ปลูกมะนาวในล้อรถยนต์ ประหยัดต้นทุนการปลูกมะนาวในท่อ

มีต้นทุนสูง เฉพาะค่าท่อซีเมนต์อย่างเดียวมีต้นทุนอยู่ที่ วงละ 120 บาท เมื่อรวมฝาท่อ จะมีต้นทุนเพิ่มเป็น 130 บาท หากวางท่อซีเมนต์สูง 2 ชั้น จะมีต้นทุนรวมอยู่ที่ 250 บาท คำนวณต้นทุนค่าท่อซีเมนต์ รวมกับค่าต้นพันธุ์ ค่าระบบน้ำ จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงถึงวงละ 500 บาท

อาจารย์ธีระพล พยายามหาวิธีลดต้นทุน โดยเลือกใช้ล้อยางรถยนต์เก่ามาดัดแปลงเป็นที่ปลูกมะนาว ปรากฏว่า วิธีนี้ช่วยให้ต้นมะนาวที่ปลูกให้ผลผลิตดี ไม่แตกต่างกับการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ที่สำคัญสามารถประหยัดต้นทุนได้ก้อนโต เพราะซื้อยางรถยนต์เก่า ในราคาเส้นละ 15-20 บาท หากต้องการใช้ยางล้อสัก 2 เส้น เพื่อปลูกต้นมะนาวจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 30-40 บาท เท่านั้น

ปลูก “หญ้าเม็ดแตง” คลุมบ่อมะนาว
ช่วงที่เดินชมสวนมะนาว สังเกตเห็นหญ้าต้นเล็กๆ ขึ้นปกคลุมอยู่ใต้ต้นมะนาว อาจารย์ธีระพล บอกว่า วัชพืชชนิดนี้เรียกว่า “หญ้าเม็ดแตง” ปลูกเพื่อปกคลุมดิน ลดการระเหยของน้ำ หญ้าเม็ดแตงจะไม่แย่งปุ๋ยของต้นมะนาว เพราะระบบรากไม่ลึก เติบโตโดยอาศัยรากอากาศเล็กๆ

อาจารย์ธีระพล ได้ยินชื่อหญ้าเม็ดแตง จากการค้นหาข้อมูลทางเว็บไซต์กูเกิล พบว่า เป็นพืชคลุมดินต้นเล็กๆ ช่วยลดภาระการจัดการหญ้าและลดการระเหยของน้ำได้อีกทางด้วย จึงหาซื้อพันธุ์หญ้าเม็ดแตง ในราคากิโลกรัมละ 25 บาท นำต้นหญ้าเม็ดแตงมาสับเป็นชิ้นๆ นำไปโรยในวงบ่อที่ปลูกมะนาว เมื่อต้นหญ้าโดนละอองน้ำก็จะแตกต้นขึ้นมาใหม่ ในช่วงหน้าฝน หญ้าเม็ดแตงจะมีลำต้นอวบใหญ่ ห้อยระย้าจนเต็มวงบ่อ ยามหน้าแล้งต้นหญ้าขาดน้ำจะแห้งฝ่อไปตามธรรมชาติ การปลูกหญ้าเม็ดแตงมีประโยชน์ ลดการระเหยของน้ำ ป้องกันผิวดินไม่ให้แห้ง จุลินทรีย์ในดินก็ไม่ตาย

ใช้เชื้อจุลินทรีย์จากป่าทำปุ๋ยหมัก
อาจารย์ธีระพล ทำปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำหมักโดยเก็บเชื้อจุลินทรีย์ที่แข็งแรงจากป่า โดยเลือกพื้นที่ที่มีเศษใบไม้ทับถมกัน ใช้จอบขุดพลิกหน้าดินที่ความลึก 5 เซนติเมตร เพื่อเก็บดินเนื้อซุยที่มีเชื้อจุลินทรีย์กลับบ้าน หลังจากนั้น ใช้รำละเอียดไปผสม และนำกากน้ำตาลผสมน้ำสกัดชีวภาพและน้ำสะอาดราดลงบนเชื้อจุลินทรีย์ ระวังไม่ให้แฉะหรือแห้งมาก หลังจากนั้น นำส่วนผสมไปหมักรวมกับเศษใบไม้ ใบหญ้า โดยขึ้นกองเป็นรูปกรวย หมักเชื้อนาน 3 วัน เชื้อจุลินทรีย์ป่าจะขึ้นเส้นใยขาวโพลนทั้งหมดและมีความร้อน จึงกลับกองปุ๋ยเพื่อระบายความร้อน และใช้เศษใบไม้คลุมทับกองปุ๋ยเหมือนเดิม หลังจากนั้นอีก 4 วัน จึงนำหัวเชื้อปุ๋ยเทใส่ถุง เพื่อเก็บไว้ใช้ต่อไป

อาจารย์ธีระพล บอกว่า หัวเชื้อปุ๋ยลักษณะนี้ เรียกว่า IMO เมื่อต้องการทำปุ๋ยหมัก จะเตรียมเศษใบไผ่ เศษฟางข้าวมาหมักผสมกับหัวเชื้อปุ๋ย และใช้ปุ๋ยคอกโรยก่อนเอาดินกลบ จึงค่อยใช้น้ำสกัดชีวภาพรดซ้ำอีกครั้ง ก่อนคลุมด้วยเศษฟางข้าว ซึ่งวิธีนี้ตรงกับทฤษฎีห่มดิน ของในหลวง รัชกาลที่ 9

แปรรูป กล้วยตาก เพิ่มรายได้
ที่นี่ปลูกกล้วยน้ำว้า แต่อาจารย์ธีระพลไม่ขายผลกล้วยสดออกสู่ตลาด เพราะนำผลกล้วยไปแปรรูปขายเป็นกล้วยตากแทน ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแล้วยังสามารถยืดอายุการจำหน่ายกล้วยได้นานอีกด้วย

อาจารย์ธีระพล เล่าว่า ผมตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวัน ประมาณช่วง ตี 3 ผมจะนำผลกล้วยสุกเนื้อเหลืองทอง มาปอกเปลือกกล้วยออก และนำผลกล้วยไปตากแดดก่อนไปโรงเรียน ตกเย็นมาก็เก็บกล้วยที่ตากไว้ ตากกล้วยจนครบ 4-5 แดด จึงค่อยนำกล้วยไปอบน้ำผึ้ง ประมาณ 9-10 ผล บรรจุกล่องติดแบรนด์ “กล้วยตากคุ้มจันทวงษ์” ขายในราคากล่องละ 25 บาท แต่ละครั้งจะผลิตกล้วยออกขายได้ประมาณ 40-50 กล่อง ปรากฏว่า ขายดีมาก จนผลิตไม่พอขาย

สาเหตุที่อาจารย์ธีระพลไม่ขายกล้วยสด เพราะมีระยะเวลาการขายสั้น ถูกบีบด้วยเงื่อนไข “เวลา” เมื่อนำกล้วยสดออกขายปลีก มักถูกลูกค้าบีบจับ ทำให้ผลกล้วยช้ำ เมื่อตัดกล้วยส่งขายตลาดก็เจอแม่ค้ากดราคารับซื้อ การขายผลกล้วยสด หากขายกล้วยไม่ทัน จะกลายเป็นกล้วยงอม ไม่มีใครอยากจะซื้อ และกลายเป็นของทิ้งในที่สุด

อาจารย์ธีระพล จึงตัดสินใจนำกล้วยไปผลิตเป็นกล้วยตากออกขายแทน กล้วยที่ผ่านการตากแดด สามารถยืดอายุการจำหน่ายโดยเก็บใส่ตู้เย็นได้นาน 2-3 เดือน เวลาลูกค้าสั่งซื้อ อาจารย์ธีระพล จะนำกล้วยตากไปอบน้ำผึ้ง บรรจุกล่องออกขาย กล้วยตากฝีมืออาจารย์ธีระพลมีรสชาติอร่อย เพราะมีเคล็ดลับสำคัญคือ เทน้ำผึ้งใส่ถ้วย วางลงในโหลก่อนเข้าตู้อบ เมื่อน้ำผึ้งโดนความร้อนจะระเหยกลายเป็นไอ ค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปในเนื้อกล้วยตาก ทำให้เนื้อกล้วยตากอบน้ำผึ้งมีเนื้อฉ่ำ รสชาติอร่อย กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมน้ำผึ้งอ่อนๆ

ดินลูกรัง จัดเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ มีส่วนของหน้าดินลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เท่านั้น ลึกจากนั้นลงไปจะเป็นชั้นของดินลูกรัง ชั้นกรวด และดินดาน ดินประเภทนี้จะมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ เป็นที่สังเกตว่าในสภาพพื้นที่ดินลูกรังจะปลูกไม้ผลให้ประสบความสำเร็จได้ยาก

