ปลูกมะกรูดพวง เป็นอาชีพเสริม โกยรายได้ปีละหลายแสน

คุณอำไพ สุขไกรรัตน์ หรือน้าไพ ทำสวนเกษตรแบบผสมผสาน เนื้อที่ 32 ไร่ อยู่บ้านเลขที่ 22/12 หมู่ 3 ตำบลหินดาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกไม้ผล เช่น ปลูกทุเรียน เงาะ มังคุด ลิ้นจี่ อินผาลัม ส้มโอ ส้มเขียวหวาน เนื่องจากไม้ผลให้ผลผลิตเพียงปีละครั้ง น้าไพจึงตัดสินใจปลูกมะกรูด เป็นพืชเสริมรายได้เพราะต้นมะกรูด จะมีผลผลิตออกมาสม่ำเสมอ เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง ไม่ต้องเหนื่อย วิ่งหาคนซื้อเหมือนพืชอื่นๆ

น้าไพ ตัดสินใจปลูก มะกรูดพวง เพราะเป็นมะกรูดพันธุ์ผลใหญ่และติดเป็นพวง ผลมีลักษณะขรุขระมาก และมีจุกที่หัว ใบมีขนาดใหญ่ เกษตรกรจำนวนมาก นิยมปลูกมะกรูดพวง เพื่อผลิตใบและผลขายส่งให้แก่โรงงานน้ำมันหอมระเหย และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากใบและผลมะกรูด เช่น สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน เครื่องสำอาง โรงงานน้ำพริก อุตสาหกรรมยาฯลฯ

การปลูกมะกรูด ควรเลือกสภาพพื้นที่ ที่เป็นแหล่งดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำที่ดี ให้ขุดหลุมลึก ขนาด 50 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมและแถวก็ประมาณ 4-5 เมตร หลังจากนั้นปล่อยดินตากแดดอยู่สัก 1-2 เดือน ก่อนปลูก 15 วัน ให้เอาปุ๋ยคอกใส่ลงไปครึ่งปี๊บ นำกิ่งตอนวางลงหลุม ตั้งให้ตรง กลบดินกดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม นอกจากนี้ น้าไพยังปลูก กล้วยน้ำว้าแซมในสวนมะกรูด เพื่อช่วยเป็นร่มเงา และเป็นรายได้เสริมอีกรายหนึ่ง

การดูแลรักษาในสวนมะกรูด แค่รดน้ำเช้าเย็นเท่านั้นในช่วง 1-2 เดือนแรก เมื่อต้นมะกรูดมีอายุสัก 8 เดือน จึงบำรุงต้นอีกครั้งโดยใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยสูตรเสมอ ใส่รอบๆ บริเวณทรงพุ่ม ให้น้ำเพียงแค่วันละครั้งเดียว เมื่อต้นมะกรูดเติบใหญ่ ขึ้นก็ไม่ต้องให้น้ำ ใช้น้ำฝนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปต้นมะกรูดจะเก็บใบขายได้เมื่ออายุ 2 ปี พอต้นมะกรูดอายุได้ 3 ปี จึงจะมีผลเก็บขายได้

ต้นมะกรูดมีปัญหาโรคและแมลงรบกวนน้อย ที่เจออยู่บ้างได้แก่ หนอนชอนใบ ที่มาทำลายทำให้ใบมะกรูดบิดงอ ใบไม่สวย ไม่สามารถตัดส่งขายได้ วิธีป้องกันคือ เด็ดนำไปเผาทำลายให้หมด หรือฉีดสารสกัดจากสะเดา หรือปุ๋ยน้ำหมักที่เกิดจากการหมักพืชสมุนไพรนานาชนิดเช่น ข่า ตะไคร้ และพริกขี้หนูป่นหมักรวมกันแล้วก็ผสมมาฉีดขับไล่แมลง เมื่อ ต้นมะกรูดมีอาการดีขึ้นก็ควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ชิดติดกัน หรือกิ่งที่คดงอทิ้ง เพื่อให้มีรูปทรงลำต้นที่ดี แถมช่วยเพิ่มผลผลิต ที่สำคัญเป็นการกำจัดโรคแมลงได้ดีอีกทางหนึ่ง

น้าไพเล่าว่า ราคามะกรูดขึ้นลงตามภาวะตลาดในแต่ละช่วงฤดู สำหรับฤดูฝนมีผลผลิตเข้าตลาดมาก จะขายได้ในราคาถูก แค่ ก.ก.ละ 20-30 บาท ส่วนฤดูแล้ง จะขายมะกรูดได้ในราคาสูง กว่า 30 บาทต่อก.ก. ทุกวันนี้น้าไพพึงพอใจกับรายได้จากการขายมะกรูด เพราะไม่ต้องลงทุนมาก ไม่ต้องดูแลใจใส่เป็นพิเศษเหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ และสามารถเก็บผลมะกรูดออกขายได้ทุกๆ สามเดือน ทุกวันนี้มีน้าไพมีรายได้จากการขายมะกรูดต่อปี หลายแสนบาททีเดียว

