ปลูกพืชหลากหลายคุณขวัญหล้า เล่าว่า ที่สวนเปนูเอลมีพื้น

สำหรับการปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น แปลงนาข้าว ที่ผลิตข้าวสายพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 เพื่อผลิตเป็นข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปลูกข้าวโพดน้ำนมฮอกไกโด น้ำเต้า แปลงมะเขือเทศ เรามีบึงน้ำขนาดใหญ่ 17 ไร่ และแปลงผักที่แบ่งพื้นที่เพื่อปลูกผักต่างๆ บนพื้นที่ 50 ตารางวา ที่ปลูกทั้งผักกาดคอส หรือชื่อไทยเรียกว่า ผักกาดหวาน ผักกรีนโอ๊ค ผักเรดโอ๊ค บีทรูท ส่วนผักที่ถือว่าเป็นพระเอกของสวนเปนูเอล คือ ผักเคล (Kale) หรือผักคะน้าใบหยิก

ผักเคล คือผักที่แวดวงคนรักสุขภาพยกให้เป็น ‘Superfood’ สุดยอดผักเพื่อสุขภาพ หรือ “The queen of green” ราชินีแห่งผักใบเขียว คุณขวัญหล้า อธิบายวิธีการปลูกผักเคลว่า เคลจะเริ่มจากการเพาะเมล็ดบนกระดาษทิชชูและนำเข้าตู้เย็นเอาไว้ 1 วัน หลังจากนั้นจะเอาออกมาวางอยู่ในอุณหภูมิปกติเพื่อให้ผักงอกแทงออกจากเมล็ดขึ้นมา จากนั้นนำไปปลูกลงในถาด ขนาด 104 หลุม ใส่วัสดุปลูกจำพวก พีทมอสส์ (Peat Moss) ใช้เวลาเพาะเมล็ดอยู่ที่ 7-14 วัน จนกว่าต้นกล้าของเคลจะแข็งแรงและโตเต็มที่ พร้อมที่จะเอาไปลงปลูกในแปลงได้

ในส่วนของการดูแลผักเคล คุณขวัญหล้า เล่าว่า เราใช้การปลูกในโรงเรือนระบบปิด เพื่อบังแดดและฝนไม่ให้สัมผัสกับต้นเคลโดยตรง และเป็นการควบคุมเรื่องของความชื้น โรคและแมลงไปในตัว แต่หากมีแมลงศัตรูมาทำลาย อย่างเช่น เพลี้ย ที่สวนของเราจะใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำฉีดพ่นเพื่อไม่ให้เพลี้ยเกาะฝังลึก แต่หากมีแมลงที่รบกวนมากจะใช้น้ำหมักชีวภาพในการฉีดไล่ รวมถึงใช้วิธีการอื่นๆ เพื่อลดการระบาดของแมลง เช่น การปลูกพืชแบบสลับหมุนเวียนไม่ให้ซ้ำกันนาน หรือการหมุนเวียนพื้นที่แปลงผักไม่ปลูกผักซ้ำในพื้นที่เดิมนานเกินไปจนเกิดการสะสมของโรคและแมลง

ด้วยความมุ่งมั่นในแนวทางเกษตรอินทรีย์ ทำให้สวนผักเปนูเอลของคุณขวัญหล้าได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตร คุณขวัญหล้า เล่าว่า กลยุทธ์การปลูกผักของสวนเปนูเอลคือ วางแผนการปลูกวันต่อวัน หรือต่อเดือนอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่คาดหวังไว้ ที่สำคัญการตลาดเป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ต้องรู้จักพูดคุยสื่อสารเข้าถึงลูกค้าให้ไวที่สุด ง่ายที่สุด ต้องเรียนรู้ทุกมิติ ใช้ช่องทางออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ หาจุดเด่นให้ผลผลิตของเรา หากพูดถึงจุดเด่นของสวนผักของเรา จุดเด่นที่สำคัญเลยคือผักปลอดสารพิษที่ดีต่อสุขภาพ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยไปในยุคนี้ ปัจจุบัน เราปลูกผักเคล ประมาณ 10 แปลง ลงต้นผักเคลไปเป็นจำนวน 30,000 ต้นต่อปี ซึ่งตรงนี้เราก็จำเป็นต้องมีตลาดที่หลากหลายเอาไว้รองรับผลผลิตของเรา

ปัจจุบัน สวนผักเปนูเอลมีหน้าร้านเพื่อขายสินค้าเป็นของตัวเอง และมีการขายแบบ Online นอกจากนั้น เรายังทำ Delivery ส่งผักตรงถึงบ้าน สามารถติดต่อได้ทางเพจ Organic Farm by Penuel Farm-ฟาร์มผักอินทรีย์ และยังมีช่องทางการตลาดอื่นๆ เช่น ขายให้ร้านอาหารที่รับผลผลิตของเราเป็นประจำ รวมถึงส่งออกตามตลาดท้องถิ่น การทำช่องทางการตลาดแบบหลากหลายอย่างที่เราทำนี้แม้ว่าจะมีต้นทุนสูงระดับหลักแสนบาทขึ้นไปต่อเดือน แต่ราคาขาย ผลผลิตของเราก็สูงหลักแสนบาทต่อเดือนเช่นกัน โดยผักเคลของเราที่หน้าร้านราคาขายอยู่ที่ 300 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนั้น เรายังแปรรูปผลผลิตของเราเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เคลผง น้ำกระชายสกัดเย็น มะเขือเทศเชื่อมอบแห้ง ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญที่ทำให้ผลผลิตของเรากระจายไปได้ในหลายช่องทางการตลาดและหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ลูกค้าเลือกใช้

ข้อคิดจากอาชีพเกษตรกร
คุณขวัญหล้า กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการทำการเกษตรอาจมาจากสิ่งที่ไม่ชอบ แต่พอเราลงมือทำ ทำให้เกิดความผูกพันแบบหยุดไม่ได้ มีลูกค้าประจำหลายคนที่รอซื้อผักเรา เวลาที่เห็นรอยยิ้มของลูกค้า เห็นถึงความสุขของผู้บริโภคที่รับประทานผักออร์แกนิกของเรา จึงเปลี่ยนเป็นความสุขทางใจของเราโดยไม่สามารถตีเป็นมูลค่าเงินได้ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจว่าจะปลูกผักออร์แกนิกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคได้รับประทานของดีและมีความสุขที่สุด

ใครที่สนใจผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของสวนเปนูเอล สามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์โทร. 088-267-5956

ขอบคุณภาพประกอบจาก คุณขวัญหล้า เนื่องจำนงค์ การขยายพันธุ์พืชไม้ผล เพื่อเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ดีให้มากขึ้น สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี แต่ละวิธีมีความยากง่ายและมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น “เทคนิคการต่อกิ่ง” ซึ่งเป็นศิลปะของการต่อชิ้นเนื้อเยื่อพืช 2 ชิ้นเข้าด้วยกัน ด้วยวิธีต่างๆ เมื่อแผลเชื่อมกันสนิทแล้วเจริญเติบโตเป็นต้นเดียวกันชิ้นส่วนที่อยู่ด้านบนรอยต่อเรียกว่า “กิ่งพันธุ์ดี” ส่วนที่อยู่ด้านล่างรอยต่อทำหน้าที่ราก เรียกว่า “ต้นตอ” ปัจจุบัน การต่อกิ่งได้รับความนิยมจากเกษตรกรทั่วไป นิยมทำเชิงการค้าในไม้ผลหลายชนิด ได้แก่ พืชตระกูลส้ม มะม่วง มะขาม ขนุน มะปราง และน้อยหน่า

ในครั้งนี้ ขอนำเสนอ “เทคนิคการต่อกิ่งมะม่วง” คือการสอดส่วนของพืชหรือกิ่งพืชต้นหนึ่งลงบนต้นพืชอีกต้นหนึ่ง และส่วนทั้งสองของพืชจะเชื่อมประสานติดต่อกัน และเจริญไปเป็นพืชต้นใหม่ โดยส่วนที่อยู่ใต้รอยต่อจะทำหน้าที่เป็นรากดูดน้ำ และแร่ธาตุอาหาร เรียกว่า ต้นตอ (rootstock, understock, stock) และส่วนที่อยู่เหนือรอยต่อจะทำหน้าที่เป็นกิ่งก้านสาขาที่ให้ดอกและผลเรียกว่า กิ่งพันธุ์ดี (Scion or cion)

การต่อกิ่งแบบเสียบลิ่ม (Cleft or Wedge grafting) นิยมทำในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนยอด และมักเป็นกิ่งที่มีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็ได้ วิธีการคือ ผ่าครึ่งต้นตอความยาว ประมาณ 2.5-5.0 เซนติเมตร (1-2 นิ้ว) ขึ้นอยู่กับชนิดพืชและอายุของต้นตอ เทคนิคการผ่าต้นตอโดยวางใบมีดให้เอียงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้รอยแผลเรียบ

หากใช้มีดผ่าโดยตรง จะทำให้รอยแผลแตกนำไปก่อนที่คมมีดจะไปถึง จะทำให้แผลไม่เรียบ การเตรียมยอดพันธุ์ดี ปกติควรมีตา 3-4 ตา เฉือนโคนกิ่งพันธุ์ดีเป็นรูปลิ่มยาวเท่ากับรอยแผลของต้นตอ สอดรอยแผลของกิ่งพันธุ์ดี ตรงรอยแผลของต้นตอจัดเนื้อเยื่อเจริญของต้นตอและยอดพันธุ์ดีให้ชิดกัน ถ้าต้นตอมีขนาดใหญ่กว่ากิ่งพันธุ์ดี ควรจัดรอยแผลให้ชิดด้านใดด้านหนึ่ง แล้วนำไปใส่ในถุงพลาสติกใส มัดปากถุงให้แน่น เก็บไว้ในโรงเรือนที่มีแสงส่องผ่านไม่เกิน 30%

ในกรณีของ มะม่วง มะขาม ขนุน น้อยหน่า และส้ม จะใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน จึงเปิดปากถุง โดยจะสังเกตเห็นยอดพันธุ์ดีบางต้นจะเริ่มแตกใบ แต่ถ้าเป็นลำไย ลิ้นจี่ และมะปราง จะใช้เวลาอยู่ในถุงอบนาน 45-60 วัน ในกรณีที่ไม่นำต้นที่ต่อกิ่งใส่ในถุงอบ ต้องริดใบของยอดพันธุ์ดีออกให้หมด แล้วพันด้วยพลาสติกตั้งแต่รอยแผลจนมิดยอดพันธุ์ดี วิธีนี้จะง่ายและทำได้รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจเทคนิคนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ. พาวิน มะโนชัย คุณจิรนันท์ เสนานาญ และ คุณพิชัย สมบูรณ์วงศ์ สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 053-875-122, 053-873-938-9

“ผมเรียนจบปริญญาตรีมา 4 ใบ ปริญญาโทด้านการบริหารอีก 1 ใบ”

“ตำแหน่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรที่ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงที่เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส กินเงินเดือนประมาณครึ่งแสน นอกจากนี้ ยังมีงานเสริมนอกอีกรวมๆ แล้วเป็นแสนบาท”

“แต่ที่เลือกมาเดินบนเส้นทางสายนี้ เพราะผมตระหนักแล้วว่า เรื่องเงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่สุขภาพของเราสำคัญและต้องมาก่อน ใจผมนั้นสนใจเรื่องการเกษตรมานาน จึงใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในข้อมูลที่ได้รับรู้ คือการใช้สารเคมีต่างๆ ในพืชผัก ซึ่งพบว่ามีการตกค้างและส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง อยู่ในเมืองนั้นมีความสะดวกสบาย มีงาน มีเงิน แต่หากเรายังต้องซื้อต้องทานพืชผักที่มีการตกค้างของสารเคมี เงินที่ได้มาจากการทำงานหนักนั้นมากกว่าครึ่งต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ ที่จะตามมา เพราะฉะนั้นเรากลับมาปลูกกินเองและไม่มีโรครบกวนจะดีกว่าไหม ผมจึงเลือกที่จะทำสวนเกษตรแบบพอเพียงเช่นทุกวันนี้”

ยาซีน บุญมาเลิศ เกษตรกรเจ้าของสวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม ตั้งอยู่ เลขที่ 245 หมู่ที่ 2 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทร. 061-651-4495, 082-862-6243 บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้น

“มาเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เอาแค่ปรับพื้นที่ผมต้องใช้เวลาและความทุ่มเทไม่น้อย เพราะเดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำกันมานาน ดินเสื่อมสภาพ ขาดความสมบูรณ์ ผมต้องมาปรับปรุงดินด้วยการใช้องค์ความรู้และคำแนะนำจากปราชญ์ชาวบ้านมาแก้ไข”

