ปลูกเมล่อนเน้นคุณภาพ ตลาดมีความต้องการ ผลผลิตมีไม่พอจำหน่าย

คุณปรีชา นาจรูญ เกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการปลูกผักปลอดภัยปลอดสารพิษ ก็ได้มีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว แต่ที่หลักๆ มีการจัดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจรวมทั้งหมดภายในอำเภอ 360 กว่ากลุ่มที่ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ส่วนเรื่องผักปลอดภัยไร้สารพิษนั้นมีอยู่ทุกตำบลที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอได้ส่งเสริมอยู่ในเวลานี้ ส่วนหนึ่งก็ได้พลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งน้ำทั่วไปนั้น ก็ยังคงต้องพึ่งแหล่งน้ำจากธรรมชาติ

“สำหรับไร่เพื่อนคุณได้คิดริเริ่มเรื่องการปลูกพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษ โดยมี คุณสุระเทพ สุระสัจจะ เป็นผู้ดูแลกิจการและยังเป็น Young smart farmer ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนระดับประเทศที่ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถนำนวัตกรรมจากต่างประเทศมาบริหารภายในโรงเรือง ถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่กล้านำเทคโนโลยีด้านการเกษตร นวัตกรรม ที่เกี่ยวกับการให้น้ำ และการพิสูจน์โรคแมลงต่างๆ เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ก็เชื่อได้ว่า การทำงานของ Young smart farmer ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 10 ราย แต่ก่อนที่จะผ่านเข้ามาสู่ตรงนี้ เขาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จนได้รับมาตรฐานต่างๆ จากนั้นการรับสมาชิกเข้ากลุ่ม ผู้เป็นสมาชิกต้องทำให้ได้ตามข้อกำหนด ถึงจะเข้าเป็นสมาชิกได้ ทำให้การันตีได้ว่าพืชผักและผลผลิตมีความปลอดภัย ทั้งนี้ เรื่องของการตลาดก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์กลางแห่งการตลาด” คุณปรีชา กล่าว

คุณสุระเทพ สุระสัจจะ เจ้าของสวนเม่ล่อนไร้สารพิษ ไร่เพื่อนคุณ ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำอาชีพนี้ ซึ่งเริ่มต้นมาจากคุณพ่อที่เห็นถึงความทุกข์ยากของเกษตรกรในเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลง การให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ การโดนกดราคาจากกลไกการตลาด และเมื่อคุณพ่อเกษียณ ก็เลยเกิดความคิดที่อยากจะสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้กับเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพและให้ความรู้ในการเพาะปลูกที่ถูกต้อง ซึ่งจะถ่ายทอดความรู้ผ่านทางศูนย์การเรียนรู้ โดยเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่จะเน้นในด้านความปลอดภัยของเกษตรกรสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค

“สำหรับการเริ่มต้นการปลูกเมล่อน ก็เริ่มจากความชอบของคุณพ่อที่ชอบทานเมล่อน และแตงโม แต่ไม่มีความมั่นใจที่จะไปทานที่อื่น เมื่อถึงเวลาเกษียณจึงออกมาปลูกเมล่อนและแตงโม ทั้งนี้ก็มีครูมาสอนเพิ่มเติมในเรื่องการปลูก ก็ได้มีการลองผิดลองถูก ล้มบ้าง เสียหายบ้าง จนสามารถพัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้ ได้ศึกษาวิธีการต่างๆ จาก 3 อาจารย์ ซึ่งอาจารย์ท่านแรกนั้นก็คือผู้ที่มีประสบการณ์หรือผู้ที่ผ่านการปลูกเมล่อนมาก่อน ต่อด้วยอาจารย์ที่ชื่อว่า Google และสุดท้ายก็เป็นตัวของเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่โดยส่วนใหญ่แล้วมีการทำไร่ทำนามาก่อน บางครั้งเกษตรกรจะเอาปูนเคี้ยวหมากมายับยั้งแบคทีเรียตอนที่ตัดกิ่งเมล่อนในช่วงหน้าฝน แต่ก็มีการบอกเกษตรกรว่าถ้าเกษตรกรผสมไตรโคเดอร์ม่าไปด้วย จะได้มีการยับยั้งแบคทีเรีย เห็นได้เลยว่าที่ผ่านมาเรามีการทำงานร่วมกันกับเกษตรกรถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” คุณสุระเทพ กล่าว

ในส่วนของการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ มีการนำระบบโซล่าเซลล์ในการสูบน้ำจากบ่อพักน้ำของทางสวน ใช้เนื้อที่สำหรับพักน้ำประมาณ 2 ไร่ ลึก 8 เมตร ซึ่งจะใช้โซล่าเซลล์ในการสูบน้ำมาใช้เพื่อการเกษตร ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ยังสามารถสกัดสารพิษที่ปนเปื้อนจากแหล่งน้ำอื่นอีกด้วย ในส่วนของเทคโนโลยีตัวที่สองนั้นก็คือ ตู้ควบคุมน้ำอัตโนมัติที่เข้ามาดูแลการให้น้ำ ซึ่งจะมีระบบน้ำหมอกที่จะนำมาใช้ในช่วงที่อากาศร้อนและระบบตั้งเวลาที่จะให้น้ำกับพืชแบบอัตโนมัติ

ในการเพาะปลูกภายในโรงเรือนจะไม่มีการปลูกพืชซ้ำ แต่จะสลับหมุนเวียนปลูกเมล่อนควบคู่ไปกับการปลูกผัก ตัวอย่างเช่น รอบนี้ปลูกเมล่อน รอบต่อไปจะปลูกถั่วฝักยาวสลับกันไปเพื่อหลอกโรคหลอกแมลง ถือเป็นเรื่องที่ดีมีผลผลิตที่หลากหลาย ที่มีถึง 10 กว่าชนิดในเรื่องการทำตลาด ต่อมาทางสวนได้มีการร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ ก็มีหน่วยงานจากทางภาครัฐอย่างเกษตรอำเภอ หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งห้องแล็บไว้ตรวจสอบพืชผักปลอดสารพิษ

“ต้องบอกก่อนว่าเมล็ดเมล่อนมีมูลค่าที่แพงมาก จึงไม่สามารถที่จะหยอดลงปลูกได้เลย ซึ่งต้องใช้วิธีการเพาะลงถาดในโรงเพาะ โดยการหยอด 1 เมล็ดต่อ 1 หลุม ข้อดีในการทำวิธีนี้คือจะสามารถคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ได้ ใช้เวลาไม่เกิน 10 วัน จากนั้นก็เอาลงดินในช่วงเวลาเย็นเพราะว่าช่วงเช้ารากจะไม่เดิน เนื่องจากต้องเจอกับแดดเที่ยงทำให้ต้นตายได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นช่วงเย็นรากก็จะฟื้นตัว” คุณสุระเทพ กล่าว

ในช่วงแรกที่เตรียมแปลงจะใส่ปุ๋ยคอกลงไปผสมด้วย จากนั้นเมื่อปลูกกล้ายืนต้นได้สักระยะ จะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ต่อด้วยรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้า 5 นาที ประมาณ 08.00 น. และช่วงเที่ยง 5 นาที และเมื่ออายุต้นเมล่อนถึง 10 วันขึ้นไป จะทำวิธีการพันยอดเพราะเมล่อนเป็นพืชที่โตไว หลังจากที่พันยอดเสร็จก็ถึงเวลาตัดแต่งแขนง ตัดแต่งใบ พร้อมกับนับเวลาผสมเกสรประมาณ 30 วัน ก็จะเริ่มใช้น้ำหมักกล้วยมาฉีดเพื่อเร่งฮอร์โมน ก่อนที่จะมีการติดดอก

ซึ่งต่อมาก็จะเป็นขั้นตอนในการผสมเกสรก็จะนับวันผสมเกสรออกเป็น 5 รอบ เมื่อทำตรงนี้เรียบร้อยแล้ว ควรให้ปุ๋ยสูตร 15-15-21 จากนั้นก็ทิ้งระยะเวลาไว้สักพักก่อนที่จะกลับมาเน้นที่ทำความหวานใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง

“ต้องยอมรับว่าเมล่อนยังไม่สามารถที่จะปลูกแบบอินทรีย์ แต่จะปลูกแบบไร้สารพิษได้ พยายามจะหาปุ๋ยหลายๆ แบบมาใช้แต่ต้องให้เหมาะสม ต่อมาระยะผสมเกสรจนถึงเก็บเกี่ยวได้ติดผลนั้นประมาณ 60-75 วัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาหรือฤดูกาล เพราะว่าเมล่อนช่วงหน้าร้อนจะสุกไวช่วงหน้าหนาวจะสุกช้าและผลเล็ก เมล่อนต่อต้นสามารถไว้ได้แค่ 1 ผล และ 1 โรงเรือน ปลูกอยู่ที่ 320 ต้น สำหรับขนาดโรงเรือน 6×20 เมตร ส่วนโรงเรือนขนาด 8×20 เมตร จะมีประมาณ 500 กว่าต้น นอกจากนี้ทางไร่จะมีกระบวนการสุ่มเช็ค โดยการตัดออกมาลองก่อนเพื่อความชัวร์ในเรื่องของความหวานก่อนที่จะนำไปจัดจำหน่าย” คุณสุระเทพ กล่าว

ในเรื่องของตลาดสำหรับจำหน่ายเมล่อน คุณสุระเทพ บอกว่า จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตลาดที่วางจำหน่ายซึ่งราคาของแต่ละตลาดก็จะมีความแตกต่างกันไป ตลาดแรกจะเป็นตลาดที่จะจัดจำหน่ายอยู่หน้าร้าน สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมาสามารถแวะซื้อได้ และไม่เพียงเท่านี้ยังมีตลาดโมเดิร์นเทรดที่จำหน่ายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า ต่อมาตลาดที่สามจะอยู่ในส่วนของโรงพยาบาล เนื่องจากว่ามีการเน้นปลูกแบบไม่ใช้ยาฆ่าแมลงร้อยเปอร์เซ็นต์ การที่เอาผลผลิตไปจำหน่ายในโรงพยาบาลเพื่อให้คนป่วยได้รับประทานอันนี้คือตอบโจทย์ในเรื่องของอาหารปลอดภัย และตลาดสุดท้ายก็เป็นตลาดที่ขายผ่านออนไลน์

“อย่างในเฟซบุ๊กแฟนเพจ ลูกค้าก็จะสั่งจองเข้ามา และทางสวนก็จะส่งผ่านทางขนส่งไปให้ได้ทานถึงที่ ซึ่งเมล่อนก็มีทั้งเกรด A B C ราคาก็จะแตกต่างกันไปอย่างหน้าร้านก็จะตกอยู่ที่ 110-120 ต่อกิโลกรัม และถ้าราคาตามห้างราคาจะอยู่ที่ 139-189 ต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ความต้องการของผู้บริโภคก็ถือว่ายังให้ความสนใจที่จะรับประทานพืชผลไม้เมล่อน เนื่องจากเป็นผลไม้ปลอดสารพิษจึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกเพศและทุกวัย” คุณสุระเทพ กล่าว

โดยปกติแล้วมะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมากๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้

มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร 2/395 ถ.ศรีมาลา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร 66000 โทร. 056-613021, 081-8867398 ได้เมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 10 ปี ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะดังนี้

“ทรงผลคล้ายกับมะละกอเรดมาลาดอล์ (หรือบ้านเราเรียกมะละกอฮอลแลนด์ หรือ ปักไม้ลาย) แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามากขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว น้ำหนักผลเฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม เนื้อหนามาก มีสีแดงส้มและรสชาติหวานเหมือนมะละกอแขกดำศรีสะเกษ จากการปลูกทดสอบในแปลงพบว่าต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่ามะละกอสายพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกเปรียบเทียบกันในแปลง ลำต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” มีความแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด ลำต้นจะมีขนาดใหญ่ แข็งแรงสอดคล้องกับการรับน้ำหนักผลบนต้นที่มีจำนวนมากและผลมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ มีการติดผลดกมากและผลมีขนาดใหญ่ เปลือกมีความหนา 0.3-0.5 เซนติเมตร ซึ่งเป็นผลดีในการขนส่งระยะไกล เป็นมะละกอที่สามารถบริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ โดยเฉพาะผลสุก มะละกอมีรสชาติหวาน หอม เนื้อหนา 3-5 เซนติเมตร ทานอร่อยมาก ส่วนผลดิบใช้ตำส้มตำได้”

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรนำเมล็ดมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ไปปลูกเพื่อส่งผลผลิตโรงงานแปรรูปผลไม้กระป๋อง เนื่องจากเป็นมะละกอที่มีสีสวย เนื้อหนามากและเนื้อละเอียดเนียน

ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร ได้คัดเลือกพันธุ์มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” อย่างต่อเนื่องจนสายพันธุ์มีความนิ่งในระดับที่น่าพอใจ และจากการปลูกมะละกอยักษ์เรด แคลิเบียน พบว่าไม่เคยเจอต้นตัวผู้ (หรือเรียก “มะละกอสาย”) เลย จะพบเพียงต้นตัวเมียที่มีลักษณะผลกลมรีบ้างสัก 10-20 เปอร์เซ็นต์ในแปลงปลูกซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยหากเทียบกับมะละกอสายพันธุ์อื่น เช่น มะละกอพันธุ์แขกดำ และเรื่องการทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนนั้น เป็นประเด็นที่เราให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะบางต้นที่ปลูกในแปลงที่เป็นโรคจุดวงแหวน เมื่อมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ได้รับปุ๋ยและน้ำอุดมสมบูรณ์ ต้นมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” เจริญเติบโตได้ดีและยังให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่อไปได้อีก

ส่วนในกรณีที่ต้นอายุเกิน 2 ปีไปแล้ว ต้นมะละกอมีความสูงที่ยากในการเก็บเกี่ยวผลลงจากต้นแล้วนั้น ทางชมรมเผยแพร่ฯ ก็จะใช้วิธีการตัดต้นทำสาวมะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ให้ต้นเตี้ยเหมือนต้นที่ปลูกใหม่ และส่งผลต่อการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น การจัดการง่ายขึ้น เก็บผลผลิตง่าย และยังได้ต้นแม่พันธุ์เดิม ไม่ต้องปลูกใหม่ทุกปี และช่วยเก็บรักษาต้นแม่เอาไว้ได้นานอีกหลายปี ยกตัวอย่างต้นแม่พันธุ์มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ที่ชมรมเผยแพร่ฯ ปลูกและตัดต้นทำสาวมีอายุยืน มีผลผลิตให้เก็บต่อเนื่องนานถึง 4 ปีทีเดียว หลังจากตัดต้นทำสาวเพียง 3-4 เดือน ยอดใหม่มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” จะเริ่มออกดอกติดผลต่อไป

การเตรียมดินและปลูก มะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ถ้าสภาพดินปลูกมีค่า pH ต่ำกว่า 6.0 ให้หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ในอัตรา 200-300 กก./ไร่ คลุกดินโดยการไถพรวน แล้วตากทิ้งไว้ 10-15 วันเพื่อเป็นการทำลายเชื้อโรค-แมลงศัตรู และกำจัดวัชพืชไปพร้อมๆ กัน หลังจากนั้นไถยกร่องเป็นลอนลูกฟูก สูง 30-50 เซนติเมตร กว้าง 2.5-3 เมตร การยกร่องดังกล่าวเพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณแปลงให้แปลงปลูกระบายน้ำดี ในการเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมกลางร่องปลูกขนาด 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ควรจะพรวนดินเป็นหลังเต่า ตอนพรวนก็ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 3-5 กิโลกรัม ผสมดินในหลุมปลูก รดน้ำให้ชื้นและยุบตัวดี ระหว่างหลุม 2.5-3 เมตร คลุมบริเวณหลุมปลูกด้วยฟางข้าว ทิ้งไว้ 7-10 วันจึงปลูกได้ หรือจะปลูกก่อนแล้วคลุมฟางทีหลังก็ได้ แต่ในปัจจุบันบางสวนก็ใช้พลาสติกคลุมแปลง เพราะลดค่าแรงและเวลาการทำหญ้ากำจัดวัชพืช ที่สำคัญแปลงปลูกจะมีความชื้นอย่างสม่ำเสมอ

วิธีการเพาะต้นกล้ามะละกอยักษ์ “เรด แคลิเบียน” สำหรับเคล็ดลับเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร.กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลว่า

“การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้นให้นำมะละกอแช่น้ำ 1–2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้นทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลยก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อยเมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิดการหมักจนเน่าได้ ในวันที่ 3 ให้นำเมล็ดมะละกอนั้นห่อด้วยผ้าเปียกน้ำหมาดๆ นำผ้าใส่ไว้ในกล่องพลาสติกหรือกระติกน้ำเก่า และมีการพรมน้ำอยู่เรื่อยๆ ก็ได้ หากแช่เมล็ดมะละกอในน้ำดังกล่าวแล้วจะทำให้ได้ต้นกล้ามะละกอที่งอกได้ดีและโตสม่ำเสมอกัน”

หรือหากจะลดความยุ่งยากและยังไม่มีความชำนาญในการเพาะกล้า บางท่านก็อาจจะเลือกใช้วิธีของศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงจ.สุพรรณบุรีแนะนำว่า ให้แช่เมล็ดพันธุ์มะละกอในน้ำอุ่น (น้ำธรรมดา 1 ส่วนผสมกับน้ำร้อน 1 ส่วน = น้ำอุ่น) ทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมานำเมล็ดมะละกอ หยอดปลูกลงถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมไว้ โดยอาจจะใช้วัสดุ เช่นขี้เถ้าแกลบดำ 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก หรือ ดิน 1 ส่วน หยอดเมล็ดมะละกอ ถุงละ 3 เมล็ด จากนั้นรดน้ำที่ผสมยาป้องกัน กำจัดเชื้อรา เช่น เมทาแลคซิล รดให้เพื่อช่วยป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า และผสมยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันมดคาบเมล็ดมะละกอที่เพาะไว้ เช่น เซฟวิน-85 วางถุงดำไว้ใต้ซาแรนพรางแสง 60 % รดน้ำทุกเช้าวันละ 1 ครั้ง

จากนั้นอีก 7 – 10 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก เมื่อมีใบจริงได้ 2 ใบให้เอาซาแรนออก ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดเต็มที่เพื่อเป็นการปรับตัว ในช่วงที่ต้นกล้าเริ่มงอกควรฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อรา พวกแมนโคเซบผสมกับยาแมลง เช่น เซฟวิน-85 และสารจับใบพรีมาตรอน จากนั้นฉีดพ่นให้ทุกๆ 7 วัน เป็นการป้องกันโรคและแมลงทำลาย จากนั้นประมาณ 2-3 อาทิตย์ ต้นกล้ามะละกอก็สามารถย้ายปลูกลงแปลงไว้ได้ หรือเมื่อต้นกล้าอายุ 45 วัน จึงย้ายลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ไม่ควรปลูกต้นกล้ามะละกอลึกจะทำให้รากเน่า

ในการใส่ปุ๋ยระยะก่อนติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม/หลุม และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 เดือนละครั้งๆ ละ 100-150 กรัม/หลุม หลังติดผล ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 2-3 กิโลกรัม/หลุม และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 150 กรัม/หลุม เดือนละครั้ง วิธีการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ทางดิน ให้หว่านลงดินบริเวณรัศมีทรงพุ่มของมะละกอแล้วรดน้ำตาม อย่าใส่ปุ๋ยชิดโคนต้นมะละกอ เพราะจะทำให้มะละกอเสียหายได้

หลังจากปลูกต้นกล้ามะละกอไปได้ประมาณ 2-3 เดือน ต้นมะละกอจะเริ่มออกดอก ให้เกษตรกรสังเกตดูการออกดอกของต้นมะละกอภายในหลุมทั้ง 3 ต้น ว่าต้นใดเป็นต้นสมบรูณ์เพศหรือต้นกะเทย (ผลยาว) ให้คัดต้นสมบรูณ์เพศหรือต้นกะเทยไว้เพียงต้นเดียว สำหรับต้นตัวเมีย (ผลป้อม) ถ้าไม่ต้องการก็ตัดทิ้ง เพราะผลผลิตที่ออกมาจะเป็นลูกป้อมและถ้าเป็นตัวผู้ให้ตัดทิ้งเลย โดยปกติแล้วต้นดอกสมบรูณ์เพศหรือดอกกะเทยนั้น ตลาดจะต้องการมากที่สุด โดยจากการสังเกตการณ์ออกดอกของมะละกอยักษ์ เรด แคลิเบียน พบว่ามีเปอร์เซ็นต์การออกดอก เป็นต้น กระเทย (ผลยาว) ค่อนข้างสูงประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ มีการพบต้นที่ให้ดอกตัว(ผลกลม) เมียเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนต้นตัวผู้ยังไม่พบในแปลงปลูก

การบำรุงรักษา ยักษ์ “เรด แคลิเบียน” ในฤดูแล้งต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดอย่าให้ดินแห้งในฤดูฝน ถ้าฝนทิ้งช่วงต้องให้น้ำ แต่ถ้าฝนตกหนักจะต้องดูแลการระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้น โดยเสริมร่องปลูกให้สูงอยู่เสมอ ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูกมักพบโรครากเน่าและโคนเน่าจึงควรราดโคนต้นมะละกอด้วยสารอาลีเอท ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จำเป็นต้องราดโคนด้วย สารอาลีเอท ทุกๆ 15 วัน

เป็นที่สังเกตว่าการหว่านเชื้อไตรโคเดอร์มาก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้สารเคมีลงกว่าครึ่ง การกำจัดวัชพืชไม่ควรใช้จอบถางบริเวณโคนต้น เพราะรากจะถูกตัดขาด ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโตหรือทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ แต่ต้องกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีวัชพืชขึ้น นอกทรงพุ่มต้องใช้เครื่องตัดหญ้าหรือมีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้นมะละกอ ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นมะละกอให้หนาและหมั่นเติมฟางอยู่เสมอจะช่วยลดวัชพืช เพราะการคลุมฟางจะทำให้เมล็ดหญ้าไม่งอกและรักษาความชื้นในดิน หรือหากเป็นสวนมะละกอขนาดใหญ่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาป้องกันกำจัดวัชพืชในการใช้ต้องมีความระมัดระวัง มะละกออ่อนแอต่อยาฆ่าหญ้า

ปัจจุบันความนิยมปลูกไม้ยืนต้นที่โตเร็ว สามารถตัดทำเป็นไม้แปรรูปนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ หรือเป็นไม้สร้างบ้านที่ใช้ระยะเวลาการดูแลไม่ยาวนานนักอยู่ในช่วง 5 – 10 ปีนั้น กระแสตอบรับนับวันจะมีมากขึ้น ประการสำคัญของการปลูกไม้ยืนต้นที่โตเร็วนั้น วัตถุประสงค์หลักส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปลูกเพื่อเสริมพื้นที่ว่างตามที่ดินรกร้างว่างเปล่า หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร จึงมีแนวความคิดหาไม้ยืนต้นที่โตเร็ว และมีประโยชน์ในการแปรรูปไม้นำมาปลูกในพื้นที่ว่างกัน

การปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ว่างนั้น ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแค่หากิ่งพันธุ์ไม้มาลงปลูก ดูแลให้น้ำบ้างในระยะแรกๆ เพื่อให้ต้นตั้งตัวได้ พอดินรัดรากดีระบบรากสามารถแตกแขนงหากินช่วยตัวเองได้แล้ว ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะไม้ยืนต้นยิ่งเป็นประเภทไม้ป่าด้วยแล้วต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้ในธรรมชาติภูมิอากาศบ้านเรา 3 ฤดู ร้อน / ฝน / หนาว ได้สบายๆ กรณีนี้ต้องยกเว้นการเกิดภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย ไม่ว่าจะเป็นไม้อะไรโดนน้ำท่วมนานๆ มีสิทธิ์ตายได้ เหมือนกันหมด

คุณนนท์ สุขแก้ว เป็นเกษตรกรชาวสวนอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 6 บ้านวังขโมย ตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ทำสวนผลไม้ผสมผสานในเนื้อที่ 80 ไร่ คุณนนท์ ได้นำไม้แดงซึ่งเป็นไม้ป่ายืนต้นประเภทหนึ่งมาปลูกในพื้นที่รอบ ๆ สวนผลไม้ ปัจจุบันไม้แดงที่ปลูกมีอายุ 10 ปี สามารถตัดขายเป็นรายได้แล้ว

คุณนนท์ พบว่า การปลูกไม้แดงนั้นไม่ยุ่งยาก แต่กลับมีประโยชน์มากมายต่อระบบนิเวศน์ในสวนผลไม้ สามารถเป็นไม้ใหญ่รับแรงลมพายุฝนได้ เป็นร่มเงาให้สวนร่มรื่น และถ้าปลูกรอบๆ สวน จะเป็นแนวคันสวนได้เป็นอย่างดี

ไม้แดง เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง สีเขียวอมแดง เปลือกเรียบ สีเทาอมแดง ตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบางๆ รอบลำต้นเมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองปกคลุม

ใบ เป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ปลายใบแหลมมน ดอกสีเหลือง ขนาดเล็กขึ้นอัดกันแน่นบนช่อกลมเดี่ยวๆ หรือแตกกิ่งก้าน หรือขึ้นเป็นกลุ่มๆ ดอกจะออกราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม แล้วเป็นฝัก ฝักจะแก่ประมาณเดือนตุลาคม – ธันวาคม ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนานเรียวและโค้งงอมีส่วนปลาย ฝักแข็งยาวประมาณ 7 – 10 เซนติเมตร สีน้ำตาลอมเทา

ลักษณะเนื้อไม้สีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เนื้อละเอียดพอประมาณ แข็ง เหนียว ทนทานมาก เลื่อย ไสกบ ตกแต่งได้เรียบร้อย ขัดชักเงาได้ดี

ไม้แดง จัดเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมัคร Holiday Palace และมีการนำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ไม้แดงมีความทนทานสูงมาก ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ทำให้สามารถนำไปใช้งานกลางแจ้งได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมนำไม้แดงไปใช้ในการก่อสร้าง เป็นโครงสร้างของอาคารบ้านเรือน ทำเป็นพื้นบ้านไม้แดง เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องมือทางเกษตร และทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการนำไม้แดงไปใช้ในการทำปาร์เก้ได้รับความนิยมรองจากไม้สักปาร์เก้ ใช้ทำเสา รอดตง ขื่อ ฝา ทำกระดานข้างเรือ เรือใบ เรือสำเภา คราด ครก สาก กระเดื่อง ส่วนต่างๆ ของเกวียน ทำสะพาน หมอนรางรถไฟ ด้ามเครื่องมือต่างๆ แกะสลักก็ได้ ประโยชน์ของไม้แดงทางสมุนไพร เช่น ใช้ผสมยาแก้ทางโลหิต และโรคกษัย แก้พิษ โลหิต และอาการปวดอักเสบของฝีต่างๆ เปลือกมีรสฝาดใช้สมานธาตุ ดอกผสมยาแก้ไข บำรุงหัวใจ เมล็ดรับประทานได้ เหล่านี้คือประโยชน์ของไม้แดง ซึ่งยังมีมากมายนัก

คุณนนท์ เล่าถึงที่มาที่ไปของการนำไม้แดงเข้ามาปลูกในพื้นที่สวนว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วไปเที่ยวน้ำตกที่จังหวัดกาญจนบุรี ไปเห็นไม้แดงบริเวณน้ำตกสังเกตุลำต้นดูตรง ยิ่งต้นใหญ่ๆ ก็เหมาะที่จะนำลำต้นมาแปรรูปใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้ จึงศึกษาเพื่อที่จะนำมาประยุกต์ปรับให้เข้ากับสภาพสวน ที่สำคัญพบว่าไม้แดงโคนถูกน้ำท่วมก็ไม่ตาย

คุณนนท์ บอกว่า แรกๆ พยายามศึกษาหาข้อมูล แต่หาไม่ค่อยได้ จึงต้องทดลองปลูกเอง โดยซื้อกิ่งพันธุ์ไม้แดงมาปลูก ไปซื้อตามตลาดนัดต้นไม้บ้าง ที่ร้านขายพันธุ์ไม้แถวอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ ซื้อมากว่า 400 กว่าต้น ความสูงกิ่งพันธุ์ประมาณ 1 ฟุต

“จริงๆ แล้วไม้แดงนั้นมีการทดลองปลูกได้ผลมาแล้ว แต่ตอนนั้นองค์ความรู้ยังไม่มีการเผยแพร่กันออกมา ผมเลยต้องทดลองปลูกเอง”

เมื่อได้กิ่งพันธุ์ไม้แดงมาก็วางแผนลงปลูกรอบๆ สวนประมาณ 80 ไร่ ทำเป็นคันดินกว้างลงปลูกพร้อมกับพันธุ์ปาล์มด้านนอก ด้านในสลับกัน ใช้ระยะปลูกห่างประมาณ 4 เมตรต่อต้น เมื่อต้นโตจะเป็นแนวไม้ใหญ่ล้อมรอบสวนผลไม้ที่มีอยู่ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม ไผ่ และไม้ผลอื่นๆ

คุณนนท์ บอกด้วยว่า หลังจากวางแผนการปลูกแล้ว ก็เริ่มต้นด้วยการขุดหลุมปลูกเหมือนกับปลูกต้นไม้ทั่วๆ ไป ไม่ต้องกำหนดอะไรให้ยุ่งยาก ขุดหลุมลึกพอสมควรก็เอากิ่งพันธุ์ออกจากถุงดำแล้วลงปลูกในหลุม กลบดินปากหลุมให้แน่นตามด้วยรดน้ำจนชุ่ม เรื่องปุ๋ยไม่ต้องกังวลเลยสบายใจได้ ไม้แดงลองระบบรากเจริญดีแล้วต้นไม่ตายง่ายๆ ทนร้อน ทนฝน ทนหนาว “ไม้แดงทนได้”

ช่วง 1 – 2 ปีแรกไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไรเลย “คุณนนท์ สุขแก้ว” บอกว่า ถ้าเราใส่ปุ่ยในช่วงต้นยังอ่อนอยู่จะทำให้ลำต้นอ่อน พอฝนตกลงมาดินชุ่มมาก ๆ ลำต้นจะเอียงได้ ทางที่ดีปลูกแล้วปล่อยไปก่อน จะมาเพิ่มปุ๋ยให้ตอนช่วงปีที่ 3 ช่วงนี้ไม้แดงโตเร็วมาก ปีแรกต้นสูงเมตรกว่าแล้ว พอปีที่ 3 ต้นสูงใหญ่