ปลูกขิงแดงผสมผสานในสวนผลไม้ ฟันรายได้หลักแสนต่อเดือน

“ ขิงแดง ” เป็นไม้ดอกไม้ประดับทำเงินที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งในยุคนี้ เพราะขิงแดงเป็นพืชที่มีราคาดี ปลูกดูแลง่าย ขายคล่อง เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งต้นและดอก หากใครทำสวนผลไม้ก็สามารถปลูกขิงแดง เสริมรายได้เป็นอย่างดี เรียกว่าโกยรายได้ทะลุหลักแสน ต่อเดือนจากการเพาะปลูกขิงแดงแซมไม้ผล เช่นเดียวกับ “ สมศักดิ์ บันดาล ” เกษตรกรคนเก่งที่พักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 9 บ้านบึกทองหลาง ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (086) 131-9640

ขิงแดง ( Red ginger ) ไม่ใช่พืชประจำท้องถิ่น แต่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากต่างแดน มีถิ่นกําเนิด อยู่ในประเทศนิวแคลีโดเนีย หมู่เกาะโซโลมอน ประเทศวานูอาตู ขิงแดงตามธรรมชาติ เติบโตในพื้นที่ที่ระดับนํ้าทะเล จนถึง 650 เมตร

ขิงแดง เป็นพืชวงศ์เดียวกับขิง ข่า มีลําต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า มีขนาดสั้น แตกสาขาทอดขนานไปกับผิวดินและเป็นที่สะสมอาหาร เหง้ามีสีแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร ส่วนลําต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่นเช่นเดียวกับพวกกล้วย ส่วนนี้คือ ลําต้นเทียม เติบโตเหนือดินสูง 1-2 เมตร หากสมบูรณ์มากหรือขึ้นอยู่ในธรรมชาติอาจสูงถึง 5 เมตร ขึ้นอัดแน่นเป็นกอใหญ่

ใบ เป็นรูปรี ช่อดอกจะออกที่ยอดช่อดอกยาว ประมาณ 30 เซนติเมตร อาจยาวได้ถึง 90 เซนติเมตร ประกอบด้วย กลีบประดับเรียงซ้อนกันอยู่ กลีบประดับมีสีแดงสดรูปไข่ ปลายแหลม ขนาดยาว 3-4 เซนติเมตร และกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ดอกแท้เป็นรูปกรวยสีขาวขนาดเล็ก อยู่ภายในกลีบประดับไม่ค่อยเห็นโผล่ออกมาเหนือกลีบประดับ ดอกแท้มักเหี่ยวแห้งไปในเวลาอันรวดเร็ว คงเหลือแต่ริ้วประดับ ซึ่งคงมีสีสดอยู่เป็นเวลานาน

ขิงแดงมีหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ กลุ่มแรกเรียกว่า ขิงแดง ( Red ginger) เป็นสายพันธุ์ที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลาย กลุ่มที่สองเรียกว่า ขิงชมพู (Pink ginger) เนื่องจากมีกลีบประดับสีชมพู ลักษณะช่อดอกคล้ายขิงแดง ส่วนกลุ่มที่สาม เรียกว่า Jungle King มีกลีบประดับสีแดง ช่อดอกจะมีลักษณะมน อ้วนกว่าขิงแดง

กลุ่มที่สี่เรียกว่า Jungle Queen มีกลีบประดับสีชมพูจาง ลักษณะช่อดอกคล้าย Jungle King กลุ่มที่ห้า คือ Tahitian มีกลีบประดับสีแดง และมักจะมีช่อดอกแขนงจํานวนมาก แตกจากช่อดอกหลัก ทําให้มีลักษณะเป็นช่อใหญ่และกลุ่มสุดท้ายคือ Kimi เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเมล็ดของขิงชมพู กลีบประดับมีสีชมพูเหลือบแดง สวยงามมาก ลักษณะช่อดอกคล้ายขิงแดง

จุดเปลี่ยน “ ปลูกขิงแดงผสมผสานในสวนผลไม้ ”

เดิมทีครอบครัวคุณสมศักดิ์ มีรายได้หลักจากการ ปลูกข้าวโพด ทำนา ปลูกกล้วยน้ำว้า มะม่วงแก้ว ต่อมาการทำสวนผลไม้เจอปัญหาโรคและแมลงรบกวน จึงได้ผลผลิตน้อยและเจอปัญหาผลไม้ล้นตลาด ขายผลผลิตได้ราคาต่ำ คุณสมศักดิ์จึงเปลี่ยนมาปลูกส้มโอออกขาย แต่ทำรายได้ต่ำกว่าที่ต้องการ ต่อมา พี่ชายของภรรยา ได้แนะนำให้คุณสมศักดิ์ทดลองปลูกขิงแดงแซมในสวนส้มโอ ปรากฎว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ พลิกฟื้นฐานะและรายได้ให้มีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

คุณสมศักดิ์สรุปข้อดีของขิงแดง ว่า ขิงแดง สามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นได้ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทั่วไป ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสง สามารถอาศัยร่มจากไม้ที่โตกว่า จึงเหมาะกับการปลูกแซมในสวนส้มโอ

การปลูกดูแล

การลงทุนในระยะแรก คุณสมศักดิ์ปลูกต้นขิงแดงเพียง 60 หลุม เท่านั้น โดยปลูกขิงแดง 3 ชนิด ได้แก่ สีแดง สีชมพู และสีบานเย็นปลูกในระยะห่าง 60×80 เซนติเมตร ขุดหลุมลึก 20 เซนติเมตร ขั้นตอนการปลูกขิงแดง เริ่มจากขุดหลุมทิ้งไว้ล่วงหน้าก่อน 1 วัน ใส่ปุ๋ยคอกลงไปผสมกับดินก้นหลุม จากนั้นก็นำหน่อขิงแดง ประมาณ 3 หน่อ ลงหลุม กลบดินและรดน้ำ

สภาพสวนเกษตรผสมผสานแห่งนี้ มีต้นส้มโอ อายุ 7 ปีขึ้นไป มีร่มเงา สามารถพรางแสงแดดได้ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจุดที่ปลูกไม่มีร่มไม้ ก็จะขึงตาข่ายพรางแสงช่วย อีกทั้งสภาพดินเป็นดินร่วนปนเหนียว มีแหล่งน้ำตลอดทั้งปี จึงเหมาะสำหรับปลูกพืชชนิดนี้

การปลูกขิงแดง จะใช้วิธีการขยายพันธุ์ใช้วิธีการแยกกอจากต้นที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป หรือเลือกจากกอที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 60 เซนติเมตร และระหว่างแถว 80 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยชีวภาพ นำต้นพันธุ์ลงปลูกหลุมละ 4-5 ต้น กลบดินโคนต้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

หลังปลูกให้ดูแลรดน้ำทุกวัน โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์เปิดน้ำครั้งละครึ่งชั่วโมง หากอากาศในช่วงกลางวันร้อนจัด ดินแห้งเร็วจะให้น้ำเพิ่มเป็นครั้งละ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ดังนั้นพื้นที่ปลูกจะต้องมีแหล่งน้ำที่พอใช้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง คุณสมศักดิ์ใช้ปุ๋ยชีวภาพปั้นเม็ดผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 อย่างละ 1 ส่วน ใส่รอบโคนต้นเดือนละครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กำมือ

ด้านตลาด

หลังจากปลูก 8 เดือน สามารถขุดขิงแดงออกขายได้ทั้งกอโดยมีพ่อค้ามารับซื้อในราคากอละ 100 บาท พ่อค้าจะส่งคนงานมาขุดยกกอ โดยคัดเลือกขิงแดงที่มีขนาดตรงกับความต้องการของตลาด คือ ขนาดความสูง 70-150 เซนติเมตร รูปทรงพอเหมาะ กอละ 20 หน่อ ต่อกอ มีดอก 3-5 ดอก เกษตรกรหมุนเวียนขุดขายได้เดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 200 กอ

ขิงแดงเป็นพืชที่มีลู่ทางการเติบโตทางการตลาดที่แจ่มใสมาก เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งปี สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้แก่คุณสมศักดิ์และครอบครัว คุณสมศักดิ์จึงตัดใจขยายพื้นที่ปลูกขิงแดงเพิ่มขึ้นจนเต็มเนื้อที่ 10 ไร่

ดอกขิงแดงมี สีสันสดใส งดงาม ดอกมีลักษณะสวยแปลกตา และให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ทุกวันนี้ คนไทย จำนวนมากจึงนิยมใช้ ต้นขิงแดง จัดสวนกลางแจ้ง โดยแหล่งรับซื้อใหญ่อยู่ที่ตลาดดงบัง จังหวัดปราจีนบุรี ขิงแดงที่ถูกขุดออกไปขาย คุณสมศักดิ์ จะขุดแยกหน่อขิงแดงจากกอข้างๆ มาปลูกทดแทน ทำให้ประหยัดเงินในการหาหน่อใหม่มาปลูก

ปัจจุบันสวนแห่งนี้ ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยปลูกไม้โตเร็ว เช่น ทุเรียน มังคุด มะไฟ มะนาว กล้วยเล็บมือนาง ไม้คลุมดิน เช่น ไม่ประดอกไม้ประดับ ใช้ประโยชน์จากที่ดินให้ได้มากที่สุด ด้านการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเนื่องจาก พืชแต่ละชนิดสามารถเกื้อกูลกันได้ เช่น การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การทำสวนผลไม้แบบผสมผสานโดย ใช้พื้นที่ว่างใต้ต้นไม้ผล ปลูกขิงแดงขายเป็นรายได้เสริม ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดซื้อขายไม้ดอกไม้ประดับมีความต้องการมาก สามารถสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี เฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท/ไร่

หากผู้อ่านท่านใด อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกขิงแดง หรือสนใจอยากซื้อสินค้าจากสวนแห่งนี้ สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ จริงอยู่ที่ตลาดเมล็ดพันธุ์ซึ่งวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของผู้ซื้อในการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่งอาจจะพิจารณาจากชนิดผักที่ปลูก บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ราคา บรรจุภัณฑ์ หรือด้วยการตัดสินใจอย่างไรก็ตาม แต่การตัดสินใจซื้อในท้ายที่สุดก็อยู่ที่ผู้ซื้อซึ่งจะนำไปปลูกนั่นเอง

ปี 2560 นี้ เป็นปีที่บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด หรือที่รู้จักกันติดปากในภาพของผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง ครบรอบการก่อตั้ง 35 ปี การเติบโตของตลาดเมล็ดพันธุ์ของศรแดง จึงเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้สนใจ เข้าชมศูนย์วิจัยพันธุ์ผักพื้นบ้าน ซึ่งตั้งอยู่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ในครั้งนี้ การครบรอบ 35 ปี ไม่ใช่เป็นเพียงการบอกกล่าวให้เกษตรกรทราบว่า บริษัทยืนหยัดมายาวนานถึง 35 ปีเท่านั้น แต่เป็นการกระตุ้นบริษัทเองให้มุ่งมั่นพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพและคัดเลือกสายพันธุ์ให้ได้ผลผลิตตรงตามที่ตลาดต้องการ

คุณเบิร์ท แวน เดอร์ เฟลท์ซ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เปิดเผยว่า เกษตรกรรายย่อยจำนวน 85-90 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นผู้ผลิตผักออกสู่ตลาดชุมชน จึงถือว่าเกษตรกรรายย่อยมีความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะปลูกในพื้นที่เพียง 1 ไร่ ต่อราย ก็ควรได้รับเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ ดังนั้น เป้าหมายของศรแดงที่เคยตั้งไว้ว่าจะให้การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ปล่อยผ่านไม่ได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ให้ติดอันดับ 1 ใน 10 เมล็ดพันธุ์ที่ดีของโลก และการพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ก็ไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการพัฒนาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้ตรงความต้องการของตลาด และให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดี

ด้าน คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ให้ข้อมูลว่า การเติบโตของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทยในปี 2560 นี้ มีมูลค่าตลาดถึง 2,100 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ หรือเฉลี่ยเติบโต 3 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เนื่องจากความต้องการบริโภคผักของตลาด ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2560 นี้ บริษัทแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรปลูกผักมืออาชีพหรือเพื่อการค้า กลุ่มเกษตรกรขนาดย่อม และกลุ่มปลูกผักรับประทานในครัวเรือน ซึ่งที่ผ่านมาสัดส่วนกลุ่มเกษตรกรปลูกผักมืออาชีพหรือเพื่อการค้า มีสัดส่วนยอดขายมากที่สุด ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ในปี 2560 จึงพุ่งเป้ามาที่เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มปลูกผักรับประทานในครัวเรือนให้มากขึ้น

เพราะเหตุนี้ ทำให้ศรแดงเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ Go Grow ซึ่งเป็นซองผลิตภัณฑ์แบบใหม่ มีอะลูมิเนียมฟอยล์ด้านใน ซึ่งเป็นตัวป้องกัน UV จากภายนอก ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมสำหรับเมล็ดพันธุ์ได้ ทำให้เมล็ดพันธุ์คงความสมบูรณ์ได้ยาวนานกว่าเดิม ทั้งยังมีรายละเอียดของวิธีการปลูก การให้ปุ๋ย การป้องกันโรคและแมลง อย่างง่ายไว้ที่ซอง ตอบโจทย์เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มปลูกผักรับประทานในครัวเรือนได้อย่างดี

แม้ว่าผู้บริหารของศรแดง จะออกมาให้ข้อมูลในเชิงการตลาดและกลยุทธ์ของการทำตลาดแล้ว แต่ประเด็นสำคัญของการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะที่ผ่านมา คู่แข่งขันเมล็ดพันธุ์ในตลาดมีจำนวนมาก แต่การทำการตลาดแบบคิดต่างในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าสนใจดีทีเดียว

การตลาดแบบคิดต่างของศรแดงในครั้งนี้ คือการเปิดตัวเมล็ดพันธุ์แบบใหม่ ที่จัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผักพื้นบ้าน 35 ชนิด โดยกำหนดวางจำหน่ายแล้ว 17 ชนิด และจะทยอยเปิดตัวก่อนปลายปี 2560 จนครบ 35 ชนิด ตามที่ตั้งเป้าไว้

คุณวิชัย ตอบคำถามถึงการคัดเลือกพันธุ์ผักพื้นบ้าน 35 ชนิด ว่าต้องการให้คนไทยซึ่งยังคงมีกลุ่มผู้บริโภคผักพื้นบ้านอยู่ทั่วทุกภาคมีความมั่นใจได้ว่า ผักพื้นบ้านที่มีมานานและคนไทยยังคงนิยมบริโภค ยังคงมีอยู่ในตลาด ซึ่งที่ผ่านมาเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านที่เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เองเป็นพันธุ์ผสม ทำให้คุณภาพและอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนลดพื้นที่ปลูกผักพื้นบ้านลง นอกจากนี้ เมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่หาซื้อตามท้องตลาดและอาจด้อยคุณภาพ จึงตั้งใจผลิตเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านที่มีคุณภาพที่ดีออกมา

“เราเลือกชนิดเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านจากการปลูก ให้การปลูกยากเป็นเรื่องง่าย ทั้งยังต้องการอนุรักษ์สายพันธุ์ที่มีเอามาพัฒนาให้ได้ตามมาตรฐานของอีสท์ เวสท์ ซีด ซึ่งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์นี้ ได้นำเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลมาใช้เป็นตัวช่วยในการปรับปรุงพันธุ์ ช่วยลดระยะเวลาการจัดการและการปรับปรุงพันธุ์ จากเดิม 7-8 ปี เหลือเพียง 3-4 ปีเท่านั้น”

สำหรับเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านที่วางจำหน่ายแล้ว มีทั้งสิ้น 12 ชนิด ได้แก่ กะเพราเขียวกลิ่นไท แมงลักหอมไท ผักชีลาวหอมอุดร มะเขือพวงพวงมณี ผักโขมราชบุรี มะเขือเทศพวงชมพู โหระพาจัมโบ้ ผักกาดเขียวน้อยถิ่นไท กวางตุ้งดอกสองฝั่งโขง ถั่วพูกำแพงแสน ถั่วเขียวชัยนาท และผักขี้หูดล้านนา

ในเดือนมิถุนายนที่จะถึง จะมีเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านจะวางจำหน่ายเพิ่มอีก 23 ชนิด ได้แก่ มะเขือเทศอีเป๋อ มะเขือเทศฟักทอง มะเขือเทศเชอร์รี่ พริกขี้หนูสวน พริกประดับ มะเขือจานม่วง มะเขือเปราะเขียว มะเขือเปราะม่วง ถั่วแปบม่วง ถั่วฝักยาวพุ่ม ถั่วฝักยาวม่วง ถั่วพูม่วง ถั่วแดงหลวง ฟักหอม น้ำเต้า แตงไทยผลอ่อน ฟักทองญี่ปุ่น กระเจี๊ยบแดง ผักโขมแดง ผักโขมเขียว ผักปลัง แตงกวา-ใบเตย และทานตะวันงอก

แตงกวา-ใบเตย เป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่ศรแดงนำมาพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ โดยนักปรับปรุงพันธุ์แตงกวา-ใบเตย ให้ข้อมูลว่า แตงกวา-ใบเตย ใช้เวลาในการพัฒนาพันธุ์โดยการผสม 4 ปี กลิ่นหอมของแตงกวาเป็นกลิ่นใบเตย ซึ่งไม่ได้หอมเฉพาะผล แต่หอมทั้งใบและดอก หากปลูกไว้เมื่อเดินไปใกล้จะหอมกลิ่นใบเตย หรือเมื่อรับประทานผลจะได้กลิ่นใบเตยขณะรับประทานด้วย ซึ่งการพัฒนาพันธุ์ได้พัฒนามาจากแตงร้านหอมพันธุ์พื้นเมืองที่มีความหอม และแตงกวา หลังการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ ได้แตงกวา-ใบเตย ที่มีรูปร่างเล็ก ติดผลดก ระยะเวลาติดผลเร็วขึ้น มีกลิ่นหอม หลังลงปลูกเพียง 38 วันก็สามารถเก็บผลผลิตได้ จากเดิมแตงกวาทั่วไป ต้องใช้ระยะเวลาปลูกถึง 45 วัน สามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน นานถึง 30 วัน ปริมาณผลผลิต 2.5-3 กิโลกรัม ต่อต้น

บวบมินิ คุณเอกชัย อินชนบท นักปรับปรุงพันธุ์บวบมินิ เปิดเผยว่า บวบขนาดปกติ มีความยาว 25-30 เซนติเมตร ศรแดงได้พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีขนาดเล็กลง เนื่องจากบวบขนาดปกติ เป็นปัญหาของเกษตรกรในการทำค้างขนาดใหญ่ เมื่อมีพันธุ์บวบมินิ จะช่วยให้ทำค้างขนาดเล็กลงได้ ความสูงของค้างเพียง 1.8-2 เมตรก็เพียงพอ หรือถ้าไม่ต้องการต้นใหญ่ก็สามารถปลูกในกระถางได้เช่นเดียวกับผักชนิดอื่น เพราะพืชจะกระชับตัวเอง และสามารถตกแต่งทรงพุ่มให้สวยงาม เก็บผลผลิตง่ายได้ ซึ่งศรแดงใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์บวบมินินี้นานถึง 8 ปี

“ข้อแตกต่างระหว่างบวบปกติ กับบวบมินิ คือ การติดผลทุกข้อ ติดผลดก สามารถเก็บเกี่ยวได้ 3 ระยะ คือ ระยะผลอ่อน ระยะดอกตูม และระยะดอกบาน นอกจากนี้ ดอกของบวบมินิสามารถนำไปรับประทานได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสารเบต้าแคโรทีนให้กับร่างกายจากสีเหลืองของดอกบวบด้วย”

คุณเอกชัย อธิบายอีกว่า บวบมินิ จะให้ผลผลิตดกและให้ผลผลิตเร็ว เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ 38-40 วัน ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการนำไปรับประทาน และเก็บผลผลิตได้ทุกวัน หากเก็บไม่ทันก็สามารถปล่อยทิ้งให้เป็นบวบผลปกติได้ แต่ข้อดีของบวบมินิ เมื่อปล่อยให้ผลใหญ่เท่ากับผลบวบปกติคือ เนื้อแน่น อีกทั้งเหลี่ยมไม่บาง ทำให้ไม่เกิดการบอบช้ำที่ผิวจากการขนส่ง การปลูกและการดูแลเช่นเดียวกับพืชฤดูแล้งทั่วไป ระยะเวลาเก็บเกี่ยวสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 30-45 วัน ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 4 กิโลกรัม ต่อต้น และให้ผลผลิตได้ทุกฤดู

อดีตผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการทีวีที่ประเทศกัมพูชา ผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง รับซื้อผักพื้นบ้านออร์แกนิค อาทิ ผักกูด ผักกระโดน ใบชะมวง ยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบเหลียง ลูกเนียง ผักแพว ดอกกระเจียว ผักคะแยง ดอกขจร ดอกโสน ชะอม ตำลึง ผักปรัง ลูกมะตาด จากเกษตรกรหลายจังหวัด เข็นเข้าไปขายที่ห้างหรูใจกลางกรุง สร้างจุดขายให้ลูกค้าเลือกได้ ห่อด้วยใบตองและมัดด้วยเชือกกล้วยแทนการใส่ถุงพลาสติก สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้ง 2 ฝ่าย อีกหนึ่งธุรกิจเพื่อสังคม ของคนหัวคิดดี

นับเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำผักพื้นบ้านมาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรูใจกลางกรุง ชนิดว่าให้ลูกค้าเลือกหยิบเลือกจับผักได้ตามใจชอบ แล้วนำไปชั่งตามปริมาณที่ต้องการโดยจะห่อด้วยใบตอง และมัดด้วยเชือกกล้วยแทนการใส่ถุงพลาสติก บรรดาผักพื้นบ้าน อาทิ ผักกูด ผักกระโดน ใบชะมวง ยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบเหลียง ลูกเนียง ผักแพว ดอกกระเจียว ผักคะแยง ดอกขจร ดอกโสน ชะอม ตำลึง ผักปรัง ลูกมะตาด

คุณฤทธิรงค์ โคตะพันธุ์ หรือ คุณอั๋น เจ้าของ บริษัท วินเทจ ฟาร์มดี จำกัด ผู้ที่รับซื้อผักพื้นบ้านจากเกษตรกร เท้าความว่า อดีตเคยทำงานประจำ เป็นเลขาฝ่ายผลิตรายการ บริษัท เวิร์คพ้อยท์ ทำอยู่นาน 8 ปี กระทั่งถูกทาบทามจากรัฐบาลกัมพูชา ให้ไปช่วยพัฒนาสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง นาน 11 ปี โดยบริหารงานทั้งระบบ

กระทั่งปี พ.ศ. 2550 คุณอั๋นมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทย มาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด ณ คอมมูนิตี้ มอลล์ แห่งหนึ่ง มีหน้าที่วางกลยุทธ์เพิ่มยอดขาย ในส่วนของพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ต โดยอีเว้นท์ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือ เชิญเกษตรมาออกบูธขายผักพื้นบ้าน แล้วเกิดปัญหาผักขายไม่หมด ด้วยความเห็นใจ คุณอั๋นรับซื้อจากเกษตรไว้ทั้งหมด และเกิดไอเดียนำผักพื้นบ้านส่งขายตามห้างสรรพสินค้า

“ผมสงสารเกษตรกรที่ขายผักไม่หมดเลยอาสารับซื้อไว้ ประกอบกับเกิดไอเดียธุรกิจ โดยจะนำผักพื้นบ้านไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งนี้ได้รับโอกาสากผู้บริหาร เครือเดอะมอลล์ 5 สาขา”

สำหรับแนวคิดการทำธุรกิจ คุณอั๋น บอกว่า ต้องการช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะทำหน้าที่หาตลาดให้และต้องการให้คนเมืองได้รับประทานผักที่เป็นยา ซึ่งผักพื้นบ้านที่นำมาจำหน่ายจะรวบรวมไว้ประมาณ 100 ชนิด สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามฤดูกาล รวมถึงยังมีผักสวนครัวที่รู้จักกันดี อย่าง พริกขี้หนู ใบโหระพา ใบกระเพรา ฟักทอง มะเขือเทศราชินี มะเขือทุกประเภท เป็นต้น

ด้านเเหล่งที่มา คุณอั๋น คัดเฉพาะจากแหล่งที่ขึ้นชื่อ เป็นแหล่งปลูกที่ให้ผลผลิตดีที่สุด ปลอดภัยก็ไม่ต้องกังวล เพราะเราให้เกษตรปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี มีการสุ่มตรวจคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้มาตรฐาน FAO 100%” ตัวอย่างเช่น ใบเหลียง นำมาจากชุมพร ดอกกระเจียว จากชัยภูมิ ส่วนประเภทผักยอด จะนำมาจากพระนครศรีอยุธยา และนครนายก ขณะที่ผักเหง้า อย่าง ฟักทอง ก็นำมาจากนครราชสีมา เพชรบูรณ์

สำหรับราคารับซื้อ เจ้าของธุรกิจ ระบุว่า ไม่ได้มีการประกันราคาให้เกษตรกร เเต่รับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดนิดหน่อย คิดเป็นมูลค่า 9 หมื่บาทต่อสาขา

นอกจากการส่งผักจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว คุณอั๋น ยังมีฟาร์มเป็นของตัวเองด้วย บนเนื้อที่ 16 ไร่ ย่านอ่อนนุช 70 แยก 5 ทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกข้าว กล้วย เลี้ยงเป็ด ไก่ ห่าน กบ ปลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจ รวมถึงนักเรียน นักศึกษาเข้ามาเรียนรู้การทำการเกษตรลักษณะนี้โดยเปิดให้เข้าชมฟรี

ส่วนแผนธุรกิจในอนาคต ชายหนุ่ม บอกว่า จะแตกไลน์ธุรกิจในลักษณะของดิลิเวอรี่ คีออส และแฟรนไชส์ เพราะพบว่าคนเมืองยังมีความต้องการผักพื้นบ้านอีกเป็นจำนวนมาก

ส่วนในซูเปอร์มาร์เก็ต มีการเทรนด์พนักงานขาย ให้รู้จักผักชนิดต่างๆ และเมนูอาหารที่สามารถนำไปปรุงได้ให้กับลูกค้า รวมถึงที่ผ่านมาได้จัดส่งผักพื้นบ้านให้แก่ร้านอาหารย่านพัฒนาการ

อุปกรณ์ขาต่อสำหรับทำงานบนที่สูง เหมาะสำหรับทำงานฝ้า เก็บผลไม้ ตัดแต่งกิ่ง ในพื้นที่แคบๆ เพราะในปัจจุบัน การทำงานในหลายมาตรฐาน คือห้ามใช้เอเฟรมเข้าไปทำงาน อย่างในเมกาโฮม คือใช้เอเฟรมขึ้นได้แต่ไม่เกิน 3 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ แต่อุปกรณ์ขาต่อตัวนี้ได้ถูกรับรองที่ประเทศแคนาดา และสหรัฐอเมริกา แล้วว่าสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยผ่านการเทรนนิ่ง ในการเทรนนิ่งใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานได้คล่องตัว อายุการใช้งานได้มากกว่า 10 ปี ขาแต่ละคู่ก็เหมือนรองเท้าแต่ละคู่สำหรับบางคน เมื่อบุคคลนี้เทรนนิ่งได้ก็สามารถใช้งานได้ เพราะฉะนั้นจะอยู่ในมาตรฐานความปลอดภัย

ประสิทธิภาพในการใช้งาน สมัคร GClub ใช้หลักการของขาเทียม มีระบบโช๊ค และสปริงรองรับ วัสดุทำจากอลูมิเนียม ช่วยในการทำงานประยุกต์ ใช้ทำงานที่หลากหลาย ทดแทนการใช้บันได หรือนั่งร้าน เข้าถึงบริเวณที่แคบและสูงสามารถปรับระดับความสูงได้หลายระดับความสูงตั้งแต่ 36”-48” (90cm-120cm) สามารถใช้งานได้ทั้งพื้นเรียบ และพื้นขรุขระ ตัวพื้นทำจากเอบีเอส เป็นพลาสติกที่มีความสมดุลทั้งในเรื่องความแข็งและความเหนียว สามารถคงสภาพรูปร่างได้ดี ทำให้มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี และยังทนต่อแรงเสียดสี ความร้อน สารเคมีได้ดีกว่าพลาสติกธรรมดาทั่วไป ตัวนี้จะเหมาะกับการทำงานในฟาร์มไก่ เพราะว่าการเก็บไข่ การให้ยา ตัวนี้สามารถเดินไปทำงานได้เลย เพราะบนที่สูงในฟาร์มจะมีสองฝั่งในช่องแคบเพราะฉะนั้นการเข้าไปทำงานจะสะดวกที่สุด เก็บผลผไม้ได้ ดูแลได้ตัดแต่งกิ่ง ราคาอยู่ที่คู่ละ 7,590 บาท มีจำหน่ายที่เมกาโฮมที่เดียว มาที่เมกาโฮมสาขารังสิตมีแน่นอน ส่วนเมกโฮมสาขาอื่นต้องรอดูกันต่อไป

คุณอุเชนทร์ พุกอิ่ม บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 บ้านคลองเขาควาย ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (098) 803-0107 เจ้าของสวนเมล่อนในโรงเรือน “ไร่ถุงทองฟาร์ม”

การให้ปุ๋ยเมล่อนในโรงเรือน ก็จะให้ปุ๋ยทางรากและทางใบ อย่างทางรากก็จะให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ปุ๋ย A (จะมีธาตุอาหารหลัก N-P-K), ปุ๋ย B (จะมีธาตุอาหารรอง) ตามสูตรตามระยะการเจริญเติบโต ก็จะให้วันละประมาณ 5 ครั้ง เน้นการให้น้อยแต่บ่อยครั้ง โดยแบ่งเวลาให้ เริ่มให้ตั้งแต่ เวลา 07.00 น. 09.00 น.11.00 น. 13.00 น. และ 15.00 น. การให้ปุ๋ย A จะต้องละลายปุ๋ยในน้ำสะอาดเอาไว้ในถัง เช่นกัน ปุ๋ย B จะต้องละลายในน้ำสะอาดมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) เป็นกลางหรือกรดอ่อน คือ PH ประมาณ 6-7 อีก 1 ถัง ซึ่งตอนปล่อยเข้าระบบน้ำจะต้องให้ปุ๋ย A และปุ๋ย B จะส่งเข้าระบบน้ำพร้อมๆ กัน ในอัตราที่เราจะคำนวณเอาไว้ในแต่ละช่วงอายุของการเจริญเติบโต

วิธีใช้ ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B

เบื้องต้น นำปุ๋ยมาละลายน้ำเพื่อเตรียมเป็นปุ๋ยสต๊อกก่อน 100 ลิตร จำนวน 2 ถัง ปุ๋ย A จำนวน 100 ลิตร และ ปุ๋ย B จำนวน 100 ลิตร แล้วนำแม่ปุ๋ยนั้นไปผสมน้ำเจือจาง ตามค่า EC ที่เหมาะกับพืช เช่น ผัก ค่าที่ 1.2-1.5 และพืชที่ให้ผล 1.5-2.5 เป็นต้น