ประเทศไทย มีไผ่หลายพันธุ์หลายชนิด ไผ่จัดอยู่ในประเภทพืชยืนต้น โดยต้นไผ่จะมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นที่จดจำได้ง่าย ตรงที่ตัวลำต้นจะแตกออกเป็นกอไม้พุ่มเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งในกอหนึ่งมีประมาณ 20-25 ต้น ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้องตลอดลำ เนื้อผิวเกลี้ยงแข็งมีสีเขียวหรือเหลืองแถบเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว

คุณณรงค์ ไทยเจริญ เจ้าของสวนไผ่ อยู่บ้านเลขที่ 73/3-4 หมู่ที่ 1 ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่มีความชื่นชอบในเรื่องของต้นไผ่เป็นอย่างมาก โดยเขาใช้ที่ดิน จำนวน 22 ไร่ ในการปลูกไผ่เกือบทั้งหมด ซึ่งจะมีไผ่ จำนวน 3 พันธุ์ ที่คุณณรงค์เลือกปลูกคือ ไผ่หม่าจู ไผ่รวก และไผ่เลี้ยง

คุณณรงค์ ได้ให้เหตุผลถึงการเลือกปลูกไผ่หม่าจูว่า เป็นไผ่สายพันธุ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งจากหน่อและลำต้น โดยลำต้นสามารถนำไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เตียง หรืออื่นๆ ที่สามารถใช้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างต่างๆ

ในส่วนของหน่อไม้พันธุ์หม่าจูก็นำมาประกอบอาหารได้ เพราะจะมีรสชาติที่หวานกรอบอร่อย ไม่มีขม เพราะถูกจัดอยู่ในตระกูลไผ่หวาน มีสีเนื้อที่ขาวปราศจากสารฟอกสี นำไปรับประทานได้โดยที่ไม่ต้องต้มน้ำเพื่อลวกหน่อไม้ เพราะล้างน้ำธรรมดาหรือล้างน้ำซาวข้าว แล้วนำมาปรุงอาหารได้เลย เพราะถ้าเป็นไผ่จากที่อื่นจะขมมาก ทำให้ต้องต้มน้ำก่อนนำไปปรุงอาหาร และยังเป็นที่นิยมในท้องตลาดทั่วไปด้วย

ซึ่งพันธุ์หม่าจู ขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี ก็คือ การตอนกิ่งแขนง และการชำเหง้า

โดยการตอนกิ่งแขนง จะไม่สามารถนำกิ่งที่มีความอ่อนมาใช้ได้ กิ่งที่นำมาใช้จะต้องอยู่ในช่วงกลางๆ ไปจนถึงระดับที่เรียกว่าแก่เลยทีเดียว ส่วนการขยายพันธุ์วิธีที่ 2 คือการเพาะด้วยการชำเหง้า ถ้าหากช่วงนั้นพื้นดินอยู่ในระหว่างที่มีความชื้นสูงๆ ก็สามารถนำลำต้นปักลงหลุมได้ทันที

ส่วนไผ่รวก จะปลูกเป็นแถวๆ เพื่อใช้เป็นแนวบังลม เนื่องจากพื้นที่ในสวนแห่งนี้มีลมค่อนข้างแรงในบางฤดู

ไผ่รวกเป็นไผ่ที่ปลูกได้ง่าย แต่จะใช้เวลานานถึง 4 ปีเลยทีเดียว กว่าที่ไผ่รวกจะเติบโตโดยสมบูรณ์แบบ และในส่วนของหน่อจะเก็บได้ตั้งแต่ปีที่ 3 แต่คุณณรงค์ก็ได้บอกว่า ถ้าอยากได้หน่อไม้ที่อยู่ในช่วงที่ดี แนะนำให้เก็บในปีที่ 4 ขึ้นไป เพราะนอกจากจะได้รสชาติที่ดี มอดก็ยังน้อยอีกด้วย

ทางด้านลำต้นของไผ่รวก คุณณรงค์ บอกว่า

“ไม้ไผ่รวกของเรา เราจะมีการนำไปตัดเพื่อทำเป็นหลักวัว หรือแผงกั้นที่มีลวดเป็นตัวนำไฟฟ้า ทำเป็นรั้วไฟฟ้า เพราะพื้นที่ในอำเภอพัฒนานิคม ส่วนใหญ่ทำอาชีพเลี้ยงวัว ทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ เราก็เลยนำไม้มาแปรรูปเป็นหลัก ขายได้ 1 ท่อน (1 เมตร 20 เซนติเมตร) ประมาณ 4 บาท โดยลำหนึ่งสามารถตัดได้ 4-5 ท่อน ลำต้นหนึ่งมีค่าประมาณ 20 บาท ส่วนเศษไม้ที่ตัดเป็นข้อๆ เราก็ไม่ได้ทิ้ง แต่เราจะนำไปเผาถ่าน เพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง”

ส่วนไผ่เลี้ยง ถึงจะไม่ใช่ไม้หลักที่เลือกปลูก แต่จะมีประโยชน์และการเจริญเติบโตที่คล้ายกับไผ่รวก และคุณณรงค์จึงเลือกใช้หน่อกับลำต้นเหมือนไผ่รวกเกือบทุกอย่าง

นอกจากไผ่ที่คุณณรงค์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากแล้ว เขาก็ยังปลูกสมุนไพรต่างๆ อีกหลายชนิดไว้ในสวนแห่งนี้อีกด้วย

“ผมทำเรื่องสมุนไพรอยู่ เป็นสมุนไพรปรับสมดุลร่างกาย คือการใช้รักษาโรคแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินในการรักษา ซึ่งสมุนไพรในนี้มีมากกว่า 30-40 ชนิด จะมีสมุนไพรที่เป็นไม้ยืนต้น-สมุนไพรที่เป็นไม้ล้มลุก แล้วก็สมุนไพรที่เป็นพืชข้ามปี ก็เลยกลายเป็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” คุณณรงค์ กล่าว

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือหนึ่งในปรัชญาของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรหรือประชาชนที่มีที่อยู่ว่างเปล่าได้มีป่าไม้ มีอาหารกิน มีไม้ใช้สอย

โดยคุณณรงค์ บอกว่า เขาได้นำปรัชญาเหล่านี้มาใช้กับสวนแห่งนี้ด้วย ซึ่งเขาได้อธิบายว่า ประโยชน์ 3 อย่าง ได้แก่ ป่าไม้ใช้สอย ป่าไม้กินได้ และป่าไม้เศรษฐกิจ

ส่วนประโยชน์ 4 อย่าง คือสามารถนำมาเป็นอาหารได้ ซึ่งที่สวนแห่งนี้จะมีเพกา มะขามป้อม กล้วย ขี้เหล็ก มะละกอ ฯลฯ แล้วก็ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายชนิดที่อยู่ในสวน ส่วนใหญ่ล้วนจะเป็นสมุนไพรที่คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้จักกับประโยชน์อย่างเด่นชัด

ประโยชน์ที่สอง นำสิ่งที่มีอยู่ในสวนไผ่มาใช้สอย เพื่อสร้างเป็นที่พักอาศัย หรือทำเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้

ประโยชน์ที่สาม สามารถใช้ในการนำไปจำหน่ายได้ หรือจะนำมาเป็นพลังงาน เช่น การเผาถ่านก็ได้

ส่วนประโยชน์ข้อสุดท้าย พันธุ์ไม้เหล่านี้เมื่อปลูกแล้ว จะไม่มีการไปรบกวนธรรมชาติแม้แต่น้อย มีแต่จะรักษาเกื้อหนุนป่าไม้และสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ แถมยังเป็นการสร้างสมดุลของระบบนิเวศภายในสวนได้อีกด้วย

ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด

ทั้งนี้ คุณณรงค์ ยังได้เผยถึงระบบการให้น้ำของสวนแห่งนี้ว่า

“ผมมีระบบให้น้ำ เป็นระบบน้ำหยด เราจะให้ในช่วงหน้าแล้ง โดยอีกหนึ่งสาเหตุที่ผมจะชอบทำให้พื้นที่ตรงนี้ชื้นอยู่ตลอดก็เพราะ ณ ที่สวนแห่งนี้ มีหิ่งห้อยอยู่หนึ่งสายพันธุ์ ที่เจริญเติบโตอยู่ในป่าแห่งนี้ ก็คือ หิ่งห้อยป่าไม้ ลักษณะคือหัวส้มปีกดำ ตัวค่อนข้างใหญ่ ข้อดีของเขาคือสามารถอาศัยอยู่ในป่าไม้ได้โดยที่ไม่ต้องอยู่ในน้ำ ใช้ความชื้นที่อยู่ในป่าไผ่ เพื่อขยายพันธุ์ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเจริญเติบโตได้ดีคือ เราไม่ได้ใช้สารฆ่าแมลงเลยในสวนของเรา ซึ่งใน 1 ปี จะมีเพียงแค่ 2 อาทิตย์ ที่หิ่งห้อยจะโผล่ออกมาให้เห็น”