“เดิมนั้นหน้าแล้งดินจะแข็งมาก เอาจอบฟันไม่ลงเลย พอหน้าฝน ดินเปียกน้ำแล้วจะเหนียวมาก เลยต้องมีการปรับสภาพดินก่อน ผมเอาแกลบดิบ ปุ๋ยคอก และหินฝุ่น ใส่แล้วไถคลุกเคล้าให้เข้ากัน พอมาถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยน ผมขุดดินไปถึงกับสะดุ้งเพราะเจอไส้เดือนตัวเท่านิ้วโป้ง นึกว่างู ซึ่งการมีไส้เดือนแสดงให้เห็นว่า ดินของเรากลับมาดีมาสมบูรณ์เหมือนเดิม” คุณยาซีน กล่าว

วันนี้ ฮาวา ออกานิคฟาร์ม ได้เดินหน้าไปตามเป้าหมายของชายผู้นี้และครอบครัว ในการสร้างฝันบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ พร้อมๆ กับการสร้างสวนให้เป็นศูนย์กลางของทุกคนที่รักในการทำเกษตร ที่เน้นถึงความปลอดภัยของสุขภาพด้วยกิจกรรมที่หลากหลายบนแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง

“ผมมาอยู่ที่สวนแบบนี้ บอกได้เลยว่าคนละแบบกับการอยู่ในเมือง ดีกว่าทุกอย่าง อย่างค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันวันนี้มีน้อยมาก เพราะอย่างของกินทุกอย่างเรามีในสวนหมด เพราะผมนั้นใช้หลักว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก จะซื้อเฉพาะของที่จำเป็นที่เราผลิตไม่ได้ และที่สำคัญ สุขภาพกายสุขภาพจิตดีมากแตกต่างกับการใช้ชีวิตในเมืองอย่างสิ้นเชิง”

“อนาคตนั้นผมมองว่า ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคพืชผลการเกษตรที่ปลอดสารเคมีนั้นจะเพิ่มขึ้นและมีความต้องการมากอย่างไม่สิ้นสุด เพราะทุกวันนี้คนเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าต้องบริโภคพืชผลแบบไหนจึงดีต่อสุขภาพ เท่าที่ผมสัมผัสมาพบว่า มีคนเป็นจำนวนมากอยากซื้อพืชผลการเกษตรที่ปลอดภัย แต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนเท่านั้นเอง ตรงนี้จึงเป็นตลาดที่ทุกคนสร้างเจาะได้” คุณยาซีน กล่าว

โดยพื้นที่ 3.5 ไร่ ของ สวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม ในวันนี้มากไปด้วยกิจกรรมการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ และสร้างสุขให้กับชีวิตของครอบครัวบุญมาเลิศ ในรูปแบบของเกษตรปราณีตที่เน้นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“จะเห็นได้ว่าผมมีพื้นที่เพียง 3.5 ไร่ เท่านั้น แต่ทำไมอยู่ได้ เพราะเรามีการจัดการบริหารพื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์ อย่างโคนต้นมะม่วง แทนที่จะปล่อยไว้เฉยๆ ผมก็เอามะเขือเทศ หรือพืชผักอื่นไปปลูก เท่านี้ผมก็มีทั้งมะม่วงและมะเขือเทศกิน ซึ่งการเลือกชนิดของพืชที่มาปลูกร่วมกันให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าพืชแต่ละชนิดจะแย่งอาหาร แย่งน้ำกัน ทำให้ต้นไม่โต แต่ถ้าเรารู้ถึงหลักการของนิสัยพืช รวมถึงการหากินของรากพืชว่าแต่ละชนิดหากินในชั้นดินระดับไหนแล้วสามารถเลือกชนิดได้อย่างถูกต้องและได้ผลผลิตแน่นอน”

“ปลูกพืชผลการเกษตร ไม่ใช่ปลูกแล้วจะปล่อยทิ้งให้ธรรมชาติดูแล เราต้องมีการจัดการ อย่างต้นกล้วย ไม่ได้ง่ายนะครับ ต้องดูแลเหมือนกับการปลูกไม้ผลอื่น อย่างใบกล้วยต้นหนึ่ง ควรเอาใบไว้ไม่เกิน 7 ใบ ถ้าพบว่าต้นกล้วยมีใบเยอะเป็นสิบๆ ใบ แบบนี้ต้องตัดไปให้แพะ แกะ กิน เพราะไม่อย่างงั้นจะเกิดโรคตามมา หรือหน่อกล้วย ห้ามไว้เกิน 3 หน่อ ที่งอกใหม่ต้องขุดออกให้หมด เพราะถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ ต้นกล้วยจะแย่งอาหารกัน ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี”

ในพื้นที่ 3.5 ไร่ คุณยาซีน ได้จัดสรรพื้นที่อย่างลงตัว ประกอบด้วยกิจกรรมการเลี้ยงแกะ แพะ เพื่อจำหน่าย พื้นที่ 2 งาน ขุดเป็นสระเก็บน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรและเลี้ยงปลา จำนวน 2 งาน พื้นที่ที่เหลืออีก 2.5 ไร่ จัดเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่ปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งไม้ยืนต้นและพืชผักสวนครัว ประกอบด้วย ต้นมะม่วงพันธุ์ดีที่เป็นสายพันธุ์โบราณและกำลังสูญพันธุ์ เช่น การเกด พราหมณ์ขายเมีย ทองดำ ลิ้นงูเห่า ยายกล่ำ เป็นต้น จำนวน 460 ต้น ต้นมะขามป้อม 5 ต้น มะพร้าวแกงและน้ำหอม 57 ต้น กล้วยหอม 55 ต้น กล้วยน้ำว้า 150 ต้น น้อยหน่า 10 ต้น ฝรั่ง 7 ต้น ขนุน 3 ต้น มะนาว 11 ต้น มะกรูด 200 ต้น และผักสวนครัวอีก 1 งาน

นอกเหนือจากการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ละกิจกรรมของสวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม ยังก่อให้เกิดการเกื้อกูลแก่กันและกัน และที่สำคัญทุกอย่างสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นรายได้ในระดับที่สามารถอยู่ได้

“อย่างการเลี้ยงแพะของผม ซึ่งเน้นเลี้ยงแพะกึ่งเน้นกึ่งนม ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของสวน ตอนนี้มีพันธุ์บอร์ ซาแนน ทอกเกนเบิร์ก และอัลไพน์ เป็นต้น ในการเลี้ยงจะเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการฝากย้ายตัวอ่อนช่วย เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อครอกให้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ได้ลูกแฝด”

“ผมสามารถสร้างรายได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจำหน่ายเป็นสายพันธุ์ จำหน่ายในรูปของแพะขุน รวมถึงการนำน้ำนมแพะมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ที่ได้รับการรับรองจาก อย. แล้ว เช่น สบู่ โลชั่น ครีมต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้เป็นอย่างมาก มูลของแพะที่ได้ ผมยังนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกให้กับต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก” คุณยาซีน กล่าวและว่า

“แล้วต้นไม้ที่ปลูกทุกอย่างสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการเลี้ยงแพะได้เช่นกัน โดยใบกล้วย ต้นกล้วย กิ่งก้านต้นมะม่วงหรือไม้ผลอื่นที่เราตัดแต่ง หญ้าที่ถอน เศษผักจากแปลง สามารถนำไปให้แพะกินเป็นอาหารได้หมดทุกอย่าง”

“หรือการปลูกมะม่วงพันธุ์ดีที่สวนผมมีหลากหลายพันธุ์มาก แต่หลายคนสงสัยพื้นที่แค่นี้จะสร้างรายได้พอหรือ ผมอยากให้มาดูที่สวนของผม เพราะผมสามารถใช้พื้นที่ 1 งาน ปลูกมะม่วงได้ 300 ต้น ซึ่งเป็นการปลูกที่ไม่เหมือนกับเดิมที หากปลูก 300 ต้น ต้องใช้พื้นที่ถึง 10 กว่าไร่ และต้องมีการจัดการตามมาอีกมากมาย แต่ด้วยวิธีการที่ปลูกแบบนี้ทำให้ได้จำนวนต้นเท่ากันแต่การจัดการน้อยลง”

“ผมปลูกมะม่วงหลุมละ 3 ต้น ทำได้ครับ” คุณยาซีน ยืนยัน

โดยเทคนิคที่สำคัญของการปลูกมะม่วงแบบสวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม คือ การจัดการต้นมะม่วง

“วิธีการของผมคือ ผมจะใช้กิ่งเสียบยอดมาปลูกลงในหลุมปลูก จำนวน 3 เส้า โดยหลุมจะมีขนาดกว้าง ลึก ประมาณ 1 ศอก ก้นหลุมรองด้วยแกลบ ปุ๋ยคอก และหินฝุ่น หลังปลูกพอต้นมะม่วงสูงขึ้นมาสักประมาณระดับไหล่ จะเริ่มดัดยอดต้นมะม่วง โดยให้แยกออกจากกันเป็น 3 ทาง หรือมีลักษณะเป็นแฉก ด้วยการใช้ไม้ปักขนาบที่โคนต้น 2 ด้าน หนึ่งจุด และอีกจุดปักห่างออกไปประมาณ 80 เซนติเมตร ผูกด้วยเชือกเพื่อให้ยอดตั้งขึ้น เท่านี้แต่ละต้นกิ่งจะไม่ทับกัน สามารถขึ้นไปในทางที่กำหนดของแต่ละต้น”

“แต่ถ้าต้องการไม่ให้ต้นสูงเหมือนกับมะม่วงโบราณที่สูง 10-20 เมตร ให้เตี้ยเป็นพุ่ม ให้ใช้วิธีการเด็ดยอดส่วนที่เรียกว่าเดือยไก่ทิ้ง เพื่อควบคุมยอด พอเด็ดแล้วมะม่วงจะแตกใหม่ออกมา 5 ยอด คราวนี้ก็ตัดยอดออกให้เหลือสัก 3 ยอดพอ ถ้าแตกยอดออกมาแล้วปล่อยระยะจะเห็นว่าเริ่มแตกเดือยไก่ใหม่เราก็เด็ดแบบเดิมอีกครั้ง”

“จากครั้งแรกเด็ดทิ้งไว้ 3 ยอด พอเด็ดครั้งที่สอง จะได้ยอดเพิ่มมาเป็น 9 ยอด และถ้าเด็ดครั้งที่สาม จะได้ยอดเพิ่มมาเป็น 27 ยอด ซึ่งผมมองว่าเป็นจำนวนยอดที่กำลังพอดีกับการดูแล แต่ถ้าเห็นว่ายังพอได้อยู่ก็เด็ดครั้งที่สี่ได้ โดยจะได้ยอดเพิ่มต่อต้นมาเป็น 81 ยอด”

“ถ้าเราหวังผลเพียง 2 ลูก ต่อยอด แต่ละปีจะสามารถเก็บผลมะม่วงได้ประมาณ 162 ผล ต่อต้น อย่าง 1 งาน ของผมมี 300 ต้น คูณกันออกมาแล้วถือว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างน่าสนใจ และใต้ต้นมะม่วงสามารถปลูกพืชผักอื่นเสริมได้ เพราะมะม่วงเป็นไม้ผลที่หยั่งรากหากินลึก ฉะนั้น การปลูกพืชที่รากตื้นอย่างพืชผักจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นมะม่วง” คุณยาซีน กล่าว

นอกจากนี้ ต้นไม้ทุกต้นที่สวนฮาวา ออกานิคฟาร์มปลูก คุณยาซีน บอกว่า ทุกอย่างใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่กินโดยตรงก็ใช้ประโยชน์อื่น เช่น ต้นยี่โถ ต้นสะเดา ต้นไม้เหล่านี้เป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

“จะต้องฉีดยาป้องกันโรคแมลง ผมก็ใช้จากในสวนมาหมัก มาทำตามกระบวนการ ได้สารธรรมชาติที่มีฤทธิ์ไว้ฉีดป้องกันและรักษาได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และปลอดภัยด้วย ต้นไม้ทุกอย่างในสวนผมเด็ดกินได้เลยอย่างสบายใจ”

“ทุกอย่างมีหลัก มีวิธีการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถศึกษาได้ ดังนั้น ผมขอบอกเลยว่า สำหรับผู้ที่กำลังคิด กำลังตัดสินใจ ฮาวา ออกานิคฟาร์มของเราพร้อมเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับทุกคนที่สนใจ ผมเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่ผมรู้ ผมทำ ได้อย่างเต็มที่ เพื่อจะได้รู้ว่าชีวิตที่มีความสุขนั้นแท้จริงเป็นอย่างไร” คุณยาซีน กล่าวทิ้งท้าย

ด้วยบทความในชุดนี้ได้เขียนมาถึงตอนที่ 8 แล้ว ท่านที่เพิ่งมาอ่านเอาในตอนหลังๆ นี้อาจจะปะติดปะต่อเรื่องราวหลักที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารได้ไม่ชัดเจน จึงขอใช้บทนี้เท้าความทบทวนเนื้อหาสาระอย่างย่อๆ และจะได้สอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการดูแลรักษากล้วยไม้ที่นำมาติดต้นไม้ใหญ่ และสวนกล้วยไม้ดินที่จัดประกอบใต้ต้นไม้ใหญ่ในท้ายบทไปในตัว

จุดประสงค์ของบทความชุดนี้ คือการสื่อสารให้ผู้เขียนแบบการจัดสวนตามโครงการใหญ่ๆ ของโรงแรมหรู ศูนย์การค้าหรู รีสอร์ตหรู สนามกอล์ฟ ฯลฯ หนึ่ง นักจัดสวนมืออาชีพหนึ่ง ผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เชิงการค้าหนึ่ง และผู้สนใจที่รักกล้วยไม้และพืชสวนประดับอีกหนึ่ง ได้ตระหนักถึงธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ถือว่ายังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งเชิงดีมานด์และซัพพลายของธุรกิจรับจ้างจัดสวนหรือปรับภูมิทัศน์ที่ผนวกงานกล้วยไม้เข้าไปในโครงการ และกำลังรอให้ผู้เกี่ยวข้องข้างต้น อันได้แก่ สถาปนิกผู้ออกแบบการจัดสวนหรือภูมิทัศน์ ผู้รับจ้างจัดสวน เจ้าของโครงการ และผู้ผลิตกล้วยไม้ในเชิงการค้าได้ศึกษาพื้นฐานที่จำเป็นที่ผู้เขียนได้นำเสนอเป็นเบื้องต้น พูดคุยเจรจากัน (อย่างไม่เป็นทางการ) เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมที่ตรงกันที่จะนำไปสู่การประสานงานเชิงการค้าต่อไปในอนาคต

1.1 ศึกษาเรื่องกล้วยไม้และศักยภาพการนำมาปลูกร่วมไปกับต้นไม้ใหญ่ที่ใช้ในการจัดสวน ให้มีความซาบซึ้งในสุนทรียภาพของต้นกล้วยไม้ชนิดต่างๆ ที่ทยอยออกดอกตลอดทั้งปีในแต่ละฤดูกาล ความงดงาม สีสัน และกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของกล้วยไม้แต่ละชนิด ที่ประกอบประสานกันชวนให้ชื่นชมลุ่มหลงในเชิงศิลปะ เป็นความจำเป็นที่สำคัญอันดับแรกที่จะต้องเกิดขึ้นในตัวของนักภูมิสถาปัตย์เอง เมื่อมีความชื่นชมและซาบซึ้งในความงดงามของกล้วยไม้ที่ปลูกเรียนแบบธรรมชาติแล้ว ก็จะต้อง

1.2 ศึกษาทำความรู้จักกล้วยไม้ชนิดต่างๆ ที่มีความหลายหลากเชิงสายพันธุ์ ฤดูออกดอก ความถี่ห่างของการออกดอก (เช่น กล้วยไม้ไทยพันธุ์แท้ออกดอกปีละครั้ง แต่กล้วยไม้ลูกผสมจะสามารถออกดอกได้ปีละ 1-4 ครั้ง เป็นต้น) เป็นชนิดมีกลิ่นหอม ไม่หอม หรือไม่ชวนดม เป็นกลุ่มไม้เขตร้อน หรือหนาว ฯลฯ อีกทั้งต้องศึกษาให้เข้าใจธรรมชาติของเขา ต้องศึกษาให้เข้าใจถึงการสร้างภูมิคุ้มกันแดด ด้วยการกราดแดดให้แก่กล้วยไม้ที่ผ่านการปลูกเลี้ยงใต้ซาแรนมาตลอด เพราะตรงนี้ นักภูมิสถาปัตย์จะเป็นตัวจักรหลักฝ่ายดีมานด์ที่จะสื่อสารประสานงานกับสวนกล้วยไม้เชิงการค้า และ/หรือผู้ค้ากล้วยไม้ในฐานะฝ่ายซัพพลาย ให้มีความพร้อมที่จะผลิตกล้วยไม้ที่ผ่านการกราดแดดส่งให้แก่ผู้ซื้อ นั่นคือนักภูมิทัศน์หรือนักจัดสวนมืออาชีพที่เซ็นสัญญารับงานมา

1.3 ต้องน้าวโน้มให้เจ้าของโครงการเห็นภาพความงดงามของสภาพภูมิทัศน์ที่มีกล้วยไม้ปลูกร่วมบนต้นไม้ใหญ่ ทั้งนี้ นักภูมิสถาปัตย์ต้องนำเสนอตั้งแต่ระดับการออกแบบเชิงความคิดหรือ conceptual design โดยต้องคำนึงถึงความพร้อมในเชิงพื้นที่ของการดูแลรักษาในระยะหลังส่งงานแล้วด้วย อนึ่ง ด้วยงานดูแลรักษากล้วยไม้เป็นงานละเอียดอ่อน การผนวกงานเรื่องการติดกล้วยไม้เข้าไปในงานใหญ่จึงต้องจำกัดขนาดของพื้นที่ และควรทำเป็นโครงการเล็กๆ เป็นงานเสริมในโครงการใหญ่ โดยเฉพาะในระยะแรกที่ยังไม่มีประสบการณ์

2. สวนกล้วยไม้และผู้ค้ากล้วยไม้ ที่ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในโรงเรือน Royal Online เมื่อทราบความต้องการที่จะมีความต้องการกล้วยไม้ที่ผ่านการกราดแดด สามารถปรับสภาพโรงเรือนบางส่วนให้สามารถรับแสงด้านทิศตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้เพื่อการนำกล้วยไม้มากราดแดด เมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามา ขั้นตอนการกราดแดดนี้น่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน (ต้องมีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้เชิงรายละเอียดต่อไป)

3. นักจัดสวนมืออาชีพ นอกจากต้องศึกษาให้รู้จักกล้วยไม้และการใช้งานเช่นเดียวกับนักภูมิสถาปัตย์แล้ว ต้องศึกษาเรื่องเทคนิคการติดกล้วยไม้บนต้นไม้ใหญ่ เพื่อให้งานออกมาเป็นงานมืออาชีพ ดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติ การประสานงาน การเข้าไปทำความรู้จักกับสวนกล้วยไม้ใหญ่ๆ ที่จะป้อนกล้วยไม้เข้าโครงการได้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้มีการเขียนแบบ ระบุงานติดกล้วยไม้ ระบุชนิดและจำนวนกล้วยไม้ แต่ถ้าไม่มีสวนกล้วยไม้ที่ประสานงานไว้ล่วงหน้า ที่มีข้อตกลงจะมีการทำธุรกรรมร่วมกัน ถ้าตรงนี้ (การติดต่อประสานงานกับสวนไว้ก่อน) ไม่ได้ถูกดำเนินการ เมื่อผู้รับจ้างเซ็นสัญญารับงานมา ไม่มีแหล่งซัพพลายที่เตรียมหรือมีสายพันธุ์ตามสเปก ไม่เข้าใจเรื่องกราดแดด ผู้รับงานก็จะถูกบังคับให้วิ่งหากล้วยไม้ที่ไม่ตรงสเปกบ้าง และที่สำคัญไม่ผ่านการกราดแดดมาใช้ สุดท้ายก็จะไปเป็นปัญหาตอนส่งงาน เช่น ต้นกล้วยไม้สเปกไม่ตรง กล้วยไม้ถูกแดดเผาใบดำเสียดูไม่สวย ไม่ผ่านการตรวจรับงาน ฯลฯ

4. ประชาชนทั่วไปที่รักกล้วยไม้ หรือชอบตกแต่งจัดสวนที่บ้านเป็นงานอดิเรก สามารถนำความรู้ที่ศึกษาจากการอ่านบทความชุดนี้ไปใช้งาน หรือนำกล้วยไม้ที่ซื้อมาจากร้าน สวน หรือในเว็บที่ขายออนไลน์ ไปติดตามต้นไม้ในบ้านที่มีอยู่ สร้างสวนป่ากล้วยไม้ในบ้านได้อย่างดี แต่ควรต้องศึกษาชนิดของกล้วยไม้ให้รู้จักถ่องแท้มากขึ้น เช่น กล้วยไม้ที่จะซื้อมาต้องมีขนาดดอกใหญ่ไม่เล็กจิ๋วแบบที่นักกล้วยไม้ไม่ปลูกกัน ทำความรู้จักกับกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอม เป็นต้น เมื่อมีกล้วยไม้ที่ติดอยู่บนต้นไม้ในบ้านทยอยออกดอกทั้งปี หรือมีดอกจากการที่เราปลูกกล้วยไม้ชนิดเดียวกันหลายๆ ต้น หรือคละเคล้ากันอย่างมีศิลปะ เราก็จะได้ชื่นชมกับงานศิลปะจากความงามแบบธรรมชาติของกล้วยไม้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร