ปลูก-จำหน่าย กระชายแบบปลอดสาร ที่บ่อพลอย กาญจนบุรี

“กระชาย” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน มีสรรพคุณสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้หลายอย่าง ขณะเดียวกัน ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจึงนิยมนำมาปรุงอาหารเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์เนื้อปลาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังนำกระชายมาจับคู่กับพืชชนิดอื่นทำเป็นเครื่องดื่มจำหน่ายได้รับความนิยมมาก

คุณประยุทธ จำนงกุล บ้านเลขที่ 121/1 หมู่ที่ 6 บ้านหนองเตียน ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ปลูกกระชายและพืชอื่นแบบผสมในแปลงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ผักชี ข้าวโพด อยู่ในพื้นที่ 3 ไร่ แบบปลอดสารโดยใช้น้ำหมักและสารไล่แมลงที่ทำจากสมุนไพร ทั้งยังเป็นแปลงสาธิตมีการตรวจสอบดินอยู่เป็นประจำ ทำให้ดินมีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์

ลักษณะดินในพื้นที่ปลูกมีสีแดง เป็นชุดดินบ่อพลอย เหมาะกับการปลูกพืชไร่และพืชสวน ก่อนเริ่มลงมือปลูกต้องเตรียมแปลงด้วยการไถพรวนทิ้งไว้ 1 เดือน แปลงปลูกคุณประยุทธได้ตรวจคุณภาพดินก่อนปรับปรุงดินเพื่อให้รู้ว่าควรต้องเติมธาตุอาหารตัวใดลงไปจะได้มีความเหมาะสม

ทุกครั้งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยจะปลูกปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยสดทิ้งไว้ 50 วันแล้วจึงไถกลบ โดยหลังจากไถกลบแล้วให้ตรวจคุณภาพดินอีกครั้งว่าควรต้องเติมธาตุอาหารตัวใดลงไปอีกในปริมาณที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ยังขอสนับสนุนโดโลไมท์จากทางเกษตรเพื่อนำมาหว่านเพื่อบ่มในแปลงแล้วไถกลบ ใช้ในปริมาณไร่ละ 1 ตัน ให้บ่มไว้สัก 30 วันจึงค่อยไถพรวน จากนั้นทำร่องปลูกกว้าง 120 เซนติเมตร ความยาวตามพื้นที่

สำหรับพันธุ์กระชายที่นำมาใช้ปลูกคุณประยุทธจะเลือกเก็บหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ไว้ทุกรอบ จะเลือกเก็บในแปลงที่ไม่พบโรค ก่อนนำหัวพันธุ์ปลูกต้องนำไปแช่น้ำยาป้องกันไวรัส โรครากเน่าโคนเน่า ใช้ยา 1 ซอง (5 กรัม) น้ำเปล่า 20 ลิตร หลังจากแช่แล้วนำไปผึ่งให้แห้ง 1 คืน คุณประยุทธ เผยว่า น้ำยาดังกล่าวไม่มีขายทั่วไป โดยติดต่อทางกรมวิชาการเพื่อนำน้ำยาชนิดนี้มาใช้กับกลุ่มปลูกกระชายแปลงใหญ่แบบปลอดสาร

การฝังหัวพันธุ์กระชายให้กำหนดตำแหน่งก่อน ระยะปลูกแต่ละแถวห่างกัน 15 เซนติเมตร ใช้หัวแม่มือกดลงในดินลึกสัก 2 เซนติเมตร เมื่อฝังเสร็จใช้ฟางคลุมแปลง จากนั้นอีก 7 วันจึงพ่นยาคุมหญ้าและวัชพืช ให้พ่นเพียงครั้งเดียวอยู่ได้ 2 เดือน

จากนั้นอีก 10 วันค่อยหว่านเมล็ดพันธุ์ผักชีไทยและลาว รดน้ำ แล้วอีก 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือนจึงพ่นน้ำหมักจากปลาและผลไม้ พร้อมถึงสารไล่แมลงที่ทำจากสมุนไพรรวมกับพืชในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสะเดา ยาสูบ หนอนตายหยาก หัวกลอยที่หมักร่วมกับกากน้ำตาล 1 เดือน โดยน้ำหมักและสารไล่แมลงต้องทำเตรียมไว้ก่อนลงมือปลูกไม้น้อยกว่า 1 เดือน

กระชายจะปลูกช่วงระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ไม่ควรเกินกว่านี้เพราะใกล้หน้าหนาวจะได้แต่ต้น รากจะไม่ยาว ใช้เวลาปลูกแล้วเก็บผลผลิตประมาณ 8 เดือน ดังนั้น ช่วงเวลา 60 วันเก็บผักชีรอบแรกออกมาขายเป็นค่าน้ำ-ค่าไฟได้ก่อน

เก็บผักชีเสร็จชาวบ้านบางรายปลูกพริกต่อบริเวณข้างร่อง แต่คุณประยุทธเลือกปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว (ขาวม่วง) แทน โดยจะปลูกพร้อมผักชีและกระชาย ข้าวโพดต้องปลูกหลุมละ 2 เมล็ด เว้นระยะหลุมห่างกันไม่ต่ำกว่า 60-70 เซนติเมตร และต้องปลูกร่องเว้นร่องต้องเผื่อเวลาต้นข้าวโพดโตจะได้ไม่บังน้ำสปริงเกลอร์ที่รดกระชาย หลังจากเก็บผักชีเสร็จ (เก็บได้ 1-2 รอบ) ต้นข้าวโพดมีขนาดสูง 50 เซนติเมตร

ระหว่างรอข้าวโพดและกระชายคุณประยุทธดูแลบำรุงต้นด้วยน้ำหมักเพียงอย่างเดียว คุณสมบัติน้ำหมักใช้แทนปุ๋ยได้ ฉีดพ่นน้ำหมักทุก 7-10 วัน ใช้ไปตลอดจนถึงช่วงต้นกระชายจะโทรม (ใบเหลือง) ส่วนข้าวโพดเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 80 วันหลังปลูก

คุณประยุทธ บอกว่า ถึงแม้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวกระชายจะใช้เวลา 8 เดือน (240 วัน) แต่แท้จริงอาจทอดยาวไปเกือบ 12 เดือน หากราคาในช่วง 8 เดือนไม่เหมาะสมก็ยังไม่เก็บขาย ปล่อยทิ้งไว้ในแปลงโดยไม่ต้องรดน้ำเหมือนเก็บเงินไว้ก่อน พอเห็นว่ามีราคาดีให้รดน้ำทิ้งไว้ 2 วันจึงขุดขึ้นมา

พร้อมกับให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ราคาสูง-ต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณและความต้องการ หากพบว่าปริมาณกระชายในท้องตลาดมีจำนวนมาก เพราะเป็นผลผลิตจากพื้นที่ทางนครปฐม กำแพงแสน จึงทำให้ทางบ่อพลอยยังไม่เก็บ แล้วหากเห็นว่าราคาขายกระชายเริ่มขยับสูงเมื่อใดจะสูบน้ำมารดแล้วขุดเก็บขายได้ทันที

หลังจากใช้จอบที่มีสองง่ามขุดกระชายขึ้นมาแล้วให้นำมาล้างทำความสะอาด ตัดแต่งกอให้มีรูปทรงสวย กระชายที่ร่วงจะนำไปซอยขาย ส่วนกอไหนมีทรงสวย สมบูรณ์จะขายทั้งกอ คุณ ประยุทธ บอกว่า กระชายสวย มีคุณภาพ สมบูรณ์ให้ดูที่ความอ้วนอวบ ขนาดยาว มีจำนวนมากในกอ และมีน้ำหนักดี

จากนั้นนำไปใส่ถุงชั่งน้ำหนักรอพ่อค้ามารับหน้าสวน โดยพ่อค้าจะนำไปขายต่อตามตลาดใหญ่ เช่น ตลาดไท สี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง ปริมาณผลผลิตที่เก็บแต่ละครั้งเฉลี่ย 5 ตัน ต่อไร่ ปริมาณเท่านี้ต้องดูแลอย่างดี ราคาขายส่งล่าสุดเมื่อปี 2564 กิโลกรัมละ 150 บาท เป็นราคาที่สูงเมื่อเทียบกับก่อนโควิด

คุณประยุทธ บอกว่า ข้อดีของการปลูกกระชายคือลงทุนน้อยมาก ขอให้ดูแลเรื่องน้ำ ปุ๋ย ให้เต็มที่ หมั่นตรวจสอบคุณภาพดินเพื่อให้มีธาตุอาหารครบ ระหว่างรอเก็บกระชายขายยังมีรายได้จากพืชชนิดอื่นที่ปลูกร่วมกับกระชาย ไม่ว่าจะเป็นผักชี พริก ข้าวโพด ส่วนกระชายเป็นรายได้หลังสุดที่เก็บขายเหมือนได้ของแถม

หลังจากเก็บแล้วให้เลือกหัวที่สมบูรณ์ไว้ทำพันธุ์รอบต่อไป หัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ให้ดูจากความตรงของรากเพราะมีความสำคัญช่วยทำให้ต้นเจริญเติบโตสมบูรณ์ ให้แยกหัวพันธุ์มากองไว้อย่าให้โดนน้ำ แล้วนำมาใส่ในเข่ง เมื่อถึงเวลาใช้ต้องคัดหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่สุดอีกรอบ เสร็จจากเก็บผลผลิตกระชายแล้วจะพักดินไว้ 1-2 เดือน โดยปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสดทิ้งไว้

คุณประยุทธเป็นประธานกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกกระชายมีสมาชิกรวม 96 ราย แค่เพียง 2 หมู่บ้าน แต่ละรายใช้พื้นที่ปลูกเฉลี่ย 3-4 ไร่ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 1,100 ไร่ กลุ่มนี้เริ่มมาในปี 2561

กลุ่มแปลงใหญ่ปลูกกระชายมีการประชุมทุกเดือนเพื่อถ่ายทอดนโยบายของทางภาครัฐที่กำหนดเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน แต่สำหรับแนวทางบริหารจัดการของกลุ่มนี้ให้ความสำคัญเฉพาะในเรื่องปัจจัยการผลิต และแนวทางปลูกบ้างเล็กน้อยเพราะต้องการให้เป็นมาตรฐานและคุณภาพเดียวกัน ส่วนเรื่องการขาย การตลาดให้สมาชิกแต่ละรายสามารถดำเนินการเองได้โดยอิสระ

ชื่ออื่นๆ หวีด (ภาคเหนือ) อ้อยน้ำ (จันทบุรี) กะตีบ แขกเต้า ค้ำ ไม้ค้ำ กอกฟาน ตำคร้ำ หวิด ลำเมาะ (ลั้ว) ปิซะยอง ปิซะออง (กะเหรี่ยง)

หนูจัดตัวเองเป็นสาวเหนือร้อยชื่อ เพราะแต่ละชื่อของหนูอาจจะขัดแย้งกับบุคลิกหรือภาพรวมทางกายภาพที่มองภายนอก ประการแรก ถ้าหากมีคนออกสำเนียงภาษาไทยไม่ชัดก็มักจะออกเสียงว่า “ตะคล้ำ” หนูโกรธมาก เพราะหาว่าหนูออกดำ ทั้งๆ ที่หนูออกดอกเหลืองนวลผ่องใส ที่โกรธหนักไปอีกคือไปออกเสียงว่า “ดำคล้ำ” จริงๆ ชื่อหนูคือ “ตำคร้ำ” เห็นมั้ย..! น่าโมโห อย่าหาว่าหนูแซว “สาวใต้” เลยนะ เพราะหนูเหลืองนวลเหมือนสีน้ำอ้อย หนูจึงชอบใจที่ชาวเมืองจันท์เรียกหนูว่า “อ้อยน้ำ” แต่หนูก็ชอบชื่อที่ออกเสียงทางยุโรปม้ากมาก ที่เขาเรียกว่า “ปิซะออง, ปิซะยอง” เหมือนชื่อสาวฝรั่งเศส แต่พอสืบจริงๆ เป็นชื่อที่ชาวกะเหรี่ยงเรียกซะนี่ แหม..! อยากเป็นสาวฝรั่ง กลายเป็น “สาวชาวเขา”

หนูบ่นเรื่องชื่อ เพราะทางเหนือเขานิยมเรียกหนูว่า “หวีด หรือ หวิด” มากกว่าชื่ออื่นๆ หนูท้าได้เลยว่า ถ้าใครไปเที่ยวชมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และใช้หางบัตรเข้าชมศึกษาธรรมชาติ โดยเส้นทางเดินลอยฟ้า หรือ Canopy walkway คือสะพานเหล็กที่ยกเหนือเรือนยอดไม้ยาวที่สุดในประเทศไทย ระยะทางกว่า 400 เมตร ระดับความสูงกว่า 20 เมตร บางช่วงจะมีพื้นกระจกใสมองเห็นยอดไม้ด้านล่างท่ามกลางต้นไม้ใหญ่เขียวขจี สูดอากาศบริสุทธิ์ ล้างปอด ฟังเสียงนกร้องนกบิน ธรรมชาติ

ถ้าหากเดินสุดทางเดินชมเพลินคิดว่าเราเดินบนยอดไม้ มองออกไปเห็นภูเขาล้อมรอบ บางครั้งก็ขาสั่นเพราะกลัวความสูง บางจุดก็อยากปีนนั่งบนแผงกั้นถ่ายรูปเหมือนเราลอยไปกับเมฆหมอก แล้ว “check-in” ทุกจุด เมื่อเดินมาถึงทางออกปลายทางหากเป็นช่วงต้นปี มกราคมถึงมีนาคม ณ จุดตรวจ มองทางขวามือเห็นต้นไม้ใหญ่ ออกดอกเต็มต้นทุกกิ่งก้านสีเหลืองเพราะช่วงผลัดใบ แผ่กิ่งก้านโชว์ดอกถึงจุดตรวจบัตรทางออก ถามเจ้าหน้าที่ว่า “ต้นใหญ่ดอกเหลือง ชื่ออะไร” ท่านก็ตอบว่า “ต้นหวีด หรือ ต้นหวิด” ไม่เห็นท่านเรียกว่า “ต้นตะคร้ำ” เลย หนูจึงสบายใจว่าใครฟังแล้ว หนูไม่ใช่ “สาวผิวคล้ำ” แน่นอน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่พม่า ลาว กัมพูชา จนถึงอินเดีย หนูมีวงศาคณาญาติอยู่ทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ราบ ตามป่าโปร่ง ป่าไม้ผลัดใบ ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณเมื่อถึงเวลาออกดอก ด้วยลำต้นที่สูงได้มากกว่า 20 เมตร จึงโดดเด่นในป่าด้วยกัน แต่หนูแปลกใจที่ในป่าเมืองไทยทุกภาคพื้นป่าหนูอยู่ได้ทั่วไป แต่ทำไมเฉพาะภาคใต้ หาพบหนูยากมาก แทบจะไม่มีในภาคใต้ หรือหนูจะกลัวลมทะเล แดดทะเล แล้วผิว “จะคล้ำ” ญาติๆ หนูจึงไม่ยอมอยู่ภาคใต้กันเลย สาวๆ ชาวใต้อย่าว่ากันนะ ก็ถือเป็นนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ส่วนบุคคลก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม ในด้านพฤกษศาสตร์หรือลักษณะวิสัย ก็เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางที่มีลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือทรงกระบอก โคนต้นเป็นพูพอน กิ่งอ่อนและก้านช่อดอกมีขนสีเทาคลุมกระจายทั่วเปลือกนอกต้นสีเทาหรือปนเทาแตกสะเก็ดอาจมีหลุมตื้นๆ แต่เปลือกในสีนวลมีริ้วสีชมพูสลับ ถ้าสับดูจะมียางซึมสีออกชมพูปนแดง แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองคล้ำ มีกระพี้เป็นสีชมพูอ่อนๆ แต่แก่นต้นเป็นสีน้ำตาลแดง

ใบ เป็นใบประกอบ ออกเรียงเวียนสลับเป็นกระจุกปลายกิ่ง ก้านช่อหนึ่งจะมีหลายใบ ยาวถึง 10 นิ้ว แต่ปลายก้านมีเพียงใบเดียว โคนใบแหลมมนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีขาวมีขนสั้นๆ เมื่อโตแผ่นใบจะเป็นสีเขียว

ดอก ออกเป็นช่อใหญ่บริเวณปลายกิ่งหรือส่วนยอด ช่อดอกยาวถึง 6 นิ้ว มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก เป็นดอกสมบูรณ์ ลักษณะดอกเป็นรูประฆัง กลีบรองดอกเชื่อมติดกัน แต่ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบดอกมีสีครีม สีเหลือง หรือสีชมพูอ่อน เมื่อออกดอกเต็มต้นจะเหลืองอร่าม หากอยู่ในสวนป่าซึ่งมีฉากหลังเป็นใบไม้สีเขียว จะมองดูดอกเหลืองโดดเด่นมาก เมื่อพัฒนาเป็นผล มีลักษณะเป็นทรงกลมอวบน้ำ มีเมล็ดอยู่ภายในสีเขียวอมเหลือง เนื้อนุ่มเมื่อแก่จัดสีดำ ผิวหุ้มเมล็ดแข็งภายในฉ่ำน้ำ มี 1-2 เมล็ด เป็นส่วนที่นำไปเพาะขยายพันธุ์ได้ดี จึงกระจายพันธุ์ทั่วไปทั้งประเทศเนปาล ภูฏาน จีนตอนใต้ และภูมิภาคอินโดจีน

สรรพคุณทางสมุนไพร ใช้ได้ทั้งผล ต้น ใบ เปลือกต้น นิยมใช้เป็นยาภายนอกภายในกับผู้คนมาตั้งแต่โบราณ นอกเหนือจากให้ร่มเงา ดอกสวย กลิ่นหอมอ่อนๆ เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้บิด ท้องร่วง ปวดท้อง ห้ามเลือด หรือล้างแผลเรื้อรังได้ แม้กระทั่งคั้นน้ำจากลำต้นหยอดตา แก้เยื่อตาอักเสบ ใบคั้นน้ำผสมน้ำผึ้งรักษาโรคหืด เป็นยาบำรุงธาตุบำรุงกระเพาะอาหาร ผลสุกตะคร้ำรับประทานได้และใช้เบื่อปลาได้ด้วย รวมถึงใช้ย้อมตอกให้มีสีดำ ส่วนที่นิยมใช้มากที่สุดคือต้นกับเปลือกต้น โดยนำมาแช่น้ำให้เด็กทารกอาบป้องกันผิวขึ้นผื่น นำมาตำพอกต้มอาบ ชาวเผ่าอีก้อใช้เป็นยาแก้อักเสบ ติดเชื้อแผลหนองและห้ามเลือด ชาวขมุ นำมาขูดใส่ลาบ สตรีหลังคลอดใช้ต้มอาบ ส่วนเปลือกต้นมีฤทธิ์ทำให้เลือดแข็งตัวเร็วให้น้ำฝาด ชนิด pyrogollol และ catecho รวมทั้งมีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือด

เดี๋ยวนี้หนูไม่น้อยใจแล้ว ใครจะเรียก “ค้ำ-คล้ำ” ช่างปะไร เพราะหนูภูมิใจที่หนูเป็นหนึ่งพันธุ์ไม้ในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่แม่ริม ปลายทาง canopy walkway และที่ “พระจุฑาธุชฐาน” บนเกาะสีชัง ที่สร้างตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2435 ท่ามกลางหาดหินสลับหาดทรายเลียบทะเล และพอแก่ตัว เขาบอกว่าเนื้อไม้ใช้งานการเลื่อย เจาะ กลึง ยึดตะปู ขัดเงา สวยชัด ทำฝาบ้าน เครื่องเรือน หีบ ลังลายสวยงาม

เป็นไม้มงคลที่ใช้มัดเสาเอก หรือใส่หลุมเสาเรือนเป็นสิริมงคลบ้าน “ค้ำชูเป็นไม้ค้ำยัน” ให้กับบ้านเรือน คิดจะสร้างบ้านใหม่ เรียกหาหนูไปผูกหัวเสานะเจ้าค่า..!

พูดถึงองุ่นของบ้านเรา ส่วนใหญ่ปลูกกันในภาคต่างๆ ยกเว้นภาคใต้ แต่ตอนนี้ภาคใต้ก็ปลูกได้แล้ว อย่างที่พังงา และตรัง ทว่ายังเป็นรายย่อยๆ และปลูกกันไม่มากนัก โรงเรียนบ้านคลองคุ้ย ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปลูกองุ่นในโรงเรือน ซึ่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

สวนองุ่นแห่งการเรียนรู้ นายสุรินทร์ ส่งแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองคุ้ย เล่าถึงที่มาที่ไปของการปลูกองุ่น ว่า ได้เห็นความสำเร็จของเกษตรกรรายหนึ่งที่ตำบลปากแจ่ม นำองุ่นมาปลูก อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน โดยโค่นต้นยางพาราเพื่อนำพื้นที่มาปลูกองุ่นแทน ถือเป็นรายแรกของจังหวัดตรัง ทางโรงเรียนจึงอยากจะทดลองปลูกบ้าง เริ่มจากซื้อต้นพันธุ์องุ่นดำ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) 8 ต้น มาทดลองปลูกภายในโรงเรือน ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร เป็นการปลูกแบบระบบปิด พร้อมกับศึกษาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตด้วย

หลังจากปลูกได้ 7 เดือน องุ่นก็ออกลูก และเก็บผลผลิตได้จำนวน 100 กิโลกรัม ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ เพราะแม้รสชาติจะไม่หวานเข้มเหมือนองุ่นทั่วไป แต่จะออกรสหวาน ผลกรอบกว่าองุ่นทั่วไป ผิวสีสวยเป็นมันวาว ไร้สารเคมี และเนื่องจากเป็นการออกผลผลิตครั้งแรกจึงไม่มีการจำหน่ายผลผลิต แต่ให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน รับประทานและเป็นของฝากให้กับแขกที่มาเยี่ยมชม

นายสุรินทร์ บอกว่า ตอนนี้โรงเรียนกลายเป็นสวนองุ่นแห่งการเรียนรู้ คนในชุมชนและในบริเวณใกล้เคียงรวมถึงโรงเรียนต่างๆ ก็เข้ามาดู จากนี้ทางโรงเรียนจะต่อยอดเพื่อปลูกพืชผลเมืองหนาวชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เมล่อน เพราะเชื่อว่าในภาคใต้ก็สามารถทำให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้ความพยายามเท่านั้น

ผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนี้ระบุด้วยว่า โรงเรียนมีครู 21 คน มีนักเรียน 300 คน ที่ผ่านมาครูสอนวิชาเกษตรจะสอนให้เด็กปลูกพืชผักสวนครัว อย่าง ผักบุ้ง ผักคะน้า แต่เมื่อเห็นเกษตรกรปลูกองุ่นได้จึงอยากให้นักเรียนได้ทดลองปลูกด้วย เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนมีความสุข รวมทั้งนำวิชาความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต จึงเริ่มต้นด้วยการสร้างโรงเรือนดีๆ เพราะภาคใต้นั้นมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี แต่ทุกคนก็ช่วยกันศึกษาหาข้อมูลทั้งจากผู้รู้และในอินเตอร์เน็ต จนสามารถปลูกองุ่นได้สำเร็จ

เตือนระวังแมลง และเพลี้ยแป้ง

ด้าน นายสมหมาย มณีทับ อาจารย์ที่เป็นหลักในการดูแลองุ่นร่วมกับคณะครูและนักเรียนบางส่วน ให้รายละเอียดว่า ในการปลูกเริ่มด้วยการเตรียมหลุมเป็นร่องปลูก ขนาดกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร ยาว 12 เมตร พร้อมใช้ใบไม้แห้งผสมปุ๋ยคอก ประมาณ 30 กระสอบ (ขี้ไก่แกลบ) และปูนขาว ประมาณ 10 กระสอบ คลุกเคล้ากับดินเดิมถมลงไปในหลุมจนเต็ม เป็นการรองพื้นเพื่อเตรียมดินให้มีแร่ธาตุอาหารมาก โดยมีความห่างระหว่างต้น 3 เมตร แล้วนำต้นกล้าวางลงแล้วกลบด้วยดินดีผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม ไม่ต้องทำร่มให้ต้นกล้า แต่ใช้เชือกเป็นค้างไปยังโครงเหล็ก

ในการดูแลช่วงแรกนั้น รากยังน้อย ดูดน้ำไม่เก่งควรรดน้ำบ่อยๆ ทั้งเช้าและเย็น เฉพาะโคนต้น สำหรับระยะเวลาการปลูก ประมาณ 180 วันนี้ ต้องคอยตัดแต่งกิ่งใบให้กิ่งสมบูรณ์มากที่สุด ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 กลบด้วยปุ๋ยคอกทุกสัปดาห์ เมื่อครบ 180 วัน ตัดแต่งใบและยอดออก ต้นจะแตกยอดอ่อนพร้อมออกดอก ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 100 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้

นายสมหมาย บอกว่า มีบางช่วงต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงคัดผล เพราะองุ่นในแต่ละช่อจะออกมาแน่นมากต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการตัดผลที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง มิฉะนั้นจะโดนผลอื่นทำให้เน่าได้ และถ้าไม่ตัดตกแต่งในแต่ละช่อจะทำให้ผลแน่นมาก เมื่อเวลาที่องุ่นโตเต็มที่จะดันกันจนผลองุ่นแตกและจะเน่า อีกทั้งต้องระวังจำพวกแมลงและเพลี้ยแป้งที่จะมากับมด

สำหรับการปลูกองุ่นรอบแรกนี้ทางโรงเรียนใช้เงินไปในการทำโรงเรือน และจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ประมาณ 50,000 บาท แต่วัสดุอุปกรณ์ยังเหลือที่สามารถสร้างโรงเรือนได้อีก 1 หลัง และยังมีค่าต้นกล้า ต้นละ 250 บาท จำนวน 8 ต้น รวม 2,000 บาท และปุ๋ยคอก 400 บาท โดยเริ่มปลูกเมื่อเดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวผลได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน

ฝึกให้นักเรียนขยายพันธุ์

การปลูกองุ่นครั้งนี้ ผู้บริหารโรงเรียนอยากให้นักเรียน ชั้นม.1 – ม.3 ได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการนำพืชเมืองหนาวมาปลูกในภาคใต้ และสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นฟังได้

โดยเฉพาะการปลูกพืชผัก ผลไม้ ในโรงเรือน ซึ่งระหว่างที่องุ่นยังไม่โตเต็มที่ ด้านล่างจะมีการปลูกเมล่อนแซม และปลูกผักเมืองหนาวในกระถาง อย่าง กะหล่ำปลี สร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 1 โรง คิดว่านักเรียนได้รับประโยชน์อย่างไร

“ ทางโรงเรียนมีการชำต้นกล้า ตอนกิ่ง โดยฝึกให้นักเรียนขยายพันธุ์โดยการตอน และปักชำ เพื่อบริการให้กับกลุ่มสนใจที่จะทดลองนำไปปลูก ซึ่งการปลูกองุ่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าดินและอากาศทางภาคใต้เหมาะสำหรับการปลูกพืชเมืองหนาวแต่ต้องควบคุมปริมาณน้ำฝนให้พอเหมาะ ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สายพันธุ์ ดิน หรือสภาพดินฟ้าอากาศ แต่น่าจะอยู่ที่วิธีการดูแลเอาใจใส่มากกว่า” นายสมหมาย กล่าวและว่า ที่ผ่านมามีการแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ โดยเด็กเล็กๆ จะมีหน้าที่ในการดายหญ้า เก็บใบที่ร่วง ส่วนเด็กโตๆ จะรดน้ำ ตัดแต่งกิ่งและผลองุ่น”

สำหรับการปลูกองุ่น colourofwords.com เน้นตกแต่งในเรื่องของจำนวนลูกองุ่นในแต่ละช่อให้มีปริมาณพอเหมาะเพื่อจะปรับปรุงผลให้โตขึ้น ไม่ให้ผลแน่นเกินไป ซึ่งจะทำให้ผลไม่โตเต็มที่ น้องฝ้าย เด็กหญิงกิตติยา เดชกมล แกนนำรุ่นพี่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถ่ายทอดประสบการณ์ในการปลูกองุ่นว่า แม้องุ่นรุ่นแรกจะปลูกไปเพียงไม่กี่ต้น แต่ให้ผลผลิตน่าพอใจ คือประมาณ 100 กิโลกรัม จากการที่คณะครูและนักเรียนช่วยกันดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ทั้งหลังเลิกเรียนและในวันหยุด เมื่อมาสัมผัสจึงรู้ว่าการปลูกองุ่นไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่มีโรงเรือนเพื่อช่วยควบคุมเรื่องดินฟ้าอากาศและศัตรูพืช รดน้ำให้พอเหมาะ การปลูกพืชผลเมืองหนาวในภาคใต้ยังเป็นความท้าทายที่อยากทำ ประกอบกับองุ่นเป็นผลไม้ที่ทุกคนนิยมชอบรับประทานกันอยู่แล้ว

ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ที่เกษตรกรนิยมใช้สารเคมีในการกำจัดพวกแมลงศัตรูพืช หรือใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชให้ผลิดอกออกผลมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหันมาร่วมรณรงค์งดการใช้สารเคมีขับไล่แมลง โดยเปลี่ยนมา ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีไม่ว่าจะเป็นการใช้แมลงตัวห้ำ แมลงตัวเบียน หรือการใช้สารสกัดหรือน้ำหมักจากพืชในการควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน และช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสารเคมีตกค้างในสินค้าเกษตรอีกด้วย

คุณศราวุธ มะลิชัย หนุ่มวิศวะอิเล็กทรอนิกส์ แต่มีหัวใจรักการทำอาชีพการเกษตร เพราะเติบโตในครอบครัวเกษตรกร พ่อแม่และญาติๆ ทำอาชีพชาวนาและเกษตรกร หลังคุณศราวุธเรียนจบมาทำงานด้านวิศวะ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ ในโรงงาน หรืองานบริษัท ไม่ใช่กิจการของคนไทย แต่หลอกเอาขยะมาทิ้งบ้านเรา คุณศราวุธ คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้

สนใจเลี้ยงไส้เดือนเป็นอาชีพ

ก่อนหน้านี้ คุณศราวุธ เคยลองผิดลองถูกในการเลี้ยงหนอนนก แต่ท้ายสุดก็ต้องเลิกทำ เพราะหนอนนกชอบอากาศเย็น ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในไทย ที่มีสภาพอากาศร้อน ทำให้หนอนนกตายหมด การเลี้ยงไส้เดือน คือ ความคิดแรกที่คุณศราวุธ เชื่อว่าสามารถทำได้จริง สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับพืชสวนไร่นาของตัวเองได้

วันหนึ่ง คุณศราวุธได้อ่านหนังสือเกษตร ได้ความรู้เรื่องการเลี้ยงไส้เดือน จึงเกิดความสนใจและศึกษาหาข้อมูลการเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงจัง ประกอบกับเขาสนใจเรื่องการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ไส้เดือนจึงตอบโจทย์ของเขาได้ เพราะไส้เดือน กินอะไรก็ได้ เพราะแหล่งอาหารของไส้เดือน คือ ขยะอินทรีย์

ไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ลักษณะลำตัวเป็นข้อปล้อง สามารถพบในดินได้ทั่วไป ใต้กองใบไม้ หรือมูลสัตว์ ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่เลี้ยงดูง่าย มีโปรตีนอยู่ในตัวมาก ประมาณ 80% ของน้ำหนักตัว คุณศราวุธจึงตัดสินใจเลี้ยงไส้เดือน เพราะสามารถนำมูลไส้เดือนมาใช้บำรุงต้นไม้จะช่วยให้ต้นไม้ เจริญเติบโตแข็งแรง