ปลดหนี้หลักล้านด้วยการเป็นเกษตรกร สาวขอนแก่นยึด

“จากเป็นคนที่ไม่เคยศรัทธาในอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน เห็นพ่อกับแม่ทำ แต่ไม่นึกใส่ใจ แต่เมื่อเจอปัญหา อาชีพที่เรามองข้ามกลับมาช่วยเราปลดหนี้ พ่อเราจับจอบจับเสียมแต่สามารถช่วยเราปลดหนี้ที่เราไปทำล้มเหลวมาได้ จึงเริ่มเกิดความศรัทธาในอาชีพเกษตรกรรมขึ้น จนมีความคิดที่ว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับตัวเองและคนในครอบครัวต่อไปได้”…คำสารภาพ ของ คุณกัลยา

คุณกัลยา พงสะพัง (พี่ยา) ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์สาวขอนแก่น อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านเม็ง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เล่าว่า อดีตตนเคยทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับยางรถยนต์มาก่อน ทำอยู่ในส่วนฝ่ายจัดการผู้บริหารระดับสูง และประกอบธุรกิจส่วนตัวรับเหมาก่อสร้างควบคู่กันไป ไม่เคยศรัทธาในอาชีพเป็นเกษตรกรที่พ่อกับแม่ทำมาก่อนเลย คิดว่าจะทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไปจนแก่

แต่ก็เกิดจุดพลิกผันธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ทำมีปัญหา ไปได้ไม่สวยอย่างที่คิด จำเป็นต้องยุบกิจการแล้วกลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้กลับบ้านแบบสวยๆ เพราะติดหนี้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท ส่วนงานประจำที่ทำอยู่ก็ยังสามารถทำต่อได้ แต่ด้วยสภาพจิตใจที่ท้อและหมดแรง จึงตัดสินใจไม่ไปต่อ

หักดิบจากสารเคมี เปลี่ยนเป็น
เกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ 100%
พี่ยา บอกว่า เริ่มกลับมาอยู่บ้าน ปี 2559 ได้เป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปี 2560 มีความคิดจะทำการเกษตรอย่างเต็มตัว ตั้งใจศึกษาหาความรู้จากหลายแห่ง ทั้งศึกษาจากผู้รู้ จากตำรา จากสื่อโซเชียล จนมาตกผลึกกับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 รู้สึกว่าเกษตรทฤษฎีใหม่นี้จะนำพาความยั่งยืนและช่วยปลดหนี้ที่เหลือได้ จึงเริ่มทดลองการทำเกษตรตั้งแต่ขั้นอนุบาล

ทำไปเรื่อยๆ จนเกิดความชำนาญ มีการปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรผสมผสานเต็มรูปแบบ บนพื้นที่เดิมของพ่อ 43 ไร่ เมื่อเข้ามาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ด้วยแนวคิดที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบเกษตรที่บ้านให้ดีขึ้น เพราะต้องบอกตามตรงว่าพ่อเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ทำสวนแบบธุรกิจมากๆ ทุกอย่างที่ปลูกจะใช้สารเคมีทั้งหมด ด้วยความที่ทำเกษตรแบบเร่งรีบ

“เราเป็นคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยเห็นด้วย คิดว่าภายในอนาคตเกษตรที่ใช้สารเคมีจะไม่ยั่งยืน เพราะในสมัยปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ สินค้าที่เป็นอินทรีย์จะตอบโจทย์ตลาดมากกว่า จึงเริ่มค่อยๆ ปรับเปลี่ยนระบบที่สวนจากเคมีให้เป็นอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์

โชคดีที่พ่อเป็นเกษตรกรที่เชี่ยวชาญ พ่อค่อนข้างจะสะสมองค์ความรู้ในการทำเกษตรมาหลายแขนง ซึ่งพ่อก็เคยมีความคิดที่จะทำเกษตรอินทรีย์มาก่อน แต่ยังไม่ได้ลงมือทำสักที พี่จึงมาเป็นคนเริ่มต้นเปลี่ยนรูปแบบมาทำเกษตรอินทรีย์ นำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ในสวนมากขึ้น และลดแรงงานคนลง นำพืชสร้างมูลค่ามาปลูก และทำตลาดสร้างมาตรฐานส่งขึ้นห้าง ปัจจุบัน ที่สวนขายผลผลิตขาดให้ห้างกว่า 80 เปอร์เซ็นต์”

แนวคิดการทำเกษตรผสมผสาน
ทำอย่างไร ให้มีรายรับทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน
จากที่มีแนวคิดทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ประกอบกับการหักดิบสารเคมี จึงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพื้นที่เดิมของพ่อ จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวให้กลายเป็นเกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ เพราะเกษตรผสมผสานเป็นอะไรที่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ที่เราต้องการคือ ทำอย่างไร ให้ผลผลิตที่ปลูกเก็บขายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี แล้วมีรายได้ที่เกิดจากการให้เงิน หรือทรัพย์สินทำงานแทนเรา (passive income) ในอนาคต

เมื่อมีแนวคิดที่ชัดเจน การเลือกพืชมาปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นพืชที่ไม่ต้องการการดูแลมาก และเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก และตอบโจทย์ในเรื่องรายได้ ควรเป็นพืชที่ตลาดในพื้นถิ่นต้องการ จึงเริ่มต้นด้วยการปลูกผักใบเขียว แน่นอนว่าสร้างรายได้ทุกวัน มีการปลูกดอกดาวเรืองให้แม่เก็บขายทุกวันพระและวันโกน สร้างรายได้เป็นสัปดาห์ และปลูกไม้ผล แก้วมังกร ฝรั่งกิมจู พุทราโบราณ 3 รส เป็นพืชสร้างเงินรายเดือนและรายปี ผลไม้ทั้งหมดนี้เรามีการจัดโซนปลูกอย่างเป็นระบบ

วิธีการจัดสรรพื้นที่
ทำอย่างไร ให้มีผลผลิตเก็บขายทุกวัน
1. เริ่มจากจัดสรรพื้นที่ปลูกผักใบ คะน้า กวางตุ้ง ต้นหอม ผักชี เป็นพืชผักที่มีอายุสั้น ปลูกบนพื้นที่ 1 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกเป็นระบบ เพื่อให้มีผักออกขายได้ทุกวัน สร้างรายได้ทุกวัน วันละ 2,500 บาท

2. พืชสร้างเงินรายสัปดาห์ เลือกปลูกเป็นดอกดาวเรือง วางคร็อป (crop) ปลูกไว้ไม่เยอะมาก จะปลูกแล้วเก็บขายทุกวันพระ วันโกน แต่ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษาต้องวางแผนมากหน่อย เพราะเป็นช่วงที่ตลาดต้องการใช้เยอะ จึงต้องวางแผนร่วงหน้าเพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด สร้างรายได้ สัปดาห์ละ 3,000 บาท

3. ผลไม้สร้างเงินรายเดือนและรายปี เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

1. ข้าวโพดกินฝักสด อันนี้จะวางแผนปลูกตลอดทั้งปี

2. ฝรั่งกิมจู จำนวน 3 ไร่ สามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี ได้มากได้น้อยแล้วแต่จะจัดการให้พักต้น หรือให้ออกตามปกติ

3. พุทรา 18 ไร่ ปลูกทั้งหมด 3 พันธุ์ ด้วยกัน
– พุทราพันธุ์เหรียญทอง
– พุทรานมสด
– พุทราโบราณ 3 รส ซึ่งเป็นพุทราทำเศรษฐกิจด้วย

4. แก้วมังกร ปลูก 5 ไร่ มีทั้งเนื้อสีขาว และเนื้อสีแดง เป็นออร์แกนิกแท้ๆ รายได้ประมาณการของการขายแก้วมังกรออร์แกนิก คิดเป็นเงินประมาณ 400,000 บาท พุทราฤดูเก็บเกี่ยวนาน 7 เดือน เฉลี่ยต่อวัน เก็บได้วันละ 2 ตัน บางวันเก็บได้เยอะถึง 5 ตัน ราคาส่งตลาดกลาง กิโลกรัมละ 15-18 บาท ส่งห้าง กิโลกรัมละ 60 บาท แบบคัดเกรด

การดูแล…พืชแต่ละชนิดต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยวิธีแตกต่างกันออกไป เช่น ผักใบ บางชนิดต้องปลูกกลางแจ้ง ชอบอากาศปลอดโปร่ง แต่ต้องทำซาแรนกันยูวีไว้สักหน่อย หรือพืชบางชนิดต้องปลูกเฉพาะในโรงเรือน อันนี้ต้องศึกษาความเหมาะสมให้ดี หรือระบบน้ำต้องมีเพียงพอและเหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิด

การเตรียมดิน…ปรุงดิน หรือแม้กระทั่งสูตรปุ๋ยที่นี่จะศึกษาและทดลองทำเอง โดยไม่ได้ยึดหลักสูตรตามวิชาการหรือสูตรใดๆ เพราะเราใช้องค์ความรู้จากภูมิปัญญาจากพ่อ ปรุงดิน ทำปุ๋ย สารไร่แมลง ที่สวนทำเองทั้งหมด และสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด แต่ปริมาณสัดส่วนการปรุงผสมในแต่ละรอบจะดูพฤติกรรมของพืชและพฤติกรรมของศัตรูพืชก่อนเป็นหลัก ส่วนการกำจัดวัชพืชคือ ใช้แรงงานคนอย่างเดียว

หักดิบจากสารเคมี มาทำเกษตรอินทรีย์
มีอุปสรรคบ้าง แต่แก้ได้ไม่ยาก เพียงหมั่นสังเกตธรรมชาติ
เจ้าของบอกว่า แน่นอนกว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างย่อมมีอุปสรรค โดยเฉพาะการทำเกษตรที่เคยใช้แต่สารเคมีมาก่อน แล้วต้องมาหักดิบเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ย่อมเจออุปสรรค และเป็นอุปสรรคที่หนักหน่วง แต่แก้ได้ ดังนี้

1. เริ่มจากการปรับทัศนคติ คือต้องรับผลที่ตามมาให้ได้ การใช้สารเคมีย่อมได้ผลผลิตที่มากกว่าและแน่นอนกว่า ครอบครัวจะรับได้ไหม หากต่อไปนี้จะได้ผลผลิตน้อยลง รายได้ก็น้อยตามลงมา จากเคยมีรายได้เดือนละหลายแสนต้องมีรายได้แค่หลักหมื่น

“เราก็ต่อสู้ว่า เราจะทำสำเร็จไหม เราจะพาครอบครัวดำดิ่งอีกหรือเปล่า ในขณะที่เราเพิ่งจะล้มมา แต่พอวันหนึ่งที่เราปรับมันได้จริงๆ ผลตอบแทนดีกว่าตอนทำเกษตรแบบพึ่งสารเคมี เราทำสินค้ามาตรฐานอินทรีย์สำเร็จ สินค้าของเราขายได้แพงกว่าเมื่อก่อนกว่าเท่าตัว”

2. แก้ไขไปตามบริบทหน้างาน เช่น ถ้าวันนี้เจอกองทัพแมลงลง และจะจัดการอย่างไร เพราะปกติเคยใช้แต่สารเคมีไล่จัดการแมลงได้โดยง่าย แต่คราวนี้ไม่มีสารเคมีช่วยแล้วจะทำอย่างไร

“เราอาจจะต้องหันมาเป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น รู้จักการศึกษาพฤติกรรมของแมลง เช่น หากเป็นแมลงชนิดนี้จะมาเวลาพลบค่ำ เริ่มตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม เราจะเฝ้าระวัง ช่วงนั้นมีการเตรียมสารสะเดาหรือน้ำหมักที่ทำเองฉีดไล่ ซึ่งจริงๆ แล้ว แมลงที่มาเป็นกองทัพ มาแล้วจะยังไม่ลงแปลง ให้เราฟังเสียง ดูจากลักษณะของแมลงในช่วงนั้น ศึกษาคลุกคลีกัน จนเราตกผลึกแล้วว่ามันมีพฤติกรรมแบบนี้ เราก็ไปตัดทอนมันแค่นั้นเอง”

3. จัดการด้านความคิด คือผลผลิตออกมาไม่ดี ไม่สวย แต่ผลที่ไม่สวยรสชาติกลับอร่อย
“เราก็นำมาแปรรูปด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ที่บ้าน นำจุดแข็งที่มีของทรัพยากรในครอบครัวมาทำ อย่างตัวเราเองจบ เอ็มบีเอ จะทำเรื่องตลาด น้องสะใภ้จบด้านฟู้ดไซน์ (Food science) น้องชายจบด้านช่าง ลูกพี่ลูกน้องจบด้านพลังงานทดแทน พวกเราก็นำความรู้ทั้งหมดที่พวกเรามีมาใช้พัฒนาสวนในด้านต่างๆ น้องสะใภ้จบฟู้ดไซน์ เราให้เขาจัดการดูแลเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น แก้วมังกร เคยขายผลสดแบบออร์แกนิก ขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท เราแบ่งมาแปรรูปเป็นแก้วมังกรอบแห้ง มีน้องชายช่วยทำพาราโบล่าโดมทำจากพลังงานบริสุทธิ์ โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง แค่รู้วิธีการจัดการ

ส่วนกรรมวิธีการอบแห้งน้องสะใภ้จะเป็นคนควบคุมคิดคำนวณสูตรต่างๆ แบบอุตสาหกรรม แต่เราทำในรูปแบบครอบครัว ตามหลักวิชาการ จากเคยขายได้ 60 บาท ตอนนี้แปรรูปเป็นอบแห้ง ขายได้ 100 บาท ทุกคนก็พอใจกับตรงนี้”

ผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ
หมดกังวลเรื่องการตลาด
เจ้าของบอกว่า การตลาดในยุคปัจจุบันต้องบอกว่า มีมาตรฐานรับรอง จีเอพี ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องมีเรื่องของคุณภาพเข้ามาด้วย ทั้งเรื่องรสชาติและกายภาพที่ลูกค้ามองเห็น ผิวสวย ลูกโต เกษตรกรต้องรักษาตรงนี้ไว้ให้ได้ และที่สำคัญต้องควบคุมผลผลิตให้ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะช่วยเป็นอีกแรงทำให้ตลาดเลือกสวนเราเป็นที่แรก ด้วยความไว้วางใจ

“ปัจจุบัน ที่สวนตอนนี้ทั้งพืชผักผลไม้มีมาตรฐาน จีเอพี ทุกชนิด แก้วมังกร ถือเป็นพระเอกของสวน เพราะสามารถยกระดับแก้วมังกรดังในเรื่องของคุณภาพ สีสันผิวที่สวยงาม รวมถึงรสชาติ ทุกอย่างได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ และสามารถขายได้ในราคามากกว่าผลสดถึง 2 เท่า แก้วมังกรเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ชอบการดูแล แต่ใช้ธรรมชาติในการเข้าไปดูแล ยกตัวอย่างเช่น แก้วมังกรโดยธรรมชาติ 5 ปี ต้นจะโทรม ต้องปลูกใหม่ แต่ที่สวนอายุเกิน 20 ปีไปแล้ว แต่พี่ยังได้ผลผลิตที่ดี ยังคงคุณภาพไว้ได้เหมือนเดิม

ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ไม่ไปฝืนธรรมชาติ ไม่บังคับให้ผลผลิตออกนอกฤดู และไม่บังคับให้ผลผลิตออกมากเกินไป ต้องดูว่าต้นไหนแข็งแรงพอที่จะออกแบบไหน เปรียบเสมือนเราเป็นผู้หญิง ถ้าออกลูกบ่อยๆ เราก็โทรมก่อนวัยอันควร ต้นไม้ก็เหมือนกัน”

และนอกจาก แก้วมังกร ที่เป็นพระเอกแล้ว ยังมีนางเอกอย่าง ฝรั่งกิมจู ข้าวโพดหวานกินฝักสด และพุทราโบราณ 3 รส ที่ทำส่งเข้าท็อปส์ เรื่องราคาที่สวนเป็นฝ่ายผูกขาด กำหนดราคาเองตามความเหมาะสมของแต่ละช่วง เช่น ฤดูไหนที่จำเป็นต้องปรับขึ้นก็ต้องปรับ หรือช่วงไหนดูแล้วว่าทางผู้รับซื้อจะขายยาก ก็ปรับลงตามสถานการณ์ จะใช้หลักการน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ จะไม่คิดว่าเป็นแค่ผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่คือพี่น้องกันในวงการเกษตร ทุกวันนี้ที่สวนสร้างรายได้จากเกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ เดือนละ 6 หลัก คิดเป็นกำไร 60 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุน 40 เปอร์เซ็นต์

อาชีพเป็นเกษตรกรให้ชีวิตใหม่
“จากคนเคยติดหนี้หลักล้าน สามารถปลดหนี้ได้ด้วยมีอาชีพเป็นเกษตรกร ถือว่าอาชีพนี้ให้ชีวิตใหม่ ให้ความยั่งยื่น ไม่ได้ให้แค่กับตัวเรา แต่ให้ทั้งกับครอบครัวและคนรอบตัว ละติจูดในการมองของพี่ เราทำเกษตรเราไม่ได้รอดคนเดียวคนงานในสวนทุกคนรอดไปกับพี่ด้วย พี่มองถึงความยั่งยืนทั้งชุมชน เราเข้ามาช่วยที่สวนแลนด์สเคป (landscape) ในไร่ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น การตลาดทำกันเองในครอบครัว ให้เกิดความเชื่อมั่นก่อนว่าเราทำได้ แล้วความเชื่อมั่นก็จะเกิดการวางแผนที่ดี แล้วจะกลายเป็นพาสซีฟ อินคัม ในอนาคต ทุกคนต้องมีวันเกีษยณ เราจะเกษียณอย่างไรให้สมาร์ทที่สุด ในอาชีพหนึ่งพี่ว่าอาชีพเป็นเกษตรกรเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์” พี่ยา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและสนใจเกษตรแนวผสมผสาน และอยากเรียนรู้วิธีคิดการปลูกพืชต่างๆ สามารถติดต่อพี่ยา หรือ คุณกัลยา พงสะพัง ได้ที่เบอร์โทร. 086-999-5371 พื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนใหญ่เกษตรกรใช้พื้นที่ทำการเกษตรในรูปแบบของไร่มะขามเทศ ไร่อ้อย และท้องนา อีกจำนวนหนึ่งปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ ขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตร เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึง จำนวนมากต้องขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ สำหรับพืชไร่และพืชสวน ส่วนที่นา อาศัยความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

หากมีเกษตรกรคนใด ปลูกพืชที่นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ในบางโอกาสจะถูกมองว่า มีความคิดที่แปลกแตกต่าง แต่ความคิดที่แปลกแตกต่างของเกษตรกรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จัดว่าเป็นความคิดที่แปลกแตกต่าง เพื่อก้าวสู่การพัฒนา ในแบบฉบับของเกษตรกรตัวจริง

ช่วงสายในปลายฤดูหนาว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เดินทางไปยัง หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพบกับเกษตรกรหนุ่ม คุณณรงค์ ร่างใหญ่ ผู้ซึ่งผันพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 3 ไร่ มาปลูกมะนาวแทน

“ใครๆ ก็คิดว่าผมบ้า หรือไม่ก็คิดแปลกแยกจากคนอื่น เพราะไม่มีใครคิดทำสวนมะนาวเลย”

คุณณรงค์ มีความรู้ทางด้านกฎหมาย จบการศึกษาระดับเนติบัณฑิต ชีวิตการทำงานก้าวเข้าสู่ระบบลูกจ้างได้เพียง 1 ปี ก็ลาออก ก่อนลงทุนปลูกสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพระนครศรีอยุธยา และยังคงเดินทางยังภูมิลำเนาเดิมที่ตำบลห้วยหอมอยู่เป็นประจำ

คุณณรงค์ บอกว่า ในทุกครั้งของการเดินทางกลับมาเยี่ยมมารดาที่ตำบลห้วยหอม คิดเสมอว่า ไม่ควรปล่อยให้เวลาระหว่างการเดินทางไปกลับสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ รถที่ใช้ในการเดินทางเป็นรถกระบะ ควรบรรทุกของหรือใช้ประโยชน์ให้คุ้ม น่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดีกว่า

“ผมมองเห็นว่า ตลาดมะนาวหน้าแล้งน่าสนใจ ราคาแพง ราคาตลาดขายอย่างต่ำ ลูกละ 6 บาท จึงเริ่มศึกษาจากหนังสือและเว็บไซต์ ผิดบ้างถูกบ้าง และเริ่มทดลองทำในพื้นที่เดิมที่ปลูกอ้อยเกือบ 3 ไร่ เปลี่ยนเป็นปลูกมะนาวเกือบ 500 ต้น เหมือนจะไปได้ดี แต่ไม่นานใบมะนาวเริ่มเหลืองโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้”

คุณณรงค์ ตัดสินใจเข้าอบรมการปลูกมะนาวนอกฤดู ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ และได้ผล คุณณรงค์ กลับมาแก้ปัญหามะนาวใบเหลืองตามความรู้ที่รับการอบรมมา ทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงไปด้วยดี

พื้นที่เกือบ 3 ไร่ แบ่งเป็นบ่อกักเก็บน้ำ 1 ไร่ 2 งาน พื้นที่ที่เหลือ ทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ 2 ไร่ จำนวน 300 วงบ่อ ลงทุนครั้งแรกประมาณ 1.4 แสนบาท ต่อไร่

ใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร วางระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร

กิ่งพันธุ์ที่ใช้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 1 และแป้นพวง

สาเหตุที่เลือก 2 สายพันธุ์นี้ คุณณรงค์ บอกว่า เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มภาคกลาง เพราะตลาดที่คุณณรงค์มองไว้ คือ ตลาดภาคกลาง และพันธุ์แป้นพิจิตร 1 ทนทานต่อโรคและแมลง ส่วนพันธุ์แป้นพวง ลูกดก

การเตรียมดินสำหรับปลูกในวงบ่อซีเมนต์ คุณณรงค์ นำวัสดุปลูกประกอบด้วยดินนา ขี้วัว กากถั่วแระ กากถั่วเขียว จากนั้นไถผาล 7 ดินนาก่อน ทิ้งดินนาที่ไถแล้วตากแห้งเกือบ 1 เดือน แล้วไถผาล 7 อีกรอบให้ดินร่วนซุย นำขี้วัวและกากถั่วโรยแล้วไถกลับไปมา จากนั้นนำรถไถดันพื้นที่ปลูกให้เป็นคู วางวงบ่อ ตักดินใส่วงบ่อที่มีแผ่นรองด้านล่าง

ระบบน้ำและการให้น้ำ คุณณรงค์ใช้ระบบน้ำหยดกับมะนาวต้นเล็กๆ โดยให้น้ำในช่วงเช้า เพียง 5 นาที หลังจากมะนาวเริ่มโตก็เปลี่ยนระบบน้ำหยดเป็นมินิสปริงเกลอร์ ให้น้ำในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน แต่ปรับเวลาเป็น 10-15 นาที

หลังจากมะนาวผลิยอดอ่อนให้เห็น คุณณรงค์จะขลิบยอดทิ้ง จากนั้น 15 วัน พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลในครั้งแรก และอีก 45 ต่อมา พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลอีกครั้ง สำหรับอัตราความเข้มข้นของสารแพคโคลบิวทราโซล ชนิดความเข้มข้น 10% ในอัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

สารแพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของกิ่งใบ เมื่อกิ่งใบน้อยลง โอกาสการออกดอกก็มีมากขึ้น

มะนาวที่จะบังคับให้ออกนอกฤดูได้นั้น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 เดือนขึ้นไป

คุณณรงค์ อธิบายว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตก ควรงดให้น้ำ โดยการนำผ้าพลาสติกกันฝนขนาดใหญ่คลุมรอบวงบ่อ สังเกตใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยว หลังจากคลุมผ้าพลาสติกประมาณ 10-15 วัน และนำผ้าพลาสติกคลุมออก เมื่อใบสลด เหี่ยวหรือร่วงประมาณ 75-80% ให้น้ำพร้อมปุ๋ย

การให้ปุ๋ยทางดิน ใช้สูตร 0-0-60 หรือ 15-5-20 ส่วนปุ๋ยทางใบ ใช้สูตร 9-19-34

“หลังจากนั้น ประมาณ 14 วัน มะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อน พร้อมออกดอก ระยะนี้ต้องหมั่นดูแลไม่ให้แมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ซึ่งผลมะนาวจะสมบูรณ์พร้อมเก็บจำหน่ายในช่วงฤดูแล้งพอดี”

โรคและแมลงศัตรูพืช คุณณรงค์ เล่าว่า โรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายที่สุดสำหรับมะนาว ป้องกันโดยพ่นสารคอปเปอร์หลังจากมียอดอ่อนแทงออกมา แต่ถ้ายังพบโรคแคงเกอร์อีก ให้แต่งกิ่งนำไปเผาทิ้ง นอกจากนี้ ควรระวังเพลี้ยไฟ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคใบเหลืองในมะนาว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราพ่นป้องกัน

สำหรับ คุณณรงค์ การทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ เพิ่งเริ่มต้นในรอบที่ 2 เท่านั้น ซึ่งรอบแรกของการทำมะนาว ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ นับเฉพาะ 150 วงบ่อ คือ ครึ่งหนึ่งของจำนวนวงบ่อทั้งหมด สามารถจำหน่ายได้ราคาดี คิดเป็นต้นทุนและกำไรราว 3 แสนบาท ราคามะนาวออกจากสวน ลูกละ 5-6 บาท ทีเดียว

สวนมะนาวนอกฤดูของ คุณณรงค์ ร่างใหญ่ หาง่าย ไม่ไกลแหล่งชุมชน หากท่านใดต้องการปรึกษาหรือเยี่ยมชมถึงสวน คุณณรงค์ยินดีต้อนรับ โทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ (089) 122-4179 หรือทางเฟซบุ๊ก ในชื่อของ มะนาวสามชาย

ขณะนี้มีข่าวเกี่ยวกับการแบนสารเคมี 3 ชนิด BETFLIK อย่างเอาจริงเอาจัง บางฝ่ายบอกว่า แบนแล้วจะดี และอีกฝ่ายหนึ่งจะเกิดผลกระทบกับการทำอาชีพเกษตรกรรม ผมจึงเกิดความสงสัยว่าจะไปทางไหนดี ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตร ทองกวาว กรุณาให้ข้อมูลกับผม และจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไปพร้อมกัน ผมถือโอกาสขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ และผมจะติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านต่อไป

ประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นฝนตกชุก จึงเป็นประเทศที่พลเมืองส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งในแต่ละปีมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร นำเงินตราเข้าประเทศปีละ 1.2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะข้าว สามารถทำเงินให้ประเทศปีละ 1.5 แสนล้านบาท หากมองลึกลงไปจะเห็นว่ามีการใช้พื้นที่เพื่อผลิตสินค้าเกษตรหลากชนิด โดยเฉพาะสาขาการผลิตพืช ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน และสับปะรด ครอบครองพื้นที่การผลิต 6.7, 6.5, 7.8, 9.9, 4.7 ล้านไร่ และ 4.7 แสนไร่ ตามลำดับ

ทั้งนี้ การผลิตสินค้าทางการเกษตรจำเป็นต้องมีปัจจัยการผลิตเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิตพอเพียงกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก นำเงินตราเข้ามาในประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจัยการผลิตดังกล่าวประกอบด้วย น้ำ ปุ๋ย และสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนแสงแดดและน้ำ บางช่วงธรรมชาติท่านให้มาโดยไม่คิดมูลค่า จากผลงานวิจัยทางวิชาการระบุว่า การปลูกพืชเศรษฐกิจเกือบทุกชนิด หากไม่มีการควบคุมศัตรูพืชจะมีผลทำให้ผลิตลดลงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

ศัตรูพืช (Pest) ในระบบสากลจำแนกไว้ดังนี้ โรคที่เกิดจากเชื้อรา อาการของโรคเกิดแผลเน่า และมักพบเส้นใยสีขาว หรือสีชมพูปรากฏให้เห็น โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย อาการของโรคเกิดแผลเน่า มีน้ำเมือกไหลออกมา และมีกลิ่นเหม็น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาการของโรคทำให้ใบหงิกงอ เหลืองซีด หรือมีจุดวงกลมขนาดเล็กสีเหลืองซีด แมลงศัตรู เข้ากัดกิน เจาะไช ทั้งที่ใบและผล หนู มีนิสัยกัดกินผลและหัวใต้ดินของพืชที่ปลูก รวมทั้งบุกรุกกินผลิตผลการเกษตรในโรงเก็บ เมื่อมีศัตรูก็มีคนค้นคิดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น