ปริมาณผลผลิต ในช่วงปีแรกจะเก็บได้ประมาณ 100 กิโลกรัม

หรือเฉลี่ยประมาณต้นละ 0.5-0.75 กิโลกรัมต่อต้น โดยผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือน เมื่ออายุครบ 2 ปี ยอจะให้ผลผลิตประมาณ 600-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเฉลี่ยประมาณ 3-5 กิโลกรัมต่อต้น

รายได้สำหรับการปลูกยอ 4 ไร่ ลูกยอสามารถเก็บขายได้ทุกเดือน และจะเลือกเก็บผลที่แก่จัด ผลเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง โดยราคาที่ตลาดรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 5-8 บาท มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงสวนเพื่อนำไปส่งขายให้กับโรงงาน เพื่อไว้สำหรับการทำน้ำหมักสมุนไพรส่งออกและจำหน่ายในประเทศ เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนหลังจากหักต้นทุนค่าแรงงานไปแล้วจะเหลืออยู่ประมาณ 20,000-25,000 บาท

สำหรับแมลงศัตรูพืชที่พบในการปลูกยอจะเป็นประเภทหนอนม้วนใบ หนอนชอนใบ แมงอีนูน รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับเชื้อรา เช่น โรคใบไหม้ ใบเหลือง โรครากเน่าโคนเน่า โดยที่สวนก็จะมีวิธีการป้องกันกำจัดด้วยการนำเชื้อราบิวเวอเรีย เมธาไรเซียม และไตรโคเดอร์มา มาผสมกัน หรือภาษาที่แถวนี้เรียกว่า สูตร 3 ทหารเสือ ใช้ในการฉีดพ่นควบคุมแมลง ซึ่งเป็นสูตรเดียวที่ใช้ฆ่าปลวก รวมถึงหมั่นตรวจแปลงเป็นประจำ โดยที่สวนจะลงตรวจช่วงกลางคืนเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม ถ้าหากตรวจพบจะทำลายทิ้งทันที เพื่อไม่ให้ระบาดได้อีก

หรืออีกหนึ่งวิธีหากที่สวนใครมีจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงอยู่แล้วก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน ด้วยวิธีการฉีดพ่นทางใบและโคนต้น ด้วยกลิ่นของจุลินทรีย์ที่เหม็นไม่เป็นที่ชื่นชอบของแมลง และที่สำคัญที่สุดการปลูกยอ ไม่ว่าจะปลูกส่งให้ใครหรือปลูกส่งเจ้าไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือยา ต้องห้ามใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าเด็ดขาด เพราะถ้าหากมีการตรวจพบสารเคมีตกค้างขึ้นมา จะส่งผลเสียต่อการส่งออกไปยังต่างประเทศ และผลที่ตามมาคือจะเกิดเป็นผลผลิตล้นตลาด เพราะฉะนั้น เกษตรกรทุกท่านควรมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและรับผิดชอบกับเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันให้มากๆ

แนะนำมือใหม่หัดปลูก
ลงทุนเท่าไหร่ ค่าอะไรบ้าง?

“สำหรับมือใหม่หัดปลูกต้องลงทุนค่าอะไรบ้าง ลงทุนเท่าไหร่ ผมขอแจกแจงว่าจะมี 1. ค่าต้นพันธุ์ ราคาต้นละ 15-25 บาท ส่วนค่าเตรียมดิน ค่าแรงงาน ช่วงแรกใช้เงินประมาณ 4,000-5,000 บาท รวมค่าปุ๋ยรองพื้น แต่ยังไม่ได้รวมค่าทำระบบน้ำ หากเกษตรกรท่านใดสนใจทำเป็นอาชีพเสริม ควรศึกษาถึงแหล่งรับซื้อผลผลิตก่อน ส่วนจะปลูกมากหรือน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับการรองรับของตลาด ซึ่งทางที่ดีแนะนำว่าต้องมีการรวมกลุ่มกันปลูกคนละ 1-2 ไร่ก่อน และเมื่อผลผลิตเริ่มออกก็รวบรวมกันเป็นจุด เพื่อง่ายต่อการเข้ามารับสินค้าของพ่อค้าคนกลาง จากนั้นอันดับถัดมาให้ดูว่าสภาพพื้นที่ในการปลูก แหล่งจำหน่ายต้นพันธุ์ รวมถึงวิธีการปลูกเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากเรารักในอาชีพนี้ ตั้งใจทำ ทำให้ดี ทำด้วยใจรัก ทำให้มีความสุข เราก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก” พี่ยอด กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือปรึกษาเทคนิคเริ่มต้นปลูกยอสร้างรายได้ ที่เบอร์โทร. 093-598-8125 หรือติดต่อได้ที่เฟซบุ๊ก : ไร่ ยอดตะวัน นายชัฐพล สายะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2565 โดยล่าสุดคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้ติดตามข้อมูลการพยากรณ์ไม้ผลตะวันออก ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด (จันทบุรี ระยอง ตราด) คาดว่าจะมีประมาณ 1,139,393 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 900,126 ตัน (เพิ่มขึ้น 239,267 ตัน หรือร้อยละ 27) เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย ช่วงปลายปี 2564 เริ่มหนาวเย็นเร็ว ส่งผลต่อการออกดอกติดผลของไม้ผล ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดได้ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องจนถึงกลางเดือนกันยายน 2565 ซึ่งผลผลิตจะออกชุกช่วงเดือนพฤษภาคม 2565

สำหรับเนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 779,391 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 743,593 ไร่ (เพิ่มขึ้น 35,798 ไร่ หรือร้อยละ 5) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 11 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 5 เงาะ ลดลงร้อยละ 3 และมังคุด ลดลงร้อยละ 1 เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนมากขึ้น เนื้อที่ให้ผล ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 642,280 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 635,761 ไร่ (เพิ่มขึ้น 6,519 ไร่ หรือร้อยละ 1) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 5 เงาะ ลดลงร้อยละ 2 และมังคุด ลดลงร้อยละ 1 เนื่องจากในสวนผสมเกษตรกรจะสางต้นผลไม้ทั้ง 3 ชนิดออกเพื่อปลูกทุเรียนแซมและสางออกเพื่อให้ต้นทุเรียนมีทรงพุ่มรับแสงแดดสามารถสังเคราะห์แสงได้เต็มที่

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด คาดว่าทุเรียน มังคุด และเงาะจะเพิ่มขึ้น โดยมังคุดพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 81 เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นช่วงปลายปี 2564 และการได้พักต้นจากการไม่ออกดอกติดผลในปีที่แล้ว ทำให้ต้นมังคุดได้สะสมอาหารเต็มที่ รองลงมาทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 และเงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 9 เนื่องจากปัญหาราคาตกต่ำ อย่างต่อเนื่อง และปัญหาการส่งออกของตลาดปลายทางประเทศเวียดนาม มียอดรับซื้อค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ลองกองส่วนใหญ่จะขายภายในประเทศ รวมถึงปัญหาด้านแรงงานในการตกแต่งช่อลองกองค่อนข้างหายาก ซึ่งหากไม่แต่งช่อลองกอง ช่อจะไม่สวย และจะถูกนำไปขายเป็นลองกองตกเกรด (กระซ้า) ราคาจะต่ำมาก เกษตรกรจึงมีการโค่นและสางลองกองที่ปลูกเป็นพืชแซมออกตลอดทุกๆ ปี

ด้านผลผลิตต่อไร่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมังคุด เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวย มีอายุต้นช่วงให้ผลผลิตสูง และมีปริมาณน้ำมีเพียงพอใช้เลี้ยงต้น ดอก ผลผลิต ประกอบกับราคาจูงใจทำให้เกษตรกรเอาใจใส่ดูแลรักษามากขึ้น ส่วนลองกอง คาดว่าจะลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกเป็นพืชแซม เป็นพืชผลพลอยได้ในสวน การดูแลรักษาจะน้อยกว่าพืชอื่น และปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกลองกองเป็นพืชเดี่ยวค่อนข้างน้อย

ขณะนี้ ทุเรียน ออกดอกแล้ว ร้อยละ 61.52 ส่วนใหญ่อยู่ในระยะเหยียดตีนหนูและเริ่มเป็นมะเขือพวง โดยทุเรียนพันธุ์เบา จะเริ่มติดดอกช่วงปลายเดือนตุลาคม 2564 และทุเรียนพันธุ์กระดุมและพันธุ์หมอนทองที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก จะเริ่มทยอย เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป ซึ่งผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงปลายเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงเดือนพฤษภาคม 2565 เงาะ ยังออกดอกน้อยมาก ร้อยละ 0.25 ส่วนใหญ่อยู่ในระยะเตรียมใบและเริ่มตั้งช่อดอก เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2565 ผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมิถุนายน 2565 โดยเดือนมีนาคมผลผลิตเงาะสีทองของจังหวัดตราดจะเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าทุกพื้นที่