แต่สำหรับพื้นที่ในเขตตำบลวังทับไทร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินลูกรัง เกษตรกรส่วนใหญ่ได้ใช้พื้นที่นี้ปลูกมะม่วงเป็นหลัก มีเกษตรกรหลายรายของที่นี่ได้มีการปรับปรุงพื้นที่และใช้เทคโนโลยีจนประสบความสำเร็จในการปลูกมะม่วงได้คุณภาพดี และสามารถส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศได้

คุณจรัญ อยู่คำ อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง บนเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ บนดินลูกรัง คุณจรัญบอกว่า ในการเตรียมหลุมปลูกมะม่วงจึงมีความจำเป็นจะต้องขุดหลุมขนาดใหญ่กว่าปกติ คือขุดให้มีความกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 80 เซนติเมตร โดยขุดดินทั้งหมดมากองไว้บริเวณปากหลุมและคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ในอัตราหลุมละ 2-3 ปุ้งกี๋ และนำดินผสมเหล่านั้นใส่ลงไปในหลุมแล้วปลูกต้นมะม่วงลงไป

ประสบการณ์ในการเลือกซื้อ
กิ่งพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง
ปัจจุบัน พันธุ์มะม่วงที่จะปลูกเพื่อการส่งออกและตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากที่สุดคือ พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่คิดจะปลูกมะม่วงสายพันธุ์นี้ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการย้อมแมวขายพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 หรือน้ำดอกไม้ทั่วไป โดยอ้างว่าเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง

ถ้าดูจากลักษณะของใบแยกออกได้ยากมาก และแหล่งที่จะซื้อกิ่งพันธุ์จะต้องตรวจสอบประวัติต้นที่ใช้ขยายพันธุ์ด้วยว่า เคยมีประวัติการราดสารแพคโคลบิวทราโซลมาก่อนหรือไม่ เนื่องจากกิ่งพันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากต้นที่เคยราดสารมาก่อนเมื่อนำมาปลูกต้นจะแคระแกร็นและเจริญเติบโตช้ามาก กิ่งพันธุ์ที่ดีควรจะชำลงในถุงดำมาแล้วอย่างน้อย 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ถ้าเป็นกิ่งใหญ่ที่ทาบ 2 ตุ้ม จะดีมาก (หลายคนสั่งทำพิเศษ) เพื่อให้ต้นมะม่วงเจริญเติบโตได้เร็ว

สำหรับฤดูกาลปลูกมะม่วงของพื้นที่ตำบลวังทับไทรนั้น ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ปลูกโดยอาศัยจากน้ำฝนไม่ต้องเสียเวลาในการรดน้ำ เนื่องจากพื้นที่ในเขตตำบลวังทับไทรจะหาแหล่งน้ำค่อนข้างยาก

เทคนิคและวิธีการผลิต
มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก
คุณจรัญ ได้บอกถึงหลักการที่สำคัญในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกว่า “จะต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง” สารเคมีชนิดใดที่ห้ามใช้จะต้องไม่ใช้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเมื่อมีการตรวจสอบสารเคมีต้องห้ามเกินมาตรฐาน จะทำให้เสียชื่อเสียงและขาดความเชื่อถือ มะม่วงจะถูกตีกลับส่งไปขายไม่ได้ อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือไม่ควรไปรับซื้อมะม่วงจากสวนอื่นที่ไม่รู้ประวัติการใช้สารเคมีมาขายอย่างเด็ดขาด

คุณจรัญ บอกว่า ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ปลูกในสภาพดินลูกรังนั้น จะเริ่มให้ผลผลิตในเชิงพาณิชย์เมื่อต้นมีอายุเฉลี่ย 4-5 ปี (จะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อต้นมีอายุได้ 8 ปี ขึ้นไป) ดังนั้น ต้นมะม่วงที่จะราดสารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อบังคับให้ออกดอกติดผลนอกฤดูจะต้องมีอายุต้นอย่างน้อย 4-5 ปี ถ้าราดให้กับต้นที่มีอายุน้อยกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างของต้น ต้นจะมีอาการเลื้อย แคระแกร็นและพบปัญหากิ่งแตกก่อนเวลาอันควร

การราดสารแพคโคลบิวทราโซลของการผลิตมะม่วงเขตตำบลวังทับไทร จะทำหลังจากที่มีฝนตกใหญ่ จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่า นอกจากพื้นที่ปลูกมะม่วงเกือบทั้งหมดของตำบลวังทับไทรมีสภาพเป็นดินลูกรัง ปลูกในสภาพดอน คือปลูกเป็นไร่และหาแหล่งน้ำยากมาก ในการราดสารแพคโคลบิวทราโซล (เช่น แพนเที่ยม) จะราดหลังจากที่มีฝนตกใหญ่ลงมาอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ซึ่งจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี จะต้องจำไว้เสมอว่า ก่อนที่จะราดสารแพนเที่ยม สภาพดินจะต้องมีความชื้น ถ้าราดในสภาพดินแห้งจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

หลังจากราดสารแพนเที่ยมไปได้ประมาณ 20 วัน (ขณะที่ราดใบมะม่วงอยู่ในระยะใบเพสลาด) ใบมะม่วงเริ่มแก่ คุณจรัญจะเร่งการสะสมอาหารและสร้างความสมบูรณ์ให้กับต้นมะม่วงด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 อัตรา 7 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยผสมฮอร์โมน “โปรดั๊กทีฟ” อัตรา 500 ซีซี ลงไปด้วย จะฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 10 วัน และในช่วงก่อนกระตุ้นการออกดอก ประมาณ 15 วัน (2 สัปดาห์ โดยประมาณ) จะฉีดพ่นด้วยปุ๋ยซุปเปอร์เค อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว จะพบว่าใบมะม่วงแก่จัดและมีความสมบูรณ์มากพร้อมที่จะออกดอก

พื้นที่ปลูกมะม่วงเขตตำบลทับไทร
ถ้าดึงช่อแบบ “ดึงผ่าฝน” มักจะไม่ประสบผลสำเร็จ
จากประสบการณ์ในการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองของคุณจรัญพบว่า การดึงช่อดอกให้ออกในช่วงฝนตกชุกในช่วงเดือนกันยายนหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ดึงผ่าฝน” มักจะไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะกับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ถึงแม้จะดึงให้ออกดอกและติดผลได้ก็ตาม ในช่วงที่ติดผลอ่อนและมีฝนตกลงมามากมักจะพบปัญหาเรื่องโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายจนควบคุมไม่อยู่ คุณจรัญบอกว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการดึงช่อดอกคือ ช่วงปลายฤดูฝนหรือปลายเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเรื่องน่ายินดีที่มีการนำสารป้องกันและกำจัดเชื้อราชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า ฟริ้นท์+แอนทราโคลโกลด์ ฉีดพ่นเพื่อป้องกันโรคแอนแทรกโนสในช่วงออกดอกขณะที่ฝนตกชุกได้ผลดี หรือฉีดผ่าฝนได้และมีประสิทธิภาพดีกว่ายาป้องกันและกำจัดราหลายชนิด

สูตรดึงดอกที่คุณจรัญใช้เป็นประจำ
การันตีว่า ไม่เคยพลาด
หลังจากต้นมะม่วงมีความพร้อมต่อการดึงช่อดอก คุณจรัญจะใช้โพแทสเซียมไนเตรต อัตรา 8 กิโลกรัม ผสมไทโอยูเรีย (เช่น ไทเมอร์) อัตรา 3 กิโลกรัม และผสมสาหร่าย-สกัด อัตรา 2 ลิตร ผสมน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 7 วัน หลังจากฉีดพ่นครบ 2 ครั้ง แล้วนับไปอีก 10-15 วัน จะเริ่มเห็นตามะม่วงเริ่มแทงออกมา

คุณจรัญบอกว่าเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับช่อดอกจะต้องบำรุงด้วยปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ อัตรา 2 กิโลกรัม และเฟตามิน อัตรา 500 ซีซี ผสมน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นอีก 1-2 ครั้ง ช่อดอกจะสมบูรณ์มาก ดอกจะสดนานวันและพบการขึ้นลูกเร็วมาก

ในช่วงต้นมะม่วงแทงช่อดอกจะพบแมลงศัตรูที่สำคัญมากคือ “เพลี้ยไฟ” คุณจรัญย้ำว่าในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกนั้น การเลือกใช้สารเคมีฉีดพ่นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก การป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟให้ได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อดอก แนะนำให้ฉีดพ่นสาร “โปรวาโด” อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าพบการระบาดเพลี้ยไฟรุนแรงให้เพิ่มอัตราการใช้สาร “โปรวาโด” เพิ่มขึ้นเป็น 4-5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงเลี้ยงผลจะต้องไม่ฉีดพ่นสารเคมีในกลุ่มคลอไพรีฟอสอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะฉีดพ่นเพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยที่ส่งไปญี่ปุ่นเคยตรวจพบสารเคมีชนิดนี้ตกค้างบนผลมะม่วงเกินค่ามาตรฐานถูกตีกลับทั้งหมด

คุณจรัญ บอกว่า ในช่วงที่ดอกมะม่วงบานนั้นเกษตรกรจะต้องหมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟทุกวัน และในการใช้สารเคมีฉีดพ่นนั้น คุณจรัญ บอกว่า เหมือนกับหมอรักษาคนไข้ ถ้าใช้ยาที่ไม่ถูกจะแก้ปัญหาไม่ได้ ในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกนอกจากจะควบคุมในเรื่องของการใช้สารเคมีแล้ว ยังต้องดูแลเรื่องของผิวมะม่วงจะต้องสวยงามและไม่มีร่องรอยของโรคและแมลง

กระดาษห่อน้ำดอกไม้สีทอง
ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น
คุณจรัญจะห่อผลมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเมื่อมีขนาดของผลได้ 3 นิ้ว ขนาดผลใหญ่กว่าไข่ไก่เล็กน้อย ก่อนห่อจะต้องคัดผลไม่สวย ผลกะเทย และผลที่ไม่ได้รูปทรงออก เลือกห่อเฉพาะผลที่ดีและสมบูรณ์ กระดาษที่ใช้ห่อจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชั้น (เคยใช้กระดาษชั้นเดียว พบปัญหาแดดเผาทำให้สีของผลไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านตะวันตกที่สัมผัสแดดสีจะออกแดงและด้าน ตลาดไม่ต้องการ)

เกษตรกรรายใด ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพตรงตามมาตรฐาน จะขายผลผลิตส่งออกได้ราคาสูงกว่าขายในประเทศ 2-3 เท่า คุณจรัญ บอกว่า ปัจจุบันที่สวนมะม่วงจะผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกเป็นหลัก และบอกว่ามีเกษตรกรมือใหม่หลายคนคิดว่าการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกเป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถ

แต่คุณจรัญกลับมองว่า “การทำงานทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจ” ถ้าตั้งใจแล้วจะทำได้แน่นอน เกษตรกรที่สามารถผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานจะขายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท ในขณะที่ราคาซื้อ-ขาย ภายในประเทศในช่วงมะม่วงออกชุกจะเหลือเพียง 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น

คุณจรัญได้กล่าวส่งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เกษตรกรที่ยังไม่เคยผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกเมื่อพบปัญหาแล้วอย่าท้อถอยอย่างเด็ดขาด ในปีแรกอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากคุณจรัญเคยมีประสบการณ์มาก่อนในการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในช่วงแรกๆ เก็บผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาเพื่อต้องการส่งออก จำนวน 1,000 กิโลกรัม แต่เมื่อพ่อค้ามาคัดเลือกผลผลิตเพื่อการส่งออกแล้ว คัดมะม่วงส่งออกได้เพียง 200 กิโลกรัม เท่านั้น

คุณจรัญได้นำปัญหาและอุปสรรคมาเป็นบทเรียนและแก้ปัญหาให้ถูกจุด โดยมองว่าสาเหตุที่ส่งขายไม่ได้เพราะอะไร และหาทางแก้ไขจนปัจจุบันนี้ คุณจรัญเก็บผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 1,000 กิโลกรัม คัดเลือกส่งขายต่างประเทศได้เกือบทั้งหมด

คุณจรัญ อยู่คำ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรไทยพัฒนาพื้นที่ดินลูกรัง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกจนประสบผลสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

ภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองขณะนี้ ใครจะไปคาดคิดว่า จะยังคงพบเห็นมีเกษตรกรทำการเกษตร ท่ามกลางเมืองใหญ่ๆ อย่างจังหวัดปทุมธานี และอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า อาทิ ศูนย์แสดงสินค้าเมืองทองธานี ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ศูนย์กลางขนส่งสินค้าการเกษตรตลาดสี่มุมเมือง รังสิต และศูนย์กลางสินค้าเบ็ดเตล็ดตลาดพูนทรัพย์ และโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อีกมากมาย ที่อยู่รายล้อม

ผู้เขียนอาศัยอยู่คอนโดฯ เมืองทองธานี เมื่อถึงเวลาเข้าออกต่างจังหวัดขึ้นเหนือ ล่องไปอีสาน จะใช้เส้นทางนี้อยู่เป็นประจำ จากถนนติวานนท์ตัดออกถนนเลี่ยงเมืองรังสิต และมุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัดต่อไป ทุกครั้งที่ขับรถผ่านทีไรก็จะเห็นแปลงผักร่องสวนเป็นทิวแถวแนวยาวเตะตาให้อยากเข้าไปสัมผัส

นึกอยู่ในใจว่า แปลงผักร่องสวนเกษตรที่ว่านี้คงจะต้องเป็นของมหาเศรษฐีที่มีใจรักวิถีการทำเกษตรอย่างแน่นอน เพราะที่ดินใจกลางเมืองเศรษฐกิจติดกับกรุงเทพฯ อย่างปากเกร็ด นนทบุรี และอำเภอเมืองปทุมธานี มีราคาที่สูงมากๆ สามารถนำไปให้เช่าทำโรงงาน ทำห้างสรรพสินค้า หรือว่าทำบ้านจัดสรร ซึ่งน่าจะทำเงินได้มากกว่าการปลูกพืชผักทำการเกษตรกรรม

เพื่อให้คลายข้อสงสัยหนนี้ผู้เขียนเลยแวะจอดรถลงไปดูแปลงเกษตรที่ว่านี้ เมื่อลงจากรถยืนมองจากถนน ปรากฏแปลงร่องผักหลายสิบร่องเรียงรายอยู่ในเวิ้งที่ลุ่มต่ำ จึงตัดสินใจย่างก้าวลงไปพบเจอคนงานเลยถามหาเจ้าของแปลงผักสวนครัว

คนงานชี้ไปยังร่องแปลงผักท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงๆ อากาศร้อนๆ เมื่อตอนใกล้ๆ เที่ยงวัน

ผู้เขียนเองไม่แน่ใจว่าเจ้าของแปลงสวนผักคือคนไหน เพราะแต่งตัวคล้ายกับคนงานจนแยกไม่ออก ว่าเจ้าของแปลงผักคนรวยมีกะตังไม่น่าจะมาตากแดดทำเกษตรด้วยตัวเอง เมื่อถามไถ่จนได้ความว่า คนๆ นี้ เขาไม่ใช้เจ้าของที่ดินตัวจริง แต่เป็นเพียงผู้เช่าที่ดินทำแปลงเกษตรปลูกผักสวนครัว สืบทอดมาจากรุ่นพ่อซึ่งมีความเกื้อกูลสนิทสนมกับเศรษฐีเจ้าของที่ดินมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความผูกพันระหว่างกัน

คุณชาญ ผลไม้ คือบุคคลที่กล่าวถึงและเป็นผู้สืบทอดการเช่าที่ดินทำแปลงเกษตรสวนผักต่อเนื่องมาจากรุ่นพ่อ และตนเองก็เกิดและเติบโตอยู่กับแปลงสวนผักแห่งนี้มาจวบจนถึงปัจจุบัน อายุ 65 ปี และก็ยังคงเช่าที่ดินสืบต่อเนื่องทำแปลงสวนเกษตรมาในราคาถูกๆ เท่าที่จำความได้ที่ดินแห่งนี้เดิมเป็นทุ่งนาแล้วยกร่องขึ้นมาปลูกผักสวนครัว อย่างที่เห็น

“เขาให้เราเช่าอยู่ 17 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ ในราคาปีละ 4,000 บาท ซึ่งยึดถือราคานี้มาแต่เดิมเมื่อสมัย 50 ปีก่อน”

“เศรษฐีเจ้าของที่ดินคนนี้ เขาเป็นนายแพทย์ระดับต้นๆ ของเมืองไทย เขาร่ำรวยมาทั้งตระกูล คนรวยนี่ก็แปลกมีลูกชายเพียงคนเดียว มีที่ทางก็เยอะแยะดูแลไม่ทั่วถึง เจ้าของที่ดินเขาใจดี เขาขอเพียงให้เราดูแลเฝ้าที่ดินให้เขา อย่าให้หญ้าขึ้นรถ ทำที่ให้สะอาด และทุกๆ ปี ประมาณเดือนมกราคม ผมก็จะเอาเงินค่าเช่าไปให้เขา ไม่ขาดไม่เกิน” คุณชาญ ว่าอย่างนั้น และเล่าย้อนอดีตต่ออีกว่า

สมัยเมื่อ 50 ปีก่อน ผมไม่มีรถต้องเดินเท้าเวลาเข้าวัดไปเวียนเทียน สองข้างทางย่านนี้เป็นป่ารก ถนนเมื่อสมัยก่อนนั้นเป็นดินแดงลูกรัง เวลาไปตลาดรังสิตที หรือไปไหนไกลๆ จะต้องใช้เรือ ล่องไปตามคลองทะลุเชื่อมต่อถึงกันหมดไปจนถึงคลองรังสิต

ส่วนผืนดินที่เราทำร่องแปลงผักอยู่นี้ก็เป็นพื้นดินเดิมจากแปลงนาเมื่อ 50 ปีก่อนที่ไม่ได้ผ่านการถมดินแต่อย่างใด ซึ่งเราทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ถ้าไม่ได้เช่าที่ในราคาถูกๆ จากเศรษฐีผู้ใจบุญก็คงจะไม่สามารถปลูกผักทำแปลงเกษตรอย่างนี้ได้

และการปลูกผักทำการเกษตรท่ามกลางแดดร้อนๆ เด็กๆ รุ่นใหม่ๆ คงจะไม่มีใครเขาทำกัน และที่เรายังวางมือไม่ได้เพราะแปลงสวนผักของเราอยู่ใกล้ตลาดขายส่ง ไม่ต้องลงทุนบรรทุกขนผักมาจากต่างจังหวัด

และผักสวนครัวที่ปลูกประกอบไปด้วย ผักคะน้า ผักกาดหอม ผักกวางตุ้ง ปลูกสลับกันไป แต่ละแปลง ปลูกหมุนเวียนตลอดทั้งปี สลับกันไปทุกๆ เดือน แต่ละร่องแปลง ครั้งแรกที่หว่านเมล็ดผัก 45-50 วันก็สามารถเก็บผลผลิตส่งขายได้ ประมาณ 1 ตันต่อร่อง

ไม่ต้องกลัวว่าผักจะขายไม่ได้ เพราะพ่อค้าเร่และพ่อค้าประจำจะมารอรับซื้อผักถึงหน้าแปลง กระจายส่งขายตามตลาดของตัวเอง ที่ไกลๆ อย่างตลาดคลองเตย และบางครั้งตนเองก็จะไปส่งผักเองอย่างที่ตลาดสี่มุมเมืองรังสิต หรือที่ตลาดไท เป็นต้น ถ้าฤดูไหนพ่อค้าคนกลางมากดราคารับซื้อกันมากๆ ก็จะไม่ขาย ยอมบรรทุกวิ่งไปส่งเองตามตลาดต่างๆ เป็นต้น

ก่อนหน้านี้เคยหว่านผักราคาแพงๆ UFABETSIX.COM เพื่อที่จะทำกำไรให้ได้สูงขึ้น เช่น ผักชี ผักตั้งโอ๋ ซึ่งผักพวกนี้จะชอบอากาศไม่ร้อนจัด สภาพอากาศดีๆ เย็นๆ แต่ก็ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง เพราะเคยเจอมาแล้ว เมื่อถึงเวลาจะเก็บเกี่ยวอีก 4-5 วัน ฝนตกลงมา แล้วก็มาเจอแดดแรงๆ ซ้ำ ทำให้ผักเหี่ยวเฉาเร็วเสียหายง่าย ผักเหล่านี้ไวต่อสภาพอากาศ เคยเสียหายมาแล้วหลายรอบ จึงไม่กล้าเสี่ยงอีก

ส่วนผักที่ปลูกเป็นประจำถึงแม้จะทนต่อสภาวะแวดล้อมได้ก็จริง แต่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา อย่างช่วงหน้าแล้งแมลงลง เสียหายไปเกือบครึ่ง ส่วนดีก็มีอยู่มากและยังพอทำกำไรได้ในช่วงหน้าแล้งที่ผักจะขาดตลาดและราคาแพง เนื่องจากเป็นผักนอกฤดู

ผู้เขียนสงสัยและตั้งคำถามว่า แปลงสวนผักของคุณชาญ บนพื้นที่แห่งนี้มีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี คงจะมีออร์เดอร์ส่งขายห้างค้าปลีกรายใหญ่ๆ เป็นประจำอย่างแน่นอน

แต่หาไม่ คุณชาญให้เหตุผลว่า เพราะห้างค้าปลีกเรื่องมาก ติดปัญหาเรื่องขนาดและมาตรฐานซึ่งของเราปลูกตามธรรมชาติ ขนาดจึงไม่ได้ตรงตามที่เขากำหนด อีกทั้งมันจุกจิกหยุมหยิม และเราก็ไม่ต้องมาเครียดให้ปวดหัว เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว จะต้องมาแยกต้องคัดเกรด จึงสะดวกที่จะขายผักตามสภาพ เพราะเราไม่ได้ใช้สารเคมีควบคุม

ส่วนราคาพืชผักตามท้องตลาด มันก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามกลไกของตลาด ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าฤดูไหนผักขาดตลาด ผลผลิตน้อย ก็จะเหมือนกันหมดทุกๆ ตลาด เช่น ช่วงหน้าหนาว ราคาผักจะถูก ผักจะสวยโตเร็ว แมลงไม่ค่อยมี ผลผลิตออกมาเยอะราคาก็จะถูก ช่วงฤดูฝนน้ำท่วมพื้นที่เกษตรเสียหาย ผักก็จะแพง เมื่อถึงหน้าแล้ง หน้าร้อน ทุกๆ ปี ราคาผักก็จะแพงเพราะผลผลิตออกน้อยผักโตช้า เป็นต้น

ชีวิตที่อยู่กับแปลงผักของคุณชาญในวัย 65 ปี ก็ยังคงหมุนเวียนอยู่กับการปลูกผักสวนครัวไม่มีวันหยุด กับผู้ช่วยแรงงานอีกหนึ่งคน ง่วนอยู่กับแปลงผัก เริ่มจากพรวนดิน แล้วคลุมดินด้วยฟาง จากนั้นหว่านเมล็ดผักและงอกขึ้นมา จากนั้นก็แยกต้นกล้า ปลูกรุ่นต่อรุ่น มีถี่มีห่างบ้าง ส่วนกล้าผัก ต้นเล็กๆ ก็ดึงทิ้งให้ปลากินเป็นอาหารในร่องน้ำ ทำหมุนเวียนไปอย่างนี้ทุกๆ เดือน ตลอดทั้งปี

และที่สำคัญน้ำต้องพร้อม เมื่อถึงหน้าแล้ง แดดจะแรง อากาศจะร้อน ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตทั้งคนและผัก ปรับเปลี่ยนการให้น้ำ 2 ช่วงเวลา คือช่วงสายๆ 4 โมงเช้า ลากเรือสูบน้ำไล่ตามร่อง และจะไปรดน้ำอีกครั้งช่วง ค่ำๆ 2 ทุ่ม เพื่อให้ความร้อนได้คลายตัว ผักจะได้ไม่ช็อกเมื่อเจอน้ำ ส่วนหน้าฝนจะรดเพียงครั้งเดียว

ผมทำงานอยู่คนเดียว กับแรงงานอีกหนึ่ง ทำกันมานานจนรู้ใจ ไม่มีลูกน้องไม่มีนาย เราจะพรวนดินกันคนละร่องต่อ 1 วัน โดยใช้จอบฟันดินด้วยมือเปล่า เครื่องจักรพรวนดินก็มีแต่ไม่ใช้ เพราะไม่ดีเท่าจอบจากมือเรา ส่วนเครื่องจักรรถพรวนดินมันพรวนแค่ผิวหน้าดิน เมื่อปลูกผักรากไม่ลงลึกอยู่ตื้นๆ ผักจึงไม่โตเต็มที่

นี่คือชีวิตเกษตรติดดินอย่าง คุณชาญ ผลไม้ ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นเศรษฐี มาทำแปลงผักเกษตรพื้นบ้าน แต่เมื่อได้สัมผัสเขาคือบุคคลสาธารณะที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี