ปลูกไผ่เป๊าะหวานแบบขายหน่อสด ปลูก 3 ปีให้หน่อขายได้ราคาดี

“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร

คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท

ซึ่งปลูกไผ่เป๊าะมาได้ระยะหนึ่งก็รู้เลยว่า ไผ่เป๊าะ ไม่ทำให้ผิดหวัง ปลูกแล้วให้ผลผลิตดีเกินคาด แถมมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะปีนี้ผลผลิตออกมาไม่เยอะ เนื่องจากเจอพิษแล้ง อากาศร้อนจัด ซึ่งถือได้ว่าการปลูกไผ่เพื่อขายหน่อสด และแปรรูปเป็นแผ่น เป็นอาชีพช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคุณเฉลิมได้เป็นอย่างดี จนในปัจจุบันนี้คุณเฉลิมได้หยุดทำไร่ข้าวโพด และหันมาปลูกไผ่เป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวนับแสนบาทต่อเดือน

ปัจจุบัน ที่สวนของคุณเฉลิม ปลูกไผ่เป๊าะ 300-400 ต้น หรือประมาณ 5 ไร่ และได้มีการขยายพื้นที่ปลูกจนในปัจจุบันมีไผ่เป๊าะทั้งสิ้น 10 ไร่ ให้ผลผลิตดีและราคาสูง โดยที่สวนคุณเฉลิมปลูกไผ่โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ด เพราะสามารถกำหนดระยะเวลาการปลูกได้ และการปลูกไผ่ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดจะดูแลง่าย ไม่ต้องกังวลว่ารากจะเน่า

ไผ่เป๊าะ นิยมนำมาทำต้มจืด เพราะไผ่เป๊าะมีรสชาติหวาน นอกจากทำแกงจืดอร่อยแล้ว ยังนิยมนำไผ่เป๊าะไปใส่ในกระเพาะปลา นอกจากไผ่เป๊าะแล้ว ที่สวนของคุณเฉลิมยังปลูกไผ่รวกหวาน แต่ตอนนี้เริ่มจริงจังกับการปลูกไผ่หกยักษ์ โดยเริ่มทดลองปลูกไผ่หกยักษ์มาเป็นระยะเวลา 3 ปี ปลูกบนพื้นที่กว่า 60 ไร่

“ไผ่หกยักษ์ ก็เป็นไผ่อีกชนิดที่น่าปลูก ที่สำคัญไผ่หกยักษ์ดูแลง่ายกว่าไผ่เป๊าะ ให้น้ำเพียง 2 ปีแรก หลังจากนั้น ก็ปล่อยได้ ให้ดูแลเรื่องวัชพืชอย่างเดียว แต่ต้องบอกก่อนว่า ไผ่หกยักษ์ จะมีราคาถูกกว่าไผ่เป๊าะ โดยราคาแต่งหัวสด กิโลกรัมละ 7 บาท ถ้าแปรรูปเป็นแผ่น ขายได้ 10บาท ที่ไร่เราทำได้ตามความต้องการของลูกค้า ถ้าอยากได้หน่อสด เราก็ขาย ถ้าอยากได้แบบแปรรูปเป็นแผ่น เราก็ทำให้ได้” คุณเฉลิม กล่าว

วิธีการปลูกไผ่เป๊าะหวาน
ขุดหลุม กว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 8×8 เมตร โดยก่อนปลูกให้ใส่ปุ๋ยหมักจากเศษไม้รองพื้น ประมาณ 6-7 กำมือ แล้วใส่ดินผสมไปเล็กน้อย และนำกิ่งตอนลงหลุม เอาดินกลบเป็นอันเสร็จขั้นตอน หลังจากนั้นให้ดูเรื่องปุ๋ย จะใส่ช่วงเดือนธันวาคม เพราะต้องการให้ใบไผ่ร่วงลงมาก่อน เรียกวิธีนี้ว่า แกล้งไผ่

เรื่อง น้ำ…ปลูกไผ่เป๊าะต้องดูแลเรื่องน้ำเป็นสำคัญ เริ่มให้น้ำตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ไผ่เป๊าะจะเริ่มให้ผลผลิตประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ช่วงที่เหมาะกับการปลูกคือช่วงมีนาคม เพราะถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนน้ำเยอะเกินไป จะทำให้รากไผ่เน่า แต่ก็ต้องดูแลเรื่องน้ำให้ดี ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันโดยไม่รดน้ำเลย รสชาติไผ่จะไม่อร่อย

ปลูกไผ่เป๊าะหวาน
เพียง 3 ปี ก็ให้หน่อได้แล้ว
“ไผ่เป๊าะ ตอนจากกิ่งจะเริ่มปลูกเดือนมีนาคม ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้ โดย 1 ปี ไผ่เป๊าะจะให้ผลผลิต 1 ครั้ง โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ในการรดน้ำ เริ่มรดน้ำช่วงเดือนธันวาคม ความถี่ในการรดน้ำให้รดแบบวันเว้นวันจะเหมาะสมที่สุด” คุณเฉลิม กล่าว

เทคนิคการปลูก
ให้ได้หน่อเยอะๆ
คุณเฉลิม บอกว่า การปลูกไผ่ให้ได้หน่อเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงบังคับให้ใบร่วงให้ไวที่สุด ยิ่งใบร่วงเร็วเท่าไหร่ ยอดจะแทงออกมาใหม่เร็วเท่านั้น เมื่อยอดออกมาใหม่จนครบหมดต้น คราวนี้อีกไม่นานไผ่เป๊าะจะเริ่มให้หน่อ ให้ผลผลิตออกมา นอกจากนี้ คุณเฉลิม ยังแนะนำอีกว่า ถ้ามีคนงาน ก็ให้คนงานตัด หรืออีกวิธีคือ ใช้สารเคมีพ่น

ไผ่เป๊าะหวานและไผ่หกยักษ์
นำมาแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง
ไผ่เป๊าะ เหมาะสำหรับนำมาประกอบอาหาร หรือขายหน่อสด จะไม่นิยมนำไปดอง เพราะไผ่เป๊าะจะไม่มีรสขม มีแต่รสหวาน ถ้านำมาดองจะเน่าง่าย จึงไม่นิยมนำมาดอง

แปรรูปไผ่หกยักษ์
“ไผ่หกยักษ์ นิยมแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง ดองปีบส่งต่างประเทศ หน่อไม้ที่ขายดีที่สุดตอนนี้คือ หน่อไม้ดอง ทำจากไผ่หกยักษ์ ส่งไปที่ตลาด มีเท่าไหร่เขารับหมด” คุณเฉลิม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจปลูก
ไผ่เป๊าะหวาน เป็นอาชีพ
คุณเฉลิม บอกว่า มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อย กิ่งไผ่ตอน ราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1,200-1,500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ คุณเฉลิม แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต ช่วง 1-2 ปีแรก เราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย

ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูกเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลูกข้าวโพดแซมล่องกลางยังได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างรายได้สองต่อ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และหากดูแลไผ่ดีๆ ปลูกบนพื้นที่ดีๆ ไผ่กอหนึ่งสามารถให้หน่อได้ถึง 10-20 กิโลกรัม เลยทีเดียว

“ไผ่เป๊าะ ราคาดีก็จริง แต่ต้องหมั่นดูแลเป็นพิเศษ เพราะถ้าดูแลไม่ดี ไผ่เป๊าะจะออกหน่อในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะออกชนกับหน่อไม้ป่า จะทำให้ไผ่เป๊าะราคาตก” คุณเฉลิม กล่าว

เข้าร่วมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้
ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
คุณเฉลิม ได้เข้าร่วมโครงการ สร้างป่า สร้างรายได้ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีรายละเอียดอำเภอที่ร่วมโครงการดังนี้ คืออำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย อำเภออุ้มผาง อำเภอท่าสองยาง อำเภอพบพระ และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอแม่แจ่ม และอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสบเมย และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยโครงการได้มีการสนับสนุนกล้าไม้ป่า และมีพี่เลี้ยงแนะนำในเรื่องของการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ

“ที่หมู่บ้านผมมีเป้าหมายคือ ให้ชาวบ้านปลูกไผ่ บุก ไว้เป็นพืชชั้นต่ำเพื่อคลุมดิน และในระหว่างที่รอไผ่โตยังสามารถปลูกถั่วมัน ถั่วแขก ขายได้ มีตลาดรับซื้ออยู่แล้ว เมื่อไผ่โตคลุมพื้นที่ เราสามารถปลูกกระชาย ขมิ้น ไพล เพื่อนำมาอบแห้งส่งขายทำเป็นเครื่องต้มยำได้อีกด้วย ซึ่งคิดว่าวิธีนี้จะสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้กับชาวบ้าน และยังสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเขตพื้นที่ป่าไม้ให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ไม่บุกรุกเพิ่มได้อีกด้วย” คุณเฉลิม กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจกิ่งพันธุ์ไผ่ หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมในการปลูกไผ่ สามารถติดต่อ คุณเฉลิม ยานะวงษ์ ได้ที่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หรือ โทร. (087) 849-8568 คุณเฉลิม ยินดีให้คำปรึกษา

แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนัก ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557

ทำมะม่วงส่งออก แทน มะม่วงตามกระแส

คุณไตรรัตน์ เปียถนอม เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่น คือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง และพันธุ์น้ำดอกไม้ ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ขายได้ตามฤดูกาลภายในประเทศบ้างเท่านั้น ขณะนั้นคุณไตรรัตน์ยังทำงานประจำ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง

คุณไตรรัตน์ เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วง ในระหว่างที่ทำงานประจำ และทราบว่า มีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2535 และราคาส่งออกค่อนข้างสูง จึงคิดว่า การทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกจะทำให้เกษตรกรอย่างเขาอยู่รอด

หลังลาออกจากงานเริ่มศึกษาแนวทางการผลิตมะม่วงคุณภาพอย่างจริงจัง เดินทางไปศึกษาดูงานยังแหล่งที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้ ทำให้ทราบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศต้องการ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแซมพันธุ์เขียวเสวย หนองแซง และฟ้าลั่น ในพื้นที่ 40 ไร่ก่อน จากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองทั้งหมด ในพื้นที่ 100 ไร่

พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 95 เปอร์เซ็นต์ และ มะม่วงพันธุ์มหาชนก อีก 5 เปอร์เซ็นต์ อาศัยน้ำในการเพาะปลูกจากน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่ปลูกดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งจะแห้งแล้งมาก ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ คุณไตรรัตน์ แก้ปัญหาโดยยึดแนวพระราชดำริ ในการทำการเกษตร ที่ต้องมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ จึงขุดแหล่งน้ำเป็นบ่อไว้กักเก็บน้ำ รวมพื้นที่ 25 ไร่ กระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วพื้นที่ปลูก การขุดบ่อกักเก็บน้ำพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ บริเวณที่ลาดเมื่อฝนตกน้ำไหลไปรวมกัน จึงขุดบ่อบริเวณนั้น และขุดบ่อลึกกว่าบ่อมาตรฐาน 2-3 เท่า เน้นความลึก เพื่อให้เก็บกักน้ำในปริมาณมาก และพื้นผิวด้านบนของบ่อแคบ เพื่อลดปริมาณการสูญเสียจากการระเหย

ระยะปลูก 6×4 และ 5×4 จำนวนต้นอยู่ที่ 60-80 ต้น ต่อไร่

ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ คุณไตรรัตน์ มีเทคนิคในการผลิตมะม่วงส่งออก โดยพยายามประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้ในสวนของตนเอง ดังนี้

นำเครื่องขุดเจาะหลุมมาใช้ในการขุดหลุมปลูกมะม่วงเพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการจ้างขุดหลุมเพื่อปลูกมะม่วงต่อหลุม ปัจจุบันราคาประมาณ 20 บาท หากปลูก 1 ไร่ จำนวน 70 ต้น จะเสียค่าขุดหลุมปลูกเป็นเงิน 1,400 บาท หากใช้เครื่องขุดเจาะจะมีต้นทุน หลุมละ 5 บาท เป็นเงิน 350 บาท ประหยัดต้นทุนได้ไร่ละ 1,050 บาท
การใช้น้ำระบบมินิสปริงเกลอร์และทำคันดินเล็กรอบๆ บริเวณโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกนอกบริเวณชายพุ่ม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสภาพดินที่ไม่อุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดต้นทุนเรื่องแรงงานในการให้น้ำมะม่วง ทั้งยังเป็นระบบที่ประหยัดน้ำ

ใช้การพ่นสารเคมีแบบแอร์บัส คือ การใช้แรงดันพ่นผ่านปั๊มแรงดันสูง มีพัดลมช่วยกระจายสารเคมีให้ละอองกระจายไปทั่วถึง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากแอร์บัสจะประหยัดสารเคมีลง 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แรงงานในการพ่นสารเคมีเพียง 1 คน ทำงานได้รวดเร็ว จากเดิมพื้นที่ 30 ไร่ ใช้แรงงานพ่นสารเคมี 2 คน ต้องใช้เวลาพ่น 5 วัน แต่การใช้แอร์บัส ใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้การป้องกันโรคและแมลงทำได้ทันเวลา

มะม่วงที่ปลูกอยู่เดิมเป็นพันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่น ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีได้ จึงใช้เทคนิคการเปลี่ยนยอดและอุ้มบุญ ในการเปลี่ยนยอดมะม่วงในพื้นที่ให้เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพื่อลดระยะเวลาในการปลูกใหม่ และเทคนิคการอุ้มบุญ คือ การนำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองไปเสียบฝากในต้นพันธุ์เขียวเสวยและฟ้าลั่น ทำให้เกษตรกรยังมีรายได้จากการขายมะม่วงฟ้าลั่น เขียวเสวย และมีผลพลอยได้จากมะม่วงฝากท้องในช่วง 1-3 ปี ก่อนที่จะทยอยตัดกิ่งต้นเดิมเหนือรอยทาบออก เพื่อให้เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 100 เปอร์เซ็นต์

การปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในช่วงแรกของการปลูกมะม่วง จึงปรับปรุงคุณภาพดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่แกลบ) บำรุงดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีการปลูกปอ ซึ่งเป็นพืชบำรุงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การตัดแต่งทรงพุ่ม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก มะม่วงสวนคุณไตรรัตน์ต้นเตี้ยทุกต้น เพื่อสะดวกต่อการห่อ เก็บ โดยควบคุมความสูงของต้นไม่ให้เกิน 3.50 เมตร เมื่อตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มที่ไม่มีผลผลิต ควรรูดใบแก่ที่มีเพลี้ยแมลงทำลายออกบางส่วน เช่น เพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย แล้วนำไปเผาทิ้ง ลดการระบาดได้ การควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ควรทำเมื่อมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ

มีการควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล สำหรับผลที่ไม่ได้คุณภาพ จะตัดแต่งผลทิ้งในช่วงผลมะม่วงมีอายุ 30-40 วัน ก่อนการห่อผล “ถ้าสังเกตจะเห็นดอกออกตามต้นได้ หากเราทำทรงพุ่มให้โปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้ แต่ทำให้โปร่ง จะทำให้ออกดอกตามต้น แต่ถ้าทำสวนให้ทึบ มันก็จะไม่ออกดอกตามกิ่งก้านให้ ยิ่งหน้าร้อนถ้าออกดอกให้ผลจะถูกแดดเผา แต่ถ้าติดดอกออกผลใต้พุ่ม ไม่ถูกแดด จะทำให้ผิวผลสวยงาม”

การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา สวนแห่งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของคู่ค้า คือ มาตรฐานญี่ปุ่น และ GAP ของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการจดบันทึกตามระบบ GAP

เดิมมีการให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยจากงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกซว.) ประกอบกับประสบการณ์เน้นการให้ปุ๋ยเมื่อมะม่วงติดผลแล้ว โดยให้ทีละน้อยทุกๆ 7 วัน ตามการติดผลของมะม่วงแต่ละต้น สูตรปุ๋ย 25-5-18 หรือ 4.5-1-3.8 ผลผลิตมากให้มาก ผลผลิตน้อยให้น้อย

เทคนิคล่าสุดที่คุณไตรรัตน์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คือ การให้น้ำเสมือนฤดูฝน ดินจะต้องชุ่มอยู่ตลอดเวลา แม้ฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการขุดรอบโคนต้นมะม่วง 3 ส่วน 4 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะเมื่อให้ปุ๋ยและน้ำ จะซึมออกมาบริเวณรากพืชที่อยู่ชายพุ่ม ทำให้ต้นมะม่วงได้รับปุ๋ยและน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะชายพุ่มต้นมะม่วงจะเป็นเขตรากที่หาอาหารได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

คุณไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2557 ผลผลิตมะม่วง เกรด A เพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่าน บริษัท สยาม เอ็กซ์ปอร์ต มาร์ท จำกัด เพียงบริษัทเดียว มีปริมาณถึง 555 ตัน คิดเป็นเงิน 31,822,643 บาท และมีแนวโน้มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรรักษาคุณภาพของมะม่วงให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศจีนนิยมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาก เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ยิ่งในเทศกาลตรุษจีนและเช็งเม้ง ความต้องการในประเทศจีนสูงมาก ทำให้มีการเรียกชื่อสั้นๆ ว่า มะม่วงทอง

กลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออกนี้ ตั้งอยู่ที่แปลงมะม่วงของคุณไตรรัตน์ ไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้ที่สนใจปลูกและปรับปรุงคุณภาพมะม่วง

เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ส่งผลให้จำนวนประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรในอนาคต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยเกิดการรวมกลุ่มกันผลิตในลักษณะ “เกษตรแปลงใหญ่” เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีการบริหารจัดการแปลงที่ดี พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งยกระดับแปลงใหญ่ด้วยนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ พร้อมเชื่อมโยงตลาด เพิ่มศักยภาพแข่งขันทางการตลาดอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมการข้าว

ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ติดต่อ GClub ดำเนินงานผ่านการประชุมเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล ลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกร มอบปัจจัยการผลิต พัฒนาผู้จัดการแปลง ทำหน้าที่ติดตามและ ประเมินผลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ( ศพก.)เป็นจุดเชื่อมโยงในการถ่ายทอดความรู้ ระหว่างกลุ่มเกษตรกร

“อ้อย” พืชเศรษฐกิจของสระแก้ว

อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสระแก้ว มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย 11,205 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 314,080ไร่ ผลผลิต 3,372,329 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 10,737 กิโลกรัม/ไร่ (กรกฎาคม 2564) พื้นที่ปลูกอ้อยครอบคลุมพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์ อำเภอคลองหาด อำเภอตาพระยา อำเภอวัฒนานคร อำเภออรัญประเทศ อำเภอเขาฉกรรจ์ และอำเภอวังน้ำเย็น

เกษตรกรชาวไร่อ้อยโรงงานในจังหวัดสระแก้วเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายโรงงานน้ำตาล 2 แห่งในอำเภอวังสมบูรณ์ และ อำเภอวัฒนานคร ในช่วงฤดูหีบอ้อย 4 เดือน ระหว่างเดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี ที่ผ่านมากลุ่มผู้ผลิตอ้อยโรงงานมักประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อย รวมทั้งขาดแคลนเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัยในการตัดอ้อย จึงใช้วิธีเผาต้นอ้อยเพื่อให้แรงงานสามารถตัดอ้อยได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป

การเผาต้นอ้อย เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมในแหล่งปลูกอ้อย ทำให้เกษตรกรมีภาระต้นทุนการผลิตสูง แต่ได้ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้แรงงานคนในขั้นตอนการเตรียมดินและการเพาะปลูกพืชมักประสบปัญหาความล่าช้าในการปลูกไม่ทันฤดูกาล ขาดความแม่นยำในการเพาะปลูก ทำให้พืชเติบโตไม่สม่ำเสมอกัน มีต้นทุนค่าจ้างแรงงานสูง

สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิตในระยะยาว จึงสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยรายย่อยรวมตัวกันในรูปแบบการผลิตอ้อยแปลงใหญ่ และนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลมาใช้แก้ปัญหามลพิษ ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูก บำรุงรักษาอ้อย การบำรุงตออ้อย เก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยรถตัดอ้อย เพื่อจัดการเศษวัสดุด้วยเครื่องม้วนใบอ้อย “Zero Waste” นำไปขายเป็นเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง