ประเภทที่ 2 โคนม อายุระหว่าง 15-18 เดือน รางวัลที่ 1 ได้แก่

โคนม ของ นายโยธินประสบการณ์ ศรีจันทร์ฟาร์ม สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัดประเภทที่ 3 โคนม อายุระหว่าง 18-21 เดือน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนม ของ นายสุริยา คล้ายสังข์ แพรฟาร์ม สหกรณ์ โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด

ประเภทที่ 4 โคนม อายุระหว่าง 21-24 เดือน (ไม่ผ่านการรีดนม) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนม ของ นายสุภาสิต สูบกำปัง สุภาสิตฟาร์ม สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด

ประเภทที่ 5 โคนมสาวท้องแรก อายุไม่เกิน 28 เดือน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนมสาว ของ นายศราวุธ ก้อนคำ สหกรณ์โคนมในเขตปฏิรูปที่ดินซับสนุ่น จำกัด ให้ปริมาณน้ำนมเฉลี่ย 41.45 กิโลกรัม/วัน

ประเภทที่ 6 โคนมมาก ไม่จำกัดอายุ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนม ของ นายสุภาสิต สูบกำปัง สหกรณ์
โคนมมวกเหล็ก ให้ปริมาณน้ำนมเฉลี่ย 45.62 กิโลกรัม/วัน และ

ประเภทที่ 7 โคนมอายุมากกว่า 24 เดือน (ด้านรูปร่าง) ของ นายสุภาสิต สูบกำปัง สุภาสิตฟาร์ม สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา อ.ส.ค. ได้จัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 4.0 รองรับยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2560-2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

การสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงในการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบและการจัดการฟาร์มให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
วิจัยและพัฒนาการเลี้ยงโคนม และ
สร้างความเข้มแข็งให้กับบุคลากรสายกิจการโคนม เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานรองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมภายในประเทศและอาเซียน

ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีอุตสาหกรรมโคนมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีโคนมกว่า 500,000 ตัว กว่าครึ่งเป็นแม่โครีดนม กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ กำลังการผลิตน้ำนมดิบไม่ต่ำกว่า 850,000 ตัน มูลค่าการผลิตผลิตภัณฑ์นมไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท น้ำนมดิบส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ ถูกส่งป้อนตลาดนมพาณิชย์ นมที่ป้อนเข้าสู่โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน 10 เปอร์เซ็นต์

โดยปริมาณดังกล่าว แบ่งเป็นเกษตรกรในเขตพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. จำนวน 4,332 ราย มีปริมาณโคนมรวมกว่า 123,000 ตัว โดย อ.ส.ค. มีเป้าหมายเร่งพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มทักษะการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรสมาชิก มุ่งส่งเสริมให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่าจะสามารถช่วยยกระดับฟาร์มโคนมให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน จีเอพี (GAP) ปีละ 30 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะครอบคลุมครบ 100เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3 ปี ซึ่งจะทำให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมลดต้นทุนการผลิตลง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/คน/ปี และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรมีความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพด้วย

หนองโพ ๙ ตามพระราชปณิธาน สานต่ออาชีพที่พ่อให้ โปรเจกต์ที่จะพาทุกคนไปรู้จักกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ทำความดี พร้อมทั้งนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง และสังคม ในช่วงหนองโพ ๙ ตามพระราชปณิธาน สานต่ออาชีพที่พ่อให้

แพร – พิมพ์ลดา ไชยฟรีชาวิทย์ อาสาเป็นพิธีกรภาคสนามลงพื้นที่ไปจังหวัดระยอง เพื่อพาทุกคนไปรู้จักกับอีกหนึ่งกลุ่มที่ทำความดีในเรื่องของการเก็บขยะริมชายหาด ซึ่งจากกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คนจนปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวได้ขยายออกไปเรื่อยๆ จนมีชื่อว่า “Trash Hero” ที่มีถึง 24 กลุ่มในประเทศไทย และในต่างประเทศอีก 20 กว่ากลุ่ม รวมสมาชิกมีมากถึง 50,000 คน และฮีโร่กลุ่มนี้ยังเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลกอีกด้วย

ติดตามเรื่องราวดีๆ ของบุคลลที่ทำความดีเพื่อสังคมได้ใน หนองโพ ๙ ตามพระราชปณิธาน สานต่ออาชีพที่พ่อให้ วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป (ช่วงหนึ่งของรายการสมุดโคจร On The Way) ทางช่อง 28 (3SD)

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมวิจัยและพัฒนาสร้างนวัตกรรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี บริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรม พร้อมเสริมขีดความสามารถบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในโรงงานอุตสาหกรรมให้ได้มาตรฐานสากล แข่งขันได้ในตลาดโลก

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า สำหรับความร่วมมือระหว่าง วว. และ กนอ. ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนาพร้อมกับสร้างนวัตกรรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งบริการงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมขีดความสามารถบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมรองรับนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันรวมถึงลดต้นทุนของการประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์การเพิ่มความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม โดยมีกรอบระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี

“…วว.รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ กนอ. โดยนำศักยภาพของทั้งสองหน่วยงาน มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคอุตสาหกรรม โดยกิจกรรมที่จะได้ร่วมกันดำเนินงาน อาทิ การฝึกอบรมสัมมนาและให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการในการนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ นับเป็นบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน ที่จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของบุคลากรในนิคมอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทั้งสองหน่วยงานยังจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางวิชาการระหว่างกันอีกด้วย…” ผู้ว่าการ วว.กล่าวเพิ่มเติม

ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมให้ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องหาองค์ความรู้ หรือ KnowHow ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาช่วยขับเคลื่อนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรม New S-curve ด้าน วว. นั้นเป็นหน่วยงานที่มีผลงานวิจัยหลากหลายทั้งเรื่องข้าว ยางพารา ที่สามารถสนองตอบต่อนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนงานบริการทางวิทยาศาสตร์ฯ ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรม สำหรับความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในครั้งนี้นี้ นับเป็นการสร้างโอกาสที่จะได้ร่วมมือกันพัฒนางานร่วมกันต่อไปในอนาคต

อนึ่งภายหลังจากพิธีลงนามความร่วมมือ ผู้ว่าการ วว. และผู้บริหาร นำ ผู้ว่าการ กนอ. และคณะ ชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของ วว. โดยนำเสนอความเชี่ยวชาญในด้านงานวิจัยและพัฒนา อาทิ โครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว…ที่ วว.ดำเนินงานตลอดทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนกระทั่งถึงปลายทาง เช่น การพัฒนาปุ๋ยสำหรับเพิ่มคุณภาพผลผลิตข้าว การวิจัยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การรับรองคุณภาพ เป็นต้น รวมทั้งงานบริการเพื่อสนองตอบต่ออุตสาหกรรม New S-curve เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศในการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพของเครื่องมือทางการแพทย์

โครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาขั้นสูงสำหรับการซ่อมและผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมการบิน นอกจากนี้ยังจัดแสดงโครงการความร่วมมือที่ผ่านมาระหว่าง วว.และ กนอ. เช่น โครงการสนับสนุนพื้นที่รับบริการ ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตั้งแต่ปี 2557-ปัจจุบัน และแนวโน้มความร่วมมือในอนาคต โครงการบูรณาการนวัตกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของท้องถิ่น กรณีศึกษานิคมอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และ ความร่วมมือระหว่าง วว. ร่วมกับสมาคมเพื่อนชุมชน ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุดเพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนโดยรอบ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและยกระดับผู้ผลิตสินค้าท้องถิ่นกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดระยอง ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เป็นต้น

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นายพจน์ ทับประทุม หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร เปิดเผยว่า ในอดีต“ตัวเหี้ย”หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตัวเงินตัวทอง” ถือเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากเนื่องจากสามารถนำเนื้อไปประกอบเป็นอาหารได้ ส่วนหนังก็นำไปแปรรูปเป็นกระเป๋าและเข็มขัดได้ราคาสูง ทำให้กรมป่าไม้เกรงว่าตัวเงินตัวทองจะสูญพันธุ์ จึงประกาศให้ตัวเงินตัวทองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลื้อยคลานลำดับที่ 91 สงวน ห้ามเลี้ยง ซื้อ ขาย หรือครอบครอง

ฝ่าฝืนมีความผิดมีโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท หรือต้องจำทั้งปรับ ชาวบ้านไม่กล้าทำอันตรายเพราะเกรงว่าจะทำผิดกฎหมาย ตัวเงินตัวทองจึงเพิ่มจำนวนมากขึ้นในจังหวัดสมุทรสงคราม ล่าสุดยังสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จึงประสานมาที่เขตฯ จึงจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จับตัวเงินตัวทอง โดยใช้วิธีวางแร้วดักจับในพื้นที่หมู่ 2 และ หมู่ 4 ต.ยี่สาร ผลปรากฏว่าจับตัวเงินตัวทองทั้งเพศผู้และเพศเมียได้ในวันที่ 22 ก.พ.2561 จำนวน 8 ตัว และยอดสะสมจากวันที่ 19 -22 กุมภาพันธ์ ได้ตัวเงินตัวทองรวม 57 ตัว น้ำหนักแต่ละตัวอยู่ระหว่าง 3-10 กิโลกรัม เพื่อนำไปปล่อยในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่มีเจ้าหน้าที่ที่ความเชี่ยวชาญในการดูแลตรวจสุขภาพพร้อมจะทำการตรวจสุขภาพหาโรค และจะดูแลจนมั่นใจก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งอาศัยต่อไป

นายสุรินทร์ นุชเล็ก ส.อบต.ม.4 ต.ยี่สาร กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปู และปลา ในบ่อธรรมชาติ ต้องได้รับความเดือดร้อนจาก “ตัวเหี้ย” นี้ ที่ลงบ่อกัดกินสัตว์เลี้ยงในบ่อจนเกือบหมด ล่าสุดบ่อของตนในพื้นที่ 7 ไร่ปล่อยปูทะเลขนาด 10 ตัว/ ก.ก. ลงไป 70 ก.ก. หรือ ประมาณ 700 ตัว เลี้ยงไปกว่า 5 เดือนจับได้เพียง 20 ตัวเท่านั้น เนื่องจาก โดนตัวเหี้ยจับกินหมด เป็นต้น ซึ่งชาวบ้านจะจับกับเองก็กลัวจะผิดกฎหมายจึงต้องประสานให้นำเจ้าหน้าที่มาจับตัว เหี้ยไปครั้งนี้ก็ต้องขอขอบคุณที่มาช่วยเหลือชาวบ้านก่อนจะหมดตัวไปมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแพร่ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23-24 ก.พ.2561)” ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 23 ก.พ. 2561 ความว่า บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง อาจมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยจะมีผลกระทบดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จ.เลย อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคเหนือ : จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคกลาง : จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก : จ.ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง และภาคใต้ : จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร ส่วนในวันที่ 24 ก.พ.นี้ ภาคใต้ : จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

จึงขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ในช่วงวันและเวลาดังกล่าว สำหรับเกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้แล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง อาจมีลูกเห็บตกบางพื้นที่

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ประกาศ ณ วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 05.00 น. โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 11.00 น.

สำหรับพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง อาจมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 14-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมกระโชกแรง
อาจมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ บริเวณจ.เลย อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งโดยมีลมกระโชกแรง อาจมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนัก โดยมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี และระยอง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

สมาคมผู้ส่งออกข้าวฯหวั่นข้าวไทยเสียส่วนแบ่งตลาด หลัง “เวียดนาม” ส่งข้าวขาวพันธุ์ใหม่ 5451 คุณภาพดี-นุ่ม-ราคาถูกกว่าไทยตันละเกือบ 500 เหรียญสหรัฐ ถล่มชิงแชร์ตลาดจีน ดันยอดส่งออกหอมมะลิเวียดนามพุ่ง 1,991% ในช่วง 10 ปี จี้กระทรวงเกษตรฯพัฒนาต่อยอดพันธุ์ กข 53-กข 21 คุณภาพใกล้เคียงสู้
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงทิศทางการส่งออกข้าวในปี 2561 ว่า สมาคมประเมินการส่งออกไว้ที่ 9.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2560 ที่ส่งออกข้าวได้ 11.6 ล้านตันมูลค่าส่งออก 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐโดยการส่งออกที่ลดลงมาจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทและภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งออกข้าวขาวคู่แข่งสำคัญคือเวียดนามได้พัฒนาและทำตลาดข้าวขาวชนิดใหม่เป็นข้าวขาวพื้นนิ่มพันธุ์ 5451 คุณภาพดีและราคาต่ำมาแข่งขันในตลาดเดียวกับไทยคือ ตลาดข้าวจีน

จากปกติจีนนำเข้าข้าวขาวปีละ 5 ล้านตัน โดยจะนำเข้าจากไทย 3 ล้านตันเวียดนาม 600,000 ตัน และจากแหล่งผลิตอื่น ๆ เช่น กัมพูชา เมียนมา ส่วนตลาดอื่นที่มีการนำเข้าข้าวขาวนอกจากจีน มีตลาดฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย ก็เริ่มนิยมบริโภคข้าวขาวพื้นนิ่มของเวียดนามมากขึ้น กลายเป็นข้อกังวลว่า หากประเทศเหล่านี้นำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โอกาสที่ไทยจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดก็มากตามไปด้วย

“ต้องยอมรับว่า เวียดนามมีพันธุ์ข้าวเข้ามาทำตลาดแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาวพันธุ์ 5451 ได้ถูกพัฒนามาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ผลผลิตต่อไร่สูง 800 กก. เป็นข้าวขาวพื้นนิ่ม มีรสชาติดี อีกทั้งตั้งราคาขายเพียงตันละ 490 เหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับข้าวไทยมาก จากก่อนหน้านี้เวียดนามได้เคยนำพันธุ์ข้าวอื่นออกมาทำตลาดแข่งกับไทยแล้ว เช่น ข้าวนางฮวา (Nang Hua) เป็นข้าวขาวและข้าวหอมมะลิผสมกัน ตั้งราคาส่งออกราคาตันละ 600 เหรียญ หรือ ข้าวหอม KDM ตันละ 700 เหรียญ ต่ำกว่าราคาข้าวหอมมะลิไทยที่ตันละ 1,100-1,200 เหรียญ ขณะที่ราคาข้าวขาวไทยตันละ 440 เหรียญสหรัฐ ถูกกว่าเวียดนามก็จริง แต่ผู้บริโภคกลับหันไปซื้อเวียดนาม เนื่องจากถูกปากมากกว่า”