ปลูกกล้วยหอมทอง เพาะเนื้อเยื่อและขายผล ทำกำไร ไร่ละ

จบการศึกษาด้านบริหารจัดการ หาประสบการณ์จากการปลูกกล้วยหอมทองจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วจึงกลับมาบ้านเกิด มาดำเนินกิจการตัวเองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่งลูกค้าและปลูกเอง สร้างศูนย์เรียนรู้และจุดท่องเที่ยวทางการเกษตร พร้อมให้ความรู้และร่วมดำเนินธุรกิจ

หากท่านเดินทางไปทาง ถนนสายจุน-เชียงคำ จังหวัดพะเยา ผ่านตำบลห้วยยางขาม สังเกตทางขวามือจะพบแปลงปลูกกล้วยหอมทองและสตรอเบอรี่ ในชื่อ “ฮักสวนกล้วย” ผู้เขียนแวะเข้าไป ก็พบกับชายหนุ่มเจ้าของแปลง คือ คุณประสาธน์ เปรื่องวิชาธร ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านคือ บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยข้าวก่ำ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ซึ่งเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนอำเภอจุน ไปเรียนจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยโยนก จังหวัดลำปาง สาขาบริหารจัดการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกษตรมากนัก

เมื่อเรียนจบได้มีโอกาสไปทำงานยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดติดกันนี้เอง โดยไปทำสวนกล้วยหอมทอง บังเอิญโชคดีที่ไปทำในแปลงที่เป็นการทำแนวอินทรีย์ ไม่ได้ไปทำในส่วนที่เขาปลูกแบบใช้สารเคมีที่เป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ทำอยู่ที่ สปป. ลาว ได้พอสมควร เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์กลับมาบ้าน และเริ่มมาบุกเบิกทำสวนกล้วยหอมทองในพื้นที่ตนเอง และร่วมมือทางธุรกิจกับเจ้าของที่ดิน สำหรับต้นพันธุ์จะใช้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตอนแรกก็รับคนทั่วไปมาทำงาน แต่ก็มีปัญหาเรื่องความรู้และเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็นความลับของเจ้าของธุรกิจ ยิ่งนานวันเขาก็จะถือว่ามีความสำคัญ ธุรกิจจะขาดเขาไม่ได้ ก็พยายามเล่นตัว หรือเกี่ยงเรื่องค่าตอบแทน จึงแก้ปัญหาด้วยการให้ญาติสนิทมาร่วมดำเนินธุรกิจ ยังไงเสีย “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ”

การลงทุนและผลตอบแทน จากการสืบค้นข้อมูลโดยทั่วไปพบว่า ในส่วนของต้นทุนการผลิต ประเมินไว้ที่ 22,000-25,000 บาท ต่อไร่ โดย 1 ไร่ ปลูกกล้วยได้ 280 ต้น เท่ากับว่า 1 ไร่ จะได้กล้วย 280 เครือ น้ำหนักกล้วยต่อเครือ 10-15 กิโลกรัม ราคารับซื้อ 15 บาท ต่อกิโลกรัม หรือถ้าคิดเป็นเครือก็ประมาณเครือละ 180-200 บาท รายได้ต่อไร่ก็จะอยู่ที่ 50,400-56,000 บาท นับเป็นรายได้ที่น่าจูงใจอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่เกษตรกรให้ความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกกันมาก แต่ข้อจำกัดของการปลูกกล้วยหอมทองก็คือ เรื่องของแหล่งน้ำ เพราะกล้วยหอมทองเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง

การดูแลสวนกล้วยหอมทอง การปลูกกล้วยหอมทองโดยทั่วไปจะใช้ระยะปลูก 2×3 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 280 หน่อ หน่อที่นำมาปลูกต้องเป็นหน่อจากต้นที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป จึงจะเป็นหน่อที่สมบูรณ์ ราคาหน่อกล้วยหอมทองที่ขาย 8-10 บาท ต่อหน่อ การให้น้ำมีทั้งปล่อยไปตามร่องและใช้น้ำหยด โดยลงทุนค่าน้ำหยด ไร่ละ 3,000 บาท สามารถควบคุมการให้น้ำได้ ควบคุมความชื้นได้ การให้ปุ๋ยจะให้ครั้งแรกช่วงรองพื้นก่อนปลูกครั้งหนึ่ง เมื่อกล้วยหอมทองอายุ 1 เดือน เริ่มให้ 15-15-15 อัตรา 100-150 กรัม ต่อต้น อายุ 3-4 เดือน ให้สูตรเดิม อัตรา 200-300 กรัม ต่อต้น อายุ 5 เดือน ให้ 20-15-20 อัตรา 200-300 กรัม ต่อต้น

เมื่อกล้วยหอมทองอายุ 4 เดือน จะแต่งหน่อที่แตกออกมารอบต้นออก หลังจากนั้นจะคอยแต่งหน่อทุก 10-15 วันครั้ง ส่วนใบกล้วยหอมทอง ถ้าจะให้ดีควรเก็บใบไว้ให้มากที่สุด ตัดแต่งเฉพาะใบที่เสื่อมสภาพ หมดอายุออก โดยจะไว้ใบต่อต้นประมาณ 10 ใบ ซึ่งถือว่าดีที่สุด

กล้วยหอมทอง อายุ 6 เดือน จะเริ่มออกปลี หลังจากกล้วยหอมทองแทงสุดปลีแล้วจะตัดปลีออก และหลังตัดปลีไม่เกิน 15 วัน จะหุ้มเครือด้วยถุงพลาสติกสีฟ้า (เอทิลีนโพลีน) แบบเปิดด้านล่าง โดยหุ้มทั้งเครือ และหุ้มทุกเครือ เพื่อให้ผิวกล้วยหอมทองสวย และป้องกันแมลงทำลาย ส่วนการตัดใบธง ตัดเมื่อใบธงเริ่มหักก่อนที่จะเสียดสีกับผิวกล้วยหอมทอง

หลังตัดปลี ประมาณ 60-70 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ถ้านับอายุตั้งแต่เริ่มปลูก ก็ประมาณ 9-10 เดือน หรือประมาณ 1 ปี การปลูกกล้วยหอมทองเพื่อส่งออกจะไม่มีการใช้สารเคมีหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีให้มากที่สุด ถ้าเป็นพื้นที่ใหม่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค-แมลง ก็ไม่ค่อยมีการใช้สารเคมีกันอยู่แล้ว

วันนี้กล้วยหอมทองกลายเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ และได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกร เนื่องจากผลตอบแทนสูงกว่าพืชเดิมที่ชาวบ้านปลูกกันมานานจนกลายเป็นวิถีชีวิต

ในส่วนของ คุณประสาธน์ อย่างที่บอกว่าจะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเอง นอกจากจะนำไปปลูกเองแล้ว ยังจำหน่ายให้กับผู้สนใจปลูก นอกจากนั้น ยังสามารถผลิตได้จำนวนมาก แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการของลูกค้า ในส่วนของการปลูกนั้น เนื่องจากการทำถือเป็นการดำเนินธุรกิจ จึงใช้ระยะการปลูก ขนาด 2×2.5 เมตร แต่ไม่ได้ปลูกแบบแถวคู่เหมือนเกษตรกรทั่วไปปลูก แต่จะปลูกแบบสลับฟันปลา ซึ่งมีข้อดี คือทำให้จำนวนต้นเพิ่มขึ้น คือจะได้จำนวนต้น 320 แน่นอนว่าก็ได้จำนวนเครือหรือหวีจะเพิ่มขึ้น เพราะกล้วยหอมทอง 1 ต้น จะให้กล้วย 1 เครือ เท่านั้น เมื่อปลูกแบบสลับฟันปลา จะทำให้ใบกล้วยหอมทองไม่ซ้อนทับกัน รับแสงแดดได้เต็มที่ นั้นก็หมายถึงการเจริญเติบโตก็ดีตามไปด้วย

ในเรื่องคำโบราณที่คนเฒ่าคนแก่บอกกันต่อๆ มาว่า “ปลูกกล้วยเดือน 8 ตายเก๊า (ตายโคน) เดือน 9 ตายพราย” นั้นคุณประสาธน์ บอกว่า ในสมัยโบราณนั้นเป็นเรื่องจริง เดือน 8 สมัยก่อน เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศมีความชื้นสูง ทำให้กล้วยตายโคน ส่วนเดือน 9 เป็นช่วงหน้าแล้ง กล้วยขาดน้ำจึงเป็นโรคตายพราย แต่ปัจจุบันจะปลูกเดือนไหนก็ได้ เพราะปัจจุบันมีระบบการให้น้ำแบบน้ำหยด ทำให้กล้วยหอมทองได้รับน้ำอย่างเต็มที่ และวัสดุที่เลือกใช้อย่างสายน้ำหยด ก็เลือกใช้ของอิสราเอล ซึ่งมีคุณภาพดีและใช้ได้นานกว่า

ส่วนเรื่องการเน่าเนื่องจากโดนน้ำขังนั้น แก้โดยการยกแปลงให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำขัง จึงแก้ไขปัญหานี้ได้ ส่วนในการเตรียมดินของใช้เครื่องทุ่นแรงที่มีคุณภาพอย่างแทรกเตอร์ก็ใช้เครื่องที่มีแรงม้าสูง ใช้ไถที่สามารถผลิกหน้าดินได้ลึกมาก พลิกหน้าดินเอาสารเคมีที่ตกค้างลงไปฝั่งกลบลึกๆ รวมทั้งวัชพืชให้ย่อยสลายในดิน รวมทั้งโครงสร้างของดินโปร่ง ทำให้รากกล้วยสามารถที่จะหากินได้ลึก การเจริญเติบโตดีมาก สังเกตได้จากกล้วยสวนนี้จะเจริญเติบโตดีมาก

ในเรื่องปลีกล้วย ที่ทั่วไปเมื่อกล้วยออกหวีสุดแล้วเกษตรกรชาวสวนจะตัดทิ้ง แต่คุณประสาธน์จะเก็บปลีไว้ก่อน เพื่อทำเครื่องหมายว่าได้พ่นปุ๋ยหรือฮอร์โมนแล้วสำหรับเครือนี้ เพราะกล้วยจะออกเครือไม่พร้อมกัน ประโยชน์อีกอย่างก็คือเมื่อทิ้งปลีไว้จะทำให้ปลายเครือยาว เมื่อเก็บเกี่ยวกล้วยแล้วจะได้มัดกล้วยแขวนได้

ปัจจุบัน นอกจากจะทำธุรกิจเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยหอมทองเป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็อยากจะคืนกำไรให้กับชุมชนบ้านเกิด โดยได้สร้างจุดเรียนรู้ทางการเกษตร ตั้งชื่อว่า “ฮักสวนกล้วย” หรือสวนกล้วยห้วยเกี๋ยง ที่ริมถนนสายจุน-เชียงคำ พื้นที่ตำบลห้วยยางขาม อำเภอจุน โดยพี่สาวของคุณประสาธน์ จะปลูกพืชผักสวนครัว มีตุ๊กตารูปการ์ตูน ที่ผลิตจากเศษกระดาษรีไซเคิล ผลิตที่บ้านทุ่ง ตำบลห้วยข้าวก่ำ โดยเอาแนวคิดมาจากการทำตุ๊กตาล้มลุกจากกระดาษรีไซเคิล โดยรวมกลุ่มจากเด็กในหมู่บ้าน ซึ่งทำได้ในราคาที่ถูกกว่ามากและเป็นการสร้างงานให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น ที่สวนจะเปิดให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆ เข้ามาเยี่ยมชมเพื่อศึกษาเรียนการทำการเกษตร ให้เด็กๆ ได้ซึมซับการเกษตรจากประสบการณ์ตรง เพื่อให้รักและรู้ถึงที่มาของอาหารการกินที่เกิดจากการเกษตรนั้นเอง

นอกจากนั้น ที่สวนยังปลูกสตรอเบอรี่เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ถ่ายรูปตามความนิยมในปัจจุบัน และความได้เปรียบของสวนแห่งนี้คือ สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ซึ่งขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและในปริมาณที่มาก เมื่อผู้มาเที่ยวชมอยากจะได้ไปปลูกก็สามารถซื้อกลับไปปลูกที่บ้านได้ ต่อไปจะสร้างห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเล็กๆ ให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ดูด้วยตาตนเอง หรือฝึกปฏิบัติได้ด้วย

หากสนใจการปลูกกล้วยหอมทอง โดยจะให้ทาง คุณประสาธน์ เปรื่องวิชาธร ปลูกให้ ซื้อต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือเยี่ยมชมสวน “ฮักสวนกล้วย” หรือสวนกล้วยห้วยเกี๋ยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ภายหลังจากที่สำนักงานชลประทานที่ 8 และจังหวัดนครราชสีมา ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดปลูกข้าวนาปรังทุกพื้นที่ เนื่องจากในปีนี้เขื่อนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา คือ เขื่อนลำตะคอง, ลำพระเพลิง, มูลบน, ลำแชะ และลำปลายมาศ มีระดับน้ำกักเก็บเหลืออยู่น้อย เฉลี่ยรวมแค่ 42% จึงต้องเก็บไว้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรต่างพากันหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรังกันอย่างคึกคัก

เช่นนายบัญญัติ กิสันเทียะ อายุ 63 ปี เกษตรกรในพื้นที่ บ้านบุระไหว ต.บึงอ้อ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีที่นาอยู่ในเขตชลประทาน ปีนี้ได้ปรับที่นาเป็นแปลงปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนข้าวนาปรัง อาทิ ถั่วฝักยาว แตงกวา และผักชี โดยนายบัญญัติ กล่าวว่า ปีก่อนๆ ตนจะปลูกข้าวนาปรังบนที่นา 5 ไร่ แต่ปีนี้ทางชลประทานขอความร่วมมือให้งดปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากน้ำมีน้อย ดังนั้นจึงได้หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน ซึ่งปลูกไว้บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ และหาวิธีประหยัดน้ำ โดยเฉพาะแปลงปลูกถั่วฝักยาว ได้ทำเป็นร่องกลางรางปลูกถั่ว ก่อนที่จะสูบน้ำมาปล่อยไว้ให้มีความชุ่มชื้น ทำให้ไม่ต้องรดน้ำต้นถั่วฝักยาว 2-3 วัน เพื่อเป็นการประหยัดน้ำได้อีกทางหนึ่ง ส่วนต้นแตงกวา และต้นผักชี ก็จะรดน้ำวันละ 1 ครั้ง คาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บถั่วฝักยาวไปขายได้แล้ว ส่วนแตงกวาก็เริ่มออกผลแล้ว อีกประมาณ 1 สัปดาห์ก็เริ่มเก็บไปขายได้ ขณะที่ผักชีปลูกไว้แต่พอเก็บไว้กินเองในบ้าน ซึ่งทั้งหมดก็สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง

ทุกครั้งที่วิทยาลัยจัดงาน ต้องขอแรงจากนักศึกษาช่วยจัดสถานที่ ต้องยกกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่และหนักมาก โดยใช้แรงงาน 4-5 คนต่อ 1 กระถาง ทำให้ยากลำบาก

กลายเป็นที่มาของ “อุปกรณ์ยกกระถางต้นไม้” จากแนวคิดของ ใบเตย น.ส.ปีวรา หงษรานนท์, กิ๊บ น.ส.สิขรินธร แปงใจ นักศึกษาชั้น ปวส.1 สาขาเมคคาทอนิกส์ และ เอ็กซ์ นายธรรมสิทธิ์ สุทานักศึกษาชั้น ปวส.2 สาขาไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคลำปาง โดยมี ว่าที่ร.ต.สุกิจ ขัดชอนใบ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ล่าสุดคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ประเภทที่ 1 ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ในงาน “ประชารัฐร่วมพัฒนาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” ครั้งที่ 27 ปี 2559-2560 จัดโดยสถาบันอาชีวศึกษาภาคเหนือ ที่วิทยาลัยเทคนิคลำพูน อ.เมือง จ.ลำพูน เพื่อคัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ จำนวน 48 ผลงาน เป็นตัวแทนสถานศึกษาภาคเหนือเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ในระดับชาติ ปี 2560

ในสนามแข่งนี้มีสถาบันอาชีวศึกษาภาคเหนือ 17 จังหวัด จำนวน 85 แห่ง ส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าประกวดทั้งสิ้น 518 ผลงาน เข้าร่วมแข่งขัน

ใบเตย อธิบายว่า อุปกรณ์นี้ใช้หลักคานงัดในการทำงาน สามารถยกกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ที่หนักถึง 80 กิโลกรัม และมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 30-60 ซ.ม. จะเป็นกระถางต้นไม้ทรงไหนก็ได้ขอให้มีขอบกระถางสำหรับคีบ เวลาใช้งานเพียงเลื่อนอุปกรณ์ยกกระถางเข้าไปใกล้ๆ กระถางต้นไม้ที่ต้องการเคลื่อนย้าย แล้วใช้คีบจับที่ขอบกระถางทั้งสองข้าง จากนั้นใส่ตัวล็อกเข้าไปแล้วยกขึ้น เพียงเท่านี้ก็สามารถเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้ไปในที่ไกลๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ปวดเมื่อยหลังหรือต้องใช้แรงคนมากเหมือนแต่ก่อน

ด้านเอ็กซ์เสริมว่านำไปทดลองใช้ในวิทยาลัยและร้านขายต้นไม้ในจังหวัดลำปาง ได้รับเสียงตอบรับดีและเป็นที่ต้องการของพ่อค้าแม่ค้าร้านจำหน่ายต้นไม้ อย่างไรก็ตามยังเป็นเพียงอุปกรณ์ต้นแบบที่มีราคาสูงถึง 7,000 บาท เพราะต้องใช้เวลาศึกษาทดลองเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดในการใช้งานที่เหมาะสม ในอนาคตวางแผนพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตเพื่อจำหน่ายในท้องตลาด โดยจะทำให้ราคาถูกลงและเข้าสู่เวทีการแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

สมาชิกในทีมเผยว่าเตรียมปรับปรุงเรื่องระบบล็อกกระถางให้สะดวกต่อการใช้งานเพียงแค่กดลงไปเท่านั้น และอาจปรับรูปลักษณ์ให้ทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา แม้ว่าชื่อของ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะห่างหายไปจากวงการการเมืองนาน นานพอที่จะทำให้ใครต่อใครหลายคนลืมบทบาทในหลายๆ แง่มุมของเขาไปแล้ว แต่แท้ที่จริงคุณพินิจ ยังคงโลดแล่นและเป็นที่รู้จักในวงการเกษตร ที่เอ่ยให้แคบลงไปกว่านี้ก็คือ วงการเกษตรกรผู้ทำสวนยางพารา โดยเฉพาะในจังหวัดแถบภาคอีสาน หรือจะให้ชัดกว่านี้ก็จังหวัดบึงกาฬ ที่ประกาศให้เป็นจังหวัดล่าสุด ลำดับที่ 77 เพราะจังหวัดบึงกาฬแห่งนี้ คุณพินิจมีความมุ่งมั่นมาก่อนหน้านี้หลายปี ในการบุกเบิกปลูกยางพาราในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ทำให้ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางมากเป็น อันดับ 1 ของภาคอีสาน

ย้อนไปก่อนหน้านี้ คุณพินิจ จารุสมบัติ ยังคงทำงานในภาคสังคม เพื่อช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะสามารถ โดยการทำหน้าที่ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ และใช้บทบาทดังกล่าวดึงนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา เนื่องจากคุณพินิจให้ข้อคิดในการแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างยั่งยืนไว้ตลอดมาว่า ต้องแปรรูปเท่านั้น ราคารับซื้อยางพาราจึงจะไม่ตกต่ำจนทำให้เกษตรกรสวนยางพาราประสบภาวะขาดทุน ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาราคายางพาราที่ยั่งยืน

และที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การก่อตั้งโรงงานยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬดีขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณพินิจมีส่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชาวสวนยางพาราของจังหวัดบึงกาฬอย่างแท้จริง

ปีนี้ เป็นปีที่ 5 ของการจัดงานที่เรียกได้ว่าเป็นงานประจำปีของชาวจังหวัดบึงกาฬไปแล้ว คืองานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2560 และงานดังกล่าว คุณพินิจ บอกกับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ว่า เป็นงานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพารา ทำให้เกษตรกรหลายรายไม่จำเป็นต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง ก็สามารถปรับตนเอง หาช่องทางจำหน่ายไปยังประเทศจีนได้อย่างง่ายดาย

“งานวันยางพาราบึงกาฬ ถือเป็นเวทีดีเวลล็อปเม้นท์ให้ผู้ค้ามาพบกัน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่นำความรู้มาให้กับชาวสวนยางพารา แนะนำวิธีเพิ่มมูลค่าน้ำยาง ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ผมมั่นใจว่า ยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ จะต้องก้าวไปถึง 4.0 ก่อนใคร เพราะจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ นำมาใช้ มีโรงงานของสหกรณ์บึงกาฬที่ทันสมัย ใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เเปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และในงานนี้ยังมีเครื่องกรีดยางอัตโนมัติใช้รีโมทจากไฟฟ้าหรือโซลาร์เซลล์ เพื่อกรีดยางที่พัฒนาสมบูรณ์เเล้ว ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการสร้างรายได้ ยิ่งในช่วงที่เเรงงานขาด”

เหตุผลที่ วันยางพาราบึงกาฬ จึงจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี คุณพินิจ กล่าวว่า เพราะงานวันยางพาราบึงกาฬ มีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเกษตร อันดับ 1 ที่ขับเคลื่อน จีดีพี ของประเทศ ซึ่งเรื่องยางพาราเป็นเรื่องระดับโลก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยาง อันดับ 1 สามารถผลิตได้กว่า 4 ล้านตัน ต่อปี จากปัญหาอุทกภัยส่งผลให้ผลผลิตยางลดเหลือ 3.5-3.7 ล้านตัน ประกอบกับหลายประเทศมีผลผลิตลดลง ทำให้ความต้องการยางพารามากกว่าปริมาณผลผลิต ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ในครั้งที่เเล้ว เราเคยพูดว่า ถ้าลงต่ำสุดเเล้วจะพุ่งขึ้น วันนี้เราเห็นแสงสว่างแล้วด้วยการพัฒนา การเปิดตลาด เปิดโอกาส ที่มาจากการเปิดเวทีงานยางพาราบึงกาฬ ทำให้เกิดการค้า มีคู่ค้ามาพบปะกัน ทำให้หน่วยงานราชการ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางเเห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสมาให้ความรู้การพัฒนาเเละบอกเทคนิคกับชาวสวนยาง ยังมีเรื่องของนวัตกรรมถนนยางพารา ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) มีเรื่องกรวยยางพารา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากการเปิดเวทียางพาราบึงกาฬเเละกาชาด”

คุณพินิจ กล่าวอีกว่า บทบาทงานวันยางพาราบึงกาฬ ยังมีผลสะเทือนต่อตลาดโลกเเละตลาดจีน เพราะจีนเป็นผู้ใช้ยางจำนวนมากที่สุดในโลก และงานในปีนี้มีเนื้อหาเข้มข้น มีการพัฒนาการจัดงานเเบบชาวบ้านไปสู่มืออาชีพเเล้ว แล้วปีนี้พัฒนาไปสู่นานาชาติ นอกจาก สปป. ลาว ยังมี มาเลเซีย กัมพูชา อินเดีย เเละจีน เข้ามาร่วมงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่หลายประเทศจะหันมาสนใจและเดินทางมาร่วมงานเช่นครั้งนี้”

สำหรับการร่วมทุนก่อตั้งโรงงานแปรรูปน้ำยาง ระหว่างไทย-จีน โดยคุณพินิจบอกว่า เกิดขึ้นแน่นอน เป็นโรงงานผลิตยางแท่ง มูลค่า 200 ล้านบาท ที่คุณพินิจเองร่วมทุนกับรับเบอร์วัลเล่ย์ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยางพาราของประเทศจีน ซึ่งโรงงานผลิตยางแท่งนี้ จะก่อตั้งที่บ้านโนนไพศาล อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ มีความสามารถในการรับซื้อน้ำยางสด ไม่ต่ำกว่า วันละ 60 ตัน โดยผลผลิตที่ได้จากน้ำยางในรูปของยางแท่งจะเน้นส่งออก เพื่อป้อนตลาดจีน และที่สำคัญ คุณพินิจจะเปิดโอกาสให้เกษตรกรสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬเข้ามามีส่วนในการถือหุ้น เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจ และมีรายได้จากการปันผลเมื่อโรงงานมีกำไร

นอกเหนือจากการมีโรงงานแปรรูปผลิตยางแท่งไว้รองรับ ในมุมมองของคุณพินิจ มองกว้างไปกว่านั้นว่า พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ สามารถส่งออกผลผลิตจากยางพาราไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะอนาคตจังหวัดบึงกาฬ จะเป็นเส้นทางการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน) เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ตอกย้ำบทบาทบึงกาฬในนามของเมืองหลวงยางพารา เพราะทันทีที่สะพานมิตรภาพ แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน) แล้วเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากบึงกาฬไปถึงท่าเรือจังหวัดฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม และส่งต่อวัตถุดิบทางเรือไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก

ปัญหาอีกประการ สำหรับชาวสวนยาง ที่คุณพินิจมองว่าไม่ควรมองข้าม เพราะเชื่อว่าทุกภาคที่มีพื้นที่ปลูกยางพาราต้องประสบคือ ปัญหาแรงงานกรีดยาง ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการกรีดยาง ลดปัญหาแรงงานลงได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังช่วยให้น้ำยางมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ เพราะสามารถควบคุมการกรีดได้ตามเวลาที่อุณหภูมิเหมาะสมสำหรับการกรีดยางได้อีกด้วย

“ทางรับเบอร์วัลเล่ย์ บริษัทใหญ่ของจีนคิดค้นเครื่องมือกรีดยาง ที่สามารถกรีดยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำยางมีคุณภาพ การกรีดยางต้องกรีดในช่วงที่อุณหภูมิ 19-20 องศาเซลเซียส น้ำยางที่ได้จะมีคุณภาพดี ซึ่งการกรีดยางหากได้แรงงานที่ไม่ชำนาญการกรีด อาจกรีดลึกไปในลำต้น ส่งผลให้ลำต้นเป็นแผล หรือกรีดเบาเกินไป ไม่ถูกท่อน้ำยาง ทำให้ได้น้ำยางปริมาณน้อย มองได้ว่าการกรีดยางไม่มีประสิทธิภาพ หรือกรีดยางในขณะที่ฝนตก ก็ส่งผลให้หน้ายางเปียก แต่สำหรับเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัตินี้ สามารถติดตั้งไว้ที่ต้นยาง เจ้าของสวนยางใช้รีโมทควบคุมการกรีดยางแบบอัตโนมัติ ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นก็หมดไป”

คุณพินิจ กล่าวด้วยว่า เครื่องมือกรีดยางอัตโนมัตินี้ ได้รับการพัฒนามาหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาเคยเข้าไปเจรจาขอซื้อ เพื่อนำมาใช้ในสวนยางพาราของไทย แต่จีนหวงมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อความก้าวหน้าของการกรีดยาง ตนจึงเจรจาหลายครั้งและในที่สุดก็ได้เครื่องมือกรีดยางอัตโนมัติชิ้นนี้เข้ามาใช้ในประเทศไทย โดยขอเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและจีน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากรับเบอร์วัลเล่ย์ บริษัทแปรรูปน้ำยางพาราจากจีน จะเข้ามาผลิตเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัตินี้ในเมืองไทย ในปี 2560 โดยราคาเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัติชิ้นนี้ ต้นทุนเครื่องละประมาณ 5,000 บาท แต่ด้วยความร่วมมือที่มีมาก่อนหน้านี้ ทำให้การเจรจาสามารถทำให้ราคาต้นทุนเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัติชิ้นนี้ มีราคาถูกลง โดยตนจะพยายามคุมราคาให้ไม่เกิน 4,000 บาท เพื่อให้ชาวสวนยางพาราของไทยได้ใช้ของดีมีคุณภาพ

“ในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2560 ที่จะมีขึ้น ระหว่าง วันที่ 16-22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ผมจะนำเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัติมาโชว์ในงาน จำนวน 9 เครื่อง เพื่อให้เกษตรกรที่เดินทางมาร่วมงาน เห็นถึงประสิทธิภาพและคุณภาพน้ำยางที่ได้จากการกรีดโดยเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัตินี้ ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ความคุ้มทุนต่อราคาเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัติแล้ว ไม่ต้องจ้างแรงงานที่ไหน สมัยนี้แรงงานกรีดยางหายาก เจ้าของสวนยางพาราพิจารณาอุณหภูมิที่เหมาะสมในการกรีดยาง หากเห็นว่าเหมาะสมก็กดรีโมท ให้เครื่องทำงานอัตโนมัติได้”

นอกเหนือจาก จำนวน 9 เครื่อง ที่จะนำมาติดโชว์กับต้นยางพารา ภายในบริเวณงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพแล้ว คุณพินิจ บอกด้วยว่า จะติดต่อขอนำเครื่องมือกรีดยางอัตโนมัติมาติดตั้งภายในสวนยางพาราที่ตนเป็นเจ้าของ เบื้องต้นจะนำมาติดตั้ง ประมาณ 1,000 เครื่อง เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับชาวสวนยางพาราในพื้นที่ และประชาชนที่สนใจ

คุณพินิจ จารุสมบัติ ทิ้งท้ายว่า ในหลายจังหวัดต้องการจัดงานวันยางพาราเช่นเดียวกับจังหวัดบึงกาฬ แต่ศักยภาพที่มี ไม่สามารถทำได้ และจากวันแรกที่เริ่มต้นจัดงานวันยางพาราบึงกาฬถึงปัจจุบัน เป็นปีที่ 5 ก็ถือได้ว่า จังหวัดบึงกาฬไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางยางพาราของภูมิภาคอีสาน แต่เป็นเวทีระดับประเทศ และเป็นศูนย์กลางยางพาราระดับประเทศไปแล้ว

คุณสมพิศ ชูสังฆ์ เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 48 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้ผันอาชีพไปปลูกสตรอเบอรี่ทดแทน ทำรายได้เดือนละกว่าแสนบาทในช่วงหน้าหนาว ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คุณสมพิศ ยึดอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ระยะหลังเจอวิกฤตราคายางพาราตกต่ำกว่า 2 ปี ทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาขาดแคลนรายได้และแบกภาระหนี้สินก้อนโตจากการทำสวนยาง คุณสมพิศจึงมองหาอาชีพใหม่เพื่อเสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ

คุณสมพิศ สนใจปลูกสตรอเบอรี่ผลไม้เมืองหนาว เพราะมองว่าสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่หายากและมีราคาแพง เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชใหม่ ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาดูงานแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ จนมั่นใจจึงเริ่มทดลองปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 ที่นำมาจากทางภาคเหนือเมื่อปี 2556 ลองผิดลองถูกนานข้ามปี จนถึงปัจจุบันสวนสตรอเบอรี่ของเขาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจในด้านผลผลิตและรายได้ กลายเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

ระยะแรกสวนสตรอเบอรี่แห่งนี้เน้นขายผลสตรอเบอรี่ แต่หลังจากกิจการของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากมาติดต่อขอซื้อต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถางจำนวนมาก กว่า 10,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกในท้องถิ่นของตัวเอง ทุกวันนี้เขาจึงเน้นจำหน่ายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ ในราคากระถางละประมาณ 120-150 บาท สามารถทำให้มีรายได้เดือนละเป็นแสน

โดยทั่วไปต้นสตรอเบอรี่มักจะให้ผลผลิตปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว ใช้เวลาปลูกดูแลไม่ยาก เพียงแค่ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ประมาณ 3-4 เดือน ต้นสตรอเบอรี่ก็จะผลิดอกออกผลให้เก็บผลออกขายได้ เรียกว่าเป็นไม้ผลที่ทำเงินได้เร็ว หากมีต้นทุนต่ำแต่ขายได้กำไรสูงทีเดียว

เทคนิคการขยายพันธุ์สตรอเบอรี่เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากเพาะชำต้นกล้าสตรอเบอรี่ใส่กระถาง ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน กิ่ง ลำต้น ของสตรอเบอรี่จะออกรากติดกับกระถางเพาะชำขนาดเล็ก ก่อนนำมาลงดินบรรจุในกระถางใหญ่ ดูแลใส่ปุ๋ย รดน้ำ ประมาณ 1 เดือน รวมระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จนกล้าพันธุ์มีความแข็งแรง สามารถขายกล้าเพาะชำต้นสตรอเบอรี่ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทดลองนำไปปลูก

คุณสมพิศ บอกว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน เกษตรกรสามารถขายผลสตรอเบอรี่สดได้ในราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 300-350 บาท การปลูกดูแลสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก พื้นที่ราบสูงในภาคอีสานสามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้อย่างสบาย หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลอย่างถูกวิธี สามารถแวะชมได้ที่สวนของคุณสมพิศ ชูสังฆ์ หรือขอคำแนะนำได้ที่เบอร์ โทร. (088) 533-5337 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

การใช้ประโยชน์จากที่พักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำด้วยการปลูกผัก เลี้ยงปลา ถือเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยมาช้านาน ด้วยเจตนาเพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน หรือบางรายทำหลายชนิดเพื่อยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงปากท้องในครอบครัว

คุณดวงเดือน ทองญวน อยู่บ้านเลขที่ 74/2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ดังนั้น เธอจึงใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักบุ้งและผักกระเฉดแบบชีวภาพ ตลอดริมฝั่งแม่น้ำซึ่งติดกับเนื้อที่บ้านไปเป็นแนวยาวกว่า 300 เมตร ยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 20 ปี

ด้วยความที่ต้องเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก จึงทำให้คุณดวงเดือนมองว่าในยามว่างควรหาอะไรทำที่ได้เงิน เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกัน การมีบ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำจึงสบโอกาสให้เธอใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักบุ้งแล้วเก็บขาย เพราะมองว่าไม่ได้ลงทุน หรือลงแรงอะไรมากนัก

“สมัยก่อนที่เริ่มทำในละแวกนี้ยังไม่มีใครทำกัน พอได้รู้ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดออกไปไกลจากบ้านตัวเองทำอาชีพนี้อยู่จึงพายเรือไปขอต้นพันธุ์ผักบุ้งมา แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องการปลูกเลี้ยงดีนัก จึงไม่ได้ผูกยอดติดไว้ พอตอนเช้ามาพบว่าลอยหายตามน้ำไปหมด”

ผักบุ้งที่ปลูกอยู่มีทั้งพันธุ์สีขาว, เขียว และแดง (มี 2 ชนิด) คุณดวงเดือน มองว่า การปลูกผักบุ้งที่ชายแม่น้ำถือเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ไม่มีขั้นตอนการเตรียมปลูกเหมือนอย่างพืชที่ปลูกบนดิน มีเพียงการหายาป้องกันแมลงกับหนอนเท่านั้น ส่วนโรคไม่เคยพบ มีแต่บางช่วงเวลาที่หลังฝนตกแล้วบางครั้งผักจะหงอย ใบซีด ทั้งนี้ เป็นเพราะน้ำฝนที่ชะสารเคมีบนผิวดินไหลลงสู่แม่น้ำทำให้ผักที่ปลูกไว้ดูดสารเคมีผ่านราก

ทั้งนี้ เธอแจงว่าไม่จำเป็นต้องแก้ไข เพราะเมื่อมีมวลน้ำใหม่ไหลผ่าน ก็จะทำให้ผักเหล่านั้นกลับมาเหมือนเดิมเพียงแต่ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจะไม่เก็บผักมาขายเพราะกลัวอันตรายไปกระทบกับผู้บริโภค

ตอนที่คุณดวงเดือนเริ่มปลูกผักบุ้งยังขาดความรู้ ความเข้าใจดีพอ ประกอบกับพื้นที่บริเวณนั้นมีแมลงมารบกวนผักบุ้งของเธออย่างมาก จึงทำให้คุณดวงเดือนตัดสินใจนำสารเคมีมาใช้ฉีดพ่นแมลง แต่พอยิ่งใช้ยิ่งเพิ่มจำนวนมาก แล้วถ้าใช้มากคนฉีดต้องสุขภาพแย่ แล้วไหนต้นทุนค่ายาฉีดตกเดือนละหลายพันบาท

“เมื่อมองดูแล้วไม่คุ้มค่าเลยมาคิดหาวิธีเปลี่ยน จากนั้นออกไปดูตามงานเกษตรหลายแห่ง ถามผู้รู้ หาตำราเอกสารหลายชนิดมาอ่าน รวมถึงยังได้ซื้อนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมาอ่านเป็นประจำ เรียกได้ว่าหยิบจากตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้างมาผสมกัน”

ในที่สุดแนวทางของคุณวันดีมาจบลงที่การนำจุลินทรีย์มาใช้เพื่อปราบหนอน/แมลง ซึ่งตอนแรกที่ตัดสินใจนำมาใช้ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่ โดยจะผสมใส่ถังแล้วใส่เรือพายไปฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง หรือในบางคราวอาจใช้น้ำส้มควันไม้หรือเชื้อบีทีฉีดพ่นสลับกัน แล้วแนวทางนี้ได้ประสบความสำเร็จจึงใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ความสำเร็จจากการแก้ไขปัญหาของการปลูกผักบุ้ง ทำให้คุณดวงเดือนคิดว่า ผักอื่นชนิดเดียวกันอย่างกระเฉดก็น่าจะปลูกได้โดยไม่ยาก

“ความจริงแล้วการปลูกผักกระเฉดขายเป็นอาชีพโดยทั่วไปจะปลูกไว้ในท้องร่อง แต่ถ้าใช้หลักคิดว่าเป็นพืชที่ใช้น้ำปลูกเช่นเดียวกับผักบุ้ง การนำผักกระเฉดมาปลูกในแม่น้ำคงไม่ใช่ปัญหาแน่ ซึ่งความคิดเช่นนี้ชาวบ้านละแวกนั้นต่างบอกว่าปลูกไม่ได้แน่ แต่ไม่ท้อจึงลองหาวิธีปลูกหลายอย่างจนสำเร็จ”

ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ อย่างการเปลี่ยนฤดูก็เป็นปัญหากระทบกับอาชีพและรายได้ของเธอเช่นกัน คุณดวงเดือน เล่าว่า ภายหลังที่ปลูกผักทั้ง 2 ชนิดมาหลายปี พบว่าผักที่ปลูกมักจะอ่อนแอในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู โดยเฉพาะหน้าหนาวกับหน้าร้อน

ดังนั้น จึงหาวิธีด้วยการปรับเพิ่มธาตุอาหารประเภทสังกะสีด้วยการฉีดพ่นเข้าไปเพื่อเสริมสร้างให้ผักมีความแข็งแรง แล้วป้องกันผักแพ้อากาศด้วย ฉะนั้น จึงทำให้ผักบุ้ง ผักกระเฉด มีความสมบูรณ์ แข็งแรง และสวยงามน่ารับประทานได้ทั้งปี แล้วยังทำให้เธอมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

การปลูกผักบุ้งและผักกระเฉดไม่ต่างจากพืชผักชนิดอื่นที่ต้องมีการเก็บรักษาพันธุ์เพื่อสำหรับใช้ปลูกในรุ่นต่อไป คุณดวงเดือน เผยว่า เมื่อเก็บผักไปขายแล้วจะเด็ดยอดที่มีความสมบูรณ์ไว้จำนวนหนึ่ง แล้วนำมามัดรวมไว้ แยกปลูกต่างหากอีกกลุ่มเพื่อให้ยอดใหม่มีการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ต่อไป แล้วยึดถือเป็นแนวทางการขยายพันธุ์ที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างดี

คุณดวงเดือนเก็บผักทั้ง 2 ชนิดทุกสัปดาห์ละครั้ง วิธีเก็บจะลงเรือพายเข้าไปเด็ดยอดในตอนเย็น ใช้เวลาหลายชั่วโมงเกือบค่ำกว่าจะเสร็จ จำนวนผักที่เก็บไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความต้องการที่ขาย แต่เฉลี่ยแล้วเก็บผักทั้ง 2 ชนิด ครั้งละ 100-200 กำ

โดยผักที่เก็บมาแล้วมักจะมีลูกค้ามารับถึงบ้าน ทั้งนี้ ลูกค้ามีประเภททำอาหารขาย แม่ค้ารับผักไปขายต่อที่ตลาด หรือแม้แต่ชาวบ้านที่ซื้อไปปรุงอาหารรับประทาน อย่างไรก็ตาม ผักบางส่วนจะถูกนำไปขายที่ตลาดสดวัดเทียนดัด ที่อยู่ใกล้บ้านในทุกวันเสาร์ เนื่องจากมีขาประจำรออยู่

“ราคาขายผักบุ้งกำละ 10 บาท ส่วนผักกระเฉดกำละ 25 บาท ทั้งนี้ เป็นราคาที่ไม่คงที่แต่จะเปลี่ยนไปตามฤดู ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนผักเหล่านี้มีราคาถูก แต่ถ้าหน้าร้อนกับหน้าหนาว มักมีราคาแพง จึงทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวผักมีราคาสูง แต่ไม่ขยับสูงนักเพราะเห็นใจลูกค้า ทั้งนี้ แม้ราคาจะสูงตามความจำเป็น แต่ลูกค้าไม่เคยบ่นเพราะทุกคนรู้ว่าเป็นไปตามสถานการณ์ อีกทั้งตั้งใจจะซื้อผักของเราเพราะเชื่อใจในความปลอดภัย”

เจ้าของผักชายน้ำรายนี้ยังบอกต่ออีกว่า มีลูกค้าติดใจแล้วสั่งจองเพราะต่างรู้ว่าคุณภาพผักชายแม่น้ำที่ปลูกมีการดูแลอย่างดี ไม่ใช้สารเคมี คอยตัดแต่งและขจัดวัชพืชเป็นประจำ จึงทำให้ผักที่ปลูกไว้มีต้นขนาดใหญ่ ใบเขียวสด แข็งแรง เมื่อนำไปประกอบอาหาร หรือรับประทานสดจะมีรสหวาน กรอบ

“ถือว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้ดี สมัครเแทงบอล สามารถนำเงินไปแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้ อย่างไรก็ตาม การเก็บผักชายแม่น้ำขายถึงจะมีรายได้ดี แต่วิธีการและขั้นตอนมีความยุ่งยากและละเอียดพอสมควร ดังนั้น ในอนาคตคิดว่าคงทำไปอีกสักระยะเพราะอายุมากแล้ว” คุณดวงเดือน กล่าว

สนใจต้องการหาซื้อผักบุ้ง ผักกระเฉด ที่ปลูกแบบชีวภาพ มีความอร่อย ปลอดภัย ติดต่อได้ที่ คุณดวงเดือน ทองญวน โทรศัพท์ (081) 403-7954

แก่นตะวัน สุดยอดพืชมหัศจรรย์สารพัดประโยชน์ คุณบาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านบัว หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา ได้นำผู้เขียนไปเยี่ยมชมการทดลองปลูกพืชชนิดนี้ ที่ครอบครัวของ คุณปรีชา ใจบาล เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ได้ทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ “แก่นตะวัน” และวันนี้ก็รู้สึกประทับใจ ที่พืชผลชนิดนี้ให้ผลผลิตที่น่าทึ่งมาก จึงน่าจะเป็นพืชทางเลือกของเกษตรกรของชุมชนแห่งนี้อีกทางหนึ่งในอนาคตที่ดีและแจ่มใสแน่นอน

คงไม่ใช่แค่คนที่ชอบปลูกต้นไม้ หรือสนใจสมุนไพรเพียงเท่านั้นที่รู้จัก “ต้นแก่นตะวัน” เพราะปัจจุบันนี้ “แก่นตะวัน” กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก เนื่องจากได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ เราไปดูกันซิว่า “แก่นตะวัน” เป็นพืชประเภทไหน และความมหัศจรรย์ของ “แก่นตะวัน” มีอะไรบ้าง