มังคุด ออกดอกแล้วเล็กน้อย ร้อยละ 1.15 ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเตรียมใบ คาดว่ามังคุดจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เล็กน้อยตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2565 เป็นต้นไป และจะเก็บเกี่ยวได้มากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องถึงกลางเดือนมิถุนายน 2565 และลองกอง ยังออกดอกน้อยมาก ร้อยละ 0.50 ส่วนใหญ่อยู่ในระยะเตรียมต้น เตรียมใบ ลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีหากต้นสมบูรณ์ โดยจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกันยายน 2565 และผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงปลายเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2565

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เน้นการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้ออย่างรวดเร็ว ด้วยช่องทางการค้าออนไลน์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ส่วนกระทรวงพาณิชย์หน่วยงานหลักด้านตลาด จะสนับสนุนการกระจายผลผลิต ออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว ผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศ ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่สอดคล้องกับ Thailand 4.0 โดยกระตุ้นการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น ในส่วนของการบริหารจัดการช่วงสถานการณ์โควิด กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ซึ่งดูแลในเรื่องการผลิตสินค้าแบบ GAP เน้นสินค้าคุณภาพ มีการควบคุมการผลิตตามมาตรฐานการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ มีการตรวจแหล่งที่ปลูกของเกษตรกรและการตรวจล้งส่งออกเพื่อให้มีมาตรฐานการป้องกันเชื้อโควิด มีการป้องกันพนักงานคัดบรรจุและอาคารสถานที่คัดบรรจุได้มาตรฐาน ตามหลัก GMP โดยมีการสุ่มตรวจจากประเทศผู้นำเข้าจากจีนตั้งแต่ก่อนจะมีการส่งสินค้าเข้าประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม สศท.6 จะติดตามรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในครั้งที่ 2 ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสำรวจข้อมูลสถานการณ์การออกดอก ติดผล และเก็บเกี่ยวผลผลิตจริงกับเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในช่วงเดือนมีนาคม 2565 เพื่อใช้ข้อมูลวางแผนบริหารจัดการผลไม้ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออกต่อไป

สวัสดีครับ พี่น้องคนไทยส่วนใหญ่ ใครๆ ก็คงรู้จัก แจ๊ก หม่า (Jack Ma) ในเวทีระดับโลกเวทีหนึ่ง แจ๊ก หม่า ให้ความเห็นว่า IQ หรือความฉลาดทางด้านความรู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในชีวิต เช่นเดียวกับ EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ก็เป็นประโยชน์มาก แต่สิ่งที่ แจ๊ก หม่า บอกว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ อยากมีชีวิตที่ดีและได้รับความนับถือ ต้องมี LQ อยู่ด้วย

LQ : Leadership Quotient หมายถึง ความฉลาดทางภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของคนที่จะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คอลัมต์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้เต็มใจพาท่านไปพบกับชายหนุ่มที่ละทิ้งงานประจำที่หลายคนใฝ่ฝัน มาอยู่กลางดิน กลางแปลงเกษตร เพื่อเดินตามความฝันของตัวเอง ต้องพิสูจน์ตัวเองมาตลอดก่อนจะมีวันนี้ วันที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นคนรุ่นใหม่ผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ ตามผมไปดูกันครับ

ตัวตนที่แท้จริง
พาท่านมาพบกับ ดร.สิริกร ลิ้มสุวรรณ ที่บ้านเลขที่ 156/51 หมู่ที่ 9 ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ดร.สิริกร หรือ คุณสิริกร เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า สมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ได้มีโอกาสไปทำงานจิตอาสาพัฒนา ปลูกป่า สร้างฝาย เรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 ทำให้ซึมซับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก จนได้มาเรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่เลือกเรียนกฎหมายเพราะอยากจะเจริญรอยตามคุณแม่ที่ทำงานด้านนี้

แม้เรียนกฎหมายแต่คุณสิริกรก็ไม่ได้ทิ้งด้านการเกษตร “สมัยเรียนปริญญาตรี ทุกครั้งที่กลับมาที่บ้าน คุณยายจะสอนการทำเกษตรธรรมชาติ การทำนาแบบดั้งเดิม การเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี คุณยายจึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในเรื่องการเกษตรไม่ใช้สารเคมี” เมื่อสนใจด้านการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี คุณสิริกรจึงเดินหน้าหาความรู้ตามโครงการต่างๆ เช่น งานของ อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี เรียนรู้การทำเกษตรของ คุณโจน จันได แล้วจึงเริ่มลงมือทำเกษตรโดยการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยใช้เอง

ผูกเน็คไท รู้สึกเหมือนโดนเชือกรัดคอ
หลังจากจบปริญญาตรี คุณสิริกร เข้าทำงานในธนาคาร “คนอื่นมองเราว่าทำงานดี ผูกไททำงานในห้องแอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครหลายคนต้องการ แต่ตัวผมเองกลับรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวของเราเอง ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะทำ ทุกวันที่ต้องไปทำงานผูกเน็คไท รู้สึกเหมือนโดนเชือกรัดคอ สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในใจเราตลอด จนตัดสินใจลาออกจากงาน”

เมื่อออกจากงานธนาคารแล้ว คุณสิริกรตัดสินใจไปทำเกษตรเต็มตัว “ลาออกจากงานวันแรกก็ไปทำนาเลย แม่มาเห็นเข้าก็รับไม่ได้ ร้องไห้ ด้วยความสงสารแม่ จึงตัดสินใจกลับไปทำงานธนาคารอีกครั้ง” แต่หลังจากกลับไปทำงานธนาคารอีกรอบ ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ตนเองตามหา คุณสิริกรจึงตัดสินใจหันหลัง ลาออกจากงานประจำกลับมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวอีกครั้ง

“ไข่ไก่ขบถ” บ้านรักษ์ดิน
หลังจากมาทำเกษตรเต็มตัว คุณสิริกร มีโอกาสได้ไปพบเห็นสภาพการผลิตของเกษตรกรในหลายพื้นที่ คุณสิริกร เล่าว่า “ผมพบว่า ภาคการเกษตรของประเทศไทยต้องใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีมากมาย แต่เกษตรกรกลับไม่รวย มีแต่ยากจนลง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เสื่อมโทรมลงไป แต่ผมคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ ผมจึงตั้งใจจะทำการเกษตรของตัวเองให้เป็นตัวอย่าง

ผมมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเกิน 8 ปีแล้ว ทำการเกษตรหลากหลายอย่างทั้งเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ย ทำนาอินทรีย์ และเลี้ยงไก่ไข่ในนามไข่ไก่ขบถ ที่เลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยไม่ขังกรงตับ ให้อาหารแบบอินทรีย์ ให้แม่ไก่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง เพื่อผลิตไข่ที่ปลอดภัย และจากประสบการณ์ ความรู้ได้ก่อตั้งเป็นกิจการเพื่อสังคม บ้านรักษ์ดิน ศูนย์เรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย ตามศาสตร์พระราชา ใช้ “ศาสตร์พระราชา” ด้านการทำเกษตรอินทรีย์วิถีไทยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ร่วมกับการใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสมในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ”

ทำตลาดผลผลิตอินทรีย์ขาย
ผ่านโซเชียลและโมเดิร์นเทรด
หลังจากเป็นเกษตรกรเต็มตัวสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรได้หลากหลายชนิด คุณสิริกรจึงทำการตลาดอย่างหลากหลายช่องทาง เพื่อส่งให้ผลิตภัณฑ์ไปถึงกลุ่มผู้บริโภค “ผมมีไข่ไก่ขบถ ผมปลูกสมุนไพร อัญชัน ตะไคร้ ใบเตย ก็นำมาแปรรูปเป็นชาสมุนไพรบ้านรักษ์ดิน ข้าวแปรรูปเป็นผงพอกหน้าจากข้าวหอมมะลิอินทรีย์ แล้วขยายแนวความคิดเหล่านี้ขยายบ้านรักษ์ดินไปทั่วประเทศ มีบ้านรักษ์ดินที่อุบลราชธานี สงขลา เชียงใหม่ น่าน เน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม เช่น ปลูกผักอินทรีย์ ปลูกแล้วได้ของดีไว้กิน ถ้าเหลือก็ขาย ทีมงานก็เป็นคนในชุมชน กลับมาทำงานที่บ้านเรา ทุกคนมีงานทำ มีผลผลิตของตัวเอง แล้วเราก็มารวมกันขายเป็นชุมชน สร้างความเข้มแข็งได้ ผลผลิตผมขายผ่านเว็บไซต์ http://www.baanrakdin.com และยังเชื่อมต่อไปยังห้างขนาดใหญ่หรือโมเดิร์นเทรดทุกห้าง อย่างเช่น ท็อปส์ (TOPS) ที่มีผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของเราวางขายหลายสาขา”

ไฟที่ฉายเข้าไปในชนบท
หลังจากพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองจนพบกับหนทางที่ใช่แล้ว วันนี้ คุณสิริกร ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อความรู้ให้กับสังคมและเกษตรกรทั่วประเทศ

“งานของผมเป็นเรื่องของการสนับสนุนเกษตรกร คนยากคนจนให้ได้พบกับชีวิตที่พอเพียงตามหลักศาสตร์พระราชา ด้านการทำเกษตรอินทรีย์วิถีไทยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผมจึงต้องทำตัวเองให้เป็นไฟที่ฉายเข้าไปในชนบทเพื่อให้ทางสว่าง ให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ”

เมื่อทำงานด้านการเกษตรมาได้ระยะหนึ่ง คุณสิริกรได้เข้าเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับการชักชวนจาก ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ให้มาเป็นผู้อำนวยการสถาบันบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหาร Initiative and Support Thailand Organic Agriculture and Food Institution (ISTAF) ภายใต้วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ได้สร้างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์วิถีไทย หรือ Earth Safe Standard ซึ่งก็คือ แนวทางและกระบวนการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสําหรับผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ จนถึงการรักษาคุณภาพที่ดีที่สุดจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค กลไกดังกล่าวถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยคณะทํางานและภาคีเครือข่ายภายใต้มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ (Earth Safe Foundation) ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจมากๆ มีประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อยอย่างยิ่ง ผมจะหาโอกาสมาเล่าให้ฟังในฉบับต่อๆ ไปครับ

ทำการเกษตร ต้องเป็นเกษตรอินทรีย์
ใครสนใจเม็ดดินเผา โอเคลย์ (O-Clay) เข้าไปดูได้ที่เฟซบุ๊กที่ให้ไว้หรือติดต่อไปได้ที่ โทร. 08-9424-3927 “คิดใหญ่แบบรายย่อย” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ต้องขอลากันไปก่อน ขอให้โชคดี ธุรกิจเกษตรของท่านมีความสำเร็จ แล้วพบกันใหม่สวัสดีครับ

พูดถึง กระเจียว หลายคนคงนึกถึงภาพทุ่งกระเจียวสีชมพูอมม่วงที่สวยสดงดงามในช่วงหน้าฝน ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ แต่ในความเป็นจริงดอกกระเจียวใช่จะมีไว้ดูเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่บางสายพันธุ์ยังสามารถนำมากินได้ด้วย ชาวบ้านในจังหวัดยโสธรรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะกินกันเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะการนำมาต้มจิ้มน้ำพริกต่างๆ ซึ่งใครที่เคยได้ลิ้มรสต่างติดใจกันเป็นแถว

ดอกกระเจียวหวาน ทำได้สารพัดเมนู
คุณเมืองชัย ทองลา หรือ คุณโบ้ อายุ 31 ปี ซึ่งจบ ปริญญาตรี (เทคโนโลยีการผลิตสัตว์) สาขาส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ได้รวมกลุ่มชาวบ้านจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนดอกกระเจียวหวานบ้านโคกนาโก” อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร โดยตัวเขาเองทำหน้าที่เป็นเลขานุการของกลุ่ม จากแรกเริ่มมีแค่ 20 คน ตอนนี้เพิ่มเป็น 50 คนแล้ว ปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกโดยรวมประมาณ 20 ไร่ และมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก เพราะเห็นชัดว่าเป็นพืชเสริมที่ทำรายได้ดี

ปลูกกระเจียว เสริมพืชหลัก
คุณเมืองชัย เล่าว่า ก่อนจะมาทำไร่ดอกกระเจียวนี้ ได้หาประสบการณ์ในการทำเกษตรและการทำธุรกิจมาสักพักหนึ่ง คือพอเรียนจบ เมื่อปี 2556 ก็ได้เข้ารับใช้ชาติ 2 ปี โดยประจำการที่กองพันทหารราบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก

ก่อนปลดประจำการเห็นเพื่อนที่จบมาพร้อมกันได้ทำงานไปไกลแล้วในสายงานที่เรียนมา ส่วนใหญ่ขึ้นเป็นผู้จัดการหมด เลยคิดว่าทำอย่างไรคงไม่ทันเพื่อนแน่ๆ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งที่แม่ฮ่องสอน ไม่ได้ทำงานตามสายงานที่เรียนมา แต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงเลือกไปศึกษาการทำงานกับเพื่อนคนนี้ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งทำไร่อะโวกาโด และมีธุรกิจเป็นของตัวเองจากการแปรรูปอะโวกาโด

ช่วงอยู่ที่แม่ฮ่องสอน 3 เดือน คุณเมืองชัยยังได้ฝึกฝนการค้าขาย โดยนำสินค้าของเพื่อน อย่าง สบู่อะโวกาโด และพันธุ์ไม้มาขายที่ถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเย็นของวันเสาร์-อาทิตย์ พร้อมกับฝึกขายของออนไลน์ไปด้วย ทำให้รู้ระบบธุรกิจพอสมควร

จากนั้นจึงกลับบ้านเกิดที่บ้านโคกนาโก สมัครคาสิโน SBOBET หลังจากเพื่อนแนะนำให้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสร้างอาชีพ นั่นก็คือ ดอกกระเจียวพันธุ์หวาน ซึ่งมีรสเผ็ดร้อน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีสรรพคุณคล้ายคลึงกับพืชในตระกูลข่าและขิง ช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้มดลูกอักเสบสำหรับสตรีหลังคลอด ลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน ช่วยเจริญอาหาร และช่วยขับเหงื่อ ฯลฯ โดยทำได้หลายเมนู อาทิ นำดอกอ่อนมาลวกจนสุกจิ้มกับน้ำพริก หรือจะกินดอกสดก็ได้ บางบ้านนิยมนำมาทำแกงส้ม หรือไม่ก็นำมาแกล้มกับขนมจีน ลาบ ก้อย

“คนนอกพื้นที่ยังไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก ส่วนใหญ่รู้จักแต่พันธุ์ประดับสวยงามอย่างของชัยภูมิ ซึ่งกินไม่ได้ และพันธุ์ดั้งเดิมที่แม้กินได้แต่มีรสชาติเฝื่อน ขม กินดิบไม่ได้ ต้องนำไปต้มก่อน แต่ของเราเป็นดอกกระเจียวพันธุ์หวานที่กินได้ รสชาติหวาน กรอบ ไม่เฝื่อนเหมือนดอกกระเจียวทั่วไป สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัดฉ่า ยำ แกงส้ม ผัดน้ำมันหอย ผัดเต้าเจียว แกงส้ม และสลัด”

เน้นระบบเกษตรอินทรีย์
คุณเมืองชัย เล่าว่า ช่วงแรกเริ่มเพาะพันธุ์ผักขาย ทำนา ทำสวนยางพารา และได้เพาะพันธุ์ดอกกระเจียวหวานไว้ 200 ต้น แต่ไม่พอขาย ขณะเดียวกัน ก็เกิดอุปสรรคของบัณฑิตใหม่กลับสังคมบ้านๆ เนื่องจากโดนมองโดนดูถูกสารพัด แต่ไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้ท้อ กลับเป็นแรงผลักดันให้ตนยืนหยัดสู้ต่อ ต่อมาจึงได้เข้าร่วมกลุ่ม YFC (Yasothon’s Young Farmer Club) ของจังหวัดยโสธร เพราะมองเห็นโอกาสของอาชีพเกษตรกรรม

ปีต่อมาจึงวางแผนการทำงาน และสร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อช่วยให้ชุมชนมีสถานที่ในการทำกิจกรรม โดยการรวมกลุ่มทำในนาม วิสาหกิจชุมชน ดอกกระเจียวหวานบ้านโคกนาโก กิจกรรมหลัก ของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้คือ การแนะวิธีการปลูก การดูแล ที่ให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ โดยใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ด้วยการใช้มาตรฐาน YASO BOS ในเบื้องต้น ที่ผ่านมาผลผลิตที่ได้ ประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อวัน ซึ่งดอกกระเจียวจะให้ผลผลิต 5-6 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม โดยคุณเมืองชัยเองปลูกกระเจียวไว้ 1 ไร่

ทั้งนี้ ต้นกระเจียวจะออกดอกทุกวัน แต่ละวันสามารถเก็บส่งขายให้ลูกค้าได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 70 บาท เฉลี่ยแล้วจะมีรายได้จากการจำหน่ายดอกกระเจียว วันละ 400-500 บาท ขณะนี้ดอกกระเจียวเป็นที่ต้องการของลูกค้าจนแทบไม่พอขาย โดยถ้าเป็นช่วงต้นฤดูประมาณต้นเดือนเมษายน-ต้นพฤษภาคม สามารถขายดอกกระเจียวได้กิโลกรัมละ 100 บาท เฉลี่ยแล้วในช่วง 4-5 เดือน ขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท