ปลูกมะนาวในกระถางจะให้ผลผลิตเต็มที่ต้องมีอายุ 2 ปีขึ้นไป

สำหรับมือสมัครเล่น แนะนำให้ใช้พันธุ์พิจิตร 1 หรือมักเรียกว่า แป้นพิจิตร นั่นแหละครับ ตาฮิติ อีกพันธุ์ที่ทนโรคแคงเกอร์ได้ใกล้เคียงกับ พิจิตร 1 แต่ตาฮิติได้เปรียบตรงที่ไม่มีเมล็ด ส่วนเรื่องผล ดกแน่นอน พิจิตร 1 ยังเป็นตัวนำ ต้นมะนาวเริ่มโทรมเมื่อมีอายุครบ 5 ปี เนื่องจากรากเจริญเติบโตอัดแน่นในกระถาง ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ แม้บำรุงเต็มที่แล้วก็ตาม จำเป็นต้องรื้อปลูกใหม่ รวมเวลาให้ผลผลิตอย่างเต็มที่อย่างน้อย 5 ปี ข้อดีของการปลูกมะนาวในกระถาง คือ ไม่มีที่ก็ปลูกไว้บริโภคได้ อีกทั้งทำให้เพลิดเพลิน เป็นงานอดิเรกที่ดี ข้อด้อย ก็มีเพียงต้องให้น้ำทุกวัน ฉะนั้น คุณต้องกลับบ้านตรงเวลา โดยไม่จำเป็นต้องมีเคอร์ฟิวแต่อย่างใด แต่มุมมองแม่บ้านของคุณต้องพอใจแน่นอน เอ…เป็นข้อดีหรือข้อด้อยกันแน่ครับ โปรดคิดกันเอง

ผมมีความสงสัย อยากรู้ความหมายของ LD50 นั้นคืออะไร มีนักวิชาการบางท่านเคยพูดถึงอักษรและตัวเลขดังกล่าว เกี่ยวพันกับสารกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ในขณะนี้อย่างไร ผมขอคำอธิบายจากคุณหมอเกษตร ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับตัวผมเองและผู้อ่านทางบ้านไปด้วยกัน อีกหนึ่งคำถาม หากมีการแบนสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส แล้วจะมีผลกระทบกับการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวสาลี และข้าวโพด จากสหรัฐอเมริกาอย่างไร ผมจะคอยติดตามอ่านในคอลัมน์หมอเกษตรต่อไป ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้ครับ

ค่า LD50 นิยมใช้กันในทางวิชาการเท่านั้น แต่ในสังคมวงกว้างกล่าวถึงกันน้อยมาก คำถามของคุณวรชัย นับว่าก้าวหน้าและมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ดังที่คุณกล่าวมา

LD50 ย่อมาจาก Lethal Dose fifty หมายถึงการให้สารพิษกับหนูทดลอง จำนวน 100 ตัว เมื่อหนูกินเข้าไปแล้วตายลง จำนวน 50 ตัว ภายในเวลา 2-4 วัน โดยมีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ต่อไปผมขออนุญาตใช้ มล./กก. แทน) หมายเหตุ เนื่องจากขนาดหนูทดลองที่นำมาทดลองในแต่ละครั้ง อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง นักวิจัยจึงต้องชั่งน้ำหนักหนูทดลองทั้ง 100 ตัว ในทุกการทดลองไปเป็นคู่ขนานกัน เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำมากที่สุด

กลับมาที่สารกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ที่กำลังถกเถียงกัน คงไม่จบง่ายๆ คำว่า วัตถุอันตราย นี้คงจะอาถรรพ์เอาเรื่องทีเดียว สารชนิดแรก พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทสัมผัสตาย คือฉีดไปที่บริเวณสีเขียวของวัชพืช ส่วนใหญ่คือที่ใบ แล้วจะเหี่ยวเฉาตายภายใน 2-4 ชั่วโมง ทั้งนี้ พาราควอตเป็นสารไม่เคลื่อนที่ไปตามท่อน้ำ ท่ออาหารได้ ทำให้วัชพืชตายเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินเท่านั้น พาราควอตจะหมดฤทธิ์เมื่อตกถึงพื้นดิน แล้วถูกอนุภาคของดินจับไว้อย่างเหนียวแน่น ต่อมาถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ในดินและถูกแสงแดดแผดเผา จึงสลายตัวไปภายในเวลา 30-40 วัน เนื่องจากพาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืชที่ไม่เลือกทำลาย

พืชปลูกสีเขียว เมื่อถูกสารนี้ก็จะเหี่ยวเฉาตายไปด้วย ฉะนั้นเกษตรกรจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นพืชปลูกก็จะเฉาตายไปด้วยกัน ในนาข้าว ชาวนาจะฉีดพ่นเฉพาะบริเวณคันนาเท่านั้น ค่า LD50 ของพาราควอต อยู่ที่ 30-50 มก./กก. สารชนิดที่สอง ไกลโฟเซต มีชื่อการค้าว่า ราวด์อัพ เป็นสารกำจัดวัชพืชประเภทเคลื่อนที่ในต้นวัชพืชได้ ดังนั้น นอกจากจะทำลายที่บริเวณใบสีเขียวแล้ว ยังเคลื่อนที่ไปถึงระบบราก ทำให้วัชพืชตายทั้งส่วนเหนือดินและใต้ดิน ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าวนี้จึงทำให้เกษตรกรนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย การหมดฤทธิ์เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน พาราควอต ค่า LD50 ของไกลโฟเซตอยู่ที่ 5,000 มก./กก. และสารชนิดที่สาม คลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลง โดยใช้กำจัดเพลี้ยอ่อนได้ดี สารชนิดนี้จะเข้าทำลายระบบเอนไซม์ หรือระบบน้ำย่อยบางชนิดในตัวแมลง ทำให้แมลงตายลงในที่สุดเมื่อได้รับสารเคมีในปริมาณที่ถูกต้อง และเวลาที่เหมาะสม ค่า LD50 ของคลอไพริฟอส 197-276 มก./กก.

ข้อมูลเปรียบเทียบความเป็นพิษในระดับต่างๆ ของสารพิษ 1. พิษร้ายแรงมาก ค่า LD50 อยู่ที่ 5-50 มก./กก. 2. พิษร้ายแรงปานกลาง ค่า LD50 อยู่ที่ 50-500 มก./กก. และ 3. พิษร้ายแรงต่ำ ค่า LD50 อยู่ที่ 500-2,000 มก./กก.

(ข้อมูลอ้างอิง มาจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร)

เพราะเหตุใดการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด แล้วมีผลต่อการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวสาลี และข้าวโพด จากสหรัฐอเมริกา ตอบ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เฉพาะสารไกลโฟเซตเท่านั้น เนื่องจากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา บราซิล และอาร์เจนตินา ที่ส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยล้วนเป็นพืช GMO หรือพืชตัดแต่งทางพันธุกรรมให้มีความต้านทานไกลโฟเซต ขออธิบายเพิ่มเติม เมื่อปลูกถั่วเหลืองไปแล้ว เมื่อมีวัชพืชเติบโตขึ้นในแปลงปลูก เกษตรกรเจ้าของฟาร์มจะฉีดพ่นไกลโฟเซตไปทั่วทั้งแปลง ผลคือวัชพืชตาย แต่ถั่วเหลืองไม่ตาย

ดังนั้น รัฐบาลไทยก็อ้างได้ว่าผลผลิตถั่วเหลืองของสหรัฐอเมริกาใช้ไกลโฟเซตฉีด ฉันก็จะไม่ซื้อถั่วเหลืองของยู ทั้งนี้ลองมาพิจารณาดูว่า เรานำเข้าถั่วเหลืองจาก 3 ประเทศ ที่กล่าวมามากถึง 2.5 ล้านตัน เมื่อคิดเป็นตัวเงินแล้วมีมูลค่ามหาศาล ข้าวโพด เรานำเข้าประมาณ 7 แสนตัน ก็อยู่ในทำนองเดียวกับถั่วเหลือง ส่วน ข้าวสาลี มีการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ปีละ 1.6 ล้านตัน แต่ผมตรวจไม่พบว่าเป็นพืชต้านทานไกลโฟเซตด้วยหรือไม่ แต่ก็จะเกิดผลกระทบเช่นเดียวกับถั่วเหลืองอย่างแน่นอน

บทสรุป จะเห็นว่าในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังผลิต และใช้ไกลโฟเซตกันอยู่อย่างกว้างขวาง อีกทั้งจะเกิดปัญหาการส่งออกถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี มายังประเทศไทยได้ลำบากขึ้น จึงเป็นการหักเหลี่ยมทำให้เสียรายได้จำนวนมหาศาลของฝ่ายสหรัฐอเมริกา หลังจากวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมาไม่กี่วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศกร้าวว่า จะตัด จีเอสพี ของไทย หากไม่มีการแก้ไขแรงงานต่างด้าว โดยให้เวลาแก้ไข 6 เดือน การประกาศนโยบายของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้สถานทูตสหรัฐอเมริกาให้คำหวานว่า ไม่เกี่ยวกับการแบน 3 สารเคมีดังกล่าว แต่ถ้ามองกันไม่นาน ทางไทยเราก็เสียงอ่อยลง การแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ก็เริ่มแกว่งไกว

ขณะที่ยังอึมครึมอยู่นี้ ขอให้ทางกระทรวงเกษตรฯ เร่งระดมเจ้าหน้าที่ออกแนะนำการใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ใช้ ผู้บริโภค รวมทั้งการรักษาสภาพแวดล้อมให้มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายขอให้เริ่มรณรงค์กันได้แล้ว โปรดสลัดความมึนงงในปัญหาข้างต้นทิ้งไป ให้สงสารเกษตรกรตาดำๆ และคุณหมอที่ปรารถนาดีต่อสุขภาพของประชาชนไทยทั้งชาติเถิดครับ สวัสดี

การเพาะเห็ด เป็นอาชีพที่มีความสำคัญทางศรษฐกิจอาชีพหนึ่ง มีกรรมวิธีการเพาะที่ไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนไม่มาก ใช้เวลาในการเก็บผลผลิตสั้น ให้ผลตอบแทนเร็ว และสามารถเพาะเห็ดได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเพาะเห็ดเป็นอาหารบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังพัฒนาเป็นอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดีในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

อาจารย์พิทักษ์ สถิตวรรธนะ (โทร. 089-738-6158) อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เล็งเห็นความสำคัญของอาชีพการเพาะเห็ด จึงได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาพัฒนา “ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ” เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตเห็ดอัตราการเกิดดอกเห็ดต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน โดยคาดหวังว่านวัตกรรมนี้จะช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้และลดรายจ่ายค่าครองชีพในภาคครัวเรือน และพัฒนาช่องทางสู่เชิงธุรกิจในอนาคต

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้คัดเลือกตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ เข้าประกวดในเวทีนานาชาติ ปรากฏว่า ผลงานชิ้นนี้ ได้รับรางวัลเหรียญเงินสิ่งประดิษฐ์ 2015 จากประเทศไต้หวัน และได้รับรางวัลที่ 1 จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2560 ของมูลนิธิบัวหลวง ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในปี 2562 ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คัดเลือกไปใช้เผยแพร่และขยายผลส่งเสริมอาชีพการเพาะเห็ดให้กับผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม และจังหวัดเลย คาดว่า ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติจะช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในแต่ละวัน เพราะการเพาะเห็ดเมื่อเทียบกับการผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาในการดูแลมาก แต่ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติเข้ามาแทนการดูแลการเพาะเห็ดแบบเดิม ทำให้เกษตรกรมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้ ที่สำคัญช่วยให้การเพาะเห็ดเป็นเรื่องง่ายและผลิตเป็นสินค้าออกขายได้ตลอดทั้งปี

ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ มีโครงสร้างเป็นตู้อะลูมิเนียม ขนาดตู้ กว้าง 80 เซนติเมตร สูง 100 เซนติเมตร พร้อมติดด้วยผนังวัสดุกันความร้อนที่ทำจาก PVC ทั้ง 4 ด้าน มีการจัดวางกล่องควบคุมบริเวณหน้าตู้อะลูมิเนียม เพื่อใช้สำหรับควบคุมการทำงานภายในตู้ และผู้ใช้สามารถเห็นตัวเลขของอุณหภูมิภายในตู้ และสามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้ตามความต้องการของผู้ใช้ให้เหมาะสมกับชนิดเห็ดที่เพาะได้

ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของดอกเห็ดให้ได้สูง ถอดออกทำความสะอาดง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก ติดตั้งไม่ยาก

สำหรับปริมาณผลผลิตต่อรอบการปลูก ต้องแบ่งระยะการออกดอกครั้งแรกภายใน 4-5 วัน ผลผลิตแบ่งเป็น 3 ระยะ สัปดาห์ที่ 1 เก็บผลผลิตได้ 3-5 กิโลกรัม

สัปดาห์ที่ 2 เก็บผลผลิตได้ 3 กิโลกรัม

สัปดาห์ที่ 3 ผลผลิตจะออกสม่ำเสมอ 2-3 ขีด ภายใน 3 วัน ก้อนเชื้อเห็ด ประมาณ 120 ก้อน สามารถผลิตเห็ดได้ เฉลี่ยต่อก้อน 3-4 ขีด หากก้อนเชื้อเห็ดสมบูรณ์ และอุณหภูมิเหมาะสมที่ประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส จะได้เห็ด 36-40 กิโลกรัม ต่อวัน ได้ 40 บาท ต่อ 1 ตู้เพาะเห็ด

อาจารย์พิทักษ์ กล่าวถึงวิธีการเพาะเห็ดในตู้เพาะเห็ดขนาดเล็กว่า จะช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิตในการเพาะเห็ดแบบเดิม เนื่องจากขาดการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาตู้เพาะเห็ดให้มีขนาดเล็ก สามารถจัดเรียงเห็ดให้หันปากถุงเข้าหากันในรูปตัวยู (U-Shape) ขนาดไม่เกิน 140 ก้อน จะช่วยเพิ่มความชื้นให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ดในถุงเพาะ ส่งผลทำให้มีอัตราการเกิดขึ้นของดอกเห็ดสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ (ถุงเพาะเห็ดสมบูรณ์) ลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในการเพาะเห็ดที่ปริมาณมากและขาดการดูแลที่ทั่วถึง

ตู้เพาะขนาดเล็กสามารถถอดประกอบและเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่งผลดีต่อการเปลี่ยนที่เพาะเห็ดได้ตามต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาพักโรงเรือนเพาะเห็ดเพื่อทำความสะอาด ป้องกันเห็ดติดเชื้อ อันเนื่องมาจากกความไม่สะอาดของโรงเรือน และการจำกัดการเพาะเห็ดให้อยู่ในพื้นที่จำกัดแยกเป็นส่วนๆ ในตู้ จะส่งผลดีต่อการป้องกันการติดเชื้อจากศัตรูเห็ด เช่น ราดำ ราเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังช่วยการควบคุมผลผลิตของเห็ด ให้ได้ปริมาณตามความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงได้ง่ายกว่าการเพาะเห็ดแบบโรงเรือนใหญ่

นอกจากนี้ การออกแบบด้วยวิธีเพิ่มความชื้นภายในตู้เพาะเห็ดแบบปล่อยน้ำลงมาแทนการสเปรย์น้ำออกมาเป็นฝอยเล็กจะช่วยประหยัดพลังงาน ลดเวลาการดูแล อุปกรณ์ที่ใช้ราคาประหยัดหาได้ทั่วไป ใช้พลังงานต่ำ (10 Watt/130 ถุงเพาะเห็ด) ใช้เวลา 4 วัน ในการเก็บผลผลิต เมื่อเปิดหน้าดอกเห็ดครั้งแรก ที่ผ่านมา ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติได้รับการสนับสนุนเป็นนวัตกรรมสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรในระดับท้องถิ่น เช่น อำเภอสทิงพระ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จังหวัดชุมพร และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาตู้เพาะเห็ดสำหรับชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด เป็นต้น

แปรรูปเห็ดแครง เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

เจาะตลาดผู้สูงวัยและผู้รักสุขภาพ

ในวันนี้ ประเทศไทยก้าวสู่ยุคสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว ภาวะการเสื่อมถอยของระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นและการตอบสนองต่อวัคซีนที่ลดลง ตลอดจนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้อุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ

ดร. กานต์สุดา วันจันทึก อาจารย์ประจำภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตบางเขน (โทร. 02-579-5514 fagrkdw@ku.ac.th) เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงได้มุ่งศึกษาเห็ดพื้นบ้านไทยที่มีปริมาณเบต้ากลูแคนสูงและมีศักยภาพในการกระตุ้นการจับกินเชื้อโรคด้วยวิธีฟาโกไซโทซิสในเซลล์แมคโครฟาจได้สูง เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่ใส่ใจสุขภาพ

“เห็ดแครง” สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ

ผลการศึกษาพบว่า “เห็ดแครง” มีปริมาณเบต้ากลูแคนสูงที่สุด รองลงมาคือ เห็ดลม เห็ดนางนวล เห็ดเผาะ เห็ดขอนขาว และเห็ดหอม ตามลำดับ นอกจากนี้ “เห็ดแครง” มีศักยภาพในการกระตุ้นการจับกินเชื้อโรคในเซลล์แมคโครฟาจได้สูงที่สุดกว่าเห็ดทุกชนิด ผู้วิจัยจึงได้นำเห็ดแครงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร 2 ชนิด คือ เห็ดแครงอบแห้ง และเห็ดแครงทอดกรอบ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม 2 ชนิด คือ ชาเห็ดแครง และชาเห็ดแครงรสใบเตย โดยเลือกสภาวะที่รักษาปริมาณของเบต้ากลูแคนได้มากที่สุด

เห็ดแครง มีปริมาณเบต้ากลูแคนและฤทธิ์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงที่สุด และยังมีกลิ่นหอมและมีรสชาติดี สามารถพัฒนาเป็นชาเห็ดแครง 2 สูตร ได้แก่ สูตรต้นตำรับ และสูตรรสใบเตย ซึ่งเหมาะสมแก่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพและผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นชาที่ไม่มีกาเฟอีน นอกจากนี้ ยังนำเห็ดแครงมาพัฒนาเป็นเห็ดแครงทอดกรอบได้ เนื่องจากเห็ดแครงมีรสชาติดีและมีหมวกเห็ดขนาดเล็กเมื่อนำมาทำเป็นขนมขบเคี้ยว จึงมีชิ้นขนาดพอคำ และมีรสชาติอร่อยเหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย โดยเลือกสภาวะในการผลิตที่ให้เบต้ากลูแคนสูงที่สุด

ดังนั้น นักวิจัยจึงได้แนะนำให้ผู้สูงอายุและผู้รักสุขภาพเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เห็ดแครงมาบริโภคเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถรวมกลุ่มกันเพิ่มรายได้จากการเพาะเห็ดเพื่อสุขภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเห็ดพื้นบ้านไทยที่มีศักยภาพในการเพาะได้นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าและเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

บุก เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ซึ่งฤดูแล้งส่วนต้นจะตายเหลือแต่หัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และทางใต้ไปถึงประเทศไทย อินโดจีน และฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีพืชสกุลบุกอยู่ประมาณ 170 ชนิด แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่นำมาใช้ประโยชน์ ประเทศไทยมีบุกทั้งชนิดหัวกลมและหัวยาวอยู่ประมาณ 45 ชนิด ขึ้นอยู่ในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่นำต้นอ่อนและช่อดอกมาปรุงเป็นอาหารตามฤดูกาล

คุณวิทยา วนาสถิตย์ อดีตเกษตรอำเภอสบเมย ผู้ริเริ่มส่งเสริมการปลูกบุก

หากเป็นเมื่อก่อน ต้องยอมรับเลยว่า “บุก” เป็นพืชที่มาจากป่าจริงๆ แม้กระทั่งปัจจุบัน “บุก” ก็ยังเป็นพืชที่มีชาวบ้านหรือเกษตรกรเข้าไปเก็บจากป่ามาขายเป็นรายได้ นับย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน คุณวิทยา วนาสถิตย์ อดีตเกษตรอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เคยดำรงตำแหน่งเกษตรอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในคราวนั้นคุณวิทยารับทราบข้อมูลเรื่องการเข้าป่าขุดหัวบุกไปขาย โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยหารือเรื่องการเข้าป่าหาของป่าไปขายของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงที่มีมาก จากการที่มีบริษัทสัมปทานพื้นที่ป่าเพื่อให้ชาวบ้านเข้าไปขุดหัวบุกนำมาขาย ความจำเป็นในการทำสัมปทานก็เพื่อให้มีการซื้อขายอย่างถูกต้อง เนื่องจากนำหัวบุกออกมาจากพื้นที่ป่า

แนวคิดของคุณวิทยา เมื่อรับทราบข้อมูล คือหากไม่ส่งเสริมให้มีการปลูก อนาคตพืชชนิดนี้จะหมดไปในที่สุด จึงหารือกับชาวบ้านในพื้นที่และป่าไม้ ในการทำกิจกรรมส่งเสริมการปลูกบุก จึงเริ่มส่งเสริมในพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงบางส่วน และจริงจังเมื่อย้ายไปดำรงตำแหน่งเกษตรอำเภอสบเมยในช่วง 2 ปีท้ายของชีวิตข้าราชการ

ในอดีต ราคาบุกที่เก็บมาจากป่า เมื่อนำมาขายให้กับพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางเข้ามารับซื้อไม่ได้สูง เพียงกิโลกรัมละ 3-4 บาท หรือขายได้ราคาสูงก็ไม่เกิน 8 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อพื้นที่มีจำนวนบุกมากขึ้น เศรษฐกิจด้านการรับซื้อบุกก็ดีขึ้น ทำให้มีการตั้งโรงงานแปรรูปบุกในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนถึง 2 แห่ง การนำบุกจากป่ามาขายจึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุน แต่มีรายได้จากการขายบุกอย่างง่าย จากหัวบุกในอดีตที่เคยขุดมาขาย น้ำหนักมากถึงหัวละ 10 กิโลกรัม ปัจจุบันกลับเล็กลง เพราะเกษตรกรแย่งกันขุด

เริ่มต้นทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ โดยให้ป่าไม้เจ้าของพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม อนุญาตให้เข้าไปเก็บหัวบุกมาขายได้ แต่ขอให้เลือกหัวที่มีความใหญ่ เพื่อให้หัวบุกที่มีขนาดเล็กได้เจริญเติบโตก่อน

จากนั้นเริ่มส่งเสริมให้มีการปลูกบุก โดยเก็บไข่บุกจากป่านำมาเพาะเป็นต้นพันธุ์ นำไข่บุกไปหว่านในแปลง ปล่อยให้ขึ้นเอง ก่อนนำไปแจกจ่ายเกษตรกรที่ต้องการปลูกให้ทั่วถึง

ไข่บุก สำหรับนำไปเพาะ

เกษตรกรสบเมยต่างเห็นด้วยกับแนวคิดของอดีตเกษตรอำเภอ จึงเพาะกล้าบุกจากไข่บุกที่เข้าไปเก็บจากป่า แล้วนำบุกไปปลูกแซมในพืชที่ปลูกอยู่แล้ว เช่น อะโวกาโด ลูกเนียง กาแฟ ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ปลูกบุกเป็นของตนเอง แต่การเข้าไปเก็บหัวบุกในป่าก็ยังคงทำได้ตามเดิม

ไข่บุก จะเจริญงอกงามอยู่กลางง่ามใบ แต่การเก็บไม่สามารถเด็ดออกจากง่ามใบนำมาเพาะได้ เพราะจะทำให้ไข่บุกเน่า และเชื้อราจากสภาพแวดล้อมเข้าไปทำลายไข่บุก แต่ละรอบการผลิตในฤดูแล้งจะเป็นช่วงที่ลำต้นตายตามธรรมชาติ หลังลำต้นล้ม ประมาณ 1 สัปดาห์ ไข่บุกจะหลุดจากขั้วบริเวณง่ามใบออกมาเอง จากนั้นจึงเก็บไข่บุกนำไปเพาะขยายพันธุ์ได้ ในแต่ละต้นอาจมีไข่บุกมากถึง 60 ลูก

การปลูกบุก คุณวิทยา บอกว่า บุกเป็นพืชล้มลุกที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ ไม่ต้องให้ปุ๋ย ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งใดๆ และชอบดินร่วนปนทราย รวมถึงการอยู่ในที่ร่มแสงแดดรำไร ดังนั้น การปลูกบุกแซมในร่องสวนหรือปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่นจึงทำได้ ไม่ต้องเสียพื้นที่

การปลูก ควรเริ่มลงปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม เมื่อนำต้นกล้าที่เพาะจากไข่บุกมาปลูก ก็ขุดหลุมลงไปเพียงนิดเดียว เอาดินกลบ หากขุดหลุมลึกเกินไปจะทำให้หัวเน่าและการขุดเก็บทำได้ยาก การปลูกแซมสามารถทำได้ในทุกๆ พื้นที่ และปลูกร่วมกับพืชได้ทุกชนิด

การปลูกเชิงเดี่ยว ควรปลูกให้มีระยะระหว่างต้นและแถวอยู่ที่ 50×70 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกบุกได้ประมาณ 5,000 ต้น

ขนาดของหัวบุก สมัครยูฟ่าเบท ขึ้นอยู่กับการลงปลูกครั้งแรกว่าหัวบุกมีขนาดเท่าไหร่ เช่น หัวบุกที่เป็นต้นกล้า เมื่อปลูกระยะเวลา 1 ปี หัวบุกที่ได้เมื่อขุดไปขายจะมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ถ้านำหัวบุกที่มีขนาดครึ่งกิโลกรัมลงปลูก ระยะเวลาปลูก 1 ปี จะได้น้ำหนักหัวบุก 2-3 กิโลกรัม ซึ่งจะใหญ่ขึ้นเป็น 3 เท่า ใน 1 ปี ฉะนั้น หากนำหัวบุกที่มีขนาดใหญ่มากเท่าไรลงปลูก ระยะเวลาเพียง 1-2 ปี ก็ทำให้ได้น้ำหนักของหัวบุกที่เพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ

หลังลงปลูก หากเกษตรกรต้องการเก็บผลผลิตขายเร็ว ระยะเวลา 6 เดือน น้ำหนักหัวบุกครึ่งกิโลกรัม ก็สามารถขุดนำไปขายได้ ยกเว้นหัวบุกที่มีขนาดเล็กเกินไป โรงงานจะไม่รับซื้อ เนื่องจากนำเข้าเครื่องแปรรูปไม่ได้ หรือหัวเล็กแต่สามารถเข้าเครื่องแปรรูปได้ โรงงานก็จะให้ราคาต่ำกว่าที่รับซื้อทั่วไป

ในเกษตรกรที่อยู่พื้นที่ห่างไกลโรงงานมาก การเดินทางมาส่งบุกที่โรงงานในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา คุณวิทยาจึงเข้าไปส่งเสริมให้ทำบุกตากแห้ง แล้วจึงนำมาส่งให้กับโรงงาน เป็นการลดน้ำหนักของบุกเมื่อขนส่ง ทั้งยังเพิ่มมูลค่าบุกขึ้นไปอีก โดยเนื้อบุก 7 กิโลกรัม เมื่อทำบุกตากแห้งแล้ว จะได้เนื้อบุก 1 กิโลกรัม แต่เกษตรกรจะได้ราคาขายบุกจากราคาปกติเพิ่มขึ้นไปอีก 10 ตัว ซึ่งวิธีการทำบุกตากแห้งไม่ยาก เพียงนำบุกมาล้างให้สะอาด เข้าเครื่องสไลซ์ จากนั้นใช้แก๊สหุงต้มทำความร้อนเพื่อทำให้บุกแห้ง หรือนำไปตากแห้งกับแดด 2 วัน 2 คืน แล้วเก็บไปขายให้กับโรงงาน แต่การตากแห้งควรระวัง เพราะหากเนื้อบุกมีคุณภาพ เมื่อทำตากแห้งแล้วเนื้อบุกจะไม่ดำ หากเนื้อบุกดำ ราคาซื้อขายกับโรงงานจะถูกลงอีก

ปัจจุบัน มีเกษตรกรทำไร่บุกกว่า 3,000 ครัวเรือน พื้นที่อำเภอสบเมยเป็นพื้นที่ดินร่วนปนทราย เหมาะสำหรับพืชมีหัวอย่างบุกอยู่แล้ว ทำให้แต่ละปีมีผลผลิตจากบุกเข้าสู่โรงงานในปริมาณที่สูง ในแต่ละปีมีผลผลิตบุกเฉพาะอำเภอสบเมยป้อนให้กับโรงงานในพื้นที่มากถึง 20,000 ตัน ในปริมาณนี้ คุณวิทยา บอกว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบุกจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะยังมีผู้ผลิตจากประเทศจีนเข้ามาติดต่อรับซื้อบุกในพื้นที่อีกหลายราย ซึ่งการส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นเรื่องของบริษัทรับสัมปทานและโรงงานแปรรูปดำเนินการเอง หากส่งไปยังประเทศจีน สามารถส่งออกไปในรูปของหัวบุกได้เลย แต่ถ้าส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น จำเป็นต้องแปรรูปหัวบุกให้อยู่ในรูปของบุกผงก่อน

“การทำไร่บุกต้นทุนต่ำมาก หากซื้อไข่บุกมาปลูกเอง ราคาลงทุน 50 บาท ต่อกิโลกรัม พื้นที่ต่อไร่ใช้ไข่บุก ประมาณ 100 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 5,000 บาท หากปลูกไว้เพียง 6 เดือน แล้วขุดมาขาย จะได้น้ำหนักบุกหลุมละครึ่งกิโลกรัม รวมน้ำหนักบุกที่ได้ ไร่ละ 2,500 กิโลกรัม คิดราคาบุกเฉลี่ยที่ 20 บาท ต่อกิโลกรัม จะได้เงินจากการขายประมาณ 50,000 บาท ต้นทุนการผลิตนอกเหนือจากค่าไข่บุกแล้ว อาจมีค่าแรงงาน รวมๆ คิดไปที่ต้นทุน 10,000 บาท ทำให้เหลือกำไรจากการขายบุก 40,000 บาท ต่อไร่ และหากเกษตรกรปล่อยไว้นาน 1-3 ปี ก็จะทำให้ได้น้ำหนักบุกมาก สัดส่วนกำไรต่อไร่จากการขายบุกก็จะมากกว่านี้อีกหลายเท่า”