ปริมาณการผลิต International Rubber Study Group (IRSG)

ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราของโลก คาดว่าปริมาณผลิตยางพาราจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 4-4.2% ต่อปี ในช่วงปี 2559-60 ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะมาจากขยายพื้นที่เพาะปลูกยางพาราของอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน และอินเดียเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุปทานส่วนเกินยางพาราได้ในช่วงถัดไป (ผู้ผลิตรายใหญ่ได้แก่ ไทย 35.8% อินโดนีเซีย 26.1% จีน 7.1% อินเดีย 5.8% และมาเลเซีย 5.5% ของปริมาณการผลิตรวม 12.6 ล้านตัน)

ปัจจัยที่สาม คือ ปริมาณสต๊อกยางพาราจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอันมีสาเหตุหลักมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกของผู้ผลิตนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผู้ผลิตอินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ก่อให้เกิดการทยอยสะสมสต๊อก ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ IRSG เก็บข้อมูลสต๊อกยางพาราของโลกมา

ปัจจัยสุดท้ายคือราคายางสังเคราะห์ที่ยังทรงตัวในระดับต่ำตามราคาน้ำมันดิบโลกทั้งนี้ยางสังเคราะห์ถือเป็นสินค้าทดแทนยางพาราโดยผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางสามารถปรับสัดส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในสัดส่วนที่ต้องการได้ดังนั้นผู้ผลิตยางพาราจึงต้องลดราคาขายของตนเองลงมาเพื่อให้สามารถขายแข่งกับยางสังเคราะห์ได้

“บิ๊กตู่” เผย ครม.เคาะช่วยเหลือข้าวนาปีตันละ 1.3 หมื่น บวกค่ายุ้งฉาง สั่ง มท. พณ. คสช. ลงตรวจทุกโรงสี เช็คข้าวในคลัง วอนอย่าหลงเชื่อพวกบิดเบือนผ่านโซเชียล เมิน หนังสือ “ยิ่งลักษณ์” ขอเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงมาตรการการช่วยเหลือราคาข้าวตกต่ำว่า ก่อนการประชุม ครม.ได้มีการประชุม นบข.นัดพิเศษอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำข้อมูลจากที่ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และคสช. มาหารือกันก่อนเข้าประชุม ครม. จากนั้น ครม.มีมติกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ถือเป็นมาตรการใหญ่ ซึ่งจะประกอบไปด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิต 2559 ถึง 2560 รวมถึงข้าวหอมมะลิ

“โดยชาวนาจะได้รับเงินทั้งสิ้น 13,000 บาท ซึ่งตอนนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ประมาณ 9,700-12,000 บาท เมื่อคิดคำนวณแล้วราคาค่าเฉลี่ยควรจะเป็นตันละ 11,000 บาท โดยธกส.จะรับจำนำตามความเห็นชอบของครม.ในวันนี้ 9,500บาท แต่จะมีเพิ่มเติมช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ให้อีกตันละ 2,000บาท ค่าขึ้นยุ้งเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท รวมเป็น 13,000บาท ทั้งนี้ธกส.จะรับเต็มที่ไม่ได้ จะทำให้ผิดกติกา ซึ่งตรงนี้สำหรับเกษตรกรที่ร่วมโครงการและมียุ้งฉาง หากไม่มียุ้งฉาง รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพโดยโอนเงินเข้าบัญชีตันละ 2,000 บาท แต่จะไม่ได้ค่าขึ้นยุ้งเก็บรักษาอันนี้ถือเป็นข้อยุติ หวังว่าพ่อแม่พี่น้องชาวนาคงจะพอใจระดับหนึ่ง และขอให้เห็นใจรัฐบาลบ้าง เพราะช่วงนี้มีความยากลำบากเกิดขึ้นหลายอย่าง ผลกระทบเกิดจากฝนและอะไรต่างๆ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญ เราต้องช่วยกันคิดว่าจะทำงานในภาคการเกษตรต่อไปอย่างไร หากยังทำแบบเดิม ก็จะมีปัญหา แต่ตนก็เห็นใจพ่อแม่พี่น้อง ที่ทุกคนมีความคุ้นเคยตั้งแต่เด็กจนโต ตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ตนเข้าใจตรงนี้ ดังนั้นถึงได้บอกว่าเราต้องมาเรียนรู้ด้วยกันและมีศูนย์เกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ตอนนี้ต้องหาวิธีการปลูกข้าวที่จำนวนไร่น้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม และต้องดูตารางข้าวโลกในปัจจุบันด้วย อย่ามองแค่ในประเทศอย่างเดียว ในประเทศเราต้องแก้ไป ด้วยวิธีการช่วยเหลือและสร้างความเข้มแข็ง รวมถึงเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยรัฐบาลจะหาเครื่องมือไปให้ เป็นส่วนรวมไว้ที่สหกรณ์ต่างๆ

ถ้าทุกคนรวมกลุ่มได้ ตนก็จะสนับสนุนให้ได้ เพื่อลดค่าแรงต้นทุนการผลิต และต่อไปตนกำลังให้หาโรงสีขนาดกลางในพื้นที่จุดที่เกษตรกรมีความเข้มแข็งและสามารถรวมกลุ่มกัน เพื่อไม่ต้องส่งไปโรงสีข้างนอก เพราะราคาเป็นที่พอใจ เราต้องสร้างให้ชาวบ้านมีความเข้มแข็งด้วยตัวเอง ทั้งปลูก ผลิต แปรรูป ขาย ส่วนโรงสีเดิม ก็ต้องปรับตัว ทำอย่างไรจะให้เกิดความสุจริต โดยประชาชนต้องได้รับผลประโยชน์มากที่สุด โดยเกษตรกรเองก็ต้องมีเครื่องมือตรวจสอบโดยกระบวนการท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นการวัดความชื้นข้าวของตัวเองก่อนที่จะส่งไปโรงสี หากไม่ตรงกับที่โรงสีวัด จะได้ตรวจสอบได้ ถ้าเราไม่เตรียมการตัวเอง เราก็ต้องยอมรับผลการประเมินของโรงสี โดยที่ผ่านมาไม่มีการตรวจสอบหลังเจ้าของโรงสีประเมินค่าความชื้น

“วันนี้ กระทรวงเกษตรฯ มหาดไทย พาณิชย์ และคสช. จะลงไปสำรวจทุกโรงสีว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก่อนหน้านี้มีอะไรที่แปลกประหลาดแทรกซ้อนหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็แล้วไป พร้อมกันนี้จะต้องไปดูคลังข้าว ที่บางโรงสีอาจเก็บข้าวไว้ตามนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา รับค่าข้างดูแลข้าวมาเยอะ การดูแลจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ต้องไปว่ากันตรงนั้นด้วย ฉะนั้นต้องทำทั้งระบบ เราจะไปว่าใครดีหรือไม่คงลำบาก เพราะคนดีก็มี เราต้องมองในส่วนประชาชนที่จะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร ถ้าต้านทุกอย่างมันไปไม่ได้ ผมก็ห่วง ปีนี้ความต้องการภายนอกลดลงเพราะแต่ละประเทศมีสำรองข้าวไว้เยอะ อีกทั้งยังไปลงทุนปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ขณะที่บ้านเราต้นทุนการผลิตยังสูงใช้น้ำเยอะ การปลูกข้าว ฝนแล้ง ฝนมากจะต้องมีวิธีการปลูกที่แตกต่าง ต้องใช้เทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยรัฐบาลให้ความช่วยเหลือ โอกาสเรามีเยอะ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ถ้าเราช่วยกัน ที่ผ่านมามาตรการอุดหนุนเรื่อยๆ ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งได้ ดังนั้นต้องสร้างความเข้มแข็งให้ได้ ขึ้นอยู่กับสหกรณ์ แกนนำ หมู่บ้าน ต้องร่วมมือกัน อย่าไปเชื่อคำบิดเบือนทางโทรศัพท์ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลทำ คนไทยบังคับไม่ได้ทั้งหมด ต้องใช้วิธีการขอร้องกัน คนที่เข้ามาอยู่ในโครงการที่รัฐบาลแนะนำมีผลผลิตและรายได้ที่ดีขึ้น แต่คนที่ยังไม่เปลี่ยนรายได้ก็น้อยลง สิ่งที่ห่วงอีกเรื่องคือถ้ารัฐบาลบริหารจัดการน้ำได้ดี ก็จะเฮโลปลูกข้าวกันอีก และให้รัฐบาลปล่อยน้ำมาเลี้ยงข้าว ปัญหาก็จะวนทับแบบนี้ ฉะนั้นวันนี้ต้องแก้ทั้งระบบ ทั้งประชาชน โรงสี เอกชน พ่อค้าข้าว ต้องมีธรรมาภิบาล ขณะที่รัฐบาลจะมีนโยบายใหม่ๆ โดยเอาปัญหาเหล่านั้นมาแก้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดขอให้เข้าใจตรงกัน อย่าอะไรกันอีกเลย ขอดูแลข้าวหอมมะลิที่มีปัญหาตอนนี้ก่อน และเชื่อว่าจะมีปัญหาอีก 2-3 เดือน ประมาณ 2 ล้านตัน และอะไรต่างๆจะดีขึ้นเอง โดยหวังว่าราคาตลาดจะดีขึ้น ส่วนการขายข้าวตามถนนตนไม่ห้าม หากเป็นรายได้เล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าขายเป็นทางการใหญ่โตเป็นห้างร้านต้องจดทะเบียน ตอนนี้ยังไม่ได้จับกุมดำเนินคดีใดๆทั้งสิ้น ถือเป็นการช่วยเหลือตัวเอง อย่าไปโทษกันไปมา ต่อไปหากไม่มีโรงสีหรือพ่อค้าข้าวเลยก็ไม่ได้ รวมถึงพ่อค้ารายใหญ่ เพราะทั้งหมดเป็นห่วงโซ่เดียวกัน แต่ทำอย่างไรให้ทุกคนอยู่นกติกาให้ได้ โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ทุกตัวก็จะไม่มีปัญหา อย่าให้ใครมาบิดเบือน

นายกฯ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาราคาข้าวจะให้พอใจทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไปไม่ได้ ขอให้เข้าใจรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด สิ่งไหนทำได้ก็ทำแต่อะไรที่ผิดกฎหมายก็อย่าทำ อย่ามาบอกว่าเคยได้ราคาสูงกว่านี้ประชาชนได้ประโยชน์แล้วมันผิดกฎหมายหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ถ้าผิดกฎหมายตนทำให้ไม่ได้ สิ่งที่ตนทำนั้นได้ปรึกษาหารือกับฝ่ายกฎหมายแล้วเขาบอกว่าทำได้ เพราะเราไม่ได้ไปช่วยทุกเมล็ดหรือเก็บไว้ในคลังของรัฐ

ส่วนกรณีที่มีการทำหนังสือเรียกร้องให้นายกฯและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครจะเพิกถอนใคร เพิกถอนตนได้หรือ เพราะทำตามหน้าที่ ทุกรัฐบาลก็มีพ.ร.บ.ฉบับนี้ เรื่องนี้เป็นคดีความที่ส่งขึ้นตามขั้นตอน ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องไปสู้ทางคดี ถ้าไม่ผิดเขาก็ถอนให้ เขาต่อสู้คดีกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ ถ้าเราไม่ทำเราผิดไหม

“ประยุทธ์” ปัด เอื้อประโยชน์ให้เอกชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยสบายใจคือเรื่องที่บอกว่าตนไปเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ถามว่าไปเอื้อใคร เอื้อทำไม แล้วจะได้อะไร แต่ต้องไปดูว่าสิ่งที่ได้กลับมาคืออะไร การเอาบริษัท ห้างร้านเข้ามาช่วย เป็นเรื่องที่ประชาชนจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะขายให้ใคร จะขายให้ประชารัฐ หรือจะขายเอง ก็เรื่องของเขา ตรงนี้เป็นทางเลือกเท่านั้นเอง

“ตรงนี้เป็นกรณีทีมีคนมาช่วยการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้เอาอะไรจากเขา แล้วเขาก็ไม่อะไรจากผม เพราะผมไม่ได้อำนวยอะไรให้เขาเลย เป็นเรื่องที่เขามาช่วย เป็นเรื่องของการต่างตอบแทน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม ก็เป็นเรื่องการแก้ปัญหาของเรา เช่น ต้องดูเรื่องโควตา ดูเรื่องมาตรการ ดูเรื่องภาษี ข้าวโพดราคาตกก็ให้บริษัทใหญ่มารับซื้อไป ไม่ใช่ให้เอาไปขึ้นทะเบียนกับเขา เขามาซื้อไปแล้วก็จบ วันหน้าเขาไม่ต้องซื้อก็ได้”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นทางเลือกให้ประชาชนว่าจะขายเองหรือจะขายให้ประชารัฐ หรือจะขายให้บริษัทใหญ่ รัฐบาลนี้มีหน้าที่สร้างทางเลือกให้ประชาชนเข้มแข็งด้วยตัวเขาเอง นอกจากจะมีการช่วยอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีในส่วนของกรมวิชาการเกษตร ไปผลิตเมล็ดพันธุ์พืชให้มากกว่า 8 แสนตัน ได้สั่งไปแล้ว ต้องทำเป็นล้านตัน ก็ไม่พอ เพราะต้องใช้ถึง 6-7 ล้านตัน ต่อไปก็ขยายให้ชาวนาแต่ละกลุ่ม เช่นแปลงนี้ไม่ต้องขายเป็นข้าว แต่ให้ขายเป็นเมล็ดพันธุ์ ผมคิดตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับหมด เงินมีหรือเปล่าก็ช่างมัน ผิดกฎหมายหรือเปล่าไม่รู้ก็ช่างมัน ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นนายกฯแบบนั้นไม่ได้

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ส่งหนังสือเวียนสมาชิก หลังหารือกระทรวงพาณิชย์ กำหนด 3 แนวทางหลักแก้ปัญหาราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ให้สมาชิกกลุ่มที่มีการนำเข้าข้าวสาลี ทำการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเดือน ต.ค-ธ.ค.จำนวนสัดส่วนเทียบเคียงการนำเข้าเฉลี่ยในอัตรา 1: 1.5 คือนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ส่วน เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเดิมที่ 1 : 1 ทั้งนี้ เพื่อช่วยระบายข้าวโพดและผ่อนคลายสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ล้นตลาดในปัจจุบัน

แนวทางที่2 กรมการค้าภายใน จะเชิญบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือ มาพูดคุยถึงข้อเท็จจริงของสถานการณ์ปัจจุบันและจะวางมาตรการเป็นรายบริษัทต่อไป และ แนวทางที่ 3.ทางสมาคมได้เสนอให้รัฐพิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับจัดเก็บสต็อกข้าวโพดให้นานขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์รับจะนำไปพิจารณาต่อไป

“กรมการค้าภายใน ทราบดีว่ามีผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใดบ้าง ที่ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะรายใหญ่ๆอย่าง ซีพี เบทาโกร แหลมทอง ไทยฟู้ดส์ คาร์กิลล์ มีทส์ ก็ปฏิบัติตามด้วยดีมาโดยตลอด และไม่เคยรับซื้อข้าวโพดที่ความชื้น 14.5% ในราคาต่ำกว่ากก.ละ 8 บาทเลย ขณะเดียวกันกรมฯก็รู้ว่าอีกหลายบริษัทงดซื้อข้าวโพดหรือซื้อในอัตราที่น้อยมาก ” นายพรศิลป์ กล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 ของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยการดำเนินงานของ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กรรมการ และเลขานุการ, หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และสารสนเทศสำนักงานเกษตรจังหวัด และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ 13 คณะที่สำคัญคือ คณะนายชยันต์ ศิริมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานฝ่ายจัดนิทรรศการ จำหน่ายข้าวหอมมะลิ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์, การจัดสัมมนาวิชาการข้าวหอมมะลิและจัดการเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิ, และฝ่ายประชาสัมพันธ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กรรมการฝ่ายประกวด แข่งขัน และกิจกรรมการสาธิต

นายสฤษดิ์ กล่าวว่า มติในที่ประชุม ให้จัดงานที่ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ใช้ชื่องาน เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 จังหวัดร้อยเอ็ด 17th World Hommali Rice Festival 2016 “ข้าวหอมมะลิโลก ข้าวของแผ่นดิน ข้าวถิ่นทุ่งกุลาฯ” จัดระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2559 โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัดให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตข้าวหอมมะลิของกลุ่มจังหวัด ส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด และเพื่อผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน “เอาความกันดารมาเป็นสินทรัพย์ เอาความอัตคัดมาเป็นพลัง”

ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ นายเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นำเกษตรอำเภอ 20 อำเภอ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร นำกลุ่มเกษตรกร ร่วมงานว่า “ข้าวหอมมะลิโลก ข้าวของแผ่นดิน ข้าวถิ่นทุ่งกุลาฯ” โดยกำหนดการจัดงาน ได้แก่ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 ส่วนที่ 1 ที่บริเวณสาเกตนคร เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. พิธีบวงสรวงพระแม่โพสพ, ตัดสินประกวดผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวหอมมะลิ, เวลา 17.00 น. กิจกรรมค็อกเทลดินเนอร์, เวลา 18.00 น. พิธีเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 17 จังหวัดร้อยเอ็ด (ณ เวทีกลาง) ชมการแสดง “ข้าวหอมมะลิโลก ข้าวของแผ่นดิน ข้าวถิ่นทุ่งกุลาฯ” ส่วนที่ 2 สถานที่ที่จัดให้ สัมมนาวิชาการภาคภาษาอังกฤษ เรื่อง “ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้”, สัมมนาวิชาการเรื่อง “การค้าข้าว GI, ส่วนที่ 3 สถานที่จัดให้เจรจาข้าวหอมมะลิ จับคู่ธุรกิจ

วันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2559 ส่วนที่ 1 บริเวณลานสาเกตนคร การแสดง, กิจกรรมการประกวดโครงงานข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์ใหม่, กิจกรรมประกวดภาพถ่าย “ข้าวหอมมะลิโลก ข้าวของแผ่นดิน ข้าวถิ่นทุ่งกุลาฯ, การแสดงภาคกลางคืน ส่วนที่ 2 สถานที่จัดให้ สัมมนาวิชาการ เรื่อง “Rice Innovation นวัตกรรมข้าวเพื่อร้อยเอ็ด 4.101”

กิจกรรมตลอดงานคือ สาธิตผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวหอมมะลิ (เปิดห้องเรียนสำหรับผู้สนใจ การทำผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวหอมมะลิ), ชาใบข้าวหอมมะลิ จากอำเภอสุวรรณภูมิ, การจำหน่ายสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว, จำหน่ายสินค้าด้านปัจจัยการผลิตการเกษตร พันธุ์ไม้ และจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญคือ มีกิจกรรม Pre Festival “งานข้าวใหม่ ปลามัน ปั่น ชมข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฯ” นอกจากนี้แล้ว ในวันงานมีการแจกข้าวหอมมะลิไข่เจียว แจกฟรี และกิจกรรมเกี่ยวกับการเกษตรประกอบงานอีกด้วย อาทิ การแจกโค-กระบือ การจัดแต่งงานโค-กระบือ คาดว่าเงินสะพัดในร้อยเอ็ดหลายร้อยล้านบาท ทุ่งกุลาร้องไห้มี 2.1 ล้านไร่ 5 จังหวัด คือ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ที่มีพื้นที่มากที่สุดคือ 9.7 แสนไร่ ใน 4 อำเภอ คือ ปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และโพนทราย

กยท. ขยายเวลา รับแจ้งข้อมูลเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 เปิดโอกาสให้เกษตรกรฯ ที่ไม่สามารถแจ้งข้อมูลได้ทัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดนโยบายด้านยางพาราต่อไป

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. ได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดนโยบายด้านยางพารา ซึ่งเริ่มจัดข้อมูลโดยให้เกษตรกรชาวสวนยางมาแจ้งข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 ดังนั้น เพื่อให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากที่สุด และให้โอกาสให้เกษตรกรฯ ที่ไม่สามารถแจ้งข้อมูลได้ทัน กยท. จึงประกาศขยายเวลาการรับแจ้งข้อมูลเกษตรกรที่ปลูกยางในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้ การรับแจ้งข้อมูลเกษตรกรฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่การรับรองสิทธิ์การเป็นเกษตรกรชาวสวนยางตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 และความชอบธรรมในการครอบครองสิทธิ์ในที่ดินสวนยาง

การปฏิรูปภาคการเกษตรผ่านกระบวนการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ และใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ เป็นกลไกการขับเคลื่อนภาคประชาชน ถือเป็นแนวทางหลักในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางแนวทางในส่วนของระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ไว้ 6 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 พัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยการจัดหาแหล่งน้ำถึงในระดับไร่นา พัฒนาแหล่งน้ำ/ระบบส่งน้ำ ให้สามารถทำการเกษตร ของเกษตรกร รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรอง เพื่อให้สามารถ ทำการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนสินเชื่อชาวนาดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 ในการปรับปรุงจัดการปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์ ปุ๋ย สารชีวภัณฑ์ เครื่องจักรกลขนาดเล็ก เงินทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิต จัดหาและพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในแปลง และจัดหารรวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น โรงเรือน ลานตาก จัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์เป้าหมาย 426 แปลง วงเงิน 2,130 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรเริ่มรับสินเชื่อไปดำเนินการแล้ว 17 แปลง เป็นเงิน 53.570 ล้านบาท

มิติที่ 2 พัฒนาการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ที่ไม่ความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ สนับสนุนให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี ผ่านการรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ดีที่มีคุณภาพ และกระจายพันธุ์ดีมีคุณภาพ ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง จำนวน 380 กลุ่ม ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร รวมทั้งการใช้สารชีวภัณฑ์

เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อลดการใช้สารเคมี มิติที่ 3 ส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรเกษตรกรในแต่ละแปลงให้มีความเข้มแข็ง โดยการมีการรวมกลุ่มต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร เพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตร่วมกัน และจัดเวที ให้มี การเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดระหว่างการผู้ผลิต สหกรณ์ พาณิชย์จังหวัด หอการค้าและภาคเอกชนต่างๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรมีการจัดทำบัญชีต้นทุนอาชีพเพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการและลดต้นทุนการผลิต จำนวน 380 กลุ่ม

มิติที่ 4 บริหารจัดการโครงการเพื่อสร้างความเข็มแข็ง โดยการพัฒนาทั้งเจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในส่วน ของเจ้าหน้าที่ให้เป็นพี่เลี้ยง จะต้องเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรในการจัดทำแผนการผลิตหรือแผนธุรกิจ รายครัวเรือน

โดยเจ้าหน้าที่ จำนวน 1 คน ดูแลเกษตรกร จำนวน 2 แปลง coresysit.com เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำมาวางแผนการบริหารจัดการและแผนการผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ได้ด้วยตนเอง และพัฒนาเกษตรกรให้สามารถเป็นผู้จัดการ แปลงทุกแปลง เพื่อสามารถบริหารจัดการกลุ่มการผลิต ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารจัดการ

มิติที่ 5 ยกระดับคุณภาพผลผลิตข้าว โดยส่งเสริมให้มีการตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้งระบบ GAP จำนวน 380 กลุ่ม เกษตรกรจำนวน 15,000 ราย และ เกษตรอินทรีย์ (ข้าวหอมมะลิ) ใน 6 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร, บุรีรัมย์, สุรินทร์, นครพนม, สกลนคร, อำนาจเจริญ และ ข้าวหอมกระดังงา ในจังหวัดนราธิวาส

มิติที่ 6 ส่งเสริมให้มีการทำเกษตรกรผสมผสาน / อาชีพเสริมในครัวเรือน โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตที่หลากหลายทั้งในรูปแบบเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่นา รายละ 5 ไร่ จำนวน 420,000 ไร่ และการปรับระบบการผลิตไปสู่การผลิตพืชที่หลากหลายนอกฤดูนาปี เช่น ถั่ว และพืชผัก ต่าง จำนวน 300,000 ไร่ รวมทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก 2 ล้านไร่ เพื่อลดปริมาณข้าวส่วนเกินของประเทศ และทำให้ชาวนามีรายได้จากการผลิตพืชอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง และทำการเกษตรที่ยั่งยืน ต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการช่วยเหลือจะต้องใช้เครือข่ายภาคประชาชน

ในการปฏิรูปภาคการเกษตร ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละชุมชน โดยมีการดำเนินการ ศพก. ในทั่วประเทศ อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ และได้มีการจัดตั้งเครือข่ายของ ศพก. ทั้งระดับจังหวัด ระดับเขต และประดับประเทศ เพื่อให้เป็นเครือข่ายภาคประชาชน ในการปฏิรูปภาคการเกษตร มีแผนการดำเนินงาน ดังนี้

จัดให้มีการประชุมเครือข่าย ศพก. ทั้งระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศให้มี
การประสานเชื่อมโยง ในการขับเคลื่อนร่วมกัน

การสร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างเครือข่าย เพื่อให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างคณะกรรมการ
เครือข่าย ศพก. กับภาครัฐ ได้รวดเร็ว ทันเวลา และทั่วถึง

พัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. เพื่อให้มีความรู้ และ ความเข้าใจในเรื่อง
นโยบายภาครัฐ สถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ทั้งในระดับจังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งจะส่ง ผลการขับเคลื่อนการดำเนินการ ศพก. ในการปฏิรูปภาคการเกษตร

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณะกรรมการ ศพก. เพื่อให้คณะกรรมการเครือข่าย ได้มีโอกาส
ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน และนำประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับของตนเอง

การขับเคลื่อนของ ศพก. ในการปฏิรูปภาคการเกษตรนั้น ทุกศพก. จะยึดหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินการ และจะเป็นองค์ความรู้ด้านการเกษตร ที่เหมาะสมกับสภาพของชุมชน ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ ต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางการช่วยเหลือจะสามารถแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรต่างๆ ได้ และปฏิรูปภาคการเกษตรไปสู่การเกษตรที่สมดุล ยั่งยืน มั่นคง ตลอดไป