญในชุมชน

– ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน การเพิ่มขึ้นของจำนวนสมาชิก
ระยะเวลาจัดตั้งกลุ่ม 40 ปี มีการรับสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างทุกปี จากปี 2522 จำนวน 17 คน ปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งหมด 114 คน หรือ 114 ครัวเรือน (จากทั้งหมด 227 ครัวเรือน) สมาชิกใหม่ที่มาสมัครร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของสมาชิกกลุ่มฯ และคนในชุมชนที่ไปรับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายจึงกลับมาทำงานที่ภูมิลำเนาเดิมเพื่อดูแลครอบครัว และต้องการสร้างทายาทสืบทอดกิจกรรมกลุ่ม

การดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดรายได้/ปี จำนวน 22,044,760 บาท ดังนี้
1) การเลี้ยงตัวไหม รายได้ 312,000 บาท/ปี

2) การผลิตและจำหน่ายเส้นไหมดิบ รายได้ 5,440,000 บาท/ปี

3) การทอและจำหน่ายผ้าไหม รายได้ 14,850,000 บาท/ปี

4) การออมทรัพย์ จำนวน 494,760 บาท

5) การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน รายได้ 140,000 บาท/ปี

6) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไหม รายได้ 200,000 บาท/ปี

7) การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ 15 ไร่ (แปลงรวม) รายได้ 608,000 บาท/ปี

จากการดำเนินกิจกรรมส่งผลให้สมาชิกกลุ่มฯ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจดีขึ้น ดังนี้

– มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 148,600 บาท/ปี

– รายจ่ายลดลงเฉลี่ยครัวเรือนละ 27,400 บาท/ปี

– มีเงินออมเฉลี่ยครัวเรือนละ 7,980 บาท/ปี

ความสามารถในการจัดหาทุนและการบริหารทุน
– กลุ่มมีประวัติทางการเงินที่ดี เป็นที่เชื่อถือของสถาบันการเงิน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้การสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อขยายกำลังการผลิตของชุมชน

– มีการระดมหุ้น และการออมเงินเป็นทุนสำหรับการดำเนินกิจกรรม

– การบริหารทุนผ่านมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกและข้อบังคับกลุ่ม

– ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้การสนับสนุนและร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มฯ ได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ มาเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น ในส่วนของเรื่องงบประมาณจะช่วยตัวเองก่อนเสมอ ซึ่งต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ งบประมาณ และปัจจัยการผลิต จากส่วนราชการต่างๆ

แผนการพัฒนากลุ่ม
– พัฒนาลายผ้าไหมมัดหมี่ ให้สมัยใหม่และรักษาลายดั้งเดิมเพื่อเพิ่มความหลากหลาย

– พัฒนาเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ เพื่อรองรับกิจกรรมหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อปนวัตวิถี 2561

– สร้างทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อการสืบทอดกิจกรรมกลุ่ม

คุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรและชุมชน
– มีความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน

– มีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น

– สภาพบ้านเรือนจัดเป็นสัดส่วน น่าอยู่อาศัย

– เกิดความเข้มแข็งและสามัคคีในชุมชน

– ไม่มีปัญหายาเสพติดในชุมชน

– กิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– การเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้

– การใช้สถานที่ตั้งและดำเนินกิจกรรมกลุ่มเป็นแหล่งฝึกอบรม/ดูงาน และเป็นศูนย์กลางประสานงานให้ความช่วยเหลือในชุมชน – ร่วมจัดงาน/บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

– การผลิตและทอผ้าไหมจากสีธรรมชาติ ในการฟอกย้อมได้รับมาตรฐาน มผช.

– การปลูกผักและทำนาโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ลดการใช้สารเคมี

– ปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน/การสร้างป่าชุมชน

– การใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและมีการปลูกทดแทน

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝายก่อตั้งมานาน มีสมาชิกถาวรและยั่งยืน มีผลงานรอบด้าน จึงได้รับรางวัลกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นปี 2562 ไปครอง นายสมเกียรติ แซ่เต็ง อายุ 38 ปี การศึกษา จบปริญญาโท (วิจัยการศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อยู่ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 488/2 หมู่ที่ 1 อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทรศัพท์ 086-511-3317 อาชีพรับราชการ

ผลงานดีเด่น
อาจารย์สมเกียรติ แซ่เต็ง เป็นนิสิตทุนในโครงการเร่งรัดผลิตและพัฒนาบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขาวิชาคณิตศาสตร์ของประเทศ ภายหลังจากจบการศึกษาจึงได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้มาเป็นครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ณ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม ปี 2546 และด้วยความสนใจในธรรมชาติ รักการปลูกต้นไม้และงานเกษตร ประกอบกับได้มีโอกาสในการจัดตั้งชุมนุมอิสระขึ้นภายในโรงเรียน จึงได้ริเริ่มจัดตั้งชุมนุมกล้วยไม้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งที่รวมของนักเรียนที่สนใจในเรื่องของการปลูกกล้วยไม้ เพื่อให้ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ภายหลังได้พัฒนารูปแบบและศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งหวังให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องของการบริหารและจัดการจึงได้จัดตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกร ในปี 2555

สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรคือ ความมุ่งมั่นในเรื่องของการสร้างอาชีพ การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และการปลูกจิตสำนึกในวิถีเกษตรให้แก่นักเรียน มีแนวคิดที่จะให้นักเรียนเป็นผู้เริ่มต้นคิด มีส่วนร่วมกับกิจกรรม และสร้างความตระหนักด้วยตนเองว่า กิจกรรมที่เขาได้มีส่วนร่วมนั้น มีคุณค่าและเกิดประโยชน์แก่ชีวิต การได้มาซึ่งรายได้มีความสอดคล้องกับความรู้ที่ถูกใช้มากน้อยเพียงใด การพัฒนางานจำเป็นต้องเกิดจากการศึกษาค้นคว้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ที่สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรต้องมีส่วนร่วมกัน ซึ่งผลสุดท้ายของการดำเนินกิจกรรมกลุ่มยุวเกษตรกรคือ การเป็นเกษตรกรที่มุ่งมั่นในการพัฒนาสายงานของตนเองอย่าง มีระบบ ระเบียบ ขั้นตอน รู้จักแสวงหาองค์ความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ รอบตัว อีกทั้งยังมีจิตสำนึกที่ดีแก่ตนเองและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับชุมชนต่อไป

แนวคิดในการทำงาน และการพัฒนางานในรูปแบบของอาจารย์สมเกียรติ แซ่เต็ง

ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาในการทำงาน ตลอดช่วงระยะเวลาการเป็นที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร รูปแบบของการบริหารงานของกลุ่มและสภายุวเกษตรกรได้วางแผนและร่วมกันทำงานที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้ พัฒนาอาชีพของตนเองโดยยึดหลักการทำงานและการพัฒนางาน คือ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
บูรณาการการเรียนการสอนของกลุ่มยุวเกษตรกรโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและเชื่อมโยงกับโครงงานวิทยาศาตร์ และโครงงานอาชีพ
ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรมีความคิดริเริ่มในการทำงานร่วมกัน
จัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกับสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร และสภายุวเกษตรกร อย่างสม่ำเสมอ เพื่อฝึกกระบวนการประชาธิปไตยและภาวะผู้นำผู้ตามในการประชุมสภายุวเกษตรกร
ให้คำแนะนำสมาชิกในการปฏิบัติงานรวม งานกลุ่มย่อยและแนะนำให้ไปปฏิบัติที่บ้านของตนเอง
ศึกษา ค้นคว้านำเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ มาถ่ายทอดความรู้ให้กับสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
ประสานงานขอความร่วมมือจากหน่วยงาน ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ มาให้ความรู้และสนับสนุนการปฏิบัติงานเสมอ
ประชาสัมพันธ์ผลงานกลุ่มให้ผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานทราบเสมอ
ความสำเร็จ
จากความเพียรพยายามของการดำเนินการในกิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกรมาโดยตลอดจนทำให้กิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคมเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือจังหวัด โดยมีผลงานเชิงประจักษ์ ดังนี้

สามารถปลูกฝังหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ดังเห็นได้จาก รางวัลสถานศึกษาต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีการศึกษา 2552
สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรได้รับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมด้านการเสียสละ ทุ่มเท ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย สามารถปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
สมาชิกยุวเกษตรมีเจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีกิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกร อย่าต่อเนื่องสืบต่อกิจกรรมรุ่นต่อรุ่น
สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพแก่กลุ่มยุวเกษตรกรเพื่อเป็นการหารายได้ระหว่างเรียนของสมาชิก
สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยความเต็มใจ และเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน
สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 90 ในแต่ละปีการศึกษาสามารถเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันการศึกษาของรัฐและจบมาอย่างมีคุณภาพ
ผลการทำงานที่เกิดกับผู้ปกครองและชุมชน

ผู้ปกครองและชุมชน เห็นความสำคัญของการทำงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ท้องถิ่นและให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในด้านงานเกษตรและการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
ผู้ปกครองมีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานของกลุ่มยุวเกษตรกร สังเกตได้จากการที่สนับสนุน ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในวันหยุด และความร่วมมืออื่นๆ ทุกครั้งที่มีการประสานขอความร่วมมือ
ชุมชนท้องถิ่นให้การสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรม มีการประชาสัมพันธ์โครงการ และกิจกรรมของกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ
ชุมชนได้รับประโยชน์จากการจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งยังปลูกฝังให้เยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชุมชนในอนาคตมีจิตสำนึกที่ดีอีกด้วย

และยังได้รับรางวัลผลงานต่างๆ มากมาย อาทิ

ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนหน่วยงานสังกัด สพฐ. และโรงเรียนมัธยมศึกษานำเสนอกิจกรรมในงานวันตราดรำลึก ณ ศาลากลางจังหวัดตราด ปี 2547-2560
รางวัลหนึ่งแสนครูดี ของคุรุสภา ปี 2554
รางวัลครูดีในดวงใจ ปี 2554-2560
รางวัลผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของ สพฐ. ปี 2555
รางวัลที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ปีการศึกษา 2558-2560
รางวัลที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับภาค ปีการศึกษา 2558
รางวัลผู้มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ในการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 4H
รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2559
ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศเกาหลี
รางวัลนวัตกรรมด้านการจัดการเรียนรู้ของ สพฐ. ระดับประเทศ ปี 2560
ได้รับรางวัลชนะเลิศการวางแผนพัฒนาเมือง ไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญและมอบหมายให้เป็นวิทยากรต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกร งานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางด้านงานอาชีพและการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนางานอาชีพ สิ่งแวดล้อม และวิทยากรพี่เลี้ยงประจำค่ายต่างๆ

คุณภาพงานและความยั่งยืนในอาชีพ
ด้วยแนวทางการพัฒนางานของอาจารย์สมเกียรติ แซ่เต็ง ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จึงส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความเจริญมั่นคงอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จะเห็นได้จากผลงานและชื่อเสียงของกลุ่มยุวเกษตรกร ที่มีระบบบริหารจัดการองค์กรอย่างมีคุณภาพซึ่งตลอดเวลาการเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มกิจกรรมดังกล่าวนี้ อาจารย์สมเกียรติ แซ่เต็ง ได้ร่วมวางแผนและพัฒนามาโดยตลอด โดยเล็งเห็นว่า เมื่อกิจการนักเรียน สามารถพัฒนาได้และบริหารได้ด้วยนักเรียนแล้ว ก็ย่อมมีความมั่นคง และยั่งยืนด้วยคุณภาพอันเกิดจากการบริหารงานภายใต้หลักการความรู้คู่คุณธรรม

นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนางานของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคมที่อาจารย์สมเกียรติ แซ่เต็ง ได้ดำเนินการผลักดันและพัฒนารูปแบบและวิธีการมาโดยตลอดนี้ยังได้รับรางวัลนวัตกรรมทางการศึกษาดีเด่นและได้เป็นตัวแทนไปนำเสนอ Best Practice ในเวทีระดับชาติ และเป็นที่ยอมรับจากองค์กร หน่วยงานต่างๆ เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในชุมชน นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานและองค์กรภาครัฐได้เข้ามาถ่ายทำรายการโทรทัศน์ อาทิ รายการโทรทัศน์ครู ที่มาถ่ายทำผลงานการจัดการเรียนการสอนเชิงอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา รายการข่าวช่อง 11 มาถ่ายทำการจัดกิจกรรมของครูผู้นำกลุ่มยุวเกษตรกร การถ่ายทำสกู๊ปข่าวการจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม รายการใต้เบื้องพระยุคลบาท เป็นต้น

ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
อาจารย์สมเกียรติ แซ่เต็ง ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นรองผู้อำนวยการเป็นการภายใน ปฏิบัติหน้าที่งานด้านวิชาการของโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม และดูแลงานด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยตรง นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมครูคณิตศาสตร์ของจังหวัดตราดและยังได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดตราดเพื่อการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนและงานด้านการศึกษาของจังหวัดตราด

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ นอกจากด้านงานสอน และในฐานะที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร แล้วยังได้ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องและโดยสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคุณธรรมจริยธรรม ที่ได้ร่วมเป็นวิทยากรงานค่ายคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน งานด้านการกุศล อีกทั้งการให้ความรู้ด้านงานอาชีพและจัดแหล่งเรียนรู้ให้แก่ชุมชนและผู้สนใจ

ตลอดระยะเวลาดำเนินกิจกรรมการเป็นที่ปรึกษาให้แก่นักเรียนทั้งในส่วนของกิจกรรมชุมนุมและกลุ่มยุวเกษตรกร มุ่งเน้นในเรื่องของจิตอาสาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มที่เน้นการดำเนินการดังกล่าวเป็นแนวทางหลักมาโดยตลอด โดยได้รับรางวัลเชิงประจักษ์ในด้านนี้คือ รางวัลลูกโลกสีเขียว ประจำปี 2558