หิ่งห้อย กับป่าไม้ไผ่

สาเหตุที่คุณณรงค์อยากจะเก็บรักษาหิ่งห้อยเหล่านี้ก็เป็นเพราะอยากให้ลูกหลานได้มาเห็น ได้มาศึกษา ว่าหิ่งห้อยเหล่านี้นอกจากจะให้ความสวยงามแล้ว ยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศมากด้วย เพราะการที่มีหิ่งห้อยอยู่ในพื้นที่ จะเป็นการบ่งชี้ว่า พื้นที่เหล่านั้นมีแหล่งน้ำที่สะอาดและยังแสดงให้เห็นว่าป่าแห่งนั้น ปลอดสารเคมีอีกด้วย ทั้งนี้ ที่สวนของคุณณรงค์นอกจากจะมีหิ่งห้อยป่าไม้แล้ว ยังมีหิ่งห้อยอีกหนึ่งสายพันธุ์ คือหิ่งห้อยน้ำจืด โดยจะอาศัยอยู่ในบริเวณสระที่อยู่ด้านล่างสวน ซึ่งถือได้ว่าเป็นหิ่งห้อยสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกค้นพบในประเทศไทยอีกด้วย

คุณณรงค์ ยังมีคำแนะนำถึงผู้ที่มีความสนใจที่จะปลูกไผ่ต่ออีกว่า

“ก็ต้องขึ้นอยู่กับที่พื้นตรงนั้นด้วย ว่าเขาจะใช้สายพันธุ์อะไรได้บ้าง แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ผมอยากให้เลือกปลูกที่สามารถใช้ได้ทั้งหน่อทั้งลำครับ ซึ่งไม่ต้องดูแลอะไรมาก และสามารถขายหน่อได้ ลำก็ขายได้”

นอกจากจะใส่ใจในสายพันธุ์ที่จะใช้ปลูกแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรื่องของน้ำ เพราะในระยะการปลูกช่วง 2 ปีแรกนั้น ต้นไผ่ต้องการน้ำค่อนข้างเยอะ

ในส่วนของผลผลิตที่ได้จากไผ่โดยตรง ก็คงจะหนีไม่พ้นหน่อไม้ที่ได้จากต้นไผ่

“ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นช่วงที่หน่อไม้ออกผลออกหน่อมาก ในสวนของผมจะไม่เน้นไปทางขายหน่อไม้นะครับ เพราะหน่อจะมีราคาถูก 1 กิโลกรัม ขายได้เพียง 10 บาท แต่ถ้าผมเลี้ยงลำเอาไว้ ผมก็จะได้ประมาณ 20 บาท ราคาจะต่างกัน เพราะในพื้นที่จังหวัดลพบุรีมีเลี้ยงปศุสัตว์เยอะ ผมเลยเน้นไปทำหลักวัว-รั้วไฟฟ้าขายเป็นส่วนใหญ่” คุณณรงค์ กล่าว

ถ่านไม้ไผ่จากเศษไม้ สู่การสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ทั้งนี้ คุณณรงค์ ก็ยังมีแผนที่จะสร้างรายได้เสริม โดยการนำเศษท่อนเล็กๆ ที่ได้จากการทำรั้วไฟฟ้าด้วยไม้ไผ่ นำไปเผาเป็นถ่านไม้ไผ่ ซึ่งประโยชน์ของถ่านไม้ไผ่ชนิดนี้คือ จะให้พลังงานเยอะกว่าถ่านทั่วไป สามารถซับกลิ่น ดูดสารพิษต่างๆ ได้ดี ดีกว่าถ่านไม้ทั่วไป ถ่านไม้ไผ่เป็นถ่านเพียงชนิดเดียวที่นำไปต่อยอดในเรื่องของอุตสาหกรรมได้ หรือแม้กระทั่งนำไปทำเป็นสินค้าโอท็อปได้มากมาย เช่น สบู่ และสินค้าอื่นๆ อีกหลายอย่าง อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปบดเป็นผง นำไปผสมกับเครื่องดื่ม ก็จะมีฤทธิ์ดูดซับสารพิษในร่างกายได้ และช่วยลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ดีอีกด้วย

ส่วนวิธีการเผา สามารถปฏิบัติหรือจะหาอุปกรณ์มาทำได้ง่ายๆ โดยนำถังน้ำมัน ขนาดบรรจุ 200 ลิตร มาเจาะรูที่ก้นถัง ประมาณ 20 รู และขุดหลุมในพื้นที่สำหรับการเผาให้ลึกพอประมาณ แล้วจึงนำถังที่เตรียมเผาไปวางไว้บนหลุม ต่อจากนั้นนำไม้ที่เหลือจากการทำหลักวัว ที่มีลักษณะเป็นข้อๆ หรือเศษไม้ไผ่ชิ้นเล็ก มาใส่ในถังให้พอประมาณ แล้วจึงปิดผา ใช้ดินจำนวนหนึ่งมาวางลงบนฝาถัง พร้อมก่อไฟในหลุมที่ขุดเพื่อเผาได้ทันที ซึ่งการเผาจะใช้เวลาวันต่อวัน เมื่อเผาเสร็จก็จะได้ถ่านไม้ไผ่ประมาณ 1 กระสอบ

“ตอนนี้ยังไม่ได้มีการตั้งราคาแต่อย่างใด เพราะเราเพิ่งผลิตสำเร็จได้ไม่นาน ที่ผ่านมาเผาแล้วเป็นขี้เถ้าหมด ตอนนี้ที่คิดไว้คือ จะเผาแล้วเก็บไปเรื่อยๆ แล้วค่อยทยอยออกจำหน่ายทีหลัง เนื่องจากถ่านไม้ไผ่มีคนต้องการเยอะเหมือนกัน” คุณณรงค์ กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมแบบง่ายๆ ด้วยการปลูกไผ่ให้ได้คุณภาพปราศจากสารเคมี สามารถติดต่อมาได้ที่ คุณณรงค์ ไชยเจริญ เบอร์โทรศัพท์หมายเลข (081) 946-3318

แม้จะเป็นคนชอบกินผักและเดินสายไปทำข่าวตามจังหวัดต่างๆ มาหลายปี แต่เพิ่งได้ยินชื่อ “ต้นขาไก่” เมื่อไม่นานมานี้ จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งทาง คุณประสิทธิ์ ทองขาว เกษตรอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กำลังสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าส่งเสริม แทนที่จะปลูกกันไว้บริโภคเองภายในครัวเรือนเท่านั้น

ราคาดีกว่าผักเหมียง

ด้วยความที่ว่า “ขาไก่” เป็นผักที่มีรสชาติอร่อยและปลูกไม่ยาก ที่สำคัญได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 100 บาท เทียบกันแล้วได้ราคาดีกว่าผักเหมียง ที่มีราคาแค่กิโลกรัมละ 50-60 บาท

ฟังแค่นี้น่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรและคนทั่วไปสนใจอยากจะปลูกต้นขาไก่ เพราะเห็นหนทางชัดเจนว่ามีโอกาสทำเงินได้ก้อนโตหากมีตลาดรองรับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ผู้บริโภคยังไม่รู้จักในวงกว้างเท่านั้น ในขณะที่ต้นขาไก่เองมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงมีผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนในภูมิภาคอื่นที่ไม่รู้จักต้นขาไก่ที่ว่านี้ เพราะเป็นพืชพื้นถิ่นของทางภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรจะปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนผลไม้ทั่วไป ถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะมีคลอโรฟิลล์สูง ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตา และบำรุงโลหิต

ก่อนอื่นมารู้จักต้นขาไก่กันก่อนดีกว่า คุณประสิทธิ์ แจกแจงให้ฟังว่า “ขาไก่” เป็นพืชยืนต้นที่มีลักษณะทรงพุ่มคล้ายต้นผักเหมียง ใบเหมือนกุหลาบ ชอบที่ร่ม ไม่ทนแล้ง ชอบน้ำ ถ้าไม่มีน้ำจะเฉาตาย ในการตัดแต่งนั้นไม่ควรให้สูงเกิน 1.20-1.50 เมตร เพราะจะได้ตัดยอดตัดใบอ่อนได้ง่าย

อย่างที่บอก การปลูกไม่ยาก คุณประสิทธิ์ อธิบายว่า ตอนปลูกขุดหลุมลึกแค่ 30 เซนติเมตร ก็พอ แต่ต้นไม้ทั่วไปอาจจะต้องใช้หลุมลึก 50 เซนติเมตร ให้แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 2 เมตร เผื่อให้แต่ละต้นแผ่ขยายได้ พร้อมใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในหลุมปลูกไปด้วย จากนั้นสองสามเดือนก็ใส่อีกครั้ง โดยให้สังเกตว่าหากช่วงไหนออกใบออกช่อช้าหรือใบเล็กลงก็ควรใส่ปุ๋ยเข้าไปช่วย หลักสำคัญเลยคือ อย่าให้ต้นขาดน้ำ ต้องรดน้ำอยู่เป็นประจำ เพราะต้องใช้ในการสร้างใบ

สำหรับการปลูกแซมในสวนผลไม้หรือสวนยางพารานั้น เกษตรอำเภอย่านตาขาวให้ข้อมูลว่า ถ้าปลูกแซมในสวนยางพารา หากใบยางพาราที่ร่วงลงมามีปัญหาเชื้อราก็จะส่งผลต่อต้นขาไก่ด้วย จะทำให้ไม่แตกยอด

ตอนนี้มีการขายกิ่งพันธุ์กัน กิ่งละ 50-80 บาท ซึ่งเกษตรกรบางรายอาจจะบ่นว่าแพง ทางคุณประสิทธิ์เสนอว่า อาจจะซื้อไปสักกิ่งสองกิ่ง แล้วไปขยายพันธุ์เอง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการตอนและการเพาะชำ แต่อยากให้ตอนดีกว่า เพราะจะได้ผล 100% จะได้กิ่งพันธุ์ที่มีรากเต็ม โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะที่การเพาะชำอาจไม่ได้ผลทั้งหมด เนื่องจากรากจะน้อยกว่าการตอน

ทำได้สารพัดเมนู

พูดถึงเรื่องตลาดของต้นขาไก่ คุณประสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกกันมากที่สุดในตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว มากกว่า 5,000 ต้น แต่ถือว่ายังปลูกกันอยู่ในวงแคบ และเป็นการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งสามารถขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท ถือว่าเป็นผักที่มีอนาคต เพราะมีรสชาติอร่อย มันและออกหวานนิดๆ ทั้งยังทำได้หลายเมนู ทั้งผัด แกงจืด แกงเลียง หรือต้มกับกะทิ หรือจะกินสดๆ ก็ได้

เรียกว่าเป็นผักที่น่าส่งเสริมให้ปลูกกันจริงๆ เพราะเด่นในเรื่องรสชาติ อีกทั้งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรให้วุ่นวาย สำคัญสุดเรื่องต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น พื้นที่ไหนไม่มีปัญหาเรื่องน้ำก็ปลูกได้หมด

ฉะนั้น ใครที่ไปอำเภอย่านตาขาว ขอแนะนำให้ไปลองชิมเมนูที่ทำจากต้นขาไก่นี้ดู ซึ่งหลายคนกินแล้วต่างติดใจกันเป็นแถว เพราะอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะใครที่ชอบกินผัก ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

ทีนี้มาคุยกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงกันบ้าง “คุณอำไพ ตันธนาภินันท์” อยู่หมู่ที่ 1 บ้านโหละหาร ตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว ซึ่งนอกจากจะปลูกไว้ตัดยอด-ตัดใบอ่อนขายแล้ว ยังตอนกิ่งพันธุ์ขายได้ด้วย

คุณอำไพ เล่าว่า เริ่มปลูกต้นขาไก่เมื่อปี 2545 โดยได้พันธุ์มาจากจังหวัดนราธิวาส และขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ตอนนี้ปลูกอยู่ประมาณ 100 ต้น โดยปลูกแซมในสวนยางพารา ซึ่งการปลูกไม่ยาก หากดูแลดีๆ ช่วง 5-6 เดือนหลังปลูกก็ตัดยอดขายได้แล้ว การบำรุงรักษาก็ไม่ยาก แค่ดายหญ้า พรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกเท่านั้น ไม่มีศัตรูพืชมารบกวน

ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร เหมาะที่จะปลูกแซมในสวนยางพาราหรือสวนผลไม้ แต่ต้องมีน้ำรดประจำ หากรดทุกวันยิ่งดี หรือไม่ก็สองวันรดน้ำครั้งหนึ่งในช่วงหน้าแล้ง กรณีมีน้ำไม่มาก

ในหน้าฝนนั้น ต้นขาไก่จะออกยอดดี ใน 1 สัปดาห์ จะสามารถตัดยอดขายได้ 2 ครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลด้วย เกษตรกรส่วนใหญ่ที่อำเภอย่านตาขาวจะปลูกไว้เพื่อกินกันเอง บ้านละ 5-6 ต้น เป็นพืชที่มีอายุยืนยาวถึง 15 ปีด้วย

ถามว่าจะขยายพื้นที่การปลูกอีกหรือไม่ คุณอำไพ บอกว่า คงไม่ขยายแล้ว เพราะที่สวนมีน้ำไม่เพียงพอ จึงปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพารา และเก็บขายได้ทุกสัปดาห์ เดือนๆ หนึ่งขายได้ 5,000-6,000 บาท โดยมียางพาราเป็นรายได้หลัก

แจงดีทั้งคนปลูก-คนกิน

ส่วนกรณีที่เกษตรกรจากพื้นที่อื่นจะนำต้นขาไก่ไปปลูกเพื่อส่งขาย คุณอำไพ แนะนำว่า หากคิดจะปลูกเพื่อทำการค้าอย่างจริงจัง คงต้องลงทุนแจกให้กินกันก่อนในตอนแรกๆ เพราะที่นี่ตอนที่เริ่มปลูกใหม่ๆ ก็ไม่มีคนกินเป็นเลย

“ต่อไปถ้าหาตลาดได้ เชื่อว่าต้นขาไก่เป็นพืชที่มีอนาคตไกล เพราะปลูกง่าย จุดขายคือ ไม่มีศัตรูพืช ไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน จึงไม่ต้องฉีดยาอะไรเลย ปลูกแล้วเป็นผักปลอดสารพิษ 100% ดีทั้งคนปลูกและคนกิน อีกอย่างเป็นพืชแซมสวนที่ดี สามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ได้หมด เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มันไม่ชอบแดดจัด ชอบแดดรำไร และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตลอด”

อย่างที่เกริ่นแต่ต้น นอกจาก คุณอำไพ จะปลูกต้นขาไก่ไว้ตัดยอดขายแล้ว ยังตอนกิ่งขายด้วย โดยเธอขายกิ่งละ 80 บาท ไม่รวมค่าขนส่ง ซึ่งในช่วงหน้าแล้งนี้มีคนสั่ง เจ้าตัวก็จะแจ้งให้ทราบว่า ยังไม่สามารถตอนให้ได้ เพราะการตอนช่วงหน้าแล้งรากจะไม่งอก ต้องรอตอนในช่วงหน้าฝน

สำหรับคนที่สนใจจะซื้อกิ่งพันธุ์ต้นขาไก่ หรืออยากรู้เรื่องการปลูกพืชชนิดนี้ โทร.คุยกับ คุณอำไพ ได้ที่ โทร. (089) 593-0489 ซึ่งเธอเป็นเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่ปลูกต้นขาไก่เป็นพืชแซมสวนอย่างจริงจัง และปลูกมานานหลายปีแล้ว เรียกว่าเป็นผู้รู้เรื่องต้นขาไก่ดีคนหนึ่งทีเดียว

เชื่อว่าอีกหน่อยเราๆ ท่านๆ คงจะได้กินใบอ่อนและยอดอ่อนของ “ขาไก่” กันได้ง่ายขึ้น เพราะเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ คงจะนำมาปลูกกันเยอะขึ้น แทนที่จะปลูกอยู่ในภาคใต้เท่านั้น

สถานการณ์น้ำน้อยทางภาคอีสานดูจะสร้างปัญหาให้กับอาชีพปลูกข้าวของชาวบ้านหลายพื้นที่จนต้องหาทางปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน

อย่างชาวบ้านที่ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ขานรับแนวทางของภาครัฐเพื่อที่จะปลูกพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านอย่างผักขะแยง ซึ่งมีคุณสมบัติใช้น้ำน้อย อายุสั้น เก็บเกี่ยวมีรายได้แบบวันต่อวัน

ลักษณะการปลูกผักขะแยงของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จะใช้พื้นที่นาหลังเก็บเกี่ยวหรือพื้นที่บริเวณบ้านที่มีจำนวนเนื้อที่แตกต่างกันตามกำลังของครัวเรือน โดยชาวบ้านจะรวมตัวเป็นกลุ่มทั้งหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งวิธีการปลูก การดูแล รวมไปถึงการขาย จนเกิดความเข้มแข็งสร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อครัวเรือน จนได้รับการกล่าวขานว่า “หมู่บ้านผักขะแยงเงินล้าน”

คุณแพ พรมวิจิตร บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 14 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (087) 870-4290 ทำอาชีพปลูกผักขะแยงกับบัวบกสร้างรายได้มานานเกือบ 10 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยออกไปทำงานยังจังหวัดต่างถิ่น แต่ต้องประสบปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับครอบครัว

คุณแพเริ่มปลูกผักขะแยงในพื้นที่เพียง 2 ไร่ แล้วแบ่งพื้นที่ประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกข้าวนาปรังไว้บริโภคในครัวเรือน เธอบอกว่าผักขะแยงจะเริ่มปลูกเดือนมีนาคม จะมีการปรับพื้นที่ด้วยการไถพรวนก่อนแล้วนำเบี้ยหรือต้นกล้าที่ได้จากแปลงเพาะต้นกล้ามาปลูกดำให้มีระยะห่างต้นสัก 1 คืบ แล้วยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย

จากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้าในพื้นที่ปลูกสูงสัก 2 ข้อนิ้วมือ รอสัก 1 สัปดาห์ จึงเริ่มใส่ปุ๋ย ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 ถังน้ำ ในพื้นที่ต่อ 1 งาน แล้วจะหว่านปุ๋ยสูตรนี้อีกครั้งเมื่อสังเกตว่าใบมีสีเหลืองเพราะแสดงว่าขาดปุ๋ย อย่างไรก็ตาม น้ำในแปลงปลูกผักขะแยงไม่ควรปล่อยให้แห้ง และควรเติมน้ำเข้าเมื่อระดับน้ำลดต่ำ

แมลงศัตรูที่พบคือ ตัวบุ้ง คุณแพแจงว่า ตัวบุ้งมักจะมาทำลายต้นผักขะแยงในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งจะต้องใส่ยาป้องกันจำนวน 1 ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วฉีดพ่น ส่วนโรคไม่เคยพบเนื่องจากเป็นพืชผักทางธรรมชาติจึงมีความแข็งแรง

หลังจากปลูกเป็นเวลาประมาณ 45 วัน ผักขะแยงจะเจริญเติบโตเป็นกอขนาดใหญ่ จึงเริ่มเก็บผลผลิตด้วยการใช้วิธีดึงออกมาทั้งกอ แต่ต้องเหลือปล่อยไว้สักกอละ 4-5 ต้น เพื่อให้มีการขยายพันธุ์ แล้วใส่ปุ๋ยอีก จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ จะเก็บรุ่นต่อไปได้อีก

ในแต่ละครั้งจะเก็บผักขะแยงได้ 100-200 ถุง (ถุงละ 100 กรัม) แล้วขายถุงละ 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เพราะถ้าหน้าร้อนผักขะแยงมีราคาสูงเพราะปลูกยาก คุณแพ บอกว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านตำบลบุ่งหวาย ปลูกผักขะแยงกันทุกครอบครัวเนื่องจากผักชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดจึงมีรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

คุณแพเผยถึงรายได้จากการเก็บผักขะแยงขายว่า ถ้าในช่วงที่เก็บได้มากสุดแล้วผักมีราคาสูงจะมีรายได้ถึงวันละ 2,000 บาท แล้วจะเก็บทุกวัน แต่หลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไปราคาผักขะแยงเริ่มลดลงเหลือประมาณ 40 บาท ต่อถุง ทำให้รายได้ค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม ในรอบการปลูกต่อไปเธอตั้งใจจะเพิ่มพื้นที่ปลูกผักขะแยงให้มากขึ้น เพราะจะได้มีผลผลิตจำนวนมากพร้อมกับมีรายได้เพิ่มขึ้นมากด้วย

“ผักหนอก” หรือชื่อที่คุ้นคือ “บัวบก” เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตำบลบุ่งหวายนิยมปลูกกัน คุณแพ บอกว่า ภายหลังที่มีรายได้ดีจากการปลูกผักขะแยงขาย จึงตัดสินใจปลูกบัวบกเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้เสริมเข้ามาอีกในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่

คุณแพปลูกบัวบกโดยใช้เมล็ด โดยครั้งแรกจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาก่อน พอปลูกไปแล้วในรุ่นต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง ซึ่งการปลูกบัวบกจะหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะต้นกล้า จากนั้นแยกต้นกล้าที่สมบูรณ์มาปลูกในแปลงที่มีการเตรียมพื้นที่ไถพรวนพร้อมกับยกร่องไว้แล้ว โรคที่พบกับบัวบกคือ คอแดง จะป้องกันด้วยการฉีดยาสัปดาห์ละครั้ง

ต้นบัวบกที่แข็งแรงจะรดน้ำวันละครั้ง สโบเบ็ตคาสิโน พร้อมกับใส่ฝุ่นขี้ไก่ใส่ในแปลงแล้วรดน้ำตามอีกครั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จึงเก็บผลผลิตด้วยการใช้เสียมแซะต้นดึงออกมาแล้วจึงเก็บจะใส่ถุงละ 5 กิโลกรัม ขายถุงละ 50 บาท โดยจะมีแม่ค้าสั่งวันละ 20 ถุง ทำให้มีรายได้ถึงครั้งละ 1,000 บาท

คุณแพ บอกว่า ผักแต่ละชนิดจะไม่เก็บขายพร้อมกัน เพราะมีความยุ่งยากต่างกัน ดังนั้น จึงแบ่งเก็บทีละชนิด แต่สามารถเก็บขายได้ทุกวัน จึงมีรายได้ทุกวันเช่นกัน นอกจากนั้น ยังระบุว่าการปลูกผักทั้งสองชนิดจะไม่มีการใช้เคมี แต่จะใช้เพียงฮอร์โมนเท่านั้น โดยจะใส่จำนวน 2 ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร

“ผักขะแยงทำเงินได้ดีกว่าบัวบก เพราะปลูกแล้วเก็บขายแล้วปลูกใหม่ได้ทันทีประมาณ 2 สัปดาห์ เป็นพืชที่สร้างรายได้ในเวลาที่น้อยมาก ขณะที่บัวบกปลูกยุ่งยากกว่าเล็กน้อย แล้วกว่าจะเก็บขายใช้เวลานานกว่าผักขะแยง” คุณแพ กล่าว

ขณะที่ คุณวิสัย สีลาภา อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 14 ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เลือกปลูกบัวบกอย่างเดียวในพื้นที่เกือบไร่และปลูกบัวบกมาได้สัก 3 ปี

เขาให้รายละเอียดการปลูกบัวบกว่า จะต้องไปหาเมล็ดพันธุ์มาปลูก โดยอาจไปซื้อในบางคราว หรือเพาะเมล็ดพันธุ์เองร่วมด้วย จากนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะต้นกล้า แล้วค่อยย้ายมาปลูกในแปลง