ปลายฝนชนหนาว เจ้าของงดให้น้ำ จนกระทั่งเดือนธันวาคม

ทุเรียนจะผลิดอกออกมา เป็นระยะไข่ปลา เจ้าของจึงให้น้ำเบาๆ 2-3 วันครั้ง นานครั้งละ 30 นาที ต่อมาเมื่อดอกพัฒนา จึงเพิ่มเวลาให้น้ำนานขึ้น

สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรประสบปัญหา คือทุเรียนแตกใบอ่อน ทำให้ผลขนาดเล็กร่วง คุณธนะศักดิ์ บอกว่า ที่สวนไม่มีปัญหา ซึ่งแก้ไขโดยการให้น้ำสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ปุ๋ยจนต้นทุเรียนชิน

“ลูกขนาดเท่าไข่เป็ด ใส่ปุ๋ยปรับปรุงคุณภาพผลสูตร 13-13-21 ใส่ให้ 10 วันครั้งหนึ่ง จำนวนต่อต้นไม่มากนัก เป็นการทำให้ต้นไม้ชิน เรียกว่าการอ่อยปุ๋ย เมื่อต้นไม้ชินเรื่องปริมาณน้ำคือให้ต่อเนื่องกับให้ปุ๋ย ปัญหาต้นสลัดลูกทิ้งจึงไม่มี” คุณธนะศักดิ์ บอก

คุณเพ็ญนภา ภรรยาของคุณธนะศักดิ์ สะใภ้ของ ตระกูลพรมกอง เป็นผู้ที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับสามี พูดถึงการปลูกทุเรียนว่า การปลูกทุเรียนยากตรงที่เกิดโรครากและโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา จึงต้องหมั่นดูแล หากไม่ดูแลใกล้ชิด เมื่อรู้ต้นทุเรียนเป็นโรคก็ตายเสียแล้ว

“ส่วนใหญ่ปลูกพันธุ์หมอนทอง มีพวงมณีและนกกระจิบบ้าง ต้นทุเรียนมีหลายรุ่น อย่างต้นที่อายุมากสุดให้ผลผลิต 80 ผล ต่อต้น ต่อปี เฉลี่ยผลหนึ่งหนัก 3.5 กิโลกรัม ต้นที่อายุน้อยก็ให้ผลผลิตน้อยตามอายุ สวนเราเป็นสวนขนาดใหญ่ของที่น้ำยืนนี่ค่ะ จุดเด่นของทุเรียนที่นี่รสชาติดี คนซื้อไปกินแล้วติดใจ” คุณเพ็ญนภา บอก

ที่สวนแห่งนี้ใช้น้ำใต้ดิน โดยขุดลงไปแล้วฝังวงบ่อ เป็นวงบ่อที่นิยมใช้ปลูกมะนาว

ช่วงที่ผ่านมาไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด

เป็นที่เลื่องลือว่า ผลผลิตทุเรียนที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี คุณภาพดี รสชาติอร่อย ผลผลิตส่วนใหญ่มาไม่ถึงเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ คนท้องถิ่นรุมซื้อกัน แต่หากสนใจ สอบถามกันเป็นกรณีพิเศษได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (080) 166-3156

ในช่วงที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว และผักกาดหัว ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคเน่าเละ สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

อาการเริ่มแรกจะพบบนใบหรือบริเวณลำต้นมีแผลเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเนื้อเยื่อบริเวณแผลจะยุบตัวลงและจะมีเมือกกลิ่นเหม็นฉุนเยิ้มออกมาภายนอก จากนั้นต้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้น โรคเน่าเละจะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชทั้งในสภาพแปลงปลูกและในโรงเก็บ

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคเน่าเละในแปลงปลูก ให้รีบขุดต้นที่เป็นโรคและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลง นำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที หลีกเลี่ยงการทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผล ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย รวมถึงควรดูแลไม่ให้พืชขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน เพราะจะทำให้พืชเกิดแผลจากอาการปลายใบไหม้และไส้กลวง ทำให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายได้ง่าย อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้ง เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ก่อนการปลูกพืช เกษตรกรควรไถกลบเศษพืชผักและไถพรวนพลิกหน้าดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตร ทิ้งตากแดดไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และไถกลบพลิกหน้าดินอีกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช และป้องกันการสะสมของเชื้อสาเหตุโรคในดิน กรณีที่พื้นที่เคยมีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน อาทิ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด ส่วนในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีการระบายน้ำที่ดี และเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน หลีกเลี่ยงการปลูกพืชแน่นจนเกินไป เพื่อไม่ให้มีความชื้นสูงสะสมและลดการระบาดของโรค

อาชีพทางการเกษตรเป็นอีกหนึ่งงานที่สร้างรายได้ให้กับหลายๆ คน ที่มุ่งหวังการทำงานอิสระเป็นนายตัวเอง โดยทำกินอยู่บนที่ดินของครอบครัว ไม่ต้องการที่จะเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่หรือพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรม แต่สามารถสร้างรายได้ด้วยการทำเกษตรในแบบที่ตั้งใจและสานต่อจากครอบครัว พร้อมกับพัฒนาการทำเกษตรให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายของสินค้าที่ตอบโจทย์ในเรื่องของตลาดนำการผลิต จึงทำให้สินค้าที่ผลิตออกมายังคงเป็นที่ต้องการและจำหน่ายสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

คุณสุริยา ลีวิจิตร อยู่บ้านเลขที่ 308 หมู่ที่ 11 ตำลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ค้นพบคำตอบของชีวิตว่าชื่นชอบการทำอาชีพทางการเกษตร จึงได้มาพัฒนาการทำเกษตรต่อจากคุณพ่อ พร้อมทั้งมีการพัฒนาหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เกษตรที่ทำครบวงจรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนจากการทำการค้าจากรูปแบบเดิมๆ มาทำเป็นการค้าสมัยใหม่มากขึ้น จึงทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำการเกษตรตามความตั้งใจ

มาทำเกษตรผสมผสาน

คุณสุริยา เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นทำงานประจำรับราชการ เมื่อทำไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับงานทางด้านการทำเอกสารมากนัก จึงได้มองหาช่องทางการทำอาชีพอื่นเพื่อปรับเปลี่ยนสายงาน แต่ด้วยครอบครัวของเขามีพื้นที่การทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าอยากที่จะต่อยอดและพัฒนาการทำเกษตรให้ครบวงจรมากขึ้น จึงได้ลาออกจากงานประจำ และจัดสรรที่ดินทำเกษตรผสมผสานเพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนกันไป

“ช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนของผม ก็คือพ่อป่วย ช่วงนั้นการทำเกษตรของที่บ้าน ก็ไม่เกิดรายได้เท่าที่ควร เพราะไม่มีคนทำต่อ ผมจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ช่วงปี 2558 มาสานต่อการทำเกษตรของที่บ้าน โดยได้เรียนรู้และศึกษาการทำเกษตรให้มากขึ้น ซึ่งหลักๆ ที่บ้านจะเน้นทำฟาร์มเห็ด พอผมมาลงมือทำ จึงอยากจะทำให้ครบวงจรมากขึ้น จึงแบ่งพื้นที่ทำหลายอย่าง ตั้งแต่การทำสวนไม้ผล ปลูกพืชผักสวนครัว และการเลี้ยงไก่พื้นเมือง” คุณสุริยา บอก

คุณสุริยา เล่าถึงการดำเนินการทำงานทางการเกษตรภายในพื้นที่ให้ฟังว่า อะไรที่ครอบครัวทำเป็นการค้าที่สร้างรายได้ดีอยู่แล้วจะพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่นในเรื่องของการจำหน่ายดอกเห็ดที่ผลิตสำหรับเปิดดอกจำหน่ายเพียงอย่างเดียว ได้มีการปรับเปลี่ยนในการสร้างรายได้มากขึ้น คือการจัดอบรมการทำก้อนเชื้อเห็ดให้กับผู้ที่สนใจเป็นคอร์สที่เขาสอนเอง พร้อมทั้งขยายการทำตลาดโดยติดต่อแหล่งรับซื้อให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้จำหน่ายดอกเห็ดทั้งดอกสดและนำไปให้แหล่งที่รับซื้อทำการแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆ

ส่วนพืชชนิดอื่นที่เขาสนใจจะเป็นพืชผักสวนครัว โดยสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีเพื่อสร้างเป็นรายได้ ซึ่งเขาได้มีการปรับปรุงบำรุงดินภายในสวนเองทั้งหมด จากที่สมัยก่อนเคยมีการใช้ปุ๋ยเคมีและมีการใช้ยากำจัดแมลงศัตรูต่างๆ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นปุ๋ยหมัก พร้อมทั้งใช้สารชีวภัณฑ์เข้ามากำจัดโรคพืชและแมลงศัตรูพืชทั้งหมดภายในสวน จนทำให้พื้นที่ปลูกผักสวนครัวมีความปลอดภัยสามารถจำหน่ายได้ราคาที่ดีตามไปด้วย

“การที่เราผลิตเป็นพืชผักปลอดสารพิษ มันทำให้เราสามารถที่จะจำหน่ายได้ราคาที่ดี โดยช่วงแรกที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้มองว่าจะจำหน่ายอย่างเดียว แต่ต้องการจะกินเองในครัวเรือนก่อน แต่เมื่อมันเริ่มมีมากขึ้น และเพื่อนบ้านที่เราเคยแจกจ่ายไป เขาบอกกันไปปากต่อปากมันเลยทำให้เราขายได้ ทีนี้มีการผลิตพืชผักสวนครัวที่เป็นระบบ มีการปลูกแบบหมุนเวียนไปกัน เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้าที่รักสุขภาพ จึงทำให้พืชผักสวนครัวเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่สร้างรายได้ดี” คุณสุริยา บอก

โดยที่ดินสำหรับทำการเกษตรนั้นมีทั้งหมด 18 ไร่ คุณสุริยา บอกว่า แบ่งการทำเกษตรอย่างชัดเจน จึงทำให้การทำเกษตรของเขามีระบบ ซึ่งพืชผักสวนครัวและดอกเห็ดสามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ทุกวัน จึงเกิดเป็นรายได้ประจำวัน ส่วนไก่พื้นเมืองใช้เวลาเลี้ยงหลายเดือน จึงสามารถสร้างเป็นผลผลิตรายเดือน และการจัดฝึกอบรมการทำก้อนเชื้อเห็ดให้กับผู้ที่สนใจทั่วไปหรือเพื่อนเกษตรกรรายอื่น สามารถสร้างรายได้มีเงินเก็บเป็นรายได้รายปีได้ดีไม่น้อยทีเดียว

เกิดรายได้ดีจากการเกษตร

สำหรับในเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรภายในสวนนั้น คุณสุริยา เล่าว่า มีทั้งนำสินค้าออกไปจำหน่ายยังตลาดในพื้นที่ของชุมชน และบางส่วนก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับถึงในสวน และช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 เข้ามาระบาดภายในประเทศใหม่ๆ การต้องอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ เขาเองไม่ขาดแคลนในเรื่องของอาหารเลยแม้แต่น้อย สามารถมีผลผลิตที่ปลูกเองทั้งหมดนำมาประกอบอาหารกินเองได้ และที่สำคัญยังจำหน่ายเกิดรายได้ในช่วงนี้ได้อีกด้วย

โดยสินค้าภายในฟาร์มจำหน่ายราคาที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น เห็ดนางฟ้าราคาส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท เห็ดขอนขาวราคาส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนก้อนเชื้อเห็ดสำหรับให้ลูกค้านำไปเปิดดอกเอง ราคาอยู่ที่ก้อนละ 8 บาท และการเปิดฝึกอบรมการทำก้อนเชื้อเห็ดแบบครบวงจรให้ผู้ที่สนใจ ราคาการฝึกอบรมจะอยู่ที่ท่านละ 1,500 บาท สำหรับพืชผักสวนครัวราคาขายปลีกอยู่ที่ขีดละ 10-20 บาท ราคาแตกต่างกันไปตามชนิดของผักนั้นๆ ส่วนผลผลิตจำพวกไม้ผลราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาลในแต่ละปี

“ตั้งแต่ผมมาทำการเกษตร ผมสนุกและมีความสุขกับสิ่งนี้ที่ผมเลือกมาก รู้สึกว่าการทำเกษตรสามารถต่อยอด สามารถทำอะไรได้เยอะแยะมากมาย โดยที่เราไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่มีเวลาตายตัว แต่เป็นนายตัวเองได้ ด้วยการทำเกษตรอยู่บนที่ดินของเราเอง เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากถึงคนที่สนใจ ในเรื่องของการทำเกษตร ว่าจริงๆ แล้ว ถ้ามีที่ดินทำกินและทำมาเดิมตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามาพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปได้ โดยศึกษาจากแหล่งที่เขาประสบผลสำเร็จ ก็จะช่วยส่งเสริมให้ยิ่งเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ นำมาปรับใช้ในพื้นที่ของเราเอง รายได้จากการทำเกษตร เป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ไม่ยาก” คุณสุริยา บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการเพาะพันธุ์เห็ด หรือสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อื่นๆ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนในด้านการทำเกษตรผสมผสานได้ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุริยา ลีวิจิตร หมายเลขโทรศัพท์ 097-874-2826

ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ราคายางพาราในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้เกษตรกรผู้ทำสวนยางพาราหลายรายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ จากที่เคยทำสวนยางพาราสร้างรายได้หลักเพียงอย่างเดียว ต้องหาอย่างอื่นทำเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เข้ามาทดแทนในยามราคายางพาราตก แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ เพราะถ้าหากมองในแง่ของการทำเกษตรกับพืชชนิดอื่น ข้อดีของการปลูกยางพาราน่าจะอยู่ตรงที่ในระยะยาวมีเงินออมที่ได้จากการขายไม้ยางในช่วงยางหมดอายุ ซึ่งพืชเกษตรอื่นไม่มีรายได้ส่วนนี้ และการทำสวนยางค่อนข้างมีการจัดการดูแลสวนที่ไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญมีพื้นที่ว่างระหว่างร่องเยอะ ทำให้สามารถปลูกพืชร่วมยางได้หลากหลายชนิด และยังช่วยเป็นพืชพี่เลี้ยงสร้างร่มเงาให้กับพืชชนิดอื่นได้เป็นอย่างดี

คุณบุญชู สิริมุสิกะ เจ้าของ สวนไผ่อาบู ตั้งอยู่ที่ 142 หมู่ที่ 5 ตำบลลำภี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา อดีตวิศวกรผันตัวทำเกษตร ต่อยอดสวนยางพาราของพ่อกับแม่ ปลูกพืชผสมผสาน ทั้งไม้ผล พืชผักสมุนไพร และเน้นการปลูกไผ่ และไม้เศรษฐกิจแซมในสวนยาง สร้างรายได้แบบไม่รู้จบ

พี่บุญชู เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกร ตนทำงานเป็นวิศวกรออกแบบระบบการผลิตให้กับบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง มีหน้าที่หลักคือ การวางแผนออกแบบกระบวนการผลิต ถือเป็นงานที่รักและถนัด และได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่จุดพลิกผันที่มาเป็นเกษตรกร เกิดขึ้นจากวันหนึ่งขณะที่ดูทีวีรายการหนึ่ง ตนได้เห็นปราชญ์เกษตรท่านหนึ่ง ชื่อว่า ลุงนิล ซึ่งในตลอดระยะเวลาที่ได้นั่งดูลุงแกให้สัมภาษณ์ ตนสัมผัสได้ถึงความสุข ความเพลิดเพลินของลุงที่ได้อยู่กับการทำเกษตร สื่อให้เห็นถึงความเรียบง่าย รวมถึงที่ลุงนิลได้พลั่งพลูถึงวิธีการบริหารจัดการพื้นที่ทำเกษตรได้อย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นรายได้และเป็นแหล่งสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ตนเอง เมื่อได้เห็นวิถีที่ลุงนิลแกเล่ามา จึงย้อนกลับมามองตนเองและบอกกับตนเองว่า “ลุงนิลทำได้ เราก็ต้องทำได้” หลังจากนั้นจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรมาเรื่อยๆ จนได้โอกาสลาออกจากงานมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว จากวันนั้นจึงถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลากว่า 11 ปีแล้ว

ต่อยอดสวนยางพาราของพ่อกับแม่
ทำเกษตรผสมผสาน ปลายทางคือความยั่งยืน
พี่บุญชู เล่าให้ฟังว่า ตนไม่ได้กลับมาเริ่มต้นปลูกยาง แต่ยางคือพืชที่พ่อกับแม่ปลูกไว้ก่อนแล้วบนพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้บริบทการทำเกษตรของพ่อกับแม่คือเป็นสวนยางเชิงเดี่ยว ตนจึงกลับมาต่อยอดจากสวนเชิงเดี่ยวให้กลายเป็นสวนผสมผสาน ด้วยแนวคิดตั้งต้นคือ การกลับมาพัฒนาต่อยอดอาชีพเกษตรที่พ่อแม่ทำมาแต่ดั้งแต่เดิม โดยมีโจทย์หลัก คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เดิมต้องยังคงอยู่ ส่วนหน้าที่ของเราคือพัฒนาต่อยอด มีเป้าหมายของการทำคือ วิถีของการทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดคติประจำใจที่ว่า “ในการทำเกษตรไม่ว่าจะปลูกหรือทำอะไร หากธงของการทำคือความยั่งยืนไม่ว่าราคาจะผันผวนก็กระทบน้อย ด้วยเพราะวิถีของการจัดการแปลงอย่างยั่งยืนนั่นมีความหลากหลายของกิจกรรม เสมือนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในยามวิกฤต แปลงสวนยางของที่นี่ก็เช่นกัน แม้เดิมทีเคยเป็นสวนยางเชิงเดี่ยว แต่ถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นรากฐานที่มั่นคง ไม่ว่าราคาพืชผลทางการเกษตรจะเปลี่ยนแปลงก็กระทบกับวิถีการดำเนินชีวิตของที่นี่น้อยมาก”

และที่นี่จะมีหลักการในการเลือกพืชมาปลูกร่วมในสวนยางอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ 1. ต้องเป็นพืชที่เหมาะสมกับบริบทของเรา 2. พืชที่ปลูกแล้วต้องสามารถเป็นอาชีพให้เราได้ ดังนั้น พืชต่างๆ ที่ปลูกที่นี่จึงผ่านกระบวนการออกแบบพื้นที่ ผ่านกระบวนการคัดเลือกมาก่อน ไม่ได้ปลูกไปเรื่อยๆ แต่ทำอย่างมีแบบแผน มีเหตุและมีผล

โดยระยะห่างในการปลูกยางของที่สวน จะปลูกอยู่ 2 ระยะด้วยกัน คือ ระยะ 3×6 และ 3×7 เมตร มีการจัดสรรพื้นที่ปลูกอย่างเป็นระบบดังนี้ พื้นที่ปลูกไผ่และเกษตรผสมผสานรวมยาง 5 ไร่ แปลงนี้เน้นรายได้ระยะสั้น เก็บขายได้เร็ว ทำตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการแปรรูป และเตรียมวางรากฐานต่อยอดไปสู่แปลงเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 1 แปลง ทำบนบริบทของสวนยางยั่งยืนที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้
พื้นที่ปลูกไผ่ขายลำ และไม้เศรษฐกิจผสมผสานในยาง 5 ไร่ แปลงนี้เน้นรายได้ระยะกลางและระยะยาว สู่ขั้นตอนการดำเนินการต่อยอดสู่สวนยางยั่งยืน 1 แปลง
พื้นที่ปลูกสวนป่าไม้เศรษฐกิจร่วมยางพารา 13 ไร่ แปลงนี้เน้นการสร้างป่าในสวนยางพาราตามแนวทางของวนเกษตร

สำหรับขั้นตอนการพิจารณาการเลือกชนิดของพืชที่จะมาปลูกร่วมยางพารา ควรพิจารณาอะไรบ้าง พี่บุญชู ยกตัวอย่างการปลูกไผ่ร่วมยางของที่สวนให้ฟังว่า มีหลักการพิจารณาดังนี้ 1. ผู้ปลูกควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ของไผ่ให้ดีก่อนปลูก เพราะไผ่มีมากมายหลายชนิด และแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติในการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน การที่เรามีความรู้เรื่องไผ่จะช่วยให้เราสามารถพิจารณาได้ง่ายขึ้น ว่าไผ่ชนิดไหนที่เราควรจะนำมาปลูกร่วมในสวนยางพารา และแต่ละสายพันธุ์หวังผลผลิตด้านไหน เช่น ปลูกเพื่อขายหน่อ หรือปลูกเพื่อขายลำ หรือจะปลูกเพื่อต่อยอดทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว

ส่วนเทคนิคการปลูกนั้น ไผ่ เป็นพืชที่มีอัตราการเติบโตเร็ว การนำไผ่มาปลูกร่วมยางพาราจึงต้องทำในช่วงที่เหมาะสม โดยควรปลูกในช่วงที่ยางพารามีอายุ 3-4 ปี ระยะกอควรห่าง 6-9 เมตร

การดูแลจะคล้ายกับการปลูกพืชทั่วไป ในช่วงเริ่มปลูกให้ปุ๋ยบ้างปีละ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นสามารถปล่อยให้โตตามธรรมชาติได้ แต่หากต้องการให้ได้ผลผลิตสูงก็ต้องดูแลให้ปุ๋ยสางแต่งกอ ต้องเอาใจใส่ดูแลเช่นเดียวกับพืชอื่นๆ และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนควรปลูกไม้เศรษฐกิจสลับระหว่างกอ และใส่พืชร่วมให้มีความหลากหลายในแปลงยางพารา เพื่อต่อยอดสู่สวนยางยั่งยืน

เจ้าของบอกว่า สำหรับการสร้างรายได้จากสวนผสมผสาน พืชหลักนอกจากยางพาราที่สร้างรายได้ให้กับที่สวนคือไผ่ โดยไผ่ของที่สวนจะมีหลากหลายชนิด ทั้งขายหน่อ ขายลำ แปรรูป ตลอดจนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ สรุปโดยรวมแล้วรายได้จากหลายกิจกรรมที่ทำรวมๆ กันที่เกิดจากไผ่ บนพื้นที่ 5 ไร่ อยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนบาท ต่อปี ทั้งนี้ทั้งนั้นรายได้ในส่วนนี้ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงศักยภาพสูงสุดตามบริบทของกิจกรรมที่ทำ เพราะกิจกรรมแทบจะทั้งหมดของที่นี่ทำบนพื้นฐานของความพอดี คือ ทำพอเหมาะแก่กำลังที่มี ทำเพื่อเลี้ยงชีพให้ดำรงอยู่ได้ มีเหลือให้เก็บออมตามสมควร ไม่ได้จะมุ่งทำเอารวย

“สรุปรายได้เฉลี่ยการปลูกไผ่ร่วมยางรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดจากการต่อยอดทำสวนยางยั่งยืนช่วยให้มีรายได้ประมาณ 89,000 บาทต่อไร่ต่อปี ทีั้งนี้ทั้งนั้นรายได้แปรผันตามความขยันและการเอาใจใส่ของเจ้าของแปลง ถ้าปลูกแล้วบริหารจัดการแปลงดีๆ 89,000 บาทต่อไร่ต่อปี ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากปลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ดูแล ไม่หมั่นศึกษาเรียนรู้ ไม่ต่อยอดแปรรูป โอกาสที่จะเกิดรายได้สูงก็เป็นไปได้ยาก”

ฝากถึงเกษตรกร ชาวสวนยางพาราเชิงเดี่ยว
“การทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยวไม่มีความมั่นคง เกษตรกรควรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต และน้อมนำแนวทางของเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้กับสวนยางเชิงเดี่ยว เพื่อต่อยอดสู่การทำสวนยางแบบยั่งยืน ด้วยการปลูกพืชร่วมยางให้มีความหลากหลายทางนิเวศในแปลง ไผ่เป็นหนึ่งตัวเลือกที่สามารถปลูกเป็นพืชร่วมในสวนยางพาราได้ดี แต่ทว่าควรปลูกบนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ ไม่ปลูกตามกระแส ด้วยเพราะการทำเกษตรด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้สามารถต่อยอดไปสู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืนได้ไม่ยาก” พี่บุญชู กล่าวทิ้งท้าย

เด็กและเยาวชน ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญยิ่งควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนในทุกมิติให้สามารถรับมือและเท่าทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยที่จะเข้าถึงสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เมื่อพิจารณาคุณภาพการพัฒนาเด็กและเยาวชนพบว่ายังมีประเด็นท้าทายของการพัฒนาและส่งผลกระทบต่อเนื่องกับภาคการเกษตรของไทย

และเพื่อให้เกิดความปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพการเกษตรและยอมรับว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมและพัฒนาภาวะผู้นำ รวมถึงให้เยาวชนได้มีความรู้ทักษะด้วยการปฏิบัติจริงและนำไปประยุกต์ใช้ทันตามสถานการณ์โลกปัจจุบัน

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งและการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก หมู่ที่ 6 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ซึ่งจัดตั้งเป็นกลุ่มยุวเกษตรกรเมื่อปี พ.ศ. 2555 ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก 32 คน โดยมี นางสร้อยนัดดา ใจคง เป็นที่ปรึกษายุวเกษตรกร ซึ่งได้รับรางวัลที่ปรึกษายุวเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ปี 2564 สำหรับกิจกรรมฐานเรียนรู้ที่กลุ่มได้ดำเนินการอยู่มีทั้งหมด 11 ฐานเรียนรู้ ดังนี้

1. ฐานปาล์มน้ำมัน เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรในอำเภอสิเกา มีการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นส่วนใหญ่และเป็นที่ตั้งของโรงงานแปรรูปปาล์มน้ำมันหลายแห่ง และในพื้นที่โรงเรียนมีการปลูกปาล์มไว้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการให้กลุ่มยุวเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงเรียนรู้วิธีดูแลบำรุงรักษาต้นปาล์มน้ำมัน การใส่ปุ๋ย การตัดปาล์มน้ำมันจัดจำหน่าย รวมทั้งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั้น จึงถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการปลูกฝังแนวทางที่ถูกต้องในการปลูกปาล์มน้ำมัน

2 .ฐานเพาะเห็ดนางฟ้า มีกิจกรรมให้กลุ่มยุวเกษตรกรเรียนรู้วิธีการเพาะเห็ด ตลอดจนนำเห็ดมาแปรรูป และการนำเห็ดมาประกอบเป็นอาหารกลางวันในโรงเรียน และการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ฐานเพาะถั่วงอก ในฐานการเรียนรู้นี้เป็นการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการเพาะถั่วงอกโดยใช้ระบบน้ำวน การปลูกพืชในพื้นที่จำกัดโดยใช้เครื่องตั้งเวลา (Timer) มาควบคุมการให้น้ำ ซึ่งเพาะด้วยวิธีนี้นอกจากจะใช้พื้นที่น้อยแล้วยังประหยัดน้ำอีกด้วย เนื่องจากเป็นการเพาะแบบระบบน้ำหมุนเวียน นอกจากนี้ มีการแปรรูปอาหารจากถั่วงอก และการทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

ฐานน้ำหมักชีวภาพ เป็นฐานที่ฝึกให้กลุ่มยุวเกษตรกรได้เรียนรู้การทำปุ๋ยอินทรีย์โดยใช้วัสดุเหลือ ซึ่งมีทั้งปุ๋ยหมักและน้ำหมัก โดยปุ๋ยหมักและน้ำหมักที่ได้นี้นำไปใช้กับพืชผักและปาล์มน้ำมันที่กลุ่มยุวเกษตรกรปลูกนั่นเอง

5. ฐานมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่โรงเรียนมีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมบริเวณรอบสระเลี้ยงปลาเพื่อให้กลุ่มยุวเกษตรกรฝึกและเรียนรู้การดูแลรักษามะพร้าวน้ำหอม ตลอดจนนำมะพร้าวน้ำหอมมาแปรรูปและทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

ฐานปลูกผักและผักสวนครัว เป็นการฝึกให้กลุ่มยุวเกษตรกรได้เรียนรู้ การเตรียมดิน การเพาะกล้า การปลูก การดูแลรักษา และการขายผัก รวมทั้งการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

ฐานทำน้ำยาล้างจาน กลุ่มยุวเกษตรกรได้นำตะลิงปลิงมาแปรรูปเป็นน้ำยาล้างจาน ซึ่งเป็นการแปรรูปที่น่าสนใจมาก เป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเกษตรมาประยุกต์สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ภายในครัวเรือน และในอนาคตอาจนำผลไม้ชนิดอื่นมาทดลองแทนตะลิงปลิง

8. ฐานเลี้ยงหอยขม เนื่องจากหอยขมในธรรมชาติมีอยู่น้อยมาก เพราะแหล่งน้ำตามธรรมชาติไม่สะอาด อีกทั้งหอยขมสามารถขยายพันธุ์ได้เร็ว โตไว การฝึกให้กลุ่มยุวเกษตรกรสามารถเลี้ยงและดูแลหอยขมอาจเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมในครัวเรือนของสมาชิกได้

9. ฐานเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นฐานที่บ่มเพาะการทำประมงให้กับกลุ่มยุวเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยทางกลุ่มจะได้ฝึกให้อาหารและดูแลบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งมีทั้งปลานิลและปลาบ้า รวมถึงปลาดุก โดยเฉพาะปลานิล และปลาบ้า (ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาตะเพียน) ซึ่งทางโรงเรียนได้ทำเรื่องขออนุเคราะห์รับพันธุ์ปลาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดตรัง ทั้งนี้ ได้มีการแนะนำจากประมงอำเภอสิเกา นายศุภมงคล สกุลราช ในการดูแลให้อาหาร โดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) และค่อยเพิ่มปริมาณอาหารสัปดาห์ละครั้ง ควรหาผักตบชวามาปลูกในบ่อเพื่อให้ร่มเงาและลูกปลาสามารถกินแพลงตอนในรากผักตบชวาได้ และการให้ปลากินอาหารเม็ดที่คลุกกับ EM (Effective Microorganisms) ถือเป็นการบำบัดน้ำได้ทางหนึ่งด้วย

ฐานปลูกมะนาวในท่อ เนื่องจากมะนาวเป็นพืชสวนครัวที่ทุกครัวเรือนบริโภคกัน สามารถขายได้ราคาดี โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งราคายิ่งพุ่งสูงมาก และในการปลูกในบ่อซีเมนต์นั้น มีข้อดีคือง่ายต่อการดูแลและการให้น้ำมีประสิทธิภาพ รวมถึงป้องกันโรคบางชนิดได้ง่ายจากสภาพดินที่ไม่เหมาะสม ในการให้กลุ่มยุวเกษตรกรได้ฝึกดูแลและเรียนรู้การปลูกมะนาวเพราะสามารถนำไปต่อยอดได้ ได้เรียนรู้ทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่ต้องการให้มะนาวสามารถออกลูกนอกฤดู และง่ายต่อการงดน้ำเพื่อบังคับให้ออกลูกนอกฤดู

11. ฐานการแปรรูป เป็นฐานที่ฝึกให้กลุ่มยุวเกษตรกรเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต โดยนำผลผลิตทางการเกษตรที่กลุ่มได้ดำเนินการมาแปรรูป ได้แก่ เห็ดทอด เห็ดสวรรค์ มะพร้าวแก้ว น้ำสมุนไพร น้ำยาล้างจาน

จากทั้งหมด 11 ฐานเรียนรู้ นำไปสู่ฐานที่ 12 คือ ฐานเรียนรู้สหกรณ์ร้านค้าและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปสู่การประกอบอาชีพในอานาคต ซึ่งเป็นการนำผลผลิตทุกอย่างออกสู่ตลาด โดยทางโรงเรียนจะจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพเดือนละ 1 ครั้ง เน้นสร้างประสบการณ์ตรงให้กับกลุ่มยุวเกษตรกรมีเพื่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง โดยกลุ่มยุวเกษตรกรได้รู้จักการซื้อขาย การจำหน่าย การผลิต การโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การทำบัญชีและการออมทรัพย์ การนำผลงานที่เกิดจากการเรียนรู้ของตนเองมาจำหน่าย รวมถึงเป็นการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

จากฐานเรียนรู้ทั้งหมด Joker Gaming จะทำให้กลุ่มยุวเกษตรกรรู้จักการวางแผนการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข มุ่งมั่นพัฒนางาน และภูมิใจในผลงานของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมีความรู้สึกที่ดีต่ออาชีพสุจริต และหาความรู้เกี่ยวกับอาชีพที่ตนเองสนใจได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างอาชีพให้กับตนเองหลังจบการศึกษาได้ด้วย

สอบถามเพิ่มเติมหรือให้การสนับสนุนส่งเสริมการทำกิจกรรมยุวเกษตรกรของโรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก ติดต่อได้ที่ กลุ่มยุวเกษตรกร ที่ทำการกลุ่ม หมู่ที่ 6 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง โทรศัพท์ 080-147-5059 Facebook โรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก สิเกา ตรัง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอสิเกา โทรศัพท์ 075-291-124

ไร่ บี.เอ็น. (B.N.) …นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่นี่จำหน่ายพืชผัก ผลไม้นานาชนิดตามฤดูกาล ปัจจุบัน ไม้ผลสำคัญที่ ไร่ บี.เอ็น. ภาคภูมิใจนำเสนอคือ ลิ้นจี่นานาพันธุ์ ทั้งที่นำพันธุ์ดีมาจากประเทศจีน เช่น พันธุ์กุ๊ยบิ และพันธุ์ลิ้นจี่ที่ทางไร่ได้พัฒนาขึ้นมาเองให้มีคุณสมบัติที่ดีและเหมาะสมกับท้องถิ่น ได้แก่ พันธุ์ป้าชิด พันธุ์ป้าอี๊ด พันธุ์ลุงเจิด ซึ่งมีลักษณะผลโต เนื้อแห้งหนา รสหวาน หอม เมล็ดส่วนใหญ่ลีบเล็ก โดยมีผลผลิตให้ชิมระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม ของทุกปี

การมาเยือน ไร่ บี.เอ็น. ในครั้งนี้ ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร ไร่ บี.เอ็น. จำนวน 2 ท่าน คือ “คุณโจ้ หรือ คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์” ผู้จัดการ ไร่ บี.เอ็น. และน้องสาว คือ คุณชลธิชากร คุ้นวงศ์ ที่ดูแลด้านการตลาดโดยตรง

คุณโจ้ เล่าถึงความเป็นมาของ ไร่ บี.เอ็น. ว่า “คุณบรรเจิด คุ้นวงศ์” คุณพ่อของเขาได้เข้ามาบุกเบิกทำ ไร่ บี.เอ็น. เมื่อปี 2512 โดยปลูกไม้ผลหลายชนิด เช่น ส้ม มะม่วง อะโวกาโด พลับ ลำไย น้อยหน่าออสเตรเลีย ทั้งนี้ คุณบรรเจิดสนใจปลูกลิ้นจี่จึงได้นำเข้าพันธุ์ลิ้นจี่คุณภาพดีจากจีนเข้ามาปลูก เช่น พันธุ์กุ๊ยบิ พันธุ์จุดบิจี๊ ควบคู่กับการพัฒนาสายพันธุ์ลิ้นจี่จากการเพาะเมล็ด จนประสบความสำเร็จ ได้ “ลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิด 2” ซึ่งเป็นชื่อของคุณแม่คุณโจ้ ลิ้นจี่พันธุ์นี้มีคุณภาพดี เหมาะสำหรับปลูกเชิงเกษตรอุตสาหกรรม เพราะให้ผลผลิตคุณภาพดี และติดผลง่ายกว่าลิ้นจี่พันธุ์อื่นๆ

ทาง ไร่ บี.เอ็น. จึงวางแผนขยายพื้นที่การปลูกลิ้นจี่ป้าชิด เพื่อส่งออกไปขายตลาดญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้ซื้อรายใหญ่ เพราะมั่นใจว่า คุณภาพลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิดสู้กับลิ้นจี่จีนได้อย่างสบาย แถมยังได้เปรียบในเรื่องช่วงการขายอีกต่างหาก เพราะลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิดมีผลผลิตออกก่อนลิ้นจี่จีนถึง 1 เดือน (มิถุนายน-กรกฎาคม) ขณะที่ลิ้นจี่จีนมